[{"content":"บทความนี้เริ่มจากช่วงนี้ใหม่ ทุกคนต้องเขียนโพสต์ New Year Resolution กัน แต่มีเพื่อนคนนึงเสนอขึ้นมาว่า ทุกคนเขียนของแบบนั้น เราจะไปเขียนเพิ่มทำไม มาเขียน Restaurant Resolution กันดีกว่าว่าปีที่แล้วกินร้านไหนไปและปีนี้จะกินร้านไหน จึงเกิดขึ้นเป็นบทความนี้\nกินแล้วอยากกินอีก ปี 2024 Walden Cafe \u0026amp; Bar (map) เราไม่ใช่คนกินเหล้า ไม่ชอบเข้าผับบาร์เลย ทั้งชีวิตเข้าแค่สามรอบ แต่ร้านนี้เป็นร้านเดียวที่จะยอมไปซ้ำ ๆ\nร้านเป็นบาร์เล็ก ๆ จุคนได้ไม่เกิน 20 คน เจ้าของร้านเป็นคู่สามีภรรยาญี่ปุ่น เครื่องดื่มหลักคือเหล้าบ๊วย ราคาเริ่มประมาณ 350 บาท เขามีเมนูหลากหลายตัวเลือก เหล้าบ๊วยยูซุอร่อยดี แต่สิ่งที่ถูกใจคือบรรยากาศของร้าน\nบาร์นี้เป็นร้านธีมเงียบสงบ เปิดเพลงแจ๊สจากลำโพงเบา ๆ โทนร้านเปิดไฟสลัว ๆ ให้พอสว่างแค่แต่ละโต๊ะเพื่อได้นั่งคุยกันได้ เราชอบนัดเพื่อนไปนั่งคุยเล่นในร้านนี้มาก แถมร้านมีบอร์ดเกมเล็ก ๆ ให้เล่นกันด้วย\nLoafyCo Bakery House (map) ร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ อยู่ที่ชั้นสองของดาดฟ้าลาซาล เมนูหลักคือขนมปังเกลือ (Shio Pan) ร้านใช้ขนมปังเกลือเป็นเบสของเมนูอื่น ๆ ด้วย เช่น ขนมปังสตอเบอร์รี่ และ ขนมปังแฮม สองเมนูนี้ร้านใช้ทั้งส่วนประกอบคุณภาพดี เราซื้อมากินก็รู้สึกว่าแพง แต่กินเสร็จก็รู้สึกคุ้มค่าทุกบาท\nเสียใจที่ช่วงหลังร้านดังมากจนคนแห่ไปต่อคิวยาวเหยียด จนตอนนี้ขี้เกียจไปกินแล้ว\nZia Pasta (map) ร้านอิตาเลี่ยนลับ ๆ ในซอยสุขุมวิท 65 ที่นั่งน้อยมาก ร้านไม่มีที่จอด เดินผ่านยังเกือบหาไม่เจอ แต่อาหารรสชาติโฮมมี่มาก บริการเป็นกันเองดีด้วย คนไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่ เหมาะกับไปนั่งกินชิว ๆ กับเพื่อนแถวนั้น\nอาหารหลากหลาย พิซซ่า พาสต้า รวมถึงขนมหวานอย่างทีรามิซุ\nHiroshima Pizza Okonomiyaki (map) ร้านโอโคโนมิยากิย่านทองหล่อที่รสชาติเหมือนกินที่ญี่ปุ่น การันตีโดยคนที่บินไปกินที่ Osaka แล้วคิดว่ารสชาติมันเหมือนร้านที่ไทยแฮะ\nร้านมีความเป็นญี่ปุ่นมาก ตั้งอยู่ใกล้ ๆ Racquet Club เปิดทีวีญี่ปุ่น คนในร้านก็ญี่ปุ่นล้วน ชั้นสองของร้านเป็นโต๊ะญี่ปุ่น นั่งห้อยขาแต่ต้องจองล่วงหน้าหน่อยถึงได้ไปกิน ส่วนใหญ่เราเลยได้นั่งชั้นล่าง ชั้นล่างเสียงดังหน่อย\nตามชื่อร้าน เมนูหลักคือโอโคโนมิยากิ แต่เมนูอย่างไก่ทอดก็อร่อยมาก เวลามีโอกาสแวะไปแถวนั้นมักจะไปนั่งกินกับเพื่อนเป็นประจำ (ถ้าเพื่อนไม่ปฏิเสธ)\nTami\u0026rsquo;s Kitchen 타미식당 (map) ค้นพบร้านอาหารนี้ตอนไปเที่ยวย่านซอยลาซาล เป็นร้านอาหารเกาหลีดูแลโดยครอบครัวเกาหลี-ไทย ร้านเป็นตึกแถวเล็ก ๆ ที่นั่งน้อย ๆ ให้ฟีลโฮมมี่เหมือนไปกินข้าวบ้านคนอื่น\nตัวเลือกอาหารไม่เยอะมาก หลัก ๆ คือ เซ็ต BBQ หมู ราคาย่อมเยา คุณภาพดี รสชาติอร่อย ทุกครั้งที่แวะไปแถวนั้นก็ชอบหาโอกาสไปกินกับเพื่อนที่อยู่แถวนั้นด้วยกัน\n(8 เมษายน: ร้านยังปิดปรับปรุงอยู่)\nกินแล้วอย่ากินอีกเลย ปี 2024 ขอแยกไว้เป็นลิสต์กิตติมศักดิ์ ร้านที่หลงไปกินแล้วผิดหวังจนไม่อยากกลับไปอีกเลย ไม่ว่าจะเรื่องอาหาร การบริการ หรือ คนในอินเตอร์เน็ตอวยมากเกินความเป็นจริง\nOrca Baker \u0026amp; Butcher (อาหารและการบริการแย่) ราดหน้าเส้นกรอบโรงแรม Elizabeth (คนอวยเกิน) ขมิ้น สาขา CentralWorld (ช้ามากจนมีคนเข้าไปทวงในห้องครัว) ฉันจะไปกินให้ได้ ปี 2025 สำหรับปีนี้ก็ยังมีลิสต์ร้านอาหารมากมายที่เก็บไว้ในใจว่าสักครั้งอยากไปกิน\nSushi Masato ร้านโอมากาเซะชื่อดังกลางกรุง เก็บไว้ในลิสต์มานานหลายปี อยากกินแต่จองคิวได้กินกับ Head Chef ยากเกินไป\nBookmagol เพื่อนแนะนำมา ตอนแรกไม่สนใจจนมารู้ทีหลังว่าเป็นร้านอาหารเกาหลีที่ได้อยู่ใน Michelin Guide ด้วย เลยเก็บเป็นลิสต์ข้ามปีมาแล้ว\nFishmonger ปกติเป็นคนไม่ชอบกิน Fish and Chips แต่เพื่อนหลายคนอวย และคนในอินเตอร์เน็ตก็อวยไว้เยอะมาก จนอยากพิสูจน์ด้วยตัวเอง แต่พอรู้ว่าคนเยอะมากก็เลยยังไม่อยากไป\nHIKINIKU TO COME เนื่องจากทำงานใน Central World จึงเดินผ่านร้านเนื้อแฮมเบิร์กทุกวันที่เข้าออฟฟิศ เห็นคนเป็นร้อยยืนรอต่อคิว เลยเก็บไว้ในลิสต์เหมือนกันว่าอยากได้กินสักครั้งถ้ามีโอกาสปีนี้\nHELENA Greek Kitchen เป็นอีกร้านท่ีผ่านบ่อยมาก ๆ อาหารกรีกชื่อดังย่านทองหล่อ ร้านสวยงามน่านั่ง ยังคงรอวันที่จะเปิดตี้หาเพื่อนไปนั่งกินได้\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/restaurant-resolution-2025/","summary":"\u003cp\u003eบทความนี้เริ่มจากช่วงนี้ใหม่ ทุกคนต้องเขียนโพสต์ New Year Resolution กัน แต่มีเพื่อนคนนึงเสนอขึ้นมาว่า ทุกคนเขียนของแบบนั้น เราจะไปเขียนเพิ่มทำไม มาเขียน Restaurant Resolution กันดีกว่าว่าปีที่แล้วกินร้านไหนไปและปีนี้จะกินร้านไหน จึงเกิดขึ้นเป็นบทความนี้\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"กนแลวอยากกนอก-ป-2024\"\u003eกินแล้วอยากกินอีก ปี 2024\u003c/h2\u003e\n\u003ch3 id=\"walden-cafe--bar-map\"\u003eWalden Cafe \u0026amp; Bar (\u003ca href=\"https://maps.app.goo.gl/ANBvwwZwNMD4Yab38\"\u003emap\u003c/a\u003e)\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eเราไม่ใช่คนกินเหล้า ไม่ชอบเข้าผับบาร์เลย ทั้งชีวิตเข้าแค่สามรอบ แต่ร้านนี้เป็นร้านเดียวที่จะยอมไปซ้ำ ๆ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eร้านเป็นบาร์เล็ก ๆ จุคนได้ไม่เกิน 20 คน เจ้าของร้านเป็นคู่สามีภรรยาญี่ปุ่น เครื่องดื่มหลักคือเหล้าบ๊วย ราคาเริ่มประมาณ 350 บาท เขามีเมนูหลากหลายตัวเลือก เหล้าบ๊วยยูซุอร่อยดี แต่สิ่งที่ถูกใจคือบรรยากาศของร้าน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eบาร์นี้เป็นร้านธีมเงียบสงบ เปิดเพลงแจ๊สจากลำโพงเบา ๆ โทนร้านเปิดไฟสลัว ๆ ให้พอสว่างแค่แต่ละโต๊ะเพื่อได้นั่งคุยกันได้ เราชอบนัดเพื่อนไปนั่งคุยเล่นในร้านนี้มาก แถมร้านมีบอร์ดเกมเล็ก ๆ ให้เล่นกันด้วย\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"PXL_20240607_151214331.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch3 id=\"loafyco-bakery-house-map\"\u003eLoafyCo Bakery House (\u003ca href=\"https://maps.app.goo.gl/qKVChyCVhGnksEf89\"\u003emap\u003c/a\u003e)\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ อยู่ที่ชั้นสองของดาดฟ้าลาซาล เมนูหลักคือขนมปังเกลือ (Shio Pan) ร้านใช้ขนมปังเกลือเป็นเบสของเมนูอื่น ๆ ด้วย เช่น ขนมปังสตอเบอร์รี่ และ ขนมปังแฮม สองเมนูนี้ร้านใช้ทั้งส่วนประกอบคุณภาพดี เราซื้อมากินก็รู้สึกว่าแพง แต่กินเสร็จก็รู้สึกคุ้มค่าทุกบาท\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเสียใจที่ช่วงหลังร้านดังมากจนคนแห่ไปต่อคิวยาวเหยียด จนตอนนี้ขี้เกียจไปกินแล้ว\u003c/p\u003e","title":"Restaurant Resolution 2025"},{"content":"ต้นเมษายน 2024 เรากับเพื่อนอีก 7 คนไปเดินเขาเส้นทาง Annapurna Base Camp (ABC) ที่ประเทศเนปาล เป็นทริปยาว 14 วัน เดินเท้ารวม 10 วันสิริรวมเส้นทางประมาณ 100 กิโลเมตร ก่อนไปเราเลยได้กดซื้ออุปกรณ์เดินป่าและข้าวของเครื่องใช้จำเป็นต่าง ๆ ในทริปนี้เลยจะมาแชร์ว่าอันนั้นใช้ดี อันนั้นไม่ควรใช้ (อันไหนที่เพื่อนใช้แล้วเราอยากได้)\nถ้าใครยังไม่ได้อ่านบล็อกเล่าประสบการณ์ไปเดินเขา ABC ก็อ่านได้ เล่าชีวิตพิชิต Annapurna Base Camp (ABC)\nของที่เราซื้อและใช้ดี Platypus Quickdraw Water Filter เดินป่าทริปนี้ไม่มีน้ำดื่มขาย น้ำต้องกรองเองจากก๊อกน้ำตามหมู่บ้าน ที่กรองน้ำเลยเป็นสิ่งจำเป็น ทริปนี้ตัดสินใจซื้อของแพงและแบรนด์ดังจะได้ดื่มน้ำได้สบายใจและเก็บไว้ใช้ระยะยาวได้\nเราซื้อ Platypus Quickdraw เพราะมันเช็คได้ว่าฟิลเตอร์ยังทำงานได้อยู่ไหม แบรนด์อื่นส่วนใหญ่เช็คไม่ได้กันหมดเลย แบรนด์อื่นต้องซื้อใหม่ทันทีถ้าเริ่มไม่มั่นใจที่จะใช้ต่อ\nอีกข้อดีคือมันเล็กเก็บง่ายดี จับถนัดมือด้วยเวลากรองน้ำ ข้อเสียคือมันกรองน้ำช้ากว่าที่คิด\u0026hellip; มันต้องบีบถุงน้ำแรง ๆ น้ำถึงจะไหลเร็ว แต่กลัวว่าบีบแรงแล้วถุงน้ำจะแตก\nLink: Shopee\nกางเกงในใช้แล้วทิ้ง DODOLOVE ทริปนี้เดินป่านาน 10 วัน เราไม่อยากซักกางเกงในระหว่างทริปเพราะตัวตากไม่แห้ง เลยเลือกวิธีใช้กางเกงในใช้แล้วทิ้ง ตอนแรกจะซื้อกางเกงในกระดาษแต่คิดว่ามันใส่แล้วคัน ๆ เลยเลือกอันนี้แทน\nมันเป็นกกน.สำหรับคนท้องหลังคลอด (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคนท้องต้องใช้) ซึ่งทำจากผ้าแต่บางมาก ถ้าซักน่าจะเละ แต่เอามาใช้ครั้งเดียวแล้วก็สบายดี ไม่คัน รู้สึกเหมือนใส่กางเกงในปกติเลย\nLink: Shopee\nที่ฉีดก้นพกพาแบบไฟฟ้า Wash (เราแนะนำสุด ๆ) เราเป็นคนรักสายฉีดก้นมาก ไปเที่ยวตปท.แล้วเจอโรงแรมไม่มีสายฉีดก้นคือจะร้องไห้ ทริปนี้เดินป่าเดินเขาก็รู้มาว่าที่พักตามหมู่บ้านมันไม่ค่อยมีสายฉีดก้น เราเลยตัดสินใจซื้อแบบดี ๆ ใช้ไฟฟ้ามาเก็บไว้ใช้ระยะยาวเลย\nซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดว่าตัดสินใจถูกที่สุดและเราแฮปปี้ที่ได้ซื้อมาใช้มาก!\nมันไซส์กระทัดรัด ใส่ถ่าน AAA สองก้อน กดปุ่มที่เครื่องแล้วน้ำจะพุ่งออกมาเหมือนที่ฉีดก้นในชักโครกญี่ปุ่นเลย น้ำไม่ได้แรงมากแต่ถือว่าโอเคสำหรับใช้งานกลางป่ากลางเขา\nจากซ้ายไปขวา: ซิลิโคนหุ้มหัวฉีด, หัวฉีด, เครื่องฉีดน้ำ, กระบอกน้ำ\nเวลาจะใช้ก็ถอดกระบอกน้ำมาใส่น้ำแล้วต่อเครื่องฉีดเข้ากับกระบอกน้ำ จากนั้นแค่กางหัวฉีดแล้วกดปุ่มที่เครื่อง น้ำก็พุ่งออกมาเลย แถมล้างเก็บสะดวกด้วย\nแนะนำจากใจมากสำหรับคนขาดสายฉีดก้นไม่ได้\nLink: Shopee (หรือไปซื้อตามร้านขายยา Save Drug)\nOptimum Nutrition Gold Standard Whey Protein 1 Lbs จากประสบการณ์การเดินป่าทริปก่อน ๆ หลังเดินเสร็จ ขาจะล้าและปวดกล้ามเนื้อในวันต่อมาเพราะเดินเยอะเกิน ทริปนี้เลยวางแผนพกเวย์ไปด้วย ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ดีมาก เรากินทุกวัน อาการปวดกล้ามเนื้อแทบไม่มีเลย\nอีกอย่างที่ประทับใจคือนี้มากเพราะมันละลายง่ายดี ไม่ต้องเอาแก้วเชคไป ใส่น้ำใส่แก้วกาแฟ คน 2-3 นาทีก็ละลายหมดแล้ว ระหว่างทริปนี้เรากับเพื่อนล้อคนที่กินเวย์อีกยี่ห้อแล้วละลายยากทั้งทริป\nแล้วก็มันขายเป็นถุง ยัดลงกระเป๋าเดินทางสะดวกดี\nLink: Shopee\nเสื้อยืด Uniqlo AIRISM Cotton ทริปนี้วางแผนว่าจะเอาเสื้อผ้าไปน้อยชิ้นเพื่อประหยัดน้ำหนัก บางครั้งต้องใส่เสื้อตัวเดิม 2-3 วันกว่าจะได้ซัก เลยตัดสินใจซื้อ Uniqlo Airsm ตามที่เพื่อนเดินป่าแนะนำ\nผลลัพธ์คือ เดินป่าเหงื่อท่วมตัว ไม่ซัก ผึ่งตากอย่างเดียว 3 วันก็ไม่มีกลิ่นเหม็นเลย (context: เราเป็นคนกลิ่นตัวน้อย) ขนาดใส่หลายวันแล้วยัดลงกระเป๋าเดินทาง แล้วเอามาดมหลังจากผ่านไปอีก 2 วัน ก็ไม่มีกลิ่น!\nแนะนำมากสำหรับสายเดินป่าแล้วต้องการใส่เสื้อซ้ำ ๆ\nLink: Uniqlo\nคราบขี้เกลือชัดเจนแต่ไม่มีกลิ่น\nของที่เพื่อนใช้แล้วเราอยากซื้อตาม เพื่อนบางคนก็ซื้อของมาเหมือนกันซึ่งเราไม่มี ระหว่างทริปก็ดูเขาใช้แล้วอยากได้ตามเพราะรู้สึกว่าคุณภาพดี การันตีด้วยการเดินทางตลอดกัน 10 กว่าวัน\nถุงเท้า Naturehike Merino Wool ทริปนี้เจออากาศหนาวมาก บางจุดถึง -7 โดยต้องนอนกินกันแบบไม่มีน้ำอุ่น ไม่มีฮีทเตอร์ พื้นห้องพักก็เย็นจนเดินไม่ได้ ถุงเท้ากันหนาวเลยจำเป็นมาก\nเราซื้อถุงเท้า wool แบบโนแบรนด์มาซึ่งผิดหวังหน่อยเพราะมันถักทอแบบหลวม ๆ ใส่แล้วไปกองอยู่ที่ข้อบ้างบางที (ร้านนี้ Shopee อย่าซื้อตามเลย) แต่ในทริปพี่อีกคนใช้ถุงเท้าขนแกะของ Naturehike ซึ่งถักมาแน่นหนากว่า ดูอุ่นกว่ามาก เลยปักหมุดไว้ว่ารอบหน้าจะซื้อแบบนี้แทน\nLink: Shopee\nเสื้อแจ็คเก็ตกันน้ำ ใส่เดินป่ารุ่น MH500 (Decathlon) เราซื้อเสื้อกันฝน Decatlon รุ่น NH100 (Link: Decatlon) ไป เป็นตัวราคาถูกซึ่งก็ใช้ได้ดีนะ แต่ข้อเสียคือระบายอากาศได้แย่ ใส่แล้วร้อนเกินหรือไม่ก็เหงื่อออกจนตัวแฉะ ระหว่างทริปก็มีพี่ในกลุ่มใช้เสื้อกันฝนอีกรุ่นของ Decatlon คือ MH500 ซึ่งแพงกว่าแบบ 10 เท่า แต่เราลองใส่แล้วชอบมากจนอยากซื้อมาใช้เอง\nจุดที่ชอบคือระบายอากาศดีกว่า ไม่รู้สึกอึดอัดเวลาใส่ และสำคัญสุดคือมีซิปใต้รักแร้ให้เปิดเพื่อระบายอากาศได้ ส่วนคุณสมบัติกันน้ำก็ดีกว่าตัวของเรา ด้วยเหตุทั้งหมดนี้เลยคิดว่าถ้ามีโอกาส คงจะซื้อตัวนี้มาใส่แทน\nLink: (Shopee)\nภาพจากเว็บไซต์ Decatlon\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/recommend-trekking-items/","summary":"\u003cp\u003eต้นเมษายน 2024 เรากับเพื่อนอีก 7 คนไปเดินเขาเส้นทาง Annapurna Base Camp (ABC) ที่ประเทศเนปาล เป็นทริปยาว 14 วัน เดินเท้ารวม 10 วันสิริรวมเส้นทางประมาณ 100 กิโลเมตร ก่อนไปเราเลยได้กดซื้ออุปกรณ์เดินป่าและข้าวของเครื่องใช้จำเป็นต่าง ๆ ในทริปนี้เลยจะมาแชร์ว่าอันนั้นใช้ดี อันนั้นไม่ควรใช้ (อันไหนที่เพื่อนใช้แล้วเราอยากได้)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eถ้าใครยังไม่ได้อ่านบล็อกเล่าประสบการณ์ไปเดินเขา ABC ก็อ่านได้ \u003cstrong\u003e\u003ca href=\"/posts/experience-adventure-annapurna-base-camp/\"\u003eเล่าชีวิตพิชิต Annapurna Base Camp (ABC)\u003c/a\u003e\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"ของทเราซอและใชด\"\u003eของที่เราซื้อและใช้ดี\u003c/h2\u003e\n\u003ch3 id=\"platypus-quickdraw-water-filter\"\u003ePlatypus Quickdraw Water Filter\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eเดินป่าทริปนี้ไม่มีน้ำดื่มขาย น้ำต้องกรองเองจากก๊อกน้ำตามหมู่บ้าน ที่กรองน้ำเลยเป็นสิ่งจำเป็น ทริปนี้ตัดสินใจซื้อของแพงและแบรนด์ดังจะได้ดื่มน้ำได้สบายใจและเก็บไว้ใช้ระยะยาวได้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเราซื้อ Platypus Quickdraw เพราะมันเช็คได้ว่าฟิลเตอร์ยังทำงานได้อยู่ไหม แบรนด์อื่นส่วนใหญ่เช็คไม่ได้กันหมดเลย แบรนด์อื่นต้องซื้อใหม่ทันทีถ้าเริ่มไม่มั่นใจที่จะใช้ต่อ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอีกข้อดีคือมันเล็กเก็บง่ายดี จับถนัดมือด้วยเวลากรองน้ำ ข้อเสียคือมันกรองน้ำช้ากว่าที่คิด\u0026hellip; มันต้องบีบถุงน้ำแรง ๆ น้ำถึงจะไหลเร็ว แต่กลัวว่าบีบแรงแล้วถุงน้ำจะแตก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eLink: \u003ca href=\"https://shope.ee/VkQLQXAQL\"\u003eShopee\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"image-6.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch3 id=\"กางเกงในใชแลวทง-dodolove\"\u003eกางเกงในใช้แล้วทิ้ง DODOLOVE\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eทริปนี้เดินป่านาน 10 วัน เราไม่อยากซักกางเกงในระหว่างทริปเพราะตัวตากไม่แห้ง เลยเลือกวิธีใช้กางเกงในใช้แล้วทิ้ง ตอนแรกจะซื้อกางเกงในกระดาษแต่คิดว่ามันใส่แล้วคัน ๆ เลยเลือกอันนี้แทน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eมันเป็นกกน.สำหรับคนท้องหลังคลอด (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคนท้องต้องใช้) ซึ่งทำจากผ้าแต่บางมาก ถ้าซักน่าจะเละ แต่เอามาใช้ครั้งเดียวแล้วก็สบายดี ไม่คัน รู้สึกเหมือนใส่กางเกงในปกติเลย\u003c/p\u003e","title":"ไอเท็มเดินเขาในทริป ABC ที่ใช้แล้วดีจนอยากบอกต่อ"},{"content":"ช่วงพฤศจิกายน 2023 เราวางแผนและไปเที่ยวฮอกไกโด 8 วันกับแม่ เพื่อนหลายคนถามเรื่องแผนของทริป ที่พัก การเดินทาง ฯลฯ เลยเขียนบล็อคเก็บไว้เผื่อใครจะเอาแผนนี้ไปใช้\nเนื่องจากเป็นการไปญี่ปุ่นครั้งแรกของแม่และแม่คงไม่ได้มาบ่อย ๆ ได้ เลยวางแผนให้เที่ยวได้ครบหลายที่แต่ไม่ต้องย้ายโรงแรมบ่อยเกินความจำเป็น เน้นตระเวนทั่วครบเมืองสำคัญบนเกาะฮอกไกโดโดยเดินทางด้วยรถไฟเป็นหลักและไม่ต้องลาหลายวัน\nในบทความนี้เขียนแยก 4 หัวข้อ\nแผนการเที่ยวรายวัน การเดินทาง โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองปลายทาง แผนการเที่ยวรายวัน วันที่ 1: Bangkok - Sapporo ขึ้นเครื่องบินจากสุวรรณภูมิกลางคืน เดินทางถึงสนามบิน Shin Chitose ในตอนเช้า จากนั้นนั่งรถไฟเข้าเมือง Sapporo เพื่อเช็คอินโรงแรมและเที่ยวรอบเมือง\nวันที่ 2: Sapporo เที่ยวรอบเมือง Sapporo อีกหนึ่งวัน\nวันที่ 3: Sapporo - Otaru - Sapporo นั่งรถไฟจาก Sapporo ไป Otaru เพื่อเที่ยวรอบเมืองแบบ Day trip จากนั้นกลับมาพักที่ Sapporo ใช้เวลาเดินทางขาละ 45 นาที\nวันที่ 4: Sapporo - Funaro - Biei - Sapporo วันนี้ตารางเวลาจะต้องเป๊ะหน่อยเพราะรถไฟไป Furano ไม่ค่อยมีเที่ยวเยอะ วิธีการเดินทางคือนั่งรถไฟจาก Sapporo ไป Takikawa เพื่อเปลี่ยนขบวนเป็นสายท้องถิ่นไปเมือง Furano\nวันนี้ตื่นเช้าเพื่อนั่งรถไฟเที่ยว 6:30 จาก Sapporo ไป Furano โดยถึงปลายทางประมาณ 9 โมง จากนั้นเช่ารถขับเที่ยวธรรมชาติบริเวณเมือง Furano และ Biei จากนั้นคืนรถตอน 17:00 และนั่งรถไฟกลับมาพักที่ Sapporo ประมาณ 20:30\nวันที่ 5: Sapporo - Noboribetsu เช็คเอ้าต์โรงแรมที่ Sapporo แล้วนั่งรถไฟไปเมืองน้ำพุร้อน Noboribetsu โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า จากนั้นเช็คอินเรียวกังและเดินเที่ยวในเมือง\nวันที่ 6: Noboribetsu - Hakodate เช็คเอ้าต์จากเรียวกังแล้วเดินทางด้วยรถไฟต่อไปที่ Hakodate ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง จากนั้นเช็คอินโรงแรมแล้วเที่ยวรอบเมือง Hakodate\nวันที่ 7: Hakodate - Sapporo เช็คเอ้าต์โรงแรมตอนเช้า เดินเล่นรอบเมืองครึ่งเช้า จากนั้นนั่งรถไฟกลับไปสนามบิน Shin Chitose เพื่อเข้าพักที่โรงแรมในสนามบินก่อนบินวันรุ่งขึ้น\nวันที่ 8: Sapporo - Bangkok เช็คเอ้าต์จากโรงแรมในสนามบิน ขึ้นเครื่องกลับประเทศไทย\nการเดินทาง เราเดินทางด้วยรถไฟเป็นหลักแต่มีเช่ารถที่ Furano เพราะแถบนั้นเป็นพื้นที่ชนบททำให้เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะลำบาก\nรถไฟระหว่างเมือง รถไฟส่วนใหญ่จะนั่งข้ามเมืองโดยส่วนใหญ่ควรจองที่นั่งเสมอเพราะเป็นรถนั่งหลายชั่วโมงและการันตีว่ามีที่นั่งถ้าไปช่วง Peak Season โดยสามารถกดจองที่นั่งที่หน้าตู้กดตั๋วตามสถานีรถไฟ\nเราคำนวนการเดินทางรายวันแล้วพบว่าใช้ Hokkaido JR Pass จะคุ้มกว่าซื้อตั๋วหน้าตู้ประมาณ 10-20% ของค่าใช้จ่าย โดยเราใช้ตั๋ว 7-day เพราะคืนสุดท้ายอยู่ที่สนามบิน ดังนั้นระยะเวลาตั๋วจะพอดีกับวันที่ต้องเดินทาง\nสำหรับคนที่มองหาตั๋ว JR Pass แนะนำให้ซื้อ Hokkaido JR Pass ซึ่งเป็นตั๋ว JR Pass ที่ใช้ได้แค่ในเกาะฮอกไกโด ข้อดีคือถูกกว่าตั๋ว JR Pass ทั้งประเทศแบบเท่าตัว\nสำหรับข้อมูลให้ดูที่ Hokkaido Rail Pass Website แต่แนะนำให้ซื้อตั๋วกับ Klook จะง่ายกว่า\nสามารถเช็คตารางเวลาแบบแม่นยำได้ที่เว็บของ Hokkaido Railway เช่นเดียวกัน\nHakodate Station\nรถไฟและรถบัสภายในเมือง รถไฟใต้ดิน รถราง รถบัส ทั้งหมดนี้ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้\nค่าโดยสารส่วนใหญ่จะราคาไม่แพง ทั้งหมดรองรับบัตร IC เช่น Suica หรือ Kitaca โดยถ้าทำบัตร IC ใน Hokkaido จะได้บัตร Kitaca ซึ่งเป็นประจำเกาะฮอกไกโด แต่ถ้ามี Suica อยู่แล้วก็สามารถใช้แทนกันได้\nเมือง Sapporo จะมีทั้งรถรางและรถไฟใต้ดิน ทั้งสองมีวิธีคิดเงินต่างกัน สามารถค้นหาข้อมูลเรื่องนี้ได้ในอินเตอร์เน็ต\nเมือง Hakodate มีรถรางคล้ายกันแต่เมืองนี้ไม่มีรถไฟใต้ดิน หาข้อมูลราคาต่อเที่ยวได้จากในอินเตอร์เน็ตเช่นเดียวกัน\nเช่ารถ สำหรับรถเช่าเพื่อเที่ยว Furano - Biei เราใช้บริการ Toyota Rent-A-Car ซึ่งราคาไม่แพง เลือกร้านในเมือง Furano เพราะไม่อยากเช่ารถขับมาจาก Sapporo ซึ่งทำให้เปลืองค่าทางด่วนและน้ำมันกว่าเดิม ถ้าเราเช่ารถที่ Furano เราจะได้ใช้ JR Pass ให้คุ้มมากขึ้น\nร้าน Toyota Rent-A-Car มีจุดบริการไม่ไกลจาก Furano station เดินประมาณ 5 นาที\nพนักงานพูดสื่อสารภาษาอังกฤษพอได้ ไม่มีปัญหาในการใช้งาน รถคุณภาพดี (แม่ชอบมาก)\nเมือง Furano และ Biei เป็นเมืองชนบท เราไปช่วงใบไม้ล่วงซึ่งไม่ใช่ Peak season ทำให้ไม่เจอรถบนถนนเลย ถนนโล่งมาก ๆ ขับสบาย ๆ มองวิวได้เรื่อย ๆ\nระหว่างขับเล่นระหว่างเมือง Furano - Biei\nโรงแรม Sapporo - เราพักที่ โรงแรม JAL City Sapporo Nakajima Park ซึ่งห้องกว้างใช้ได้ในมาตรฐานญี่ปุ่น ห้องน้ำดี ของใช้ครบถ้วน อยู่ใกล้จุดท่องเที่ยวอย่างย่าน Susukino และอยู่ห่างจากรถไฟใต้ดินแค่ 5 นาที\nNoboribetsu - สำหรับเรียวกังน้ำพุร้อน เราอยากได้ประสบการณ์แบบจัดเต็ม เลยเลือกพักโรงแรม Dai-ichi Takimotokan ซึ่งเป็นเรียวกังแรก ๆ ในเมืองนี้ มีอายุเก่าแก่ จุดเด่นของโรงแรมนี้คือ The Grand Bath ซึ่งเป็นห้องอาบน้ำรวมและออนเซ็นที่มโหฬารที่สุดเท่าที่เคยเห็น ไม่ผิดหวังที่พักที่นี่\nHakodate - เราพักที่โรงแรม JR Inn Hakodate ที่อยู่ติดกับสถานี Hakodate เป็นโรงแรมในเครือ JR ห้องค่อนข้างเล็กแต่คุณภาพดี ข้อเสียคือห้องอาบน้ำเล็กมากและต้องมาแต่งตัวนอกห้องน้ำเพราะไม่มีโซนแห้งในห้องน้ำ ข้อดีคือมีบริการยืมหมอน มีให้เลือกเป็นสิบ ๆ แบบ\nShin-Chitose Airport - คืนสุดท้ายเราพักในสนามบิน ณ โรงแรม Air Terminal ซึ่งตั้งอยู่ในฝั่งอาคาร Domestic เป็นโรงแรมเก่าของสนามบินแต่โดยรวมไม่ได้แย่\nเมืองปลายทาง เราไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมหลากหลายเพราะเที่ยวกับแม่ เลยไม่ได้ขึ้นเขาลงห้วยเยอะ แต่แวะร้านอาหารต่าง ๆ และเที่ยวจุดท่องเที่ยวที่สามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก\nSapporo ซัปโปะโรเป็นเมืองหลักของเกาะฮอกไกโด เป็นเมืองที่เจริญที่สุดในเกาะ มีห้างร้านหลากหลาย มีร้านอาหารเยอะ มีรถไฟใต้ดินของตัวเอง มีรถราง ฯลฯ\nเมืองมีอะไรให้ทำหลายอย่าง เราไม่ได้เยี่ยมชมครบทุกที่แต่ไปเยี่ยมสถานที่ที่เราอยากไป เช่น มหาลัยฮอกไกโดซึ่งเราเคยแลกเปลี่ยนครึ่งปี และเยี่ยมร้านอาหารของคนญี่ปุ่นที่เรารู้จักกัน\nHokkaido University (map) คือ หนึ่งสถานที่เที่ยวสำคัญในเมือง เป็นมหาลัยที่ถูกจัดว่าสวยเป็นอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่น จุดเด่นสำคัญคือถนนสีทอง เป็นถนนตรงยาวเต็มไปด้วยต้นแปะก๊วยที่ใบไม้จะกลายเป็นสีเหลืองทองทั้งเส้นในช่วงใบไม้ร่วง แต่ถ้าไม่ใช่ฤดูใบไม้ร่วงก็ยังเดินชมบรรยากาศในมหาลัยชิว ๆ เหมือนกัน (พูดในฐานะคนทำวิจัยที่นี่ครึ่งปี)\nในมหาลัยมีร้านสะดวกซื้อ Seico Mart โดยมีที่นั่งชั้นสองซึ่งเป็นมินิมาร์ทที่มีอาหารทำสดและเป็นมินิมาร์ทประจำเกาะฮอกไกโด ในมหาลัยยังมีคาเฟ่อีกสองสามแห่ง\nอีกสถานที่ คือ ภูเขา Moiwa (map) อยู่ทางใต้ของเมือง สามารถนั่งรถเคเบิลขึ้นไปดูวิวที่ยอดได้ ต้องซื้อตั๋ว แนะนำให้มาถ่ายวิวเพราะเป็นจุดถ่ายวิวประจำเมือง จุดเด่นคือวิวช่วงพระอาทิตย์ตกและค่ำ สามารถมองเห็นได้ทั้งเมืองตั้งแต่ทิวเขาไปถึงทะเล\nสำคัญ! โปรดตรวจสอบเวลาทำการเพราะบางเดือนจะมีการปิดปรับปรุงประจำปี\nนอกจากนี้ยังมีอื่น ๆ ที่เราไปเยี่ยมและไม่ได้ไปเยี่ยม ลองหาข้อมูลเองได้\nShiroi Koibito Park Sapporo Beer Museum Tanukikoji Shopping Street Former Hokkaido Government Office Building Odori Park Sapporo TV Tower Nakajima Park Otaru เมืองท่าใกล้เมืองซับโปะโร เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีอะไรมากแม้แต่เพื่อนชาวญี่ปุ่นก็เคยถามว่าจะไปดูอะไรกันทำไม จุดน่าสนใจหลักคือคลองและร้านอาหารทะเล\nหนึ่งสถานที่สำคัญ คือ คลอง Otaru (map) เป็นคลองมีเรือนั่งชมแต่ก็วิวเดียวกับที่เดินเลียบคลอง ใช้เวลาเดินวนไปมา 30-60 นาทีก็ครบแล้ว\nคลองโอตารุ\nต่อจากคลอง เดินถัดมาจะเจอ ถนน Sakaimachi Hondori (map) ที่มีหลายร้านค้า เช่น ร้านดังอย่าง LeTao และที่ปลายถนนมีจุดเด่นเป็นนาฬิกาไอน้ำโบราณ\nใกล้กับสถานีรถไฟ Otaru ก็มี ตลาดอาหารทะเล Sankaku (map) ไม่ใหญ่มากแต่ด้านในมีร้านอาหารทะเลหลากหลาย\nนอกจากนี้ยังมีที่เที่ยวในเมืองที่เราหาข้อมูลไว้แต่ไม่ได้ไป เราจะเขียนไว้ด้านล่าง สามารถนำไปหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อได้\nAsahi Observation Deck Otaru Aquarium Old Aoyama Villa Furano \u0026amp; Biei ฟุราโนะและบิเอเป็นเมืองชนบทที่คนจะไปเที่ยวด้วยกัน ฤดูกาลหลักคือใบไม้ผลิที่คนไปดูทุ่งลาเวนเดอร์กัน ส่วนเรากับแม่ไปช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็จะไม่เห็นพวกนั้นแล้ว แต่ก็ยังมีสถานที่ให้แวะได้เยอะ ส่วนใหญ่เป็นแนวธรรมชาติ\nสถานที่ดังเป็นอันดับต้น คือ บ่อน้ำสีฟ้า Shirogane Blue Pond (map) เป็นบ่อน้ำ\u0026hellip; ที่มีสีฟ้า\u0026hellip;. หน้าทางเข้ามีคาเฟ่เล็ก ๆ เปิดขายไอศกรีมสีฟ้า\nIt\u0026rsquo;s just that\nถ้าขับรถเที่ยวต่อจากบ่อน้ำสีฟ้า สามารถขับมาที่ จุดชมวิว Tokachidake (map) ซึ่งไม่มีสิ่งปลูกสร้างอะไรมาก ขับรถขึ้นไปจอดถ่ายรูปวิวได้ วิวสวยเหมือนกัน และที่นี่ยังเป็นจุดเริ่มเดินเขาสำหรับคนที่จะเดินขึ้นยอดภูเขาไฟ Tokachi ด้วย\nและสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับ Furano คือ ฟาร์มลาเวนเดอร์ เราไปเที่ยว Tomita Farm (map) ซึ่งมีประวัติศาสตรน่าสนใจ ด้านในฟาร์มสามารถเข้าไปถ่ายรูปชมวิว มีร้านอาหารและคาเฟ่รวมถึงร้านขายของฝาก ของฝากส่วนใหญ่เกี่ยวกับลาเวนเดอร์ทั้งน้ำหอม ถุงหอม สบู่\nนอกจากนี้ระหว่างทางมีแวะร้านจิปาถะ จุดชมวิวผ่านทางและร้านคาเฟ่ เดี๋ยวจะแปะชื่อสถานที่ไว้ด้านล่าง\nHokuseiyama Observation Deck Farm Tomita Shirahige Waterfall Noboribetsu เมืองน้ำพุร้อน Noboribetsu ขึ้นชื่อเรื่องออนเซ็นและหุบเขานรก เมืองเล็กไม่ค่อยมีอะไรมาก ใช้เวลาวันเดียวก็เที่ยวได้แต่แนะนำให้ค้างคืนในเรียวกังที่นี่เพื่อสัมผัสบรรยากาศแช่ออนเซ็นในเรียวกัง\nJigokudani หรือ หุบเขานรก (map) คือจุดเด่นของเมือง เป็นพื้นที่น้ำพุร้อนที่คลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ สามารถเดินเล่นได้ตามเส้นทางที่กำหนดไว้ เส้นทางเดินครบรอบใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เดินผ่านจุดน่าสนใจหลายแห่ง เช่น บ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ ลำธารน้ำร้อนที่สามารถแช่เท้าได้\nทางเดินไม่ยากมาก แต่ถ้ามีปัญหาเข่าอาจจะต้องพิจารณาเพราะต้องเดินขึ้นลงเนินเขาบางจุด\nนอกจากอันนี้มีจุดน่าสนใจอื่น ๆ ไม่มากแต่เราไม่ได้แวะไป\nNoboribetsu Bear Park ทะเลสาบ Kuttara Hakodate ฮาโกดาเตะเป็นเมืองท่าสำคัญในเกาะฮอกไกโดและเป็นเมืองทางประวัติศาสตรด้วย มีภูเขา ป้อมปราการให้เยี่ยมชม การเดินทางในเมืองใช้รถรางเนื่องจากไม่มีรถไฟใต้ดินและรถไฟ JR ก็ผ่านแค่ช่วงสั้น ๆ ของเมือง\nเมืองนี้เป็นสถานีปลายทางชิงกังเซ็นสำหรับคนที่นั่งขึ้นมาจากโตเกียวหรือเซนไดเพื่อจะมาที่เกาะฮอกไกโด\nGoryōkaku Tower (map) เป็นจุดท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เราไม่ได้เดินเข้าไปด้านในป้อมปราการแต่ขึ้นชมวิวที่หอชมวิวด้านนอก ค่าขึ้นหอชมวิวไม่แพง วิวสวยดี\nตัวป้อมปราการมีลักษณะเป็นสวนขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยคลอง มีบ้านโบราณตั้งอยู่ตรงกลาง\nนอกจากนี้ยังมีจุดท่องเที่ยวอีกหลายจุด เช่น ภูเขาฮาโกดาเตะ แต่ว่ารถเคเบิลสำหรับขึ้นไปบนยอดเขาปิดปรับปรุงวันที่เราไป เลยไม่ได้ขึ้นไปชมวิว ขอแปะชื่อสถานที่ไว้เหมือนเดิมเผื่อใครหาข้อมูลเพิ่มเติม\nMt. Hakodate Observatory Kanemori Red Brick Warehouse Hachiman-Zaka Slope Hakodate Tropical Botanical Garden Cape Tachimachi ","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/share-8-day-hokkaido-travel-itinerary/","summary":"\u003cp\u003eช่วงพฤศจิกายน 2023 เราวางแผนและไปเที่ยวฮอกไกโด 8 วันกับแม่ เพื่อนหลายคนถามเรื่องแผนของทริป ที่พัก การเดินทาง ฯลฯ เลยเขียนบล็อคเก็บไว้เผื่อใครจะเอาแผนนี้ไปใช้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเนื่องจากเป็นการไปญี่ปุ่นครั้งแรกของแม่และแม่คงไม่ได้มาบ่อย ๆ ได้ เลยวางแผนให้เที่ยวได้ครบหลายที่แต่ไม่ต้องย้ายโรงแรมบ่อยเกินความจำเป็น เน้นตระเวนทั่วครบเมืองสำคัญบนเกาะฮอกไกโดโดยเดินทางด้วยรถไฟเป็นหลักและไม่ต้องลาหลายวัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eในบทความนี้เขียนแยก 4 หัวข้อ\u003c/p\u003e\n\u003col\u003e\n\u003cli\u003eแผนการเที่ยวรายวัน\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eการเดินทาง\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eโรงแรม\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองปลายทาง\u003c/li\u003e\n\u003c/ol\u003e\n\u003ch2 id=\"แผนการเทยวรายวน\"\u003eแผนการเที่ยวรายวัน\u003c/h2\u003e\n\u003ch4 id=\"วนท-1-bangkok---sapporo\"\u003eวันที่ 1: Bangkok - Sapporo\u003c/h4\u003e\n\u003cp\u003eขึ้นเครื่องบินจากสุวรรณภูมิกลางคืน เดินทางถึงสนามบิน Shin Chitose ในตอนเช้า จากนั้นนั่งรถไฟเข้าเมือง Sapporo เพื่อเช็คอินโรงแรมและเที่ยวรอบเมือง\u003c/p\u003e\n\u003ch4 id=\"วนท-2-sapporo\"\u003eวันที่ 2: Sapporo\u003c/h4\u003e\n\u003cp\u003eเที่ยวรอบเมือง Sapporo อีกหนึ่งวัน\u003c/p\u003e\n\u003ch4 id=\"วนท-3-sapporo---otaru---sapporo\"\u003eวันที่ 3: Sapporo - Otaru - Sapporo\u003c/h4\u003e\n\u003cp\u003eนั่งรถไฟจาก Sapporo ไป Otaru เพื่อเที่ยวรอบเมืองแบบ Day trip จากนั้นกลับมาพักที่ Sapporo ใช้เวลาเดินทางขาละ 45 นาที\u003c/p\u003e\n\u003ch4 id=\"วนท-4-sapporo---funaro---biei---sapporo\"\u003eวันที่ 4: Sapporo - Funaro - Biei - Sapporo\u003c/h4\u003e\n\u003cp\u003eวันนี้ตารางเวลาจะต้องเป๊ะหน่อยเพราะรถไฟไป Furano ไม่ค่อยมีเที่ยวเยอะ วิธีการเดินทางคือนั่งรถไฟจาก Sapporo ไป Takikawa เพื่อเปลี่ยนขบวนเป็นสายท้องถิ่นไปเมือง Furano\u003c/p\u003e","title":"แจกแผนเที่ยวตระเวนเกาะฮอกไกโด 8 วัน"},{"content":"โพสต์นี้เขียนในรูปแบบเล่าไปเรื่อยเหมือนเรานั่งบ่นให้ฟัง เราจะเขียนแยกอีกโพสต์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง แผนการต่าง ๆ การเตรียมตัว ดังนั้นโพสต์นี้อ่านเราบ่นขิงข่าและดูภาพขำ ๆ ไป เขียนเพราะเพื่อนหลายคนอยากให้รีวิว\nเส้นทางเดินของเราคือ เริ่มจาก Nayapul - Poon Hill - ABC ทางเดินกลับจะเหมือนทางเดินขึ้นประมาณ 50% และมีจุดที่เดินแยกไปอีกเส้นทางก่อนไปถึงจุดขึ้นรถขากลับเพื่อนั่งรถ Jeep ไปผ่านด่านขาออกที่ Nayapul\n📷 ภาพในบล็อกนี้ถ่ายด้วย Pixel 7 และ Sony RX100 M7\nDay 1, Kathmandu ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปเมืองกาฎมันดุแล้วเข้าพักที่โรงแรมกลางเมือง เมืองหลวงเนปาลก็คือฝุ่นเยอะไม่ต่างจากประเทศไทย แถมมาคือรถตู้ไม่เปิดแอร์ เหมือนรถขนส่งสาธารณะทั้งหมดในเมืองทั้งรถแบบแท็กซี่และรถบัสจะไม่เปิดแอร์กัน\nกลุ่มเรานัดเจอไกด์ที่สนามบินและเดินทางเข้าโรงแรม หาของกินในวันนั้น พูดคุยกับไกด์เรื่องแผนการเดินทางต่าง ๆ เดินเล่นซื้อของใช้จำเป็นในการเอาตัวรอดในเขา รับประทานข้าวเย็นแล้วจบวัน\nของส่วนใหญ่ที่ขายเป็นปลอมหมด แต่บางอันปลอมจนอยากได้ วันสุดท้ายเราซื้อเสื้อ North Face มาเพราะมันดูปลอมแบบตลกดี\nThamel ฟีลแบบสำเพ็งบ้านเรา\nDay 2, Pokhara วันนี้ตื่นมาเก็บของเพื่อเดินทางต่อไปยัง Pokhara ซึ่งเป็นเมืองจุดเริ่มต้นของการเดินเขา\nปกติการเดินทางจะเป็นรถบัสแต่เนื่องจากถนนระหว่างเมืองกำลังซ่อมแซมอยู่ ระยะเวลาปกติ 6 ชั่วโมงจึงกลายเป็น 13 ชั่วโมง กลุ่มเราเลือกจึงเดินทางข้ามเมืองด้วยเครื่องบินภายในประเทศถึงแม้จะรู้ว่าสายการบินเนปาลทั้งหมดมีความปลอดภัยต่ำกว่ามาตรฐาน แต่อย่างที่เพื่อนบอกไว้ เสี่ยง 20 นาทีอาจจะดีกว่าเสี่ยงรถตกเหว 13 ชั่วโมง\nสนามบินกาฎมันดุ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่หมอชิต 2\nสนามบินคือโบราณมาก ไม่มีระบบความปลอดภัยหรือสายพานสัมพาระใด ๆ เขาขนกระเป๋าด้วยรถเข็นผัก\nรถเข็นผัก\nมีเรื่อง salty คือ บริษัททัวร์เปลี่ยนสายการบินจากที่คุยไว้ Surya Airline เป็น Yeti Airline ที่แม้แต่คนเนปาลในบริษัทเราบอกให้เลี่ยง Yeti Airline คือสายการบินในประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล คนใช้เยอะ ราคาถูก แต่ความปลอดภัยก็ต่ำตาม\nเรื่องน่าสนใจคือสายการบิน Yeti พึ่งมีเหตุการณ์เครื่องตกตายยกลำไปเมื่อต้นปี 2023 (Yeti Airlines Flight 691 Incident) และเครื่องที่ตกไปคือเครื่องที่บินเส้นทางเดียวกับเรา Kathmandu to Pokhara อ่านข่าวแล้วยิ่งทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นไปอีก (ประชด)\nFun fact: EU แบนสายการบินจากประเทศเนปาลทั้งหมดด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย นโยบายความปลอดภัยทางการบินที่ต่ำกว่ามาตรฐานของหน่วยงานรัฐ\nสุดท้ายก็ถึงที่หมายแบบครบส่วน กระเป๋าอยู่ครบ เครื่องดีเลย์ไปชั่วโมงนึง\nจากสนามบิน Pokhara ไปโรงแรมไม่นานมาก โรงแรมสวยงาม มีแอร์แค่บางห้อง สำคัญที่สุดคือมีสายฉีดตูด\nวันนี้เวลาเหลือเยอะ หลังทานข้าวเที่ยงเสร็จ กลุ่มเราเลยไปนั่งเรือเล่นซึ่งสนุกดี เป็นเรือถีบที่นั่งได้หลายคน เราไม่ต้องถีบเองเพราะจ้างคนถีบได้แต่เพื่อนเราขอไปช่วยเขาถีบเหมือนกัน ได้ภาพมาเยอะเหมือนกันระหว่างล่องเรือ\nไม่รู้ว่ามันคือฝุ่นหรือหมอก\nDay 3, Ulleri (1960m) วันนี้คือวันแรกของการ Trekking โดยต้องนั่งรถต่อไปถึง Nayapul ซึ่งเป็นเมืองเริ่มต้น มีจุด salty อีกอย่างคือความจริงวันนี้ขอนั่งรถ Jeep เข้าไปแต่โดนเปลี่ยนเป็นให้เดินเท้าเข้าไปแทน ความจริงแล้วนั่งรถ Jeep ดีแล้วเพราะระหว่างทางเป็นชนบททั่วไปไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ ฝุ่นเยอะด้วยเวลารถวิ่งผ่านไปมา\nถ้าเลือกนั่งรถ Jeep จะไม่ต้องเจอทางแบบนี้ ซึ่งอย่ามาเจอเลย ไม่มีอะไรดี\nเส้นทางวันแรกเป็นลูกรังที่บรรจบกับเส้นทางเดินของคนพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นหินปูพื้นและบันไดหินหลายพันขั้นลัดเลาะตามช่องเขาไปเรื่อย ๆ\nสุดท้ายมาถึงที่พักช่วงใกล้ค่ำ อากาศเริ่มเย็นพอดี ที่พักคืนแรกเป็นบ้านพักนักเดินเขา มีห้องน้ำในตัว น้ำเย็นเฉียบ ไม่มีสายฉีดตูด\nสำหรับอาหาร ทุกที่พักจะสามารถทำอาหารเสิร์ฟได้ เมนูส่วนใหญ่คล้าย ๆ กันหมด แต่ทุกที่ทำอาหารช้าหมด ช้าระดับ 1-1.30 ชั่วโมง เราไม่เข้าใจคนเนปาลเหมือนกัน เป็นทุกร้านด้วยนะ (จะเห็นเราบ่นเรื่องนี้เรื่อย ๆ)\nDay 4, Ghorepani (2880m) วันนี้ออกเดินทางไป Ghorepani ซึ่งเป็นจุดพักแรมสำหรับคนที่จะขึ้น Poon Hill ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น เส้นทางเดินไม่ต่างจากวันที่ 3 ซึ่งเป็นทางเดินหินชนบทผสมทางเดินดิน ส่วนใหญ่คือบันไดนับพันขั้นเหมือนเดิม\nทางเดินช่วงครึ่งหลังวันนี้ค่อนข้างสวยงาม ต้นกุหลาบพันปีร้อย ๆ ต้นเต็มภูเขาเปลี่ยนทั้งเขาเป็นสีชมพูประปราย ทางเดินเขากลายเป็นทางเดินชมดอกไม้\nวันนี้เดินขึ้นเหนื่อยแต่จบท้ายด้วยที่พักที่ดูดี คืนนี้ของวันนี้พักที่ Ghorepani ซึ่งอย่างที่บอก เป็นเมืองสำหรับคนอยากขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ Poon Hill ทำให้เมืองใหญ่กว่าวานก่อน ของขายครบถ้วน ที่พักมีความเป็นโรงแรมมากขึ้นและมีฮีทเตอร์ส่วนกลาง ห้องพักมีห้องน้ำในตัว น้ำร้อนและสายฉีดตูด\nน้ำร้อนของที่พักมาจากเตาฮีทเตอร์ไม้ส่วนกลาง ถ้าโชคร้ายคนเข้าใช้น้ำเยอะ ๆ พร้อมกัน น้ำจะหายร้อนกลายเป็นน้ำเย็นถึงกระดูก พี่ ๆ ในกลุ่มโดนหลอกให้อาบน้ำเย็น ส่วนเราโชคดีได้อาบน้ำและซักผ้าด้วยน้ำอุ่น\nDay 5, Poon Hill (3200m) \u0026amp; Tadapani (2630m) วันนี้เริ่มเดินตั้งแต่ตีสี่เพื่อขึ้น Poon Hill ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น อากาศด้านบนหนาวสัก 5-6 องศา แต่ไม่มีหิมะ\nแสงแรกที่ Poon Hill\nPoon Hill เป็นจุดที่มองเห็นแนวเขา Annapurna เกือบทั้งหมด สามารถเห็น Machapuchare, Annapurna I, Annapurna II และ Annapurna South ได้ เป็นวิวมองไกล ๆ ด้านบน Poon Hill คนเยอะมาก มีห้องน้ำสามห้อง มีร้านขายเครื่องดื่มร้อนหนึ่งร้าน\nสำหรับ Poon Hill นั้นพูดตรง ๆ ว่าไม่ต้องมาหรอกถ้าตั้งใจจะไปเดินถึง ABC อยู่แล้ว วิวมันก็ดีแต่ไม่ได้อลังการมาก คนเยอะ ที่สำคัญคือทำให้เสียเวลาเดินทางเพิ่มจาก 7 วันเป็น 10 วันเพราะต้องอ้อมมา Poon Hill ก่อนเริ่มเดินไป ABC วิวระหว่างทางก็เหมือนวิวป่าไทยเวอร์ชั่นโดน steroid อัดเข้าไป สวยกว่าไทยแต่ไม่ได้ต่างไปมากจนประทับใจ\nข้อดีของการมาที่นี่คือได้ทำ Acclimatization ก่อนเพื่อให้ร่างกายปรับตัวที่ความสูง 3200m ก่อนขึ้นไปเจอ ABC ที่ความสูง 4200m\nหลังจากพระอาทิตย์ขึ้น ก็เดินกลับลงมาที่พักเพื่อทานข้าวเช้าแล้วออกเดินทางต่อไปที่ Tadapani ซึ่งจะเป็นจุดพักแรมสุดท้ายก่อนข้ามไปเส้นทางเดินหลักของ ABC\nทางเดินวันนี้ข้ามภูเขาและป่าที่แทรกไปด้วยต้นดอกกุหลาบพันปีเหมือนเดิม\nลูกม้า? ลา? ล่อ? โพนี่?\nระหว่างเดินทางวันนี้ กลุ่มเราเริ่มเจอฝนแห่งเขา Annapurna ซึ่งคือฝนที่จะเริ่มตกช่วงทุกบ่ายสองของทุกวัน ตกเวลาเดิมแล้วหยุดตกเวลาเดิมเกือบทุกวันจริง ๆ ทำให้การเดินวันนี้ยากขึ้นไปอีกเพราะบางจังหวะฝนก็ตกลงมาเป็นลูกเห็บเพราะอากาศหนาวเย็น\nภาพจากกล้องมือถือ มันสว่างกว่าความเป็นจริง\nระหว่างเดินค่อนข้างทรมานมือตัวเองเพราะเราไม่มีถุงมือกันน้ำ ทุกครั้งที่ฝนตกลงมือจะเหมือนโดนเข็มแทงเพราะฝนเย็นเฉียบ เสื้อกันฝนเราก็เสื่อมจนมันไม่กันฝนแล้ว ทำให้เหมือนเดินตากฝนตลอดเวลา จินตนาการเดินตากฝน 12 องศา 2 ชั่วโมงกว่า สุดยอดจริง ๆ\nแต่พอหลังฝนตก แดดเริ่มออก ป่าก็เหมือนกลับมามีชีวิตทันที เราหยุดเดินหลายรอบมากเพื่อซึมซับบรรยากาศในป่า เราเดินทิ้งห่างจากคนอื่นเพื่อจะได้รอให้ทุกอย่างเงียบเหลือแค่เสียงใบไม้พัดไปมา ต้นไม้เสียดสีเอี๊ยดอ๊าด ลมพัดผ่าน และสำคัญที่สุดคือกลิ่นของป่าหลังฝน\nป่าหลังฝน\nท้ายที่สุดก็เดินมาถึงที่พัก ได้อาบน้ำอุ่น กินข้าวแล้วเข้านอน\nDay 6, Chomrong (2170m) เช้าวันนี้เจอเรื่องนอกแผน เพื่อนคนนึงในกลุ่มเริ่มมีอาการป่วย คาดว่าเพราะฝนตกเมื่อวานและความหนาวเย็น รวมถึงออกซิเจนที่น้อยลง (น้อยลง ~25% จากระดับน้ำทะเล) วันนี้จึงตัดสินใจออกเดินสายขึ้น 1-2 ชั่วโมงเพื่อให้เพื่อนได้นอนพักต่อ วันนี้ทางเดินสั้นและไม่นานจึงไม่มีปัญหามากนัก\nหลังจากปล่อยให้เพื่อนที่ป่วยได้นอนพัก กลุ่มเราก็ออกเดินทางต่อ ทางวันนี้เป็นการเดินผ่านพื้นที่หมู่บ้านคนท้องที่ตลอดทางโดยเลียบภูเขาไปเรื่อย ๆ ก็จะได้เห็นพื้นที่การเกษตร ที่พัก สัตว์เลี้ยงต่าง ๆ และสำคัญคือได้เดินข้ามสะพานแขวนใหญ่ ๆ ด้วย (เราชอบแต่พี่ในกลุ่มอีกคนไม่ชอบ) สุดท้ายไปพักที่หมู่บ้าน Chomrong\nยิ่งเข้าใกล้เทือกเขา Annapurna เท่าไหร่ฝนยิ่งตกมากขึ้น วันนี้ก็ไม่วายตกหนักกว่าเดิมแถมลมแรงด้วย บางจังหวะต้องหยุดพักหลบฝนหลบลมเพื่อความปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อนที่ป่วยก่อนหน้านี้อาการก็เริ่มแย่ลง สุดท้ายต้องฝืนเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงที่พัก\nตอนเดินถึงที่พัก เป็นความรู้สึกโล่งใจมากเพราะทั้งเพื่อนป่วย ทั้งอากาศหนาวเย็น แต่ถึงที่พักปุปกลับไม่มีไฟฟ้าใช้เพราะระหว่างวันไฟจะมาจากโซล่าร์เซลล์ ต้องรอตกค่ำเพื่อให้สถานีปั่นไฟเริ่มส่งไฟฟ้ามาให้\nตอนเดินถึง ก็นั่งพักในห้องอาหาร ดื่มน้ำร้อนจากกระติกน้ำไซส์ 2L ที่ปกติเห็นได้แค่ในเกมเอาชีวิตรอด จนพอเริ่มค่ำไฟก็เริ่มมาและได้สั่งทานข้าวเย็นในที่สุด ข้าวที่นี่รสชาติพอใช้ได้\nที่นี่เป็นคืนแรกที่ไม่อาบน้ำเพราะไม่มีน้ำอุ่น ส่วนอากาศก็เย็นพอที่จะไม่รู้สึกเหนียวตัว และเป็นคืนแรกที่ห้องนอนไม่มีห้องน้ำแยกแล้ว หลังจากนี้ไปที่พักจะไม่มีห้องน้ำในห้องนอน ต้องใช้ร่วมกันที่ส่วนกลาง\nวันนี้พอเริ่มเดินเข้าเส้นทาง ABC จากความเหนื่อยแบบขำ ๆ เริ่มกลายเป็นความเครียดจริงจังเพราะฝนตกหนัก หนาวเย็นและกังวลเพื่อนที่ป่วย คืนนี้ทุกคนนั่งคุยกับไกด์กันว่าควรทำยังไงต่อดีสำหรับเพื่อนที่ป่วย ซึ่งมีสามตัวเลือก คือ เดินต่อ กลับลงไปหรือนอนพักที่นี่จนกว่าจะหาย สุดท้ายก็เลือกว่ารอดูอาการวันรุ่งขึ้นก่อนค่อยตัดสินใจ\nDay 7, Dovan (2600m) เช้านี้ตื่นมาถ่ายรูปยามเช้า วิวจาก Chomrong สามารถมองเห็นแนวเขา Annapurna South, Annapurna I, และ Machapuchare ได้ชัดเจนขึ้น\nขอให้พี่ในกลุ่มใช้มือถือเราถ่าย (shot by Pixel 7)\nเช้านี้เพื่อนที่ป่วยอาการดีขึ้น มีแนวโน้มพร้อมเดินทางต่อได้ กลุ่มเลยตัดสินใจเลือกตัวเลือกเดินทางต่อไปจุดหมายต่อไป คือ Dovan ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางผ่านก่อนขึ้นไปถึง Machapuchare Base Camp (MBC)\nเส้นทางวันนี้เป็นการเดินลงสุด ขึ้นสุด 80% เป็นการเดินขึ้น และเป็นเส้นทางหลักเดินทางไปยัง ABC หลังจากก่อนหน้านี้เป็นทางเดินอ้อมไป Poon Hill โดยเส้นทางจะเดินผ่านชุมชนหลายจุด เช่น Sinuwa ซึ่งเป็นจุดทานข้าวเที่ยง, หมู่บ้าน Bamboo ก่อนไปพักที่ Dovan\nระหว่างเดินวันนี้ก็เริ่มพบเจอคนมากขึ้นเพราะเข้าเส้นทางหลัก พบเจอเกาหลีเป็นส่วนใหญ่ ฝรั่ง ไทย อินเดีย ตามลำดับลงมา\nหลังจากพักทานข้าวเที่ยงแล้วเดินทางต่อ ฝนก็เริ่มตกลงมาเหมือนเดิม วันนี้แย่ลงไปอีกคือฝนตกหนักมากจนมองไม่เห็นทาง บ่ายสามแต่มืดเหมือนหกโมงเย็น ทางลื่น บันไดมีน้ำไหลเป็นน้ำตก อากาศก็หนาวเย็น จนสุดท้ายไปต่อท่าจะไม่ดี ไกด์เลยพาหยุดพักที่ Bamboo ซึ่งเป็นหมู่บ้านระหว่างทางเพื่อรอฝนซา\nฝนตกหนักมาก\nหลังจากหยุดพักได้ไม่นาน ฝนเริ่มเบา ก็รีบออกเดินทางต่อเพราะยิ่งมืดจะยิ่งอันตราย ซึ่งเราก็คาดการณ์มาไว้ระดับนึงเลยหยิบ headlamp มาใส่ตลอดทางเผื่อฝนจะทำให้ฟ้ามืดกว่าเดิม ซึ่งมันก็มืดกว่าเดิมจริง ๆ (พี่ในกลุ่มบอกว่า ณ จุดนี้เหยียบขี้สัตว์หรือดินก็มองไม่ออกแล้ว)\nเรื่องน่ากังวลต่อมาคือมีเพื่อนป่วย กระเป๋าเพื่อนป่วยเลยย้ายไปอยู่ที่ลูกหาบ แต่ระหว่างเดินช่วงสุดท้าย พี่คนที่เดินช้าสุดในกลุ่มเริ่มเดินไม่ไหว เลยต้องให้ลูกหาบแบกกระเป๋าพี่คนนั้น แล้วคนในกลุ่มช่วยแบกกระเป๋าเพื่อนที่ป่วย (context: เราแบกของ 7KG คนอื่นน้อยกว่านี้ เป็นพวกบ้าหอบฟาง) ตอนแบกกระเป๋าเพื่อนแล้วเดินคือต้องฮึบมาก เดินลุยฝนต่อไปเรื่อย ๆ ทีละก้าว ๆ ไม่มีใครอยากหยุดเพราะกลัวป่าจะมืดไปกว่านี้\nสุดท้ายก็เดินไปจนถึงเขตหมู่บ้าน Dovan ขอบอกเลยว่าตอนนั้นโล่งใจมาก ๆ แบบไม่เคยโล่งใจที่เห็นหมู่บ้านคนกลางป่าขนาดนี้มาก่อน แล้วฝนก็เริ่มซาลงพอดี\nพอถึงที่พักก็แยกย้าย เราจ่ายเงินเพื่ออาบน้ำอุ่นที่ร้อนจนเหมือนน้ำเดือด แต่มีน้ำร้อนให้อาบก็บุญแล้ว ไม่ได้ฟรีนะ คนละประมาณ 100 บาท\nอาหารเย็นตอนนี้ กลุ่มเราส่วนใหญ่สั่งมาม่าเกาหลีเพราะอากาศหนาวมาก ไม่มีใครอยากกินข้าวที่เย็นในพริบตาแล้ว แต่เราดันสั่งพิซซ่ามา\u0026hellip; สุดท้ายเลยขอแลกครึ่ง ๆ กับพี่อีกคนที่กินมาม่าเกาหลี\nเพื่อนที่ป่วยวันนี้ หลังจากเดินมา 6 ชั่วโมง เจอฝนตกหนักและอากาศหนาวรวมถึงออกซิเจนที่น้อยลงทำให้อาการป่วยไข้เริ่มหนักขึ้น จนเพื่อนทุกคนในกลุ่มเริ่มเป็นกังวลมากขึ้นว่าถ้าไปต่อกว่านี้อาจจะอันตรายถึงชีวิต ทุกคนเลยคุยกันแล้วตัดสินใจกันว่าไม่ควรไปต่อแล้ว หลังจากคุยกับไกด์จึงได้ข้อสรุปว่าให้พักอยู่ที่ Dovan จนกว่าอาการจะดีขึ้นแล้วเดินกลับลงไปกับผู้ช่วยไกด์อีกคน\nหนึ่งคนต้องยอมแพ้ไป เจ็ดคนที่เหลือเตรียมเดินทางต่อ\nDay 8, Machapuchare Base Camp - MBC (3700m) เงาในภาพคือเราที่พยายามตั้งกล้องถ่าย long exposure แล้ววิ่งไปกลับหลายรอบ\nเช้าวันนี้จะเริ่มเดินขึ้นเหนือพื้นที่สูงกว่า 2800 เมตร ซึ่งจะทำให้วิวต่าง ๆ เปลี่ยนไปแบบทุนดรา คือ ต้นไม้ใหญ่เหลือน้อย ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่โล่ง มีหญ้าพุ่มโตประปราย\nเส้นทางจะเป็นการเดินข้ามแม่น้ำ พื้นที่ร้าง น้ำตก ลุยโคลนและหิมะถล่มบางจุด โดยคำบอกเล่าจากเพื่อนเนปาลบอกว่าพื้นที่แถบนี้ถ้าเป็นฤดูหนาวจะเป็น death trap คือเข้าออกไม่ได้เลย ส่วนไกด์เล่าเพิ่มว่าระหว่างทางมีหิมะถล่ม ทางเดินจึงต้องปรับเปลี่ยนไปบ้าง\nอากาศวันนี้รวม ๆ คือเริ่มเย็นขึ้นจนต่อให้อยู่กลางแดดก็ยังหนาว คิดว่าเริ่มเหลือหลักเดียว แสงแดดกลายเป็นสิ่งที่คนอยากได้โดยเฉพาะเรา (ตรงข้ามกับอยู่ไทย) แต่เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเห็นหิมะมากขึ้น\n1/3 ของเส้นทางเป็นป่าและเขา แต่ยิ่งเดินไปต้นไม้ใหญ่จะมีให้เห็นน้อยลงจนเริ่มเหลือแค่ต้นไผ่ สุดท้ายคือเหลือเพียงทุ่งหญ้าโล่ง ลานก้อนหินรกร้างที่โดนน้ำจากเขา Annapurna พัดมา\nข้างหน้าคือ Machapuchare ซึ่งเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์จึงห้ามปีนขึ้นยอด\nเราคุยกับเพื่อนว่า ถ้าพระเจ้าพึ่งสร้างโลก โลกที่พึ่งเกิดน่าจะให้ความรู้สึกประมาณนี้ ร้าง อ้างว้าง ไร้ชีวิต หรือพูดอีกอย่างคือวิวเหมือนวันสิ้นโลก (but technically ไอซ์แลนด์ใกล้เคียงโลกพึ่งเกิดมากสุด)\nวันนี้เดินเหนื่อยลุยโคลนและทางชัน จาก Dovan ไป MBC จะมีความสูงเพิ่มขึ้นอีกพันเมตร แต่เริ่มเป็นช่วงที่ถ่ายรูปสนุกมากขึ้นเพราะวิวหาไม่ได้ในประเทศไทย ข้างทางเป็นดินบ้างโคลนบ้าง มีพุ่มไม้เล็ก ๆ โตปะปราย ตรงกลางเป็นทางหินกรวดที่เกิดจากน้ำหลากฤดูฝน\nจนเดินไปใกล้ถึงจุดพักของวันนี้ซึ่งคือ MBC พื้นดินทั้งหมดก็ไม่เหลือไม่เห็น กลายเป็นหิมะคลุมไปทั้งหมดแล้ว พอทำเนาได้ว่าอุณหภูมิใกล้ 0 องศา\nหลังจากเดินต่ออีกไม่นานก็ถึงที่พัก เป็นอีกครั้งที่รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นที่พักหลังเดินเท้ามา 6-7 ชั่วโมง และเป็นเรื่องโชคดีมากที่มาถึง ณ ตอนนั้นพอดี หลังจากถึงที่พักไม่ถึง 5 นาที หิมะและหมอกที่ไล่หลังมาตลอดก็เริ่มตกลงมา\nถ้าเดินช้ากว่านี้สัก 30 นาที เส้นทางน่าจะอันตรายมากขึ้นเพราะมีจุดเดินบนขอบหิมะที่อีกฝั่งเป็นแม่น้ำ ไม่มีใครอยากตกน้ำในพื้นที่อากาศ 0 องศาให้เป็น hypothermia เล่นแน่นอน\nพอมาถึงที่พักเราขอไกด์อาบน้ำอุ่น แต่วันนี้ไกด์ไม่ให้เราอาบน้ำเพราะถ้าอาบน้ำอุ่นแต่ออกมาเจอเย็นจัด (ห้องอาบน้ำอยู่นอกห้องพัก) จะเสี่ยงให้ป่วยเพิ่มอีกคน เราเลยไม่อาบ\nที่พักที่นี่อยู่กลางทุ่งหิมะ แต่ไม่มีฮีทเตอร์หรือเตาไฟเหมือนที่พักด้านล่าง (ซึ่งอุ่นกว่า) ทุกคนเลยดื่มน้ำอุ่น แต่งตัวหนา ๆ มานั่งชิด ๆ ด้วยกันเป็นกลุ่มแทน เพื่อนเรียกมันว่า Penguin Colony\nกินข้าวเสร็จก็เข้านอนเตรียมออกเดินทางวันสุดท้าย สู่ปลายทาง ABC\nDay 9, Annapurna Base Camp - ABC (4200m) ปลายทางวันนี้คือ Base camp ของยอดภูเขาในภาพ Annapurna I\nFun fact: Annapurna I Summit เป็นหนึ่งในยอดเขาที่อันตรายที่สุดในโลก อันตรายกว่า Everest Summit หลายเท่า โดยมีความสูงหนีไม่ห่างจาก Everest มาก 8,091m\nรุ่งสางวันนี้ พี่ในกลุ่มเล่าในฟังว่ามีคนต่างชาติโวยวายเสียงดังตอนตีสี่กว่านอกที่พักว่าข้อเท้าพลิกต้องการกลับลงไป แต่ไม่สามารถเรียกเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยลงไปได้เพราะคิวเฮลิคอปเตอร์เต็ม สุดท้ายเหมือนคนนั้นต้องยอมทนเดินกลับลดระดับลงไปด้วยตัวเอง\nตื่นเช้ามาทานเช้า รับแดดให้อุ่น ใส่ crampons (หนามรองเท้าสำหรับเดินบนน้ำแข็ง) แล้วเริ่มเดินมุ่งหน้าไป ABC ซึ่งเส้นทางวันนี้ค่อนข้างสั้น ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่เป็นเส้นทางเดินบนหิมะที่กินแรงมากเพราะลื่นตลอดเวลา และต้องเดินระวังเพราะถึงแม้เดินอยู่บนพื้นหิมะตื้น ๆ แต่ถ้านอกเส้นทางไม่ถึงครึ่งเมตรก็ล่วงไปในหิมะสูงครึ่งตัวแล้ว\nทางเดินเป็นลักษณะคล้ายหุบเขามุ่งหน้าตรงไปหน้า ABC และด้านหลังคือ MBC\nถึงแม้หิมะจะท่วมไปหมด แต่แดดก็แรงมากเช่นกัน ระหว่างเดินใส่เสื้อยืดตัวเดียวก็เอาอยู่แล้วเพราะร้อนมาก เหงื่อออกระหว่างเดินด้วย แต่เมื่อหยุดพักไม่ถึงห้านาที เหงื่อก็กลายเป็นน้ำเย็นเฉียบเหมือนโดนโยนน้ำแข็งใส่เสื้อสมัยเด็ก เลยต้องเดินต่อไปและหยุดพักหายใจไม่เกิน 2-3 นาที\ncrampons ก็ค่อนข้างเกะกะ เราโชคร้ายที่มันดันไปเกี่ยวรองเท้าอีกข้างของเราทำให้เท้าเราล็อคติดกันแล้วล้มทิ่มไปในหิมะ ตอนนั้นเราเดินทิ้งห่างจากเพื่อนเลยไม่มีคนช่วยแกะหนามให้ สภาพเราคือเหมือนคนโดนจับมัดขาเรียกค่าไถ่ ต้องนอนลงพลิกตัวแล้วพยายามคลายล็อคที่ติดที่รองเท้าด้วยตัวเอง\nระหว่างเดินคือต้องใส่แว่นกันแดดตลอดเวลา ถอดแว่นปุปเหมือนตาบอดเพราะพระอาทิตย์สว่างมาก หิมะก็สะท้อนแสงจนกลายเป็นพื้นที่ขาววิ้ง\nและสุดท้ายก็เดินมาถึงปลายทาง จุดถ่ายรูปที่เป็น a must\nเรา (คนซ้าย) ถ่ายรูปคู่กับไกด์เชอร์ปาร์ (คนขวา) ไกด์ทำตัวชิวเหมือนเดินพาราก้อน\nสุดท้ายก็ต้องรีบถ่ายรูปแล้วเดินต่อเพื่อเข้าที่พักเพราะมีคนรอถ่ายต่อบวกกับอากาศหนาวเกิน\nระหว่างทางจากป้ายก่อนเข้าที่พัก เดินผ่านลานจอดเฮลิคอปเตอร์ซึ่งเป็นจุดรับส่งผู้โดยสารทั้งแบบฉุกเฉินและจ่ายเงินเอง และเป็นเฮลิคอปเตอร์ขนส่งของด้วย สำหรับคนอยากนั่งเฮลิคอปเตอร์กลับแบบคูล ๆ สนนราคาเริ่มต้นที่ 60,000 บาทต่อเที่ยว\nเมื่อไปถึง เพื่อนคนนึงก็ฟุบหลับไปเลย (ไม่ใช่คนเสื้อเหลืองในภาพด้านล่าง) มีอาการ AMS ทั้งที่กินยา Diamox มาแล้ว น่าจะเพราะอากาศตอนนี้น้อยกว่าที่ระดับน้ำทะเล 30% อาการคือไม่อยากอาหาร คลื่นไส้ เวียนหัว ส่วนคนอื่น ๆ ที่มาถึงก็งีบหลับกัน\nห้องอาหาร\nสำหรับ AMS ร่างกายเราปรับตัวค่อนข้างดี ปกติเราเป็นคนหายใจช้าและเบาแต่ทุกคืนตั้งแต่ Dovan ขึ้นมาร่างกายเราหายใจแรงและลึกขึ้นแบบที่เราควบคุมไม่ได้ เดาว่าร่างกายพยายามดึงออกซิเจนเข้าให้ได้มากที่สุด\nเป็นอีกครั้งที่รู้สึกว่าโชคดีและไกด์เก่ง หลังจากเข้าที่พักไม่นาน หิมะเริ่มตก หมอกเริ่มตามมา ทัศนวิสัยบางช่วงมองได้ไกลไม่ถึง 5 เมตร และหิมะที่ตกมาเพิ่มยิ่งทำให้บ้านพักแต่ละหลังโดนหิมะกลบเพิ่มเข้าไปอีก\nอากาศตอนนี้ประมาณ 3-5 องศาแต่จะกลายเป็น -3 เมื่อตกดึกและไปถึง -7 ในบางจุด ถึงแม้จะฟังดูไม่เย็นมากเทียบกับเวลาเที่ยวต่างประเทศแต่ต้องอย่าลืมว่าทั้งหมดนี้คืออยู่แบบไม่มีฮีทเตอร์และน้ำร้อนใช้ ห้องน้ำตั้งอยู่ด้านนอกอาคาร ที่พักไม่ได้บุฉนวนกันความเย็น และน้ำร้อนสำหรับบริโภคสนนราคาที่ ~300 บาทต่อกระติก ซึ่งทุกคนก็ยอมซื้อเพราะไม่มีทางเลือกอื่น\nส่วนของวันนี้ก็จบเพียงเท่านี้ ใช้เวลาทั้งวันที่เหลือนั่งคุยเล่น เล่นไพ่ ออกไปถ่ายวิว Annapurna Glazier ตอนเย็นก่อนกลับเข้าที่พักเพื่อเข้านอนเตรียมตื่นมาดูแสงอาทิตย์แรกของวันซึ่งเขาเรียกกันที่นี่ว่า The Golden Light\nAnnapurna Base Camp\nDay 10, Bamboo (2810m) เช้าวันนี้ทุกคนตื่นเช้าเพื่อไปดู The Golden Light ณ จุดชมวิว ซึ่งเป็นขอบหน้าผาที่คิดว่าถ้าตกลงไปเขาคงไม่เสียเงินมาเก็บศพแน่นอน ด้านล่างเป็นหุบเขาและธารน้ำแข็ง Annapurna โดยบางครั้งจะได้ยิงเสียงดินถล่ม เราเห็นดินถล่มรอบนึงระหว่างดูวิวเมื่อวาน\nThe Golden Light เริ่มปรากฏเมื่อพระอาทิตย์ฉายแสงพาดผ่านเหนือยอดของ Machapuchare มากระทบกับยอดของ Annapurna I ทำให้ยอดภูเขาหิมะกลายสภาพเป็นยอดเขาสีทอง (วิวเหมือน Poon Hill แต่ใกล้กว่า)\nAnnapurna I\nดูวิวเสร็จกลับมากินข้าว เก็บของเตรียมลดระดับลงไปที่หมู่บ้านปลายทาง Bamboo ระหว่างทางเดินลงซึ่งเป็นเวลาประมาณ 8 โมง วิวทั้งภูเขาก็สวยขึ้นมากเทียบกับตอนขาเดินมาที่ ABC เพราะฟ้าโปร่ง แสงไม่แรงเกิน ยอมรับว่าถ่ายรูปเท่าไหร่ก็ไม่พอ\nระหว่างเดินเรายอมทิ้งห่างจากเพื่อนในกลุ่มเพื่อยืนมองวิวเงียบ ๆ คนเดียว เดินเขาหิมะไม่เหมือนเดินป่าหนึ่งอย่าง คือ เมื่อหยุดเดินกลางหิมะ เสียงทุกอย่างจะเงียบสนิท ไม่มีเสียงสัตว์ ไม่มีเสียงลม หิมะดูดซับเสียงไปทั้งหมด จนรู้สึกเหมือนหูดับไปเลย เป็นความรู้สึกที่ทำให้คิดว่าทั้งภูเขานี้เหลือแค่เราคนเดียว\nวันนี้เดินลงอย่างเดียว ไม่เหนื่อยแรงเรามากแต่เหนื่อยแรงพี่ในกลุ่มที่เป็นสิงห์ขาขึ้น แต่ปวดเข่าเวลาเดินลง สุดท้ายใช้เวลา 6 ชั่วโมงกว่าเดินถึงหมู่บ้านปลายทาง Bamboo\nระหว่างเดินลงเราสักเกตเห็นว่าภูเขามีจุดตัดระหว่างพื้นที่หญ้าแห้งและพื้นที่สีเขียวชัดเจนมาก เลยถ่ายรูปเก็บไว้\nถึงที่พักประมาณห้าโมง ที่พักวันนี้มีน้ำอุ่นให้อาบสบาย ๆ อากาศไม่หนาวจัดเท่าด้านบน จึงเป็นวันชิวระดับนึง สุดท้ายกินข้าวเย็น นั่งคุยเล่นและเข้านอน\nDay 11, Jhinu Danda (1780m) วันนี้กลุ่มเราก็เดินลดระดับลงมาที่หมู่บ้านสุดท้าย Jhinu Danda ก่อนขึ้นรถกลับเข้าเมืองในวันถัดไป สำหรับเพื่อนคนที่ป่วยก็ได้กลับออกจากภูเขาไปพักที่ Pokhara เรียบร้อย\nวันนี้ทาง 90% เป็นการเดินลง แต่จะมีทางส่วนสุดท้ายที่ขึ้นสุดเพื่อข้ามภูเขาทั้งลูก ทางเดินขึ้นเป็นบันไดหินชุมชน เราไม่ได้นับแต่เดาว่ามันน่าจะเป็นพันกว่าขั้น ทำคน breakdown ระหว่างขึ้นได้เลย\nวันนี้บังเอิญตรงกับวันขึ้นปีใหม่ไทย 13 เมษายนพอดี แต่ยิ่งไปกว่านั้น มันคือวันปีใหม่ของเนปาลด้วยเช่นกัน ระหว่างทางเลยเจอชาวบ้านจัดซุ้มขายของ มีงานเทศกาลปะปราย\nหลังกินข้าวเที่ยงเสร็จออกเดินทางต่อ วันนี้ฝนยังไม่วายเทลงมาส่งท้าย ถึงแม้ไม่หนักมากแต่ฝนตกระหว่างเดินลงก็ต้องคอยระวังลื่นเหมือนกัน ยิ่งเป็นทางชุมชนต้องเดินสวนกับลาขนของ กลัวลาถีบตกเขามาก\nณ จุดนี้ก็ได้ประสบการณ์เพิ่ม คือ ต้องทำแผลกลางฝนเพราะรองเท้าเริ่มกัดเท้าเรามากขึ้น เราต้องหยุดเดินเพื่อเอาพลาสเตอร์มาปิดจุดที่โดนรองเท้ากัด\nวันนี้ก็ยังมีความ salty อีกเช่นเคย สุดท้ายถึงที่พัก ที่พักไม่มีไฟฟ้าใช้ เขาบอกฝนตกบังโซล่าเซลล์ต้องรอไฟจากสถานีปั่นไฟ แต่สุดท้ายทั้งคืนก็ไม่มีไฟฟ้าใช้จนรุ่งเช้าวันถัดไป\nอีกเรื่องคือเพื่อนไปขอน้ำร้อนจากที่พัก เจ้าของที่พักขายน้ำร้อนประมาณ 300 รูปี แต่เช้าวันถัดไปให้ฟรี ทุกคนเลยสงสัยว่าเพราะอะไร ป้าเขาขี้เกียจลุกมาต้มน้ำหรือเปล่า แต่คนเนปาลเป็นอย่างงี้หลายที่มาก เราไปขอน้ำจากโรงแรม เขาบอก 150 รูปี พอเราไม่เอา เขาก็ให้ฟรี (งง)\nที่พักเหมือนคุก ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีผ้าห่มด้วย ทุกคนด่าว่าอิป้าเจ้าของที่พักงกหรือเปล่า\nDay 12, Pokhara วันนี้เรากับเพื่อนตื่นเช้าเดินลงเขาไปกับไกด์เพื่อแวะบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติกลางเขา ซึ่งใช้เวลาเดินไม่นาน 15 นาทีก็ถึงแล้ว\nสภาพบ่อน้ำร้อนคือเหมือนเราไปแช่บ่อน้ำกลางไซต์ก่อสร้างกลางเขา แยกไม่ออกว่าอันไหนทำเสร็จแล้ว อันไหนยังก่อสร้างอยู่ แต่น้ำอุ่นสบายดี มี 4 บ่อให้แช่ ใส่กางเกงลงได้เลยเพราะเราทำงั้น ไม่มีกฏหรืออะไรบอกเพราะต่อให้มีก็หาไม่เจอ\u0026hellip;\nบ่อน้ำร้อนมีที่อาบน้ำด้วย เป็นท่อก่อสร้างต่อออกมาแล้วเราไปยืนอาบใต้นั้น (If it works, it works)\nแช่เสร็จ เดินกลับขึ้นมาอีก 30 นาที ทานข้าวเช้า เก็บของเตรียมเดินทางไปขึ้นรถ Jeep เพื่อกลับสู่ Pokhara\nวันนี้ highlight คือการเดินข้ามสะพานแขวนยาว 300 กว่าเมตร ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปของทุกคน ไม่ใช่แค่คนที่เดินข้าม ลาและม้าก็เดินข้ามเส้นทางนี้ เราโชคร้ายหน่อยเดินตามตูดลา แต่มันไม่ได้ขี้ดักหน้าก็ถือว่าโอเค\nข้ามสะพานแขวนไป เดินต่ออีกห้านาทีก็เห็นความเจริญ น้ำตาจะไหลที่ได้เห็นรถในรอบสิบกว่าวัน\nจากจุดนี้ คน 8 คนรวมไกด์นั่งรถ Jeep คันเดียวเดินทางต่ออีกชั่วโมงกว่าก็ออกจากภูเขาและถึงที่พัก โรงแรมเดิมที่ Pokhara และได้พบกับเพื่อนที่ป่วยไปต่อไม่ได้ที่โรงแรม สุดท้ายเพื่อนก็อาการดีขึ้นตั้งแต่วันที่กลับลงมาจากภูเขา\nถึงที่พักก็เก็บกระเป๋าแล้วออกไปหาอะไรกินส่งท้ายวันสุดท้าย\nDay 13, Kathmandu วันนี้ออกจากโรงแรมเพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบิน Pokhara นั่งสายการบินเจ้าเดิม Yeti Airline กลับสู่ Kathmandu\nวันนี้ดวงเหมือนจะซวยกับสายการบินตัวดี Yeti Airline เพราะเครื่องบินแอร์เสีย ฟีลเหมือนนั่งรถบัสร้อนสมัยมัธยมแต่มันเปิดกระจกไม่ได้ ยังดีที่ไฟล์ทใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงปลายทาง ไม่งั้นเป็นลมตายทั้งลำ\nสุดท้ายถึง Katmandu ปลอดภัย ช่วงเย็นแวะกินข้าวและเดินช้อปปิ้งใน Thamel ส่งท้าย\nDay 14, Bangkok เช้าวันนี้ตื่นมาไปสนามบินนานาชาติ Kathmandu เพื่อเตรียมกลับประเทศไทย นั่งการบินไทยกลับ\nอาหารการบินไทยอร่อยเช่นเคย อร่อยกว่าอาหารเนปาลมากมาย\nใช้เวลา 3 ชั่วโมง เครื่องลงแตะถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ถือเป็นการปิดภารกิจพิชิต Annapurna Base Camp เพียงเท่านี้\nสุวรรณภูมิเวลาพระอาทิตย์ตก\nสรุป รวมระยะทางเดินทั้งหมดเกือบ 100 กิโลเมตรตลอดการเดินทาง 10 วัน เส้นทางไม่ยากแต่เน้นความทนทาน อย่าไปเชื่อเวลาคนบอกว่าง่าย (โดยเฉพาะคนเนปาล) เพราะเราเจอคนไทยยอมแพ้ระหว่างทางหลายคน เพื่อนเราเจอผู้หญิงฝรั่งร้องไห้ระหว่างทางเพราะเขาไม่ไหว\nด้วยงบประมาณ 70,000 บาท ไม่รวมค่าอุปกรณ์เดินป่า รู้สึก overprized ระดับนึง แต่ก็ไม่เสียใจที่ได้ไป แต่ไม่กลับไปซ้ำแน่นอน\nหนึ่งในของฝากที่ซื้อกลับมาจาก Thamel เป็นหินแม่เหล็กติดตู้เย็น งานทำมือ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/experience-adventure-annapurna-base-camp/","summary":"\u003cp\u003eโพสต์นี้เขียนในรูปแบบเล่าไปเรื่อยเหมือนเรานั่งบ่นให้ฟัง เราจะเขียนแยกอีกโพสต์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง แผนการต่าง ๆ การเตรียมตัว ดังนั้นโพสต์นี้อ่านเราบ่นขิงข่าและดูภาพขำ ๆ ไป เขียนเพราะเพื่อนหลายคนอยากให้รีวิว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเส้นทางเดินของเราคือ เริ่มจาก Nayapul - Poon Hill - ABC ทางเดินกลับจะเหมือนทางเดินขึ้นประมาณ 50% และมีจุดที่เดินแยกไปอีกเส้นทางก่อนไปถึงจุดขึ้นรถขากลับเพื่อนั่งรถ Jeep ไปผ่านด่านขาออกที่ Nayapul\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e📷 ภาพในบล็อกนี้ถ่ายด้วย Pixel 7 และ Sony RX100 M7\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"day-1-kathmandu\"\u003eDay 1, Kathmandu\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปเมืองกาฎมันดุแล้วเข้าพักที่โรงแรมกลางเมือง เมืองหลวงเนปาลก็คือฝุ่นเยอะไม่ต่างจากประเทศไทย แถมมาคือรถตู้ไม่เปิดแอร์ เหมือนรถขนส่งสาธารณะทั้งหมดในเมืองทั้งรถแบบแท็กซี่และรถบัสจะไม่เปิดแอร์กัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกลุ่มเรานัดเจอไกด์ที่สนามบินและเดินทางเข้าโรงแรม หาของกินในวันนั้น พูดคุยกับไกด์เรื่องแผนการเดินทางต่าง ๆ  เดินเล่นซื้อของใช้จำเป็นในการเอาตัวรอดในเขา รับประทานข้าวเย็นแล้วจบวัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eของส่วนใหญ่ที่ขายเป็นปลอมหมด แต่บางอันปลอมจนอยากได้ วันสุดท้ายเราซื้อเสื้อ North Face มาเพราะมันดูปลอมแบบตลกดี\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"DSC01108.jpg\"\n         alt=\"Thamel ฟีลแบบสำเพ็งบ้านเรา\"/\u003e \u003cfigcaption\u003e\n            \u003cp\u003eThamel ฟีลแบบสำเพ็งบ้านเรา\u003c/p\u003e\n        \u003c/figcaption\u003e\n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch3 id=\"day-2-pokhara\"\u003eDay 2, Pokhara\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eวันนี้ตื่นมาเก็บของเพื่อเดินทางต่อไปยัง Pokhara ซึ่งเป็นเมืองจุดเริ่มต้นของการเดินเขา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eปกติการเดินทางจะเป็นรถบัสแต่เนื่องจากถนนระหว่างเมืองกำลังซ่อมแซมอยู่ ระยะเวลาปกติ 6 ชั่วโมงจึงกลายเป็น 13 ชั่วโมง กลุ่มเราเลือกจึงเดินทางข้ามเมืองด้วยเครื่องบินภายในประเทศถึงแม้จะรู้ว่าสายการบินเนปาลทั้งหมดมีความปลอดภัยต่ำกว่ามาตรฐาน แต่อย่างที่เพื่อนบอกไว้ เสี่ยง 20 นาทีอาจจะดีกว่าเสี่ยงรถตกเหว 13 ชั่วโมง\u003c/p\u003e","title":"เล่าชีวิตพิชิต Annapurna Base Camp (ABC)"},{"content":"ต้นเดือนธันวาคมได้ไปเที่ยวฮ่องกงครั้งแรก 4 วัน 3 คืน เป็นทริปเน้นกินและพบเพื่อนร่วมงานต่างชาติที่เคยทำงานด้วยกัน ทริปนี้เดินช่วงวันพ่อปี 2566 เดือนธันวาคมเป็นช่วงอากาศดีที่สุดของฮ่องกง (อ้างอิงโดยเพื่อนชาวฮ่องกง) เย็นระดับใส่เสื้อกันหนาวเดินสบายทั้งเมือง\nทริปนี้รวมทุกอย่าง ใช้จ่ายไปไม่เกินสองหมื่นบาทต่อคน\nกำหนดการสี่วัน คือ\nวันที่ 1 บินช่วงสาย ถึงฮ่องกงประมาณบ่ายสาม ต่อรถไฟเข้าเมืองจะถึงที่พักประมาณสี่โมงเย็น จากนั้นค่อยออกมาเดินกินข้าวช่วงเย็น วันที่ 2 ไปเที่ยว Ocean Park จากนั้นกลับมาเดินมงก๊กช่วงเย็น วันที่ 3 ครึ่งวันเช้าเดินกินข้าวจิปาถะ เข้าชมพิพิธภัณฑ์วิทย์ ตอนค่ำไปกินข้าวกับเพื่อนในฮ่องกง วันที่ 4 เช็คเอ้าต์ กินข้าวเช้า แล้วไปสนามบินฮ่องกงเตรียมกลับ เครื่องบิน ทริปนี้เดินทางกับสายการบิน Cathay Pacific ชั้น economy เหตุผลที่เลือกสายการบินนี้คือได้ตั๋วฟรีจากกิจกรรมแจกตั๋วบินฟรีโดยรัฐบาลฮ่องกงเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ได้ตั๋วตั้งแต่ต้นปี 2566 แล้วแต่เลือกเดินทางช่วงช่วงปลายปีเพื่ออากาศเย็นสบายช่วงธันวาคม\nปกติสำหรับ Cathay Pacific ตั๋วราคาหมื่นปลาย ส่วนของเราที่เป็นตั๋วฟรีก็เหลือจ่ายแค่สามพันบาทซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมและภาษีต่าง ๆ ราคาเท่ากับบินในประเทศ\nอาหารบนเครื่องบินทั้งขาไปและขากลับค่อนข้างดี ขาไปได้ผัดไท ขากลับได้บางสิ่งที่เหมือนสาคูกับสตูว์เนื้อ\nอาหารขาไปคือผัดไท พิเศษสุดคือมีไอศกรีมฮาเก้นดาสด้วย\nขากลับเป็นสาคูในสตูว์เนื้อ เครื่องเคียงเหมือนกับขามา\nที่พัก ทริปนี้พักที่โรงแรม The Cityview อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Yau Ma Tei เดินจากสถานีรถไฟแค่ห้านาที เดินไปย่านมงก๊กแค่ห้านาทีเช่นกัน เป็นโรงแรมที่โลเคชั่นดีมาก\nราคาโรงแรมตกคืนละสามพันกว่าบาท หารกับเพื่อนก็คนละพันห้า ถือว่าไม่แพงมากสำหรับที่พักบนเกาะพื้นที่จำกัดแบบนี้\nสภาพห้องคือดีตามมาตรฐาน ไม่ใหญ่มาก ห้องน้ำมีอ่างให้แช่แต่ประตูไม่มีล็อค ต้องอาศัยความเชื่อใจกับเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วย\nห้องแคบหน่อยแต่สภาพห้องโดยรวมใช้ได้\nประตูห้องน้ำที่ต้องใช้ความเชื่อใจเพราะไม่มีกลอน\nปลั๊กฮ่องกงไม่มีช่องเสียบ universal!! เพราะกฏหมายฮ่องกงห้ามใช้ สำคัญมากเรื่องนี้ เราต้องไปซื้อหัวแปลงจากสนามบินก่อนเข้าโรงแรมเพราะลืมพกมาจากไทย ความตลกคือหัวแปลงเขียนว่าห้ามใช้ในฮ่องกง\nปลั๊กแบบอังกฤษ\nความพีคสุดคือมีวันที่สอง ระหว่างกำลังจะออกจากห้องพัก เปิดประตูไม่ได้เพราะโซ่กลอนประตูติด ต้องโทรเรียกพนักงานโรงแรมมาช่วยเปิดประตู ทำเสียเวลาเที่ยวไปหนึ่งชั่วโมง\nการเดินทาง เดินทางบนเกาะทั้งใช้บัตร Octopus เป็นส่วนใหญ่ เหมือนบัตรแรบบิทบ้านเราแต่ครอบคลุมกว่า ใช้ซื้อของ จ่ายเงินตามร้านอาหาร นั่งรถบัสและรถไฟ โดยบัตรมีทั้งแบบขายขาดสำหรับนักท่องเทียวและบัตรแบบมีค่ามัดจำสำหรับคนทั่วไป สามารถซื้อได้ตั้งแต่ที่สนามบินหรือสถานีรถไฟต่าง ๆ\nจากสนามบินเข้าตัวเมืองมี Airport Express ซึ่งราคาแรงหลายเท่าเทียบกับ MTR ในเมือง แต่สะดวกสบายดี\nสถานีสนามบินฮ่องกงนั้นไม่มีเกตรถไฟ เราเดินขึ้นรถไฟแล้วไปแตะบัตรขาออกอย่างเดียวพอ ตอนแรกเราไม่รู้ก็ยืนงงนานมากเพราะคิดว่าเราลืมแตะบัตรขาเข้าตรงไหนไหม\nAirport Express\nเดินทางในเกาะฮ่องกงเราใช้ MTR (รถไฟใต้ดิน) เป็นส่วนใหญ่ สะดวก ครอบคลุมทั้งเกาะ คนแน่นกว่าไทยหลายเท่า แต่ละเที่ยวราคาไม่แพง ดังนั้นงบเดินทางในเกาะถ้าไม่ได้ไปนอกเขตเมืองไกล ๆ ก็ไม่ค่อยแพงมาก\nอาหาร สำหรับทริปนี้ เป็นการมาเพื่อได้กินอาหารฮ่องกงข้างทาง ต้องไม่ใช่ร้านแพงและหรู ต้องเป็นอาหารบ้าน ๆ ซึ่งไม่ผิดหวังเลยทั้งทริป เกือบทุกร้านคือเดินเข้าสุ่ม ๆ ผลลัพธ์ก็คืออร่อยจริง ๆ ทุกร้าน\nชานม มีโอกาสลองชานมฮ่องกงสองร้าน ชอบสุดขอยกให้ TenRen\u0026rsquo;s Tea อยู่ใกล้ ๆ โรงแรมพอดี ชาหอมเข้มข้น ลดหวานแต่กลิ่นชาไม่จางตาม อร่อยมากจนก่อนกลับวันสุดท้ายต้องแวะซื้ออีกแก้ว\nร้านเป็นร้านเชน มีหลายสาขา ไม่จำเป็นต้องไปเดินหาแค่แถวมงก๊ก ส่วนการจ่ายมีรับบัตรเครดิต ก็แตะจ่ายง่าย ๆ หรือบัตร Octopus ก็รับเหมือนกัน\nตัวเลือกชาเยอะมาก มีชาผู่เอ๋อใส่ไข่มุกด้วย อยากลองแต่ไม่ได้ลองเพราะลองแต่ตัวแนะนำธรรมดาเช่นชานมไข่มุก แต่เมนูแบบนี้หาในไทยไม่ค่อยได้\nโจ๊ก เราแวะร้านโจ๊กตอนเช้าวันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องกลับไทย ก็หาร้านจากระแวกโรงแรมจนไปเจอร้านรีวิวดี ๆ ไม่ไกลมากเลยลองแวะไป ชื่อร้าน Chung Kee Congee\nเราสั่งโจ๊กตับหมู ข้าวติดเค็มไปหน่อยแต่ประทับใจตับ ตับที่นี่ชิ้นหนาและใหญ่มาก สำคัญคือสุกกำลังดี ไม่มีส่วนแข็งและไม่มีดิบด้านในเลย เป็นตับที่ดีที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลย ชามใหญ่มาก แถมร้อนจัด ๆ กว่าจะกินหมดก็ใช้เวลาค่อนข้างนาน\nร้านมีเมนูหลากหลาย อยากลองปาท่องโก๋ห่อเส้นก๋วยเตี๊ยวแต่เพราะนั่งกินคนเดียวเลยกินไม่ไหว ไม่ได้สั่งมาลอง\nร้านเปิดเช้า คนไม่เยอะมาก พนักงานไม่พูดภาษาอังกฤษ สั่งได้ก็สั่งไป สั่งไม่ได้ก็ลาก่อน เรื่องการจ่ายเงินรับแค่เงินสด\nตับเน้น ๆ\nหมึกเสียบไม้ ของแปลกประจำเกาะ คนฮ่องกงยังบอกว่าแม้แต่คนฮ่องกงเองก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบ\nหมึกเย็นเสียบไม้ เครื่องในเสียบไม้และอื่น ๆ เสียบไม้ เสิร์ฟเย็น ๆ ทุกอย่างลวกมา ไม่เหมือนไทยที่ส่วนใหญ่จะเป็นย่าง เราสั่งเซ็ตคอมโบซึ่งมีหนวดปลาหมึก เครื่องในและบางอย่างที่จำไม่ได้\nรสชาติพิลึกในทางที่ดีสำหรับเรา ซอสอร่อยมาก อร่อยยิ่งขึ้นเมื่อกินกับมัสตาร์ด เนื้อหนึบ ๆ ไม่แข็งหรือดิบ หนุบหนับ ๆ ดี เราชอบปลาหมึกมาก ส่วนเครื่องในก็ไม่คาว ไม่เหม็น การันตีโดยคนไม่กินเครื่องในอย่างเรา\nร้านดังจริง ๆ ชื่อ Fat Boy แต่มันปิดวันที่เราไป เราเลยไปอีกร้านที่เขาบอกเป็นร้านสืบทอดกันมา (จริงไหมไม่รู้) ชื่อ Fat Girl ร้านนี้ไม่มีที่นั่ง แถวยาวหน่อยแต่ควรรอเพราะคุ้มค่าถ้าชอบลองของแปลก ๆ พนักงานพูดอังกฤษได้บ้าง รับแต่เงินสด\nรสชาติมันพิลึกเหมือนกัน แต่แนะนำว่าควรไปลอง\nหน้าร้าน Fat Lady\nวาฟเฟิลฮ่องกง บ้านเราเรียกวาฟเฟิลฮ่องกง บ้านเขาเรียก Egg Puff\nโดยรวมไม่ได้ชอบมาก ลองมาสองร้านพบว่ารสชาติไม่แย่แต่พบว่าฮ่องกงจะทำแป้งแน่น ๆ ซึ่งต่างจากไทยที่เป็นแนวบางกรอบ ส่วนตัวชอบเวอร์ชั่นไทยมากกว่า\nมีร้านดังที่คนต่อแถวเยอะ ๆ ซึ่งเราก็ไปต่อแถว ชื่อ Mammy Pancake มีหลายสาขา หนึ่งสาขาอยู่บริเวณมงก๊ก ต่อคิวรอนานพอสมควร 20 นาทีเห็นจะได้\nอันใหญ่มาก กินคนเดียวอิ่มได้เป็นมื้อ\nติ่มซำ ไม่ได้ลองติ่มซำเท่าที่อยากลอง ได้ลองแค่สองร้าน หนึ่งร้านเป็นข้างทาง อีกร้านเป็นนั่งกินได้ ความจริงอยากลองร้านดัง ๆ ที่เป็นแนวรถเข็นติ่มซำ แต่ไม่มีโอกาสได้ไป\nหนึ่งร้านที่แนะนำ คือ Tong Kee Bao Dim เป็นร้านเชนเหมือนกัน มีตรงมงก๊กหนึ่งสาขา ไม่มีที่นั่งกิน\nเราซื้อมาลองแบบไม่คิดอะไรเพราะเห็นมันตรงหน้าพอดี เรากับเพื่อนซื้อแบ่งมาลองกันแบบไม่คิดอะไรมาก แต่รสชาติดีมาก ๆ ชอบทุกอย่างที่ซื้อมาเลย โดยเฉพาะเนื้อห่อแผ่นเต้าหู้ ต้องลอง! ราคาไม่แพงมากด้วย\nซาลาเปาหมูแดง ของพื้น ๆ แต่รสชาติใช้ได้\nเนื้อห่อแผ่นเต้าหู้ ของเด็ด แนะนำให้ลอง\nอีกร้านที่ได้ลองแล้วประทับใจ คือ Hay Wong Dim Sum เป็นร้านนั่งทางได้ อยู่บริเวณมงก๊กเลย ร้านนี้เมนูหลากหลาย ได้ลองแปลก ๆ เช่น ข้าวหน้าหมูอบคลุกไข่ดิบ\nเรากับเพื่อนลองสั่งฮะเก๋า หมูห่อเส้นก๊วยเตี๋ยว เสี่ยวหลงเปาและข้าวหน้าหมูอบ เราชอบสุดยกให้ฮะเก๋าที่ยัดกุ้งตัวใหญ่ ๆ มาแน่น ๆ เลย ถ้าเป็นที่ไทยต้องร้านใหญ่ ๆ แพง ๆ ถึงจะได้ระดับนี้\nหมูแดงห่อเส้นก๋วยเตี๋ยว (ถ้าจำไม่ผิด)\nฮะเก๋าที่นี่ไม่กินกับซอสจิ๊กโฉ่ว ตอนแรกก็มองหาซอสตั้งนาน กุ้งตัวใหญ่มาก\nข้าวหน้าหมูอบหม้อดินคลุกไข่ดิบ เฉย ๆ อันนี้แต่เนื้อหมูอร่อย\nเสี่ยวหลงเปา\nความตลกนิดหน่อยคือพนักงานไม่พูดอังกฤษ เราถามเป็นภาษาอังกฤษ เขาก็ตอบจีนใส่แล้วเดินจากเราไปให้งุนงง ที่งงเพราะไม่รู้ว่าต้องสั่งยังไงและกาน้ำชากับชามเปล่าเอามาให้ทำไม สุดท้ายพบว่า สั่งผ่านคิวอาร์โค้ดบนบัตรคิว ส่วนกาน้ำชาและชามเปล่าเอาไว้ล้างตะเกียบ ช้อน ถ้วยแล้วเทน้ำทิ้ง ส่วนน้ำชาในกาก็ดื่มได้\nร้านราคาไม่แพงมาก 4 จาน เดินออกมาแบบจุก ๆ กับเพื่อนอีกคน\nของทอดเสียบไม้ ระหว่างเดินเล่นมงก๊กเจอร้านขายของทอดเลยลองซื้อมากิน ชื่อร้าน Hot-Star\nราคาไม่แพง ร้านไม่มีที่นั่งกิน อยู่หัวมุมถนนเลย ขายเครื่องในไก่ชุบแป้งทอด แฮชบราวด์ และอื่น ๆ เครื่องเทศรสชาติเข้มดี สั่งเครื่องในไก่มาไม้นึง อร่อย ไม่คาว หนึบ ๆ กรอบ ๆ\nเป็นของกินเล่น (หรือกินจริงจังก็ได้) เหมาะกับการเดินกินระหว่างเที่ยวย่านมงก๊ก\nของหวานฮ่องกง ของหวานฮ่องกงได้ลองแค่ร้านเดียว คนฮ่องกงแนะนำและพาไปกินด้วยกันวันที่นัดเจอกัน ร้านชื่อ Auntie Sweet อยู่แถวสถานีรถไฟ Causeway Bay ขายแนวไอติมทุเรียน ของหวานท้องถิ่น บัวลอยน้ำขิง อารมณ์แนวของหวานร้านอาหารจีน ๆ แต่มีเมนูทั่วไปรวมอยู่ด้วย\nเราสั่งบัวลอยน้ำขิง รสชาติกลมกล่อม ไม่แสบคอ หวานเบา ๆ ตัวบัวลอยก็แป้งไม่หนา ส่วนของเพื่อนอีกคนสั่งไอศกรีมทุเรียน รสชาติจัดเต็ม กลิ่นมาแต่ไกล\nไอศกรีมทุเรียน\nบัวลอยน้ำขิง ใส่ลูกเดือยด้วย อร่อยมาก\nไปวันธรรมดาช่วงค่ำ ต่อแถวยาว ร้านแน่น ๆ นั่งเบียด ๆ กัน การจ่ายเงินรับทุกอย่างถ้าจำไม่ผิด (เจ้าบ้านเลี้ยงมื้อนี้ เลยไม่รู้ว่าจ่ายยังไง)\nร้านนี้ช่วงคนแน่นนั่งนานไม่ได้ กลุ่มเรานั่งเม้าท์นานทั้งที่กินหมดแล้ว พนักงานเลยมาบอกว่าคนต่อคิวเยอะมาก รบกวนช่วยจ่ายเงินแล้วสละโต๊ะให้ลูกค้าท่านอื่นได้ไหม\nจิปาถะ นอกจากร้านอาหารต่าง ๆ เรามีไปเที่ยว Ocean Park อีกหนึ่งวัน เป็นสวนสนุกที่อยู่คู่กับสวนน้ำ สวนน้ำใช้ชื่อ Waterworld Ocean Part ซึ่งซื้อตั๋วแยกกัน โดยตั๋วทั้งสองที่ซื้อผ่านออนไลน์ได้เลย ถ้าไปวันธรรมดาไม่ต้องซื้อตัว FasTrack เพราะคนน้อยมาก เล่นเครื่องเล่นเสร็จนั่งต่อเล่นวนซ้ำยังได้เลย ในสวนสนุกจะมีสวนสัตว์ด้วย ก็ถือว่าใช้เวลาทั้งวันได้คุ้มเลย\nวิวจากยอดชิงช้าสวรรค์\nวิวจากยอดชิงช้าสวรรค์อันเดิมแต่หันออกทะเล\nใดใดก็ตาม ร้านอาหารไทยเยอะมาก ข้าวมันไก่ ชาตรามือ โดยเฉพาะชาตรามือที่เดินแล้วเจอบ่อยมาก คนฮ่องกงก็ชอบกินด้วย เดินผ่านแล้วคนรอในร้านหลายคนประจำเวลามองเข้าไป\nเรื่องคนฮ่องกงไม่มีมารยาทที่ได้ยินกันบ่อย ๆ เราถามคนฮ่องกงมา เขาบอกว่าก็เป็นปกติของทางนั้น เน้นใช้ชีวิตให้มีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา เช่น โยนของลงโต๊ะ เดินผลักเร็ว ๆ เวลาเข้าออกรถไฟตอนคนแน่น ๆ ซึ่งเรารู้สึกว่าเป็น vibe ของฮ่องกงดี คงไม่โดนด่านอกจากทำให้เขาเสียเวลาเช่นเข้าไปนั่งในร้านแต่นั่งดูเมนู 15 นาทีไม่สั่ง\nโดยรวมถือว่าทริป 4 วัน 3 คืนนี้ก็ประทับใจมาก อาหารอร่อย บรรยากาศผู้คนก็ดี อากาศเย็นสบายด้วย ถ้ามีเงินก็เหมาะกับการนั่งเครื่องมาหาของกินชิว ๆ ดีเหมือนกัน\nสนามบินฮ่องกง\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/4-nights-food-trip-hongkong/","summary":"\u003cp\u003eต้นเดือนธันวาคมได้ไปเที่ยวฮ่องกงครั้งแรก 4 วัน 3 คืน เป็นทริปเน้นกินและพบเพื่อนร่วมงานต่างชาติที่เคยทำงานด้วยกัน ทริปนี้เดินช่วงวันพ่อปี 2566 เดือนธันวาคมเป็นช่วงอากาศดีที่สุดของฮ่องกง (อ้างอิงโดยเพื่อนชาวฮ่องกง) เย็นระดับใส่เสื้อกันหนาวเดินสบายทั้งเมือง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eทริปนี้รวมทุกอย่าง ใช้จ่ายไปไม่เกินสองหมื่นบาทต่อคน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกำหนดการสี่วัน คือ\u003c/p\u003e\n\u003cul\u003e\n\u003cli\u003eวันที่ 1 บินช่วงสาย ถึงฮ่องกงประมาณบ่ายสาม ต่อรถไฟเข้าเมืองจะถึงที่พักประมาณสี่โมงเย็น จากนั้นค่อยออกมาเดินกินข้าวช่วงเย็น\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eวันที่ 2 ไปเที่ยว Ocean Park จากนั้นกลับมาเดินมงก๊กช่วงเย็น\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eวันที่ 3 ครึ่งวันเช้าเดินกินข้าวจิปาถะ เข้าชมพิพิธภัณฑ์วิทย์ ตอนค่ำไปกินข้าวกับเพื่อนในฮ่องกง\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eวันที่ 4 เช็คเอ้าต์ กินข้าวเช้า แล้วไปสนามบินฮ่องกงเตรียมกลับ\u003c/li\u003e\n\u003c/ul\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"PXL_20231203_025911234.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch2 id=\"เครองบน\"\u003eเครื่องบิน\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eทริปนี้เดินทางกับสายการบิน Cathay Pacific ชั้น economy เหตุผลที่เลือกสายการบินนี้คือได้ตั๋วฟรีจากกิจกรรมแจกตั๋วบินฟรีโดยรัฐบาลฮ่องกงเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ได้ตั๋วตั้งแต่ต้นปี 2566 แล้วแต่เลือกเดินทางช่วงช่วงปลายปีเพื่ออากาศเย็นสบายช่วงธันวาคม\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eปกติสำหรับ Cathay Pacific ตั๋วราคาหมื่นปลาย ส่วนของเราที่เป็นตั๋วฟรีก็เหลือจ่ายแค่สามพันบาทซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมและภาษีต่าง ๆ ราคาเท่ากับบินในประเทศ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอาหารบนเครื่องบินทั้งขาไปและขากลับค่อนข้างดี ขาไปได้ผัดไท ขากลับได้บางสิ่งที่เหมือนสาคูกับสตูว์เนื้อ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"PXL_20231203_054638543.jpg\"\n         alt=\"อาหารขาไปคือผัดไท พิเศษสุดคือมีไอศกรีมฮาเก้นดาสด้วย\"/\u003e \u003cfigcaption\u003e\n            \u003cp\u003eอาหารขาไปคือผัดไท พิเศษสุดคือมีไอศกรีมฮาเก้นดาสด้วย\u003c/p\u003e\n        \u003c/figcaption\u003e\n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"PXL_20231206_094403077.jpg\"\n         alt=\"ขากลับเป็นสาคูในสตูว์เนื้อ เครื่องเคียงเหมือนกับขามา\"/\u003e \u003cfigcaption\u003e\n            \u003cp\u003eขากลับเป็นสาคูในสตูว์เนื้อ เครื่องเคียงเหมือนกับขามา\u003c/p\u003e\n        \u003c/figcaption\u003e\n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch2 id=\"ทพก\"\u003eที่พัก\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eทริปนี้พักที่โรงแรม The Cityview อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Yau Ma Tei เดินจากสถานีรถไฟแค่ห้านาที เดินไปย่านมงก๊กแค่ห้านาทีเช่นกัน เป็นโรงแรมที่โลเคชั่นดีมาก\u003c/p\u003e","title":"ตะลุยกิน ตะลอนเที่ยว Hong Kong 4 วัน 3 คืน"},{"content":"Check my bio at my homepage, cloudian.in.th\nCloudian, the website title and domain, is my old alias. I created it when I was in a junior high school. I\u0026rsquo;ve not used it since I graduated. It used to be \u0026ldquo;Cloudian Studio\u0026rdquo; because I was a volunteer photographer in a school. Time goes by, I stopped shooting a photo. So I only keep \u0026ldquo;Cloudian\u0026rdquo; as a title.\nThe name got an idea from \u0026ldquo;cloud\u0026rdquo;, condensed water in the sky. I added -ian because I thought it was cool. And I\u0026rsquo;ve never regret it. It means freedom, roaming aimlessly without worry like a cloud in the sky.\nNow, I only use it as my website\u0026rsquo;s domain because I don\u0026rsquo;t want to change it. I keep it because it feel like a legacy from the past.\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/about-me/","summary":"\u003cp\u003eCheck my bio at my homepage, \u003ca href=\"https://cloudian.in.th/\"\u003ecloudian.in.th\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eCloudian\u003c/strong\u003e, the website title and domain, is my old alias. I created it when I was in a junior high school. I\u0026rsquo;ve not used it since I graduated. It used to be \u0026ldquo;Cloudian Studio\u0026rdquo; because I was a volunteer photographer in a school. Time goes by, I stopped shooting a photo. So I only keep \u0026ldquo;Cloudian\u0026rdquo; as a title.\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eThe name got an idea from \u0026ldquo;cloud\u0026rdquo;, condensed water in the sky. I added -ian because I thought it was cool. And I\u0026rsquo;ve never regret it. It means freedom, roaming aimlessly without worry like a cloud in the sky.\u003c/p\u003e","title":"About me"},{"content":"Almost the end of 2023, take my time to write a year in review while sitting at the office waiting for the train to be less crowded.\nThe new job I change a job pretty often compared to others. Last year, I joined ThoughtWorks. This year, I moved to a new company, the one that I had always wondered how they worked since I was young.\nTW is a great place. I met a lot of the best colleagues I\u0026rsquo;ve ever had in my life. My ex-tech lead in TW is also the best lead-role person I have ever met. Write it here in case he comes across this article.\nHowever, something changed. My curiosity about the next company is still high. So I decided to move.\nFor the new company, so far so good. It\u0026rsquo;s the only company in Thailand that has this high technology capability. It\u0026rsquo;s a great experience to work here and see how they scale everything up to this point. So, nothing to complain about but the complexity of the system.\nMy English is also improved because working here allows me to meet more diverse people. My team consists of 6 nationalities.\nMeeting area in the new office\nHealth I wasn\u0026rsquo;t admitted to a hospital like the last year. However, I had food poisoning and stomach issues many times. Couldn\u0026rsquo;t find the root cause. It might be my less strict diet. Also, I ate more unhealthy food. Will improve this next year.\nThis year, I mostly did a competitive sport. Not much of everyday cardio exercise. Haven\u0026rsquo;t exercised much as the last year, but will do more in the next year.\nOverall, it\u0026rsquo;s good. But as my age is counting, the Decline of my heath becomes my concern. Nothing bad for now.\nDid trekking one time this year. Still counted as exercise.\nFencing I picked up a new hobby early this year. It\u0026rsquo;s Foil Fencing. I started with one trial class. And I have a whole fencing suit now.\nIt\u0026rsquo;s really fun. I love excitement and adventure. Fencing makes me feel adventurous. Wearing the suit, and holding a blade, it\u0026rsquo;s so cool to watch. When I duel with other fencers in the club, it\u0026rsquo;s an adrenaline rush time.\nI always make a joke that if you hate someone, just go fencing. Attack an opponent with a metal blade. Nothing beats this feeling. It\u0026rsquo;s so much fun (except when you lose every game)\nI almost had a chance to join a real competition, but couldn\u0026rsquo;t join because of my travel trip. I might join some open competitions next year. Let\u0026rsquo;s see.\nI play at Blade Fencing Bangkok club at Ekkamai. If you are interested in it, here is a link. https://www.facebook.com/bladefencingbkk/\nA Sunday morning class in the fencing club\nClimbing I still do a climbing sport. A new update is, I already got the lead rope course. It\u0026rsquo;s far more intimidating. More adrenaline rush. And more fun! But still need a lot of practice.\nLuckily, my new company has a climbing club. When I go with the club, they cover all expenses. Free climbing, I\u0026rsquo;m happy.\nTraveling and overseas friends When I was a high schooler, my English was so shitty. Failed almost every exam. On the day of the exam, I already expected the retake exam. Barely spoke with the native English teacher. So having overseas friends had never been in my mind. Until I realized that at this point, I had friends around the world already. It\u0026rsquo;s amazing to think to myself.\nThis year, I traveled to three countries. I went to Singapore, Japan, and Hong Kong. (Laos also but our languages are almost the same, it felt like I just went to another part of Thailand)\nHokkaido, Japan Japan, I went to Hokkaido. It\u0026rsquo;s the most expensive and the most important trip for this year. The trip was planned before the COVID-era. Because of the Covid, the plan was changed to this year. Flew with Thai Airline\u0026rsquo;s business class. It was my first business class in my life. Nice experience.\nI went to Hokkaido with my mom. It\u0026rsquo;s a 10-day trip. Tried many new things. Slept in a ryokan with the best onsen bath. Went to many places. Ate many dish.\nThe most important part is that I met my old friend who helped me when I was an exchange student at Hokkaido University. We had dinner, chitchatted, and exchanged our life. It\u0026rsquo;s really nice to catch up with an overseas friend. Looking forward to seeing him again.\nGolden Sapporo\nSingapore In early this year, I went to Singapore. It\u0026rsquo;s a nice place. Good public transport, Good food, Good city. Spend 4 days on the island. There are a lot of good museums. Did a trekking too. It was a city forest area, took me 4 hours.\nAlso, had a chance to meet Thoughtworks colleagues in the SG office. Happy to see them after joining the same onboarding batch. Thanks to them, we went to many local food places. Couldn\u0026rsquo;t do it without my local friends.\nChangi Airport\nHong Kong I went to Hong Kong in the first week of December. The last trip of this year. It was a food trip. And also planned to meet my colleagues.\nAbout eating, I must admit they have a high standard. The food and drink I tried, they are all good. You walk to a random shop, order anything, and then get good, high-quality food. I\u0026rsquo;m really enjoying the trip. I love milk tea so much.\nAlso, I met my colleagues who working together for more than a year. We went to a hotpot place and chitchatted. It\u0026rsquo;s really nice to meet them in person after working in Zoom with the same team every day. Thanks for their warm welcome. Everyone is so lovely.\nSomewhere between Mongkok and Tsim Sha Tsui\nPottery class I found a pottery school near my condo. I enrolled in a one-day pottery class initially. Somehow, I put myself into a more serious class. I already made 10+ ceramic cups and bowls. Thinking about selling it because I don\u0026rsquo;t want to keep them all.\nIt\u0026rsquo;s really fun. I learned a lot about ceramic and throwing techniques. I mostly made a cup because I like a tea ceramic cup. The school I go, it\u0026rsquo;s a really nice place. They play jazz music in the classroom. Such a good vibe to make some ceramic.\nMy first attempt\nFor the next year I have a ton of things I want to do. Diving, Mountain climbing, side projects, trekking, practicing piano, more and more. I hope I can do it in the next year.\nAs the last week of 2023, I appreciate this year. It\u0026rsquo;s pretty fun. Met many people. Done many things. Got into some troubles, but couldn\u0026rsquo;t remember them. So it\u0026rsquo;s fine for me. Anyway, I\u0026rsquo;m looking forward to 2024.\nHope the 1% of rich people don\u0026rsquo;t burn this planet yet in 2024.\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/year-in-review-2023/","summary":"\u003cp\u003eAlmost the end of 2023, take my time to write a year in review while sitting at the office waiting for the train to be less crowded.\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"the-new-job\"\u003eThe new job\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eI change a job pretty often compared to others. Last year, I joined ThoughtWorks. This year, I moved to a new company, the one that I had always wondered how they worked since I was young.\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eTW is a great place. I met a lot of the best colleagues I\u0026rsquo;ve ever had in my life. My ex-tech lead in TW is also the best lead-role person I have ever met. Write it here in case he comes across this article.\u003c/p\u003e","title":"(My) Year in review: 2023"},{"content":"TIL: WebStorm can inject programming language into any string.\nA month ago, I was working on Web Component. I had to write a component fragment as a string in order to reuse it. The problem is writing a programming language as a string is so annoying because it lacks of any IDE assistant such as auto indentation, auto-complete, code format, etc.\nUntil I found that Intellij-family IDE can inject a specific language into a string. It allow you to use IDE abilities on the string as same as you working on an actual source code including syntax highlighting, code format, or auto suggestion.\nFull document of Language Injection: https://www.jetbrains.com/\u0026hellip;/using-language-injections.html\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/webstorms-language-injection/","summary":"\u003cp\u003eTIL: WebStorm can inject programming language into any string.\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eA month ago, I was working on Web Component. I had to write a component fragment as a string in order to reuse it. The problem is writing a programming language as a string is so annoying because it lacks of any IDE assistant such as auto indentation, auto-complete, code format, etc.\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eUntil I found that Intellij-family IDE can inject a specific language into a string. It allow you to use IDE abilities on the string as same as you working on an actual source code including syntax highlighting, code format, or auto suggestion.\u003c/p\u003e","title":"TIL: WebStorm's Language Injection"},{"content":"เดือนก่อนมีคนอ่านบทความเราเรื่องประสบการณ์ทำเลสิค ที่เราทำช่วงพฤศจิกายนปีที่แล้ว (2022) ทักมาถามเราว่าตอนนี้สายตาเราเป็นยังไงบ้าง ก็ตอบเขาไปยาวเหยียดเลยคิดว่าเอามาเขียนบทความด้วยจะมีประโยชน์\nก่อนอื่นขออธิบายว่า Relex เป็นการผ่าตัดปรับสายตาที่ให้แผลเล็กที่สุด ซึ่งจะเป็นคนละอย่างกับ Lasik ที่คนเรียกกัน มีวิธีการผ่าคนละแบบ แต่ในบทความนี้เราอาจจะเรียกสลับไปมาเพราะคุ้นปาก\nย้อนความไป พฤศจิกายน 2022 เราไปทำ Relex Smile มาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ (อ่านบทความประสบการณ์ไปทำได้ที่นี่ ลิงค์) เพราะเราสายตาสั้นมาก ๆ จนถ้าถอดแว่นจะมองไม่เห็นอะไรเลย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและความสะดวกสบายจึงตัดสินใจไปเข้ารับการผ่าตัด\nกระโดดข้ามมาปัจจุบัน ณ วันที่เขียนบทความนี้ก็ผ่านมา 11 เดือนแล้วหลังการผ่าตัด จึงจะมาเล่าว่าเป็นอย่างไรบ้าง\nการมองเห็นหลังผ่าครบ 11 เดือน การมองเห็นต่าง ๆ ชัดเจนมาก ชัดกว่าตอนใส่แว่นอีกเพราะสมัยเราใส่แว่น แว่นไม่สามารถปรับสายตาเราให้เท่ากับคนปกติได้เนื่องจากเราสายตาสั้นเกิน ถ้าใส่เลนส์ที่พอดีจะปวดหัว\nมองไกล ๆ เช่นวิว ขอบฟ้า เมือง สวยงามมากเพราะรายละเอียดคมชัดแบบสุด ๆ ถึงขนาดที่เราพูดขำ ๆ ว่า ทำเลสิกมาแล้วข้อเสียคือภาพถ่ายในกล้องไม่เคยสวยเท่าตาเห็นอีกเลย\nการมองใกล้กลายสภาพเป็นคนปกติ ปกติแล้วคนสายตาสั้นมองไกลไม่ได้แต่มองใกล้ดีมาก สมัยก่อนเราสามารถเอามือจ่อหน้าระยะประชิดแล้วมองเห็นรูขุมขนเล็ก ๆ ได้หมด ตอนนี้ไม่สามารถทำได้เพราะมองระยะใกล้ประชิดไม่ได้ ต้องใช้แว่นขยาย หมอบอกว่านั่นคือระดับสายตาคนปกติที่ทำได้ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย\nการมองแสงไฟจะมีคล้ายออร่าลอยอยู่รอบดวงไฟ ไม่เยอะมากแต่ก็สังเกตได้ ผ่านมาสักระยะก็ลืมไปแล้วว่าตอนก่อนผ่าตัดเป็นไงเพราะใส่แว่น แสงก็กระเจิงเพราะเลนส์แว่นอยู่ดี\nการมองในที่มืด แสงน้อย ยากขึ้นนิดหน่อย เหมือนสมองปรับตัวยังไม่ได้เพราะมันไม่ได้มัว แต่ความรู้สึกคือภาพมันเบลอ ๆ ตลอด ซึ่งมีปัญหากับการมองพื้นที่แสงน้อยกลางแดดด้วย เช่น ใต้เงา ถ้าเจอป้ายในร่มเงาก็จะมองลำบากหน่อย\nตาแห้งช่วงแรกหลังผ่าค่อยข้างแห้งเลย ต้องหยอดน้ำตาเทียมทุกวัน ตอนนี้ตาไม่ค่อยแห้งแล้ว บางทีก็ลืมหยอดน้ำตาเทียมไปเลย ถ้าไม่ได้จ้องจอคอมหรือมือถือระยะนาน ๆ ซึ่งนานของเราคือวันละ 10-12 ชั่วโมงก็ไม่มีปัญหา วันไหนที่จ้องหน้าจอขนาดนั้น ตาจะล้าและเหมือนมองไกล ๆ ไม่ชัด ต้องพักการใช้สักวันนึงถึงจะกลับมาเป็นปกติ ได้ปรึกษากับหมอแล้ว หมอบอกว่าปกติ\nมีเรื่องเศร้านิด ๆ ปนเรื่องดีคือตาข้างซ้ายแก้ได้ไม่ครบ ตาข้างซ้ายที่สั้นกว่าข้างขวาตอนนี้ติดเอียงและสั้นเล็กน้อยเนื่องจากเอาออกไม่หมด หมออนุญาติให้แก้ไขได้ไม่เสียเงิน (อยู่ในแพกเกจ) แต่ตัดสินใจไม่แก้เพราะจะทำให้แผลใหญ่ขึ้นเนื่องจากต้องแก้ด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่ Relex Smile\nสั้นเอียงเล็กน้อยไม่ได้ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันลำบากแต่ก็สังเกตได้ถ้าปิดตาข้างขวามองสิ่งของรอบตัว\nข้อดีที่หมอบอกหรือหมอปลอบใจไม่รู้ คือ เราสามารถมองระยะสั้นได้มากกว่าคนปกติเพราะตาซ้ายที่สั้นเล็กน้อย ทำให้เรามองสั้นได้มากกว่าคนทั่วไปแต่มองไกลได้ไม่มีปัญหา ค่าสายตาที่สั้นและเอียงเล็กน้อยสุดท้ายสมองจะรวมภาพกับตาข้างขวาแล้วปรับให้สมองรับภาพปกติได้เอง หมอบอก\nการใช้ชีวิตหลังเลิกใส่แว่น หลังผ่าตัดเสร็จ เราไปเดินป่าก็ชิวมากเพราะไม่ต้องคอยเช็ดแว่นให้ลำบากเวลาเจอหมอกหรือเหงื่อไหล แต่ก่อนเจอฝนหรือไอน้ำก็มองอะไรไม่เห็นแล้วเพราะเช็ดแว่นไปก็เหลือคราบน้ำ จะถอดแว่นเดินก็ทำไม่ได้ ตอนนี้ได้มองเห็นวิวทิวเขาแบบที่เพื่อนและคนอื่นเห็นกัน\nเราเล่นกีฬาต่าง ๆ ง่ายขึ้น หลังผ่าตัดไม่กี่เดือนเราไปลงเรียนกีฬาฟันดาบสากล เราต้องใส่ชุดเกราะและหมวกด้วยซึ่งถ้ามีแว่นก็จะลำบากมาก ๆ เวลาใส่หมวกหรืออาจจะเล่นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ\nเพื่อนทักว่าหน้าเด็กขึ้น 55555 ไม่รู้เกี่ยวไหม\nบทสรุป ผ่านมาจะครบปี ตอนนี้มีความสุขกับการตัดสินใจ ไม่ต้องกังวลเวลาไปเที่ยวแล้วกลัวแว่นหายหาทางกลับบ้านไม่ได้ ถ้าถามว่าคุ้มไหมที่ทำ เราขอตอบว่าคุ้ม ย้อนกลับไปตัดสินใจอีกรอบก็จะเลือกทำเหมือนเดิมเพราะใช้ชีวิตง่ายขึ้นมาก\nคลับฟันดาบสากลที่ไปเล่นทุกสัปดาห์\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/1-year-after-lasik/","summary":"\u003cp\u003eเดือนก่อนมีคนอ่านบทความเราเรื่อง\u003ca href=\"/posts/my-relex-smile-experience/\"\u003eประสบการณ์ทำเลสิค\u003c/a\u003e ที่เราทำช่วงพฤศจิกายนปีที่แล้ว (2022) ทักมาถามเราว่าตอนนี้สายตาเราเป็นยังไงบ้าง ก็ตอบเขาไปยาวเหยียดเลยคิดว่าเอามาเขียนบทความด้วยจะมีประโยชน์\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eก่อนอื่นขออธิบายว่า Relex เป็นการผ่าตัดปรับสายตาที่ให้แผลเล็กที่สุด ซึ่งจะเป็นคนละอย่างกับ Lasik ที่คนเรียกกัน มีวิธีการผ่าคนละแบบ แต่ในบทความนี้เราอาจจะเรียกสลับไปมาเพราะคุ้นปาก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eย้อนความไป พฤศจิกายน 2022 เราไปทำ Relex Smile มาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ (อ่านบทความประสบการณ์ไปทำได้ที่นี่ \u003ca href=\"/posts/my-relex-smile-experience/\"\u003eลิงค์\u003c/a\u003e) เพราะเราสายตาสั้นมาก ๆ จนถ้าถอดแว่นจะมองไม่เห็นอะไรเลย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและความสะดวกสบายจึงตัดสินใจไปเข้ารับการผ่าตัด\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกระโดดข้ามมาปัจจุบัน ณ วันที่เขียนบทความนี้ก็ผ่านมา 11 เดือนแล้วหลังการผ่าตัด จึงจะมาเล่าว่าเป็นอย่างไรบ้าง\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"การมองเหนหลงผาครบ-11-เดอน\"\u003eการมองเห็นหลังผ่าครบ 11 เดือน\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eการมองเห็นต่าง ๆ ชัดเจนมาก ชัดกว่าตอนใส่แว่นอีกเพราะสมัยเราใส่แว่น แว่นไม่สามารถปรับสายตาเราให้เท่ากับคนปกติได้เนื่องจากเราสายตาสั้นเกิน ถ้าใส่เลนส์ที่พอดีจะปวดหัว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eมองไกล ๆ เช่นวิว ขอบฟ้า เมือง สวยงามมากเพราะรายละเอียดคมชัดแบบสุด ๆ ถึงขนาดที่เราพูดขำ ๆ ว่า ทำเลสิกมาแล้วข้อเสียคือภาพถ่ายในกล้องไม่เคยสวยเท่าตาเห็นอีกเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eการมองใกล้กลายสภาพเป็นคนปกติ ปกติแล้วคนสายตาสั้นมองไกลไม่ได้แต่มองใกล้ดีมาก สมัยก่อนเราสามารถเอามือจ่อหน้าระยะประชิดแล้วมองเห็นรูขุมขนเล็ก ๆ ได้หมด ตอนนี้ไม่สามารถทำได้เพราะมองระยะใกล้ประชิดไม่ได้ ต้องใช้แว่นขยาย หมอบอกว่านั่นคือระดับสายตาคนปกติที่ทำได้ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eการมองแสงไฟจะมีคล้ายออร่าลอยอยู่รอบดวงไฟ ไม่เยอะมากแต่ก็สังเกตได้ ผ่านมาสักระยะก็ลืมไปแล้วว่าตอนก่อนผ่าตัดเป็นไงเพราะใส่แว่น แสงก็กระเจิงเพราะเลนส์แว่นอยู่ดี\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eการมองในที่มืด แสงน้อย ยากขึ้นนิดหน่อย เหมือนสมองปรับตัวยังไม่ได้เพราะมันไม่ได้มัว แต่ความรู้สึกคือภาพมันเบลอ ๆ ตลอด ซึ่งมีปัญหากับการมองพื้นที่แสงน้อยกลางแดดด้วย เช่น ใต้เงา ถ้าเจอป้ายในร่มเงาก็จะมองลำบากหน่อย\u003c/p\u003e","title":"ทำเลสิคมาครบปีแล้ว ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง"},{"content":"Windows is well known for a bad experience for JavaScript developers. Some libraries and tools aren\u0026rsquo;t supported. However, Everything changed when Microsoft announced Windows Subsystem for Linux (WSL). Since then, we can work on any project in WSL without library compatibility issue.\nWorking with a JavaScript library like React Native on WSL is impressive, but it needs extra configuration.\nIn this article I will explain how to set up working environment on Windows for ReactNative \u0026amp; Expo.\nFYI: There are WSL and WSL2. In this article, I use WSL2. Please bear in mind that when I talk about \u0026ldquo;WSL\u0026rdquo;, I mean WSL2.\n3 options of setting up Running everything inside WSL Running only Expo inside WSL. Running only React Native inside WSL (without Expo). Running everything inside WSL Running everything inside WSL means you have to run ADB, Metro, Expo bundler, and the Android emulator in WSL.\nConsole is connecting WSL. The emulator screen is also run inside WSL but Windows handle GUI stuff and display it on Windows side seamlessly.\nIt worked at first. After changing something in source code, the emulator broke due to an issue related to CPU processing that I couldn\u0026rsquo;t understand. Hence, I moved on to another solution.\nRunning only Expo inside WSL I run an ADB server in Windows so an emulator on Windows can communicate to ADB server. But, it means I have to tell Expo inside WSL to connect to the ADB server on Windows instead of the one on WSL client. So here is how-to.\n1. First, add these two lines to ~/.zshrc inside WSL to set ADB_SERVER_SOCKET so ADB client knows ADB host server.\nexport WSL_HOST=$(tail -1 /etc/resolv.conf | cut -d\u0026#39; \u0026#39; -f2) export ADB_SERVER_SOCKET=tcp:$WSL_HOST:5037 2. Next, run ADB host on Windows with extra options. -a tells ADB server to accept all incoming address.\nadb -a nodaemon server start 3. Then, start the emulator on Windows. I prefer using cli over starting Android Studio.\nemulator -avd Pixel_6_API_33 4. I need to forward network connection of 5554 or any using Android Emulator port from WSL to Windows.\n5554 port is initial port of Android emulator for relaying its console messages to a development tool. It can be 5556 depending on how many emulator you have connected with ADB.\nsocat -d -d TCP-LISTEN:5554,reuseaddr,fork TCP:$(cat /etc/resolv.conf | tail -n1 | cut -d \u0026#34; \u0026#34; -f 2):5554 5. Finally, I can start your Expo and run android app.\nyarn start Video Running only React Native inside WSL (without Expo) For vanilla React Native, Steps are a little bit different.\nDo step 1-3 from Running it with Expo section, then continue following steps.\n1. First, install the app on running emulator. It needs device ID to install an app on a specific device. Run this command in WSL.\nyarn android --deviceId emulator-5556 2. Then, start React Native\u0026rsquo;s Metro on WSL\nyarn start 3. Getting a WSL client\u0026rsquo;s IP address. I run following command on WSL to get WSL client\u0026rsquo;s IP address. React Native debugger host address has to be changed accordingly.\nifconfig 4. Finally, set React Native debugger host on React Native App’s dev menu. (For Windows, press ctrl + m in the app to make a dev menu shown up)\nVideo Known issues Window Firewall problem React Native and Expo seem have a problem with Windows Firewall. I have to turn my firewall off while installing app to an emulator. Running an app after installing has no problem with Firewall.\nADB port is taken. Sometime, the ADB port is taken by another service. In my case, I unintentionally set a Windows proxy on 5037 port. If you have similar issue, you can use following command to find which service is using the port, then stop it.\nnetstat -aon | findstr 5037 Stop-Process -Id [PID] ","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/working-with-reactnative-expo-on-wsl2/","summary":"\u003cp\u003eWindows is well known for a bad experience for JavaScript developers. Some libraries and tools aren\u0026rsquo;t supported. However, Everything changed when Microsoft announced Windows Subsystem for Linux (WSL). Since then, we can work on any project in WSL without library compatibility issue.\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eWorking with a JavaScript library like React Native on WSL is impressive, but it needs extra configuration.\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eIn this article I will explain how to set up working environment on Windows for ReactNative \u0026amp; Expo.\u003c/p\u003e","title":"Setting up working environment for ReactNative \u0026 Expo on WSL2"},{"content":"New article: ทำเลสิคมาครบปีแล้ว ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง\n* เพื่อความสะดวกของผู้เขียน ขอเหมารวม ReLEx SMILE ว่าเป็นการทำ Lesik ไปเลย แต่ในความเป็นจริงคือการผ่าตัดคนละวิธีการ\n** การรีวิวนี้ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบด้วยแพทย์ อาจมีความผิดพลาดในข้อมูลเชิงเทคนิค โปรดปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง\n*** หากต้องการทราบราคาจริง โปรดสอบถามโรงพยาบาลต้นทางอีกครั้ง\nสองเดือนที่ผ่านมาได้ไปทำเลสิกแบบ Relex Smile มาที่รพ.จุฬาฯ เพื่อนจำนวนมากสอบถามรีวิวและขั้นตอนการทำ ส่วนเราก็อยากเขียนบล็อกเล่าเพราะก่อนจะไปทำ การหาบทความรีวิวที่คนอื่นเขียนไว้นั้นยากมากเพราะส่วนใหญ่จะเลือกทำ Femto Lesik หรือ Blade Lasik เสียส่วนใหญ่ด้วยเหตุผลเรื่องราคา\nปัญหาสายตาก่อนทำ (ไม่เกี่ยวกับเลซิก ข้ามไปหัวข้อต่อไปได้ถ้าไม่อยากอ่าน)\nเกริ่นเรื่องสายตาตัวเราเองก่อน สายตาเราสั้นมากเพราะช่วงมัธยมเล่นคอมอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปโดนแสงแดด (จ้องคอมไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้สายตาสั้น แต่เพราะขาดแสงแดด อ่านงานวิจัยเพิ่มได้ที่นี่) ทำให้เราสายตาสั้นอยู่ที่ ตาขวา 700 กับ ตาซ้าย 800 และมีเอียง 50\nค่าสายตา ณ วันที่ตรวจกับแพทย์ที่รพ.จุฬาฯ\nความสั้นขนาดนั้นทำให้เวลาเราถอดแว่น เรามองไม่เห็นอะไรเลย เหมือนตาบอดเลย เคยแม้กระทั้งถอดแว่นวางไว้บนโต๊ะในห้องแล้วลืมว่าวางไว้ตรงไหน เลยต้องเอาหน้าจ่อไปที่โต๊ะแล้วไถหน้าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมองเห็น\nถ้านึกสภาพไม่ออก พูดให้เห็นภาพคือ เรามองของที่ห่างจากปลายจมูกเกิน 1 ฝ่ามือไม่ได้\nด้วยความที่สายตาสั้นมากขนาดนี้ทำให้มีปัญหาหลายอย่าง เช่น อาบน้ำจะมองอะไรไม่เห็นเลย เวลาจะอ่านฉลากสบู่ก็ต้องเอาขวดจ่อหน้า พอไปทำกิจกรรมที่เหงื่อออกเยอะ ๆ แว่นก็จะเปียกเหงื่อทำให้มองลำบาก โดยเฉพาะเดินเขาที่มีหมอก มองไม่เห็นตลอดทางเพราะหมอกกลายเป็นน้ำเกาะอยู่บนแว่นตา\nอีกกิจกรรมนึงที่เรื่องสายตาสร้างปัญหาก็คือดำน้ำสกูบ้า เราใส่คอนแทกเลนส์แล้วปวดหัว ใส่แว่นดำน้ำเสริมเลนส์ก็มองไม่ชัด ปัญหาเยอะมาก\nอีกปัญหาสำคัญที่เรากลัวมาตลอดคือหากเราย้ายไปอยู่ต่างประเทศคนเดียว ถ้าเกิดอุบัติเหตุแว่นแตก เราคือจบเห่แบบสุด ๆ เพราะเหมือนคนตาบอดที่ต้องให้คนนำทางให้ จะโทรให้เพื่อนมาช่วยก็ไม่ได้\nอีกปัญหา คือ แว่นเราไม่สามารถแก้ค่าสายตาเราได้ทั้งหมด หากเราใส่แว่นที่สั้นเท่ากับค่าสายตาเรา เลนส์จะใหญ่แล้วโลกเบี้ยวจนปวดหัว สุดท้ายเลยใส่แว่นที่พอให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่หักลบแล้วก็ยังสั้นมาก ๆ อยู่ขณะใส่แว่น (สั้นจนหมอถามว่าใส่แว่นแล้วมองเห็นหรอ)\nทั้งหมดนี้เลยเป็นเหตุผลที่เลซิกเป็นทางเลือกที่วนเวียนไปมาในหัว จนสุดท้ายตัดสินใจทำ\nวางแผนก่อนเริ่มทำเลสิก พอเราเริ่มคิดจะทำ เราเริ่มหาข้อมูลเรื่องการทำเลสิกได้มาดังนี้\n4 วิธีผ่าตัด Lasik การผ่าตัดที่ทุกคนเรียกรวม ๆ ว่าเลสิกความจริงแบ่งย่อยเป็นคร่าว ๆ 4 แบบ\nPRK ไม่ต้องเปิดกระจกตา แต่ใช้วิธีการค่อย ๆ ขูดกระจกตาออกจนได้รูปทรงที่ต้องการ\nข้อดี: ไม่เห็นแสงกระเจิงเวลามองไฟตอนกลางคืน นักบินเลือกทำวิธีนี้ได้, ถูก\nข้อเสีย: ผลข้างเคียงอื่นเยอะ พักฟื้นนานสุดเทียบกับแบบอื่น\nราคา: 28xxx - 35xxx\nBlade Lasik อันนี้คือเลสิกที่ทุกคนพูดถึงกัน ใช้วิธีเอาใบมีดเปิดกระจกตาขึ้นมาก่อน เปิดแล้วพับเหมือนฝาถังขยะพับได้ จากนั้นใช้เลเซอร์ยิงเพื่อปรับทรงกระบอกตาให้ได้รูป จากนั้นพับกระจกตาปิดลงมา\nข้อดี: ถูก, พื้นตัวเร็ว (พวกที่บอกตื่นมาโลกสดใสก็คือพวกนี้ กับ Femto Lasik)\nข้อเสีย: ผลข้างเคียงเยอะ, แผลใหญ่\nราคา: 28k- 35k\nFemto Lasik เหมือน Blade Lasik เลย แต่ขั้นตอนการผ่าเปิดกระจกตาใช้เลเซอร์เปิดแทนใบมีด ทำให้แม่นยำและลดผลข้างเคียงได้มากกว่า\nข้อดี: ผลข้างเคียงน้อย, ตื่นมาโลกสดใสทันที\nข้อเสีย: แผลใหญ่, แพงขึ้นมาจาก Blade Lasik\nราคา: 50k- 70k\nReLEx SMILE เป็นการผ่าตัดแบบใหม่ แผลเล็กมาก ไม่มีการเปิดกระจกตาเหมือน Blade Lasik กับ Femto Lasik ใช้กระบวนการยิงเลเซอร์ทะลุกระจกตาลงไปเลยเพื่อปรับทรงกระบอกตา จากนั้นเลเซอร์จะยิงเปิดรูเล็ก ๆ บนดวงตาเพื่อให้หมอดึงชิ้นเน้ือที่ถูกตัดออกมาได้\nข้อดี: แผลเล็กที่สุด, ผลข้างเคียงน้อย\nข้อเสีย: แพงสุดใน 4 วิธี, พักฟื้นนานกว่า Blade/Femto มาก จะมองไม่ชัดตั้งแต่วันแรกหลังทำ และใช้เวลาอีก 2-4 สัปดาห์จนกว่าสายตาชัดเต็มที่\nราคา: 80k- 120k\nอื่นๆ ความจริงแล้วมันมีวิธีอื่นๆ อีก เช่น SBK Lasik, Trans PRK ซึ่งไม่ขอพูดถึงเพราะไม่ค่อยได้ยินชื่อ ส่วน ICL ที่เป็นการผ่าที่แพงมาก (ข้างละแสนหก) ไม่ขอพูดถึงเพราะเป็นการสอดเลนส์เข้าไปในดวงตาแทนการปรับทรงกระบอกตา หากสนใจสามารถลองค้นหาเองได้\nซึ่งพอเราเริ่มหาข้อมูล สอบถามจากคนรอบข้าง ทำให้เราคิดว่ายอมกัดฟันทำ ReLEx Smile ดีสุด เพราะถึงแม้แพงแต่เรายังเอื้อมถึง รวมถึงเป็นการผ่าตัดสำคัญเราจึงอยากเลือกที่ดีที่สุด\nโรงพยาบาล ระหว่างหาข้อมูลเรื่องการผ่าตัด เราก็เช็คราคาและรีวิวของแต่ละโรงพยาบาลไปด้วย ซึ่งเราหาข้อมูลคร่าว ๆ สถานพยาบาลที่มี Relex Smile ก็มีดังนี้\nศูนย์เลสิค TRSC โรงพยาบาลจุฬาฯ โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ โรงพยาบาลกรุงเทพ ศูนย์รักษาตา/ศูนย์เลสิค ท็อปเจริญ (เหมือนจะพึ่งมีเพราะช่วงแรกที่หาข้อมูล หาไม่ได้ แต่หลังทำเสร็จพึ่งมาเจอว่ามีที่นี่) แต่ละที่ก็จะมีราคาและรีวิวต่างกันไป แต่เราสนใจหลัก ๆ อยู่สองสามที่เท่านั้นจึงค่อย ๆ คัดไป\nTRSC ชอบเคลมว่าเป็นที่แรกของไทยที่ทำเรื่องนี้ จึงมีความชำนาญกว่าเพื่อน (เขาว่างั้น) แต่ราคาที่นี่ก็แพงที่สุดเช่นเดียวกัน จึงตัดที่นี่ออกเป็นที่แรก\nโรงพยาบาลจุฬาฯ และ โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ ราคาต่างกันไม่เกินหมื่น โดยที่รพ.จุฬาฯ ถูกกว่า แต่สมิติเวชมีให้ห้องพักฟรีหนึ่งคืนหลังจากผ่าตัดเสร็จเพราะเมื่อผ่าเสร็จ วันต่อมาต้องกลับมาตรวจอีกรอบนึง อีกทั้งวันที่ผ่าตัดจะมองไม่ค่อยเห็น หากต้องกลับบ้านก็ต้องมีคนมารับเท่านั้น\nแต่รพ.จุฬาฯ มีข้อเสียหนึ่ง คือ ไม่สามารถตรวจเช้าและผ่าบ่ายเหมือนโรงพยาบาลอื่น ๆ ได้ หากมาตรวจตาเรียบร้อย ต้องนัดวันผ่าอีกทีซึ่งจะห่างไปอย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์ ส่วนสมิติเวชสามารถตรวจเช้าและผ่าในวันเดียวกันได้เลย\nสุดท้ายเราเลือกรพ.จุฬาฯ เพราะเพื่อนทำที่นี่และราคาถูกสุดในทุกโรงพยาบาล\nเริ่มนัดแพทย์ครั้งแรก ณ ตอนที่เราคิดว่าเราจะทำเลสิกจริง ๆ แล้วนะ ลึก ๆ ตัวเราก็ยังโลเลเพราะกลัวมาก กลัวหลายอย่างไปหมด กลัวว่าทำแล้วตาบอด ทำแล้วตามีปัญหา กลัวหลายอย่างจนลังเล แต่ก่อนจะทำเลสิกได้ต้องผ่านการตรวจก่อน บางคนหมอไม่อนุญาติเพราะดวงตาไม่ผ่านเกณฑ์ บางคนสั้นมากแต่กระบอกตาเนื้อเยอะจึงทำได้ บางคนสั้นปานกลางแต่กระบอกตาเล็กก็ทำไม่ได้ก็มี\nสุดท้ายไม่อยากเสียเวลากังวล จึงเป็นอย่างที่ทราบ ตัดสินใจไปตรวจกับหมอก่อนละกัน\nรพ.จุฬาฯ ต้องนัดเช้าเท่านั้น ก่อน 9.30 ซึ่งการตรวจจะมีการตรวจตาทั่วไป และที่สำคัญคือมีการหยอดยาขยายรูม่านตาเพื่อตรวจรูม่านตา การหยอดยานี้จะทำให้มองเห็นไม่ชัด ตาพร่าและมองเห็นแสงจ้ามากกว่าปกติ ใช้เวลา 1-2 วันถึงจะหายเป็นปกติ ดังนั้นวันแรกที่ไปตรวจตาจึงควรพกแว่นดำ หากมาด้วยรถส่วนตัวจะต้องมีคนขับกลับให้\nระหว่างการตรวจ หมอจะสอบถามข้อมูลเบื้องต้น หนึ่งในนั้นคือ สายตาคุณมีการเปลี่ยนแปลงแค่ไหนในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา?\nปัญหาคือเราตอบไม่ได้\u0026hellip; สุดท้ายหมอแนะนำว่าให้กลับมาอีกที 6 เดือนหน้าเพื่อเช็คค่าสายตาอีกรอบเพราะหมอไม่อยากให้ทำหากค่าสายตายังไม่นิ่ง ไม่งั้นทำไปแล้วกลับมาสั้นอีกรอบ\nอีกเรื่องที่หมอแจ้ง คือ เมื่อเราผ่านการผ่าตัด ดวงตาเราจะโดนเอาเนื้อออกไป และ มีความเสี่ยงเรื่องเลนส์ตาโก่งมากกว่าคนปกติ (คนปกติก็มีโอกาสเป็น) ทำให้สายตากลับมาสั้นได้ โดยหมอไม่สามารถบอกได้เลยว่าจะเกิดไหมหรือเกิดเมื่อไหร่ แต่เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง\nนอกจากนี้เรายังสอบถามหมออีกครั้งว่า เราควรเลือกผ่าแบบไหน โดยเรามีเงื่อนไขว่า เราชอบกีฬาผจญภัย เช่น เดินเขา ปีนผา ดำน้ำลึก พอหมอทราบว่ามีกิจกรรมดังกล่าว หมอจึงแนะนำให้ทำ Relex Smile เพราะแผลเล็กที่สุด หากเกิดการกระทบกระเทือนดวงตาในอนาคต โอกาสที่แผลเปิดซ้ำจะน้อยมาก\nโดยรวมแล้วหมอบอกว่า ค่าสายตาเราทั้งหมดผ่านและสามารถทำการผ่าตัดได้ แค่มารอตรวจอีกที 6 เดือนข้างหน้าว่าสายตานิ่งหรือยัง และสำหรับเรื่องความเสี่ยงเลนส์ตาโก่งเราก็มานั่งคิดหลังจากนั้นว่าเป็นความเสี่ยงที่เรายอมรับได้\nค่าตรวจทั้งหมดอยู่ที่ 2xxx บาท\n6 เดือนผ่านมา ตรวจอีกครั้ง ผ่านมาหกเดือน กลับไปหาหมออีกรอบเพื่อตรวจ ครั้งนี้ไม่ต้องมีการหยอดยาขยายม่านตาแล้ว มีแค่การตรวจค่าสายตาและตรวจพื้นฐานอื่น ๆ ซึ่งก็พบว่าค่าสายตาเราขยับน้อยกว่า 50 ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นจึงถือว่าค่าสายตานิ่งแล้ว\nแต่ปัญหาจุกจิกก็เริ่มมา (ความจริงรู้ตั้งแต่วันแรกแล้ว) คือ หมอที่ตรวจเราเมื่อหกเดือนก่อนนั้นลาไปเรียนต่อต่างประเทศและกว่าจะกลับมาก็อีกนาน เราจึงต้องเปลี่ยนหมอใหม่และเริ่มการตรวจใหม่อีกรอบ แต่เราไม่มีปัญหาอะไรจึงนัดเปลี่ยนหมอแล้วมาใหม่\n(ความจริงระหว่างนี้มีปัญหาอีกสองสามอย่างเพราะการสื่อสารที่งง ๆ เช่น คิดว่าวันที่เรานัดครั้งต่อมาจะได้ผ่าเลยแต่ไม่ใช่ นัดมาตรวจแล้วไม่เจอแพทย์ จนอยากจะเปลี่ยนไปสมิติเวช แต่เพราะราคาโปรโมชั่นที่ถูกกว่าเกือบหมื่นจึงยอมทนต่อไป)\nตัดภาพมาจนนัดเจอแพทย์คนใหม่ได้ หมอก็ซักประวัติเหมือนเดิม ตรวจตาพื้นฐานอีกรอบ แต่โชคดีที่เราไม่ต้องตรวจม่านตาจึงไม่ต้องหยอดยา\nสุดท้ายหมอนัดวันและสั่งให้ดูแลดวงตาตามหมอสั่ง หมอมีสั่งยาทำความสะอาดดวงตาและเจลหยอดตาให้เพราะเรามีปัญหาตาแห้ง ไขมันอุดตัน และ ดวงตาไม่ค่อยสะอาด\nนอกจากนี้หมอแจ้งว่าค่าสายตาเราจะต้องยิงเลเซอร์นานข้างละ 20 วินาที เพราะฉะนั้นไปฝึกฝืนดวงตา ห้ามขยับให้ได้นาน 20 วินาทีมาด้วย\nค่าตรวจ 100 บาท ไม่รวมยา\nวันผ่าตัดจริง มาถึงวันผ่าจริง ก็ต้องนัดเจอที่แผนกเลเซอร์ตั้งแต่สาย ๆ จากนั้นพยาบาลจะมาอธิบายขั้นตอนและวิธีการต่าง ๆ รวมถึงอธิบายยาที่จะได้รับกลับบ้านหลังผ่าตัดเสร็จ\nยาและอุปกรณ์ดูแลดวงตาที่ได้กลับมา\nเนื่องจากนัดสายแต่ผ่าตัดจริงจะเริ่มช่วงบ่าย พยาบาลจึงให้ไปกินข้าวก่อนแล้วเข้าไปรอที่แผนกผ่าตัดได้เลย\nพอเข้าแผนกผ่าตัดจะต้องเปลี่ยนชุดเป็นชุดเขียว ๆ จากนั้นนั่งรอเข้าห้องผ่า (ซึ่งนานมากเป็นชั่วโมงเลย)\nพอถึงคิวเรา พยาบาลจะเอารถเข็นมารับและเริ่มการหยอดยาชา การหยอดยาชาจะทำซ้ำหลายรอบ ประมาณ 3 ครั้งหากจำไม่ผิดซึ่งกินเวลาไปอีกสักพักก่อนจะเริ่มก้าวเข้าห้องผ่าตัด\nขออธิบายความรู้สึกเมื่อเข้าห้องผ่าตัด ที่เราคิดไว้คือห้องไม่ใหญ่ มีแพทย์และพยาบาลสองสามคน แต่ความจริงคือห้องใหญ่มาก สีขาว มีเครื่องมือใหญ่ ๆ ตั้งกลางห้อง และผู้คนเกือบสิบคนในนั้น (คนเยอะเพราะมีนศ.แพทย์มาเรียน เนื่องจากแพทย์ของเราคืออาจารย์หมอ)\nภาพแรกในหัวเราคือภาพนี้ แต่เปลี่ยนจากช็อกโกแลตเป็นตัวเราที่กำลังจะไปนอนบนเตียง\nCharlie and the Chocolate Factory (2005)\nระหว่างนั้นตาจะเริ่มรู้สึกชา ๆ แปลก ๆ และมองไม่ค่อยชัด พยาบาลจะสอบถามชื่อจากนั้นพาเราขึ้นไปที่เตียง พยาบาลจะให้ลูกบอลยางให้เราบีบแก้เครียดระหว่างการผ่าหากตื่นเต้น (ซึ่งเราบีบแน่นมาก)\nระหว่างนี้พยาบาลจะเตรียมพื้นที่ผ่าตัดโดยการเอาผ้าคลุมครอบทั้งตัวเรา เปิดไว้แค่ดวงตา และขึงเปลือกตาเราด้วยเทปกาวเพื่อไม่ให้เราหลับตาได้\nหากใครนึกภาพไม่ออก เราช่วยได้\nจากนั้นหมอจะซักซ้อมเรา เช่น ให้มองนิ้วหมอ ให้ล็อกดวงตาให้นิ่งห้ามขยับ เป็นต้น\nเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย กระบวนการก็เริ่มต้น เตียงเราจะถูกเลื่อนเข้าไปอยู่ใต้เครื่องจักรสีขาวขนาดใหญ่ แล้วเครื่องมือจะเลื่อนเข้าใกล้ดวงตาเรื่อย ๆ จนเหมือนมีหัวดูดมาจุ๊บดวงตาเราซึ่งมันจะล็อกตำแหน่งดวงตาเราไว้ระหว่างเลเซอร์ทำงาน แต่จะไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากเพราะยาชา\nพอเครื่องดูดตาเรา มีเสียงจากเครื่องว่า \u0026ldquo;suction on\u0026rdquo; ปุ๊ป แพทย์และพยาบาลก็เริ่มคุยกันว่าเริ่มกระบวนการ จากนั้นจะมีแสงเลเซอร์สีเขียวโผล่ออกมาพร้อมเสียงนับถอยหลังไปเรื่อย ๆ 25.. 24.. 23 \u0026hellip;.\nซึ่งเราก็ต้องคุมดวงตาเราให้นิ่งห้ามขยับ มองแสงสีเขียวนั้นเอาไว้ แต่\u0026hellip; มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครบอกเราเลยคือ อีแสงสีเขียวนั้นมันขยับได้!!! เราสับสนมากตอนนั้นว่าเราควรกลอกตาตามไปหรือมองที่เดิมดี สุดท้ายก็ไม่กล้าขยับดวงตาและพยายามทำตานิ่ง ๆ ไว้ต่อไป (เอาจริงตอนแรกคิดว่าหมอเขาจะซ้อมก่อน แต่พอแสงเขียวโผล่มาจึงรู้ว่า อ้าวเห้ย นี่มันของจริง)\nพอเสร็จ เตียงจะถูกเลื่อนออกมาอยู่ใต้หมอและพยาบาลดังเดิม แต่ขั้นตอนยังไม่จบ! เพราะ Relex Smile จะต้องถูกหมอดึงชิ้นเนื้อออกด้วย กระบวนการจึงยังดำเนินต่อไป\nณ ตอนแรกเราคิดว่าการหยิบชิ้นเนื้อ คือ การคีบเนื้อออกมาแล้วเสร็จตามวิดีโอสาธิต แต่เรามาพบระหว่างถูกหมอหยิบเนื้อออกว่า วิธีการจริงคือหมอจะสอดของคล้าย ๆ ขดลวดเข้ามาในดวงตาเราเพื่อคว้านเนื้อส่วนที่ถูกเลเซอร์ตัดแล้วออกไป ระหว่างนั้นเราต้องช่วยหมอด้วยการพยายามมองแสงที่อยู่เหนือหัวไว้ เพราะดวงตาเราจะขยับไปมาจากแรงที่หมอสอดเครื่องมือเข้ามาในดวงตา เราเลยต้องช่วยฝืนตาให้หมอดึงเนื้อออกไปง่าย ๆ\nสยองดี หากนึกภาพไม่ออก อยากเห็นของจริงที่ไม่ใช้คลิปวิดีโอจำลอง ดูได้จากคลิปนี้ London Vision Clinic | ReLEx SMILE\nเมื่อทำเสร็จก็จะทำกระบวนการทั้งหมดนี้อีกรอบในดวงตาอีกข้าง เริ่มจากกลับเข้าไปใต้เครื่องแล้วกลับออกมาโดนหมอดึงชิ้นเนื้ออีกครั้ง\nหลังกระบวนการทั้งหมดเสร็จ พยาบาลจะพาเรามานั่งรถเข็นแล้วคุยกับหมอนิดหน่อย ไม่มีอะไรสำคัญมาก จากนั้นกลับออกมาเปลี่ยนเสื้อ รอคนมารับ จ่ายเงิน แล้วกลับบ้านได้เลย\nค่าผ่าตัด 82,000 บาท เราได้ราคาโปรโมชั่นจากปกติราคาแปดหมื่นปลายๆ แต่โปรโมชั่นนี้หมดไปแล้ว\nหลังผ่าตัดเสร็จ หลังผ่าตัดเสร็จ ดวงตาจะพอมองเห็นได้บ้างแต่เบลอมาก ๆ แต่ไม่ได้เบลอเหมือนคนสายตาสั้น จะคล้าย ๆ มีคนเอาผ้าขาวบางมาปิดตามากกว่า\nดวงตานี้จะห้ามโดนน้ำไปตลอด 2 อาทิตย์ ดังนั้นหมอจึงสั่งห้ามล้างหน้าหรือสระผม 2 อาทิตย์ และห้ามว่ายน้ำ 1 เดือน นอกจากนี้ต้องใส่ที่ครอบตาเมื่อจะนอนไปอีก 2 อาทิตย์เช่นเดียวกัน\nถ่ายเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2565\nวันผ่าตัดไม่ควรทำอะไรมาก กลับบ้านกินข้าวแล้วนอนพักผ่อนทันที\nวันต่อมาตื่นขึ้นมาจะยังไม่ชัด 100% เหมือนพวก Blade, Femto Lasik ที่ชอบบอกว่าตื่นมาแล้วโลกสดใส ของเราจะชัดที่ประมาณ 70% คือ มองทุกอย่างได้โดยไม่ต้องใส่แว่นแล้วแต่ยังมีมัว ๆ อยู่บ้าง\nวันนี้ตื่นมาต้องกลับไปหาหมอเหมือนเดิมเพื่อตรวจเช็คแผลผ่าตัด ซึ่งระหว่างนี้แพทย์จะแนะนำให้ใส่แว่นตากันแดดตลอดเพื่อป้องกัน UV\nการนัดตรวจหลังผ่าตัดจะเป็น 1 วันหลังผ่า, 2 อาทิตย์, 1 เดือน, 6 เดือน และ 12 เดือนถัดไป\nผลการผ่าของเราออกมาดี หมอผู้ทำการตรวจไม่พบปัญหาใด ๆ จึงกลับบ้านไปนอนพักเหมือนเดิมได้\nระหว่างนี้เราพักสายตา ไม่เล่นคอมหรือมือถือ ไม่ทำงาน ไปตลอด 5 วัน ซึ่งเราลาเผื่อไว้เรียบร้อยแล้ว\n2 เดือนหลังการผ่าตัด ตอนนี้เรามองทุกอย่างชัดมาก จากเดิมที่เราสายตาแย่กว่าแม่ ตอนนี้เรามองชัดกว่าแม่เยอะมาก เรามองป้ายบนถนนไกล ๆ ได้ดีมาก ต้นไม้ใบหญ้าและก้อนเมฆคือ 4K\nสายตาเราเริ่มมาชัดจริง ๆ คือ 1 เดือนหลังผ่าตัดเลย\nผลข้างเขียงจากการผ่าตัดพอมีบ้าง เช่น\nแสงในตอนกลางคืนจะมีออร่ารอบ ๆ กว่าปกติ แต่ไม่ได้เยอะมากและหากไม่สังเกตก็ไม่ได้สนใจอะไร ตาแห้งบ่อย ต้องคอยหยอดน้ำตาเทียมโดยเฉพาะเมื่อทำงานหน้าคอม ตาล้าง่ายขึ้นเมื่อจ้องมือถือหรือคอมนาน ๆ มีเบลอ ๆ นิดหน่อยบ้างครั้ง ขึ้นอยู่กับความล้าของดวงตา ระหว่างนี้เราก็ดูแลดวงตามากขึ้น เช่น ระวังสิ่งของมากระแทก, ใส่แว่นดำเวลาออกที่แจ้ง, ใส่แว่นตากันแสงสีฟ้าเวลาทำงานหน้าคอม (ถึงแม้มันจะไม่มีผลอะไรสำหรับคนปกติ) และพยายามไม่จ้องจอคอมหรือมือถือเป็นเวลานานเหมือนแต่ก่อน\nสอบถามจากคนรอบตัวที่ทำ บางคนบอกว่าประมาณ 1 ปี ดวงตาถึงจะเริ่มปกติเหมือนเดิม\nคุ้มไหมที่ทำ? ถ้าถามว่าจ่ายเงินทำไป ตอนนี้เสียดายอะไรไหม ก็บอกเลยว่า ไม่! ชีวิตเราง่ายขึ้นมาก ๆ ถ้าไม่นับเรื่องไม่คุ้นหน้าตัวเอง และ เพื่อนบอกไม่คุ้นเลย\nเราพึ่งกลับไปเดินป่าอีกครั้งกับกลุ่มเพื่อน ได้มองท้องฟ้าและวิวต่าง ๆ ตลอดทางโดยไม่มีเหงื่อหรือหมอกมาทำให้แว่นมัว ไม่ต้องเช็ดแว่นตลอดทาง และตอนนี้เริ่มวางแผนจะกลับไปดำน้ำลึกแล้วด้วย\nทุกวันนี้ก็คิดว่าถ้าเราสายปกติดีแบบนี้ไปได้อีกสัก 10 ปีอย่างน้อย ก็ถือว่าการเข้ารับการผ่าตัดครั้งนี้คุ้มค่าแล้ว ระหว่างนี้เราก็พยายามรักษาดวงตาให้ดีขึ้น ถ้าถามว่าให้ย้อนเวลากลับไปเลือกว่าจะทำอีกรอบไหม ก็จะตอบว่าทำ\nไม่ได้ใส่แว่นแล้วจ้า! (มีแต่คนบอกว่าหน้าจีนขึ้น)\nUpdate: ถ้าอยากรู้ว่าทำเลสิคมาปีนึงแล้วเป็นยังไงบ้าง อ่านต่อได้ที่ลิงค์นี้เลย https://blog.cloudian.in.th/2023/10/11/1-year-after-lasik/\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/my-relex-smile-experience/","summary":"\u003cp\u003eNew article: \u003ca href=\"/posts/1-year-after-lasik/\"\u003eทำเลสิคมาครบปีแล้ว ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e* เพื่อความสะดวกของผู้เขียน ขอเหมารวม ReLEx SMILE ว่าเป็นการทำ Lesik ไปเลย แต่ในความเป็นจริงคือการผ่าตัดคนละวิธีการ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e** การรีวิวนี้ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบด้วยแพทย์ อาจมีความผิดพลาดในข้อมูลเชิงเทคนิค โปรดปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e*** หากต้องการทราบราคาจริง โปรดสอบถามโรงพยาบาลต้นทางอีกครั้ง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสองเดือนที่ผ่านมาได้ไปทำเลสิกแบบ \u003cstrong\u003eRelex Smile\u003c/strong\u003e มาที่รพ.จุฬาฯ เพื่อนจำนวนมากสอบถามรีวิวและขั้นตอนการทำ ส่วนเราก็อยากเขียนบล็อกเล่าเพราะก่อนจะไปทำ การหาบทความรีวิวที่คนอื่นเขียนไว้นั้นยากมากเพราะส่วนใหญ่จะเลือกทำ Femto Lesik หรือ Blade Lasik เสียส่วนใหญ่ด้วยเหตุผลเรื่องราคา\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"ปญหาสายตากอนทำ\"\u003eปัญหาสายตาก่อนทำ\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003e(ไม่เกี่ยวกับเลซิก ข้ามไปหัวข้อต่อไปได้ถ้าไม่อยากอ่าน)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเกริ่นเรื่องสายตาตัวเราเองก่อน สายตาเราสั้นมากเพราะช่วงมัธยมเล่นคอมอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปโดนแสงแดด (\u003ca href=\"https://www.abc.net.au/science/articles/2012/05/04/3495507.htm\"\u003eจ้องคอมไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้สายตาสั้น แต่เพราะขาดแสงแดด อ่านงานวิจัยเพิ่มได้ที่นี่\u003c/a\u003e) ทำให้เราสายตาสั้นอยู่ที่ ตาขวา 700 กับ ตาซ้าย 800 และมีเอียง 50\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"image--1-.jpg\"\n         alt=\"ค่าสายตา ณ วันที่ตรวจกับแพทย์ที่รพ.จุฬาฯ\"/\u003e \u003cfigcaption\u003e\n            \u003cp\u003eค่าสายตา ณ วันที่ตรวจกับแพทย์ที่รพ.จุฬาฯ\u003c/p\u003e\n        \u003c/figcaption\u003e\n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eความสั้นขนาดนั้นทำให้เวลาเราถอดแว่น เรามองไม่เห็นอะไรเลย เหมือนตาบอดเลย เคยแม้กระทั้งถอดแว่นวางไว้บนโต๊ะในห้องแล้วลืมว่าวางไว้ตรงไหน เลยต้องเอาหน้าจ่อไปที่โต๊ะแล้วไถหน้าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมองเห็น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eถ้านึกสภาพไม่ออก พูดให้เห็นภาพคือ เรามองของที่ห่างจากปลายจมูกเกิน 1 ฝ่ามือไม่ได้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eด้วยความที่สายตาสั้นมากขนาดนี้ทำให้มีปัญหาหลายอย่าง เช่น อาบน้ำจะมองอะไรไม่เห็นเลย เวลาจะอ่านฉลากสบู่ก็ต้องเอาขวดจ่อหน้า พอไปทำกิจกรรมที่เหงื่อออกเยอะ ๆ แว่นก็จะเปียกเหงื่อทำให้มองลำบาก โดยเฉพาะเดินเขาที่มีหมอก มองไม่เห็นตลอดทางเพราะหมอกกลายเป็นน้ำเกาะอยู่บนแว่นตา\u003c/p\u003e","title":"ประสบการณ์ทำ ReLEx SMILE ณ รพ.จุฬาฯ"},{"content":"กำลังจะจบปี 2022/2565 เราไม่เขียน New Year Resolution เพราะน่าเบื่อ+ทำไม่ได้ เลยมาเขียนรีแคปปีนี้แทนว่าทำอะไรไปบ้าง\nปีนี้ให้ชื่อว่าเป็นปีแห่งการผจญภัยเพราะลองสิ่งใหม่ ๆ หลายอย่างมาก ทั้งในแง่ท่องเที่ยวและชีวิตการงาน นับว่าเป็นปีที่สนุกและตื่นเต้นเหมือนกัน ตั้งแต่ต้นปีเราก็เริ่มด้วยการ\u0026hellip;\nย้ายงาน เราลาออกจากบริษัทเก่าซึ่งก็มองว่าเป็นบริษัทเทคฯสัญชาติไทยระดับต้น ๆ ในประเทศมาอยู่บริษัท Consult สายเทคโนโลยีแห่งหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกาแต่มีสาขาอยู่ในไทย\nทุกอย่างเปลี่ยนใหม่หมด เริ่มตั้งแต่ต้องพูดภาษาอังกฤษทุกวันเพราะย้ายมาบริษัทอินเตอร์ ทำงานกับคนต่างชาติหลากหลาย ทุกวันต้องร่วมงานกับคนอย่างน้อยสามถึงสี่สัญชาติ หลากหลายวัฒนธรรม(และสำเนียง) เราที่เป็นคนขี้กลัวการพูดภาษาอังกฤษก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน\nสามเดือนแรกไม่กล้าพูดอะไรมาก ตอนนี้ครบปีก็กวนตีนเพื่อนร่วมงานเป็นภาษาอังกฤษแล้ว\nอีกอย่างที่ต้องเปลี่ยนคือรูปแบบการทำงาน จากที่เราชอบอยู่คนเดียว นั่งทำงานคนเดียว เราต้องรับบทเป็น Consultant มาเจอผู้คนมากขึ้น ทำงานในรูปแบบทีมมากขึ้น ซึ่งก็เปลี่ยนลำบากเหมือนกันสำหรับคนไม่ค่อยชอบสุงสิงกับคนอื่น\nลองฝึกทำอาหารมากขึ้น จากแต่เดิมทำอาหารเป็นแค่ไข่เจียว ข้าวผัดที่แค่พอกินได้ ปีนี้ก็พบว่าเราชอบทำอาหารมาก เริ่มลงทุนกับเครื่องครัวต่าง ๆ มากขึ้น เช่น หม้ออบลมร้อน, กระทะใหม่, ซอสต่าง ๆ\nเราลองทำอาหารหลากหลายเมนู ก็มีเละบ้าง กินไม่ได้บ้าง ที่เอามาอวดก็คือคัดมาแต่ของดี ๆ จนเรามีเพื่อนคุยเรื่องทำอาหารมากขึ้น แล้วก็ได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ เยอะดี\nระหว่างเรียนเรื่องอาหารก็พบว่าอาหารไม่ใช่แค่ของสวย ๆ หรือกินแค่อร่อยแต่ก็มีเรื่องของวัฒนธรรมอยู่ด้วย เวลาทำอาหารจะชอบพบว่าเมนูบางอย่างมันคล้าย ๆ กันในหลายประเทศแต่เปลี่ยนแค่ส่วนประกอบบางอย่าง ช่วงหลังมานี้จึงชอบออกไปหาร้านอาหารที่ต่างวัฒนธรรมมากขึ้นแทนที่จะสรรหาแต่ร้านแพง ๆ อย่างเดียว\nช่วงปลายปีเป็นครั้งแรกที่ทดลองอบขนม เช่น คุ้กกี้ ตอนนี้เริ่มติดใจและพบว่าครัวเราก็ทำเบเกอรี่ได้ ปีหน้าจึงวางแผนว่าจะลองอบขนมปังเองบ้างละ\nรวมภาพอาหารที่ลองทำในปีนี้\nSky Dive ตั้งแต่ปีที่แล้วที่ลองกิจกรรมผาดโผนอย่างเช่น Scuba Diving ปีนี้เราก็ลองกิจกรรมผาดโผนเพิ่มเติมเช่นกัน\nช่วงต้นปีเราไปลองกิจกรรมที่อยากลองมาตั้งแต่เด็กคือดิ่งผสุธาที่เขาใหญ่ นับว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตมากที่ได้ Free Fall จากความสูงเหนือเมฆลงมาสู่พื้นดิน ตอนกระโดดเสียวเหมือนลำไส้ร่วงไม่ทันตัวเรา แบบวื้บ ๆ\nถามว่าแพงไหม แพง! แต่ถ้ามีโอกาสก็จะไปกระโดดอีกเพราะครั้งที่แล้วเราไม่ได้จ้างช่างกล้องกระโดดตามลงมาถ่ายรูป พอเห็นเพื่อนมีก็อยากได้บ้างเลย\nเบลอหน้าเพื่อนเพราะเรารัก PDPA\nปีนผาเทียม บริษัทใหม่ที่ย้ายไปมีชมรมต่าง ๆ ให้ลองเข้า หลังจากเข้ามาสักระยะก็พบว่ามีชมรมปีนผาเทียม ส่วนตัวเราชอบปีนผาเทียมแต่เด็กแต่ไม่เคยไปลองปีนในสถานที่ปีนผาเทียมแบบจริงจังเลย จึงลองเข้าชมรมไปปีนร่วมกับเพื่อนร่วมงาน\nปีนครั้งนึงก็หมดเกินครึ่งพัน ถือว่าแพงเหมือนกันเลยไปปีนแค่เดือนละครั้งเพราะบริษัทมีงบให้สามร้อยบาทต่อเดือนต่อคน\nพอได้ลองปีนผาจริงจังก็พบว่าเหนื่อยและสนุกดีเหมือนกัน ชอบที่ได้กระโดดลงมาแล้วเครื่อง Belay มันดึงตัวเราไว้ เหมือนได้ Free Fall สักวินึง\nหนึ่งสิ่งที่พบจากกีฬานี้คือ ครึ่งนึงของคนปีนผาดำน้ำไม่ก็เดินป่า เหมือนกีฬาดำน้ำลึก เดินป่า ปีนผา เป็นสามกีฬาแพ็ครวมสำหรับคนชอบการผจญภัย รอบล่าสุดไปปีนผาก็เจอนักเดินเขา ไปเดินหิมาลัยมาแล้ว ดำน้ำแถวอินโดมาแล้ว ก็เจ๋งดีเหมือนกัน\nเดินป่า ตั้งแต่เด็กเราชอบธรรมชาติมาก เราอยากไปเดินป่า สมัยเด็กก็ได้เดินป่าแบบสั้น ๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วจบ แต่ก็อยากลองเดินป่าเขาแบบข้ามคืนเหมือนกัน จำพวกที่เดินเข้าป่าไปกางเต้นท์อย่างงั้น\nโชคดีที่พี่ในบริษัทเก่าเป็นนักเดินป่า เขาชวนไปเดินเลยตอบตกลงไป\nทริปแรกที่ไปเป็นเปรโต๊ะ-ยอดดอยมะม่วงสามหมื่น ซึ่งรู้สึกว่าทรหดมาก ระหว่างเดินขึ้นยอดมะม่วงก็ถามตัวเองตลอดทางว่าเรามาทำอะไรที่นี่ ทำไมไม่นอนโรงแรมสบาย ๆ แต่ความจริงก็สนุกมากนะ ได้เดินบนยอดเขา กลางป่า ลุยลำธาร ลุยโคลนงี้\nฉันมาทำอะไรที่นี่\nทริปล่าสุด คือ ม่อนจอง ซึ่งโดนขายไว้ว่าง่ายมาก เดินชิว แต่เหมือนเพราะเราไม่ได้ออกกำลังกายมาเดือนกว่าเพราะต้องเข้าโรงพยาบาลและเรื่องผ่าตัด กลายเป็นรู้สึกเหนื่อยกว่าที่คิดไว้เยอะมาก แถมอากาศก็หนาวมาก ๆ เช่นเดียวกัน แต่วิวอลังการหมื่นล้านมาก เพื่อนบางคนทักถามตอนลงคลิปว่านี่ประเทศไทยหรอ\nให้กลับไปเดินอีกรอบก็อยากไปนะ\nเราทำเลสิกแล้ว! ท้ายที่สุด เราทำเลสิกแล้ว!\nเป็นความกลัวมาสักพักแล้วว่า ณ วันนึงที่เราไปอยู่ต่างประเทศ ไม่มีคนรู้จักอยู่ช่วยเหลือรอบตัว แว่นเราแตกหรือพังขึ้นมาเราจะทำยังไง\nสายตาเราสั้นมาก ๆ ในระดับที่นั่งทำงานบนโต๊ะทำงานแล้วถอดแว่นวางไว้ เรามองไม่เห็นแว่นนั้นแล้วถ้าไม่เอาหน้าไปจ่อใกล้ ๆ โต๊ะ\nความจริงแล้วเราสั้นมากในระดับที่แว่นไม่สามารถแก้ค่าสายตาให้กลับมาอยู่ในระดับปกติได้โดยที่แว่นไม่ทำเราปวดหัว ครั้งนึงที่ไปตรวจสายตาระหว่างใส่แว่น หมอถึงกับต้องถามว่าใส่แว่นนี่แล้วมองเห็นหรอ เราก็ได้แต่ขำแห้ง ๆ บอกว่าก็พอใช้ชีวิตได้อ่ะครับ\nนอกจากนี้หลัง ๆ มาพบว่ากิจกรรมเราผจญภัยมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่เห็นในบล็อคนี้ การต้องใส่แว่นทำให้ใช้ชีวิตลำบาก เช่น เดินป่ากลางหมอกแต่มองไม่เห็นทางเพราะหมอกเป็นไอน้ำเกาะแว่นตลอดทาง เช็ดเท่าไหร่ก็ไม่หมด\nปีนี้เลยตัดสินใจเด็ดขาดทำเลสิค (จริง ๆ ทำ RelexSmile แต่ขอเรียกง่าย ๆ ว่าเลสิคเพื่อประโยชน์ของการเขียนบล็อค) ซึ่งจริง ๆ ก็วางแผนมาตั้งแต่ปีที่แล้วและเริ่มตรวจไปตั้งแต่ต้นปีแล้ว แต่พึ่งมาผ่าจริงช่วงปลายปีนี้เอง\nตอนนี้เราก็ไม่ใส่แว่นแล้วนะ!\nสรุป ปีนี้ก็เป็นปีที่สนุกดี มีเรื่องน่าปวดหัวบ้างบางครั้งแต่จำไม่ค่อยได้ เป็นคนไม่ค่อยเก็บปัญหามาคิดมากเท่าไหร่ ปีหน้าก็คงได้ไปเจอโลกกว้างอีกเยอะ และจะได้กลับไปเที่ยวต่างประเทศแล้วด้วย!\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/recap-2022-year-of-adventure/","summary":"\u003cp\u003eกำลังจะจบปี 2022/2565 เราไม่เขียน New Year Resolution เพราะน่าเบื่อ+ทำไม่ได้ เลยมาเขียนรีแคปปีนี้แทนว่าทำอะไรไปบ้าง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eปีนี้ให้ชื่อว่าเป็น\u003cstrong\u003eปีแห่งการผจญภัย\u003c/strong\u003eเพราะลองสิ่งใหม่ ๆ หลายอย่างมาก ทั้งในแง่ท่องเที่ยวและชีวิตการงาน นับว่าเป็นปีที่สนุกและตื่นเต้นเหมือนกัน ตั้งแต่ต้นปีเราก็เริ่มด้วยการ\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"ยายงาน\"\u003eย้ายงาน\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eเราลาออกจากบริษัทเก่าซึ่งก็มองว่าเป็นบริษัทเทคฯสัญชาติไทยระดับต้น ๆ ในประเทศมาอยู่บริษัท Consult สายเทคโนโลยีแห่งหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกาแต่มีสาขาอยู่ในไทย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eทุกอย่างเปลี่ยนใหม่หมด เริ่มตั้งแต่ต้องพูดภาษาอังกฤษทุกวันเพราะย้ายมาบริษัทอินเตอร์ ทำงานกับคนต่างชาติหลากหลาย ทุกวันต้องร่วมงานกับคนอย่างน้อยสามถึงสี่สัญชาติ หลากหลายวัฒนธรรม(และสำเนียง) เราที่เป็นคนขี้กลัวการพูดภาษาอังกฤษก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสามเดือนแรกไม่กล้าพูดอะไรมาก ตอนนี้ครบปีก็กวนตีนเพื่อนร่วมงานเป็นภาษาอังกฤษแล้ว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอีกอย่างที่ต้องเปลี่ยนคือรูปแบบการทำงาน จากที่เราชอบอยู่คนเดียว นั่งทำงานคนเดียว เราต้องรับบทเป็น Consultant มาเจอผู้คนมากขึ้น ทำงานในรูปแบบทีมมากขึ้น ซึ่งก็เปลี่ยนลำบากเหมือนกันสำหรับคนไม่ค่อยชอบสุงสิงกับคนอื่น\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"ลองฝกทำอาหารมากขน\"\u003eลองฝึกทำอาหารมากขึ้น\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eจากแต่เดิมทำอาหารเป็นแค่ไข่เจียว ข้าวผัดที่แค่พอกินได้ ปีนี้ก็พบว่าเราชอบทำอาหารมาก เริ่มลงทุนกับเครื่องครัวต่าง ๆ มากขึ้น เช่น หม้ออบลมร้อน, กระทะใหม่, ซอสต่าง ๆ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเราลองทำอาหารหลากหลายเมนู ก็มีเละบ้าง กินไม่ได้บ้าง ที่เอามาอวดก็คือคัดมาแต่ของดี ๆ จนเรามีเพื่อนคุยเรื่องทำอาหารมากขึ้น แล้วก็ได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ เยอะดี\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eระหว่างเรียนเรื่องอาหารก็พบว่าอาหารไม่ใช่แค่ของสวย ๆ หรือกินแค่อร่อยแต่ก็มีเรื่องของวัฒนธรรมอยู่ด้วย เวลาทำอาหารจะชอบพบว่าเมนูบางอย่างมันคล้าย ๆ กันในหลายประเทศแต่เปลี่ยนแค่ส่วนประกอบบางอย่าง ช่วงหลังมานี้จึงชอบออกไปหาร้านอาหารที่ต่างวัฒนธรรมมากขึ้นแทนที่จะสรรหาแต่ร้านแพง ๆ อย่างเดียว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eช่วงปลายปีเป็นครั้งแรกที่ทดลองอบขนม เช่น คุ้กกี้ ตอนนี้เริ่มติดใจและพบว่าครัวเราก็ทำเบเกอรี่ได้ ปีหน้าจึงวางแผนว่าจะลองอบขนมปังเองบ้างละ\u003c/p\u003e","title":"Recap 2022: Year of Adventure"},{"content":"มานั่งนึกได้ว่า ช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมาเราเล่นเกมไปหลายเกม แต่ทุกเกมมีเนื้อหา ธีม คอนเซ็ปต์เกี่ยวกับความตายทุกเกมเลย เราไม่ได้เลือกเล่นเพราะรู้ว่ามีเนื้อหาแนวนี้ แต่บังเอิญเล่นแต่เกมพวกนี้ 55555 (เกมดึงดูด) เลยจับเขียนเป็นลิสต์แชร์ต่อในบล็อคนี้\nมี 4 เกม และ 1 เกมที่เคยเขียนบล็อกไปแล้วแต่เอามายัดรวมด้วย (ลิสต์จะได้ดูเยอะ ๆ)\nBefore Your Eyes GRIS What Remains of Edith Finch OMORI Missed Messages Before Your Eyes เกมเทพเว่อร์ ไอเดียของเกมคือท่องผ่านความทรงจำของวิญญาณดวงหนึ่งที่กำลังจะผ่านประตูแห่งความตาย (หรืออะไรสักอย่าง) แต่เมื่อเรากำลังจะตาย ทุกความทรงจำจะไหลเข้ามาและผ่านไปเพียงชั่วพริบตา และนี่คือที่มาของ Before Your Eyes\nความเจ๋งสุดของเกมนี้คือ เกมนี้ต้องใช้กล้องเว็บแคมเพื่อตรวจจับการกระพริบตาของเรา มันใช้การกระพริบตาของคนเล่นในการคุมเกม ถ้าเรากระพริบตา เนื้อเรื่องก็จะไปฉากต่อไป อาจจะเป็นห้านาทีต่อไป ห้าชั่วโมงต่อไป หรือห้าปีต่อไป\nเนื้อเรื่องเจ๋ง ร้องไห้ฟูมฟายมากตอนเล่นจบ\nEdited: ระลึกชาติได้ว่าเคยเขียนบทความเกมนี้ไปแล้ว แต่เขียนซ้ำเพราะพึ่งเล่นซ้ำ\nGRIS แม่ตายลูกเศร้า สี่คำอธิบายเนื้อเรื่องหลัก\u0026hellip; อันนี้ไม่ได้สปอยล์เพราะเกมขายงานศิลป์มากกว่าเนื้อเรื่อง และถ้ารู้ว่าเกี่ยวกับความตายของแม่ก็จะทำให้เข้าใจงานอาร์ตในเกมง่ายขึ้นมากด้วย\nเกมนี้ ภาพสวยมากกกกก (ก ล้านตัว) งานเพลงก็ดีมาก ๆ เช่นกัน เหมาะกับคนที่ชอบเล่นเกมเพื่อเสพงานศิลป์ ส่วนเกมเพลย์มองข้ามไปได้เพราะเกมเพลย์ในเกมนี้ไม่มีอะไรหวือหวา ทั้งหมดเป็นเพียง Platform puzzle เฉย ๆ\nเกมเล่าเรื่องของลูกสาวที่พึ่งเสียแม่ไป จึงต้องเดินทางผ่านความเศร้า 5 ขั้น denial, anger, bargaining, depression, acceptance โดยเกมเล่าสิ่งนี้ผ่านงานศิลปะ ฉากประกอบต่าง ๆ และเพลงในเกม\nเราเรียกเกมนี้ว่า งานศิลปะที่เล่นได้ (แนะนำมาก ๆ ให้เล่น)\nWhat Remains of Edith Finch ความตายคืออะไร เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติหรือสิ่งธรรมดาเหมือนสั่งข้าวผัดกะเพรา\nเกมนี้เป็น Walking Sim ที่เราเล่นเป็นทายาทคนสุดท้าย(มั้ง?) ของตระกูล Finch เพราะงั้นใครไม่ชอบ Walking Sim ให้ผ่านเลย เนื้อเรื่องเล่าอดีตของแต่ละคนในตระกูลว่าต้องเผชิญความตายแบบใดบ้าง ทุกเรื่องราวของสมาชิกในบ้านหลังนี้ จบลงที่ความตาย (แต่ใครบ้างไม่จบที่ความตาย)\nเกมพยายามอธิบายถึงการรับรู้ความตายแต่ละรูปแบบ ทั้งการยอมรับและปฏิเสธมัน ภาพสวยดี เพลงประกอบมีเพลงเดียวที่ชอบมาก ที่เหลือเฉย ๆ ส่วนเกมเพลย์มีฉากนึงที่เล่นเป็นคนที่ฆ่าตัวตาย ประทับใจมาก ชอบมาก ๆ\nเกมนี้อ่านสปอยล์ไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะเกมวางเนื้อเรื่องในรูปแบบ Abstract นิด ๆ ผู้เล่นแต่ละคนจะต้องตีความไปเองว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งถ้าไปอ่านความเห็นชาวเน็ตก็จะพบว่าแต่ละคนตีความไปหลากหลาย ซึ่งเป็นเสน่ห์อีกแบบของเกมนี้\nเราเล่นรอบแรกจบแล้วงงมาก จึงไปอ่านการตีความและคำอธิบายในเน็ต พอเริ่มเข้าใจจึงประทับใจเกมมากจนเอามันออกจากหัวไม่ได้และสุดท้ายวนกลับมาเล่นอีกรอบ\nแนะนำสำหรับคนชอบความอาร์ตในเนื้อเรื่อง\nOMORI เกมดังเว่อร์ พูดถึงเรื่องฆ่าตัวตาย ซึมเศร้า การตาย หรือ Trauma ใคร ๆ ก็พูดถึงเกมนี้\nเกมนี้เกี่ยวกับเด็กคนนึง วิ่งเล่นในโลกสดใสสวยงาม ช่วยเหลือเพื่อนรอบตัว ผจญภัยไปในโลกกว้างและทำเควสต่าง ๆ สลับกลับมาโลกความจริงโหดร้ายว่าความจริงแล้วโลกสวยงามเป็นเพียงภาพลวงตาเพื่อหนีความจริง\nสารภาพว่าเราเล่นไม่จบเพราะเบื่อเกมเพลย์วิ่งไล่เก็บเควส ต่อสู้มอนสเตอร์มาก จนลบเกมทิ้งแล้วไปดูคลิปสรุปเนื้อเรื่องหลังจากนั้นแทน หลังจากดูเนื้อเรื่องจนจบเสร็จคือร้องว้าวมากเพราะเนื้อเรื่องเทพมากจนอยากจะเล่นเองให้จบแล้วเจอฉากจบนั้นเอง แต่ขี้เกียจสู้มอนสเตอร์ในเกมแล้วเลยช่างมัน\nแนะนำเหมือนกัน แต่เกมมีคำเตือนเรื่อง trigger warning ซึ่งตัวใครตัวมันละกัน\nMissed Messages เกมนี้เคยเขียนรีวิวไปตอนปี 2019 สามารถวนกลับไปอ่านเพิ่มยอดวิวให้เราได้ที่ลิงค์นี้\nเกมที่เราเล่นเป็นเพื่อนของสาวหัวชมพูที่ดูเงียบ ๆ เก็บตัว ส่วนเราก็ดูไม่ค่อยสนใจเพื่อนเท่าไหร่เพราะเพื่อนหัวชมพูก็ดูมีความสุขดี และนั้นคือประเด็นของเรื่องนี้\nเกมพูดถึงการฆ่าตัวตาย และข้อความขอความช่วยเหลือที่มองไม่เห็น เกมเป็น Choice matter และ Visual novel สั้น ๆ สามารถกดเล่นฟรีได้ที่ Steam\nGame developer ชื่อ Angela He ซึ่งเคยไปเล่นเกมอื่น ๆ ที่เขาไม่ได้เอาขึ้น Steam ก็พบว่ามีเกมเกี่ยวกับความตายอื่น ๆ ด้วย ลองไปส่องเว็บเขาได้ที่ https://zephyo.itch.io/\n.\n.\n.\nจบบทความเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ\nFin\nป.ล. ถ้าเป็นเพื่อนกันแล้วเจอคำผิด ทักมาบอกเราหลังไมค์ได้ตลอดเวลาครับ จะขอบคุณมาก ๆ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/5-video-game-about-death-i-wanna-share/","summary":"\u003cp\u003eมานั่งนึกได้ว่า ช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมาเราเล่นเกมไปหลายเกม แต่ทุกเกมมีเนื้อหา ธีม คอนเซ็ปต์เกี่ยวกับความตายทุกเกมเลย เราไม่ได้เลือกเล่นเพราะรู้ว่ามีเนื้อหาแนวนี้ แต่บังเอิญเล่นแต่เกมพวกนี้ 55555 (เกมดึงดูด) เลยจับเขียนเป็นลิสต์แชร์ต่อในบล็อคนี้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eมี 4 เกม และ 1 เกมที่เคยเขียนบล็อกไปแล้วแต่เอามายัดรวมด้วย (ลิสต์จะได้ดูเยอะ ๆ)\u003c/p\u003e\n\u003col\u003e\n\u003cli\u003eBefore Your Eyes\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eGRIS\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eWhat Remains of Edith Finch\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eOMORI\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eMissed Messages\u003c/li\u003e\n\u003c/ol\u003e\n\u003ch2 id=\"before-your-eyes\"\u003eBefore Your Eyes\u003c/h2\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"EGS_BeforeYourEyes_GoodbyeWorldGames_S1-2560x1440-53056d2ddf120f595958dce4345e1422.jpeg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเกมเทพเว่อร์ ไอเดียของเกมคือท่องผ่านความทรงจำของวิญญาณดวงหนึ่งที่กำลังจะผ่านประตูแห่งความตาย (หรืออะไรสักอย่าง) แต่เมื่อเรากำลังจะตาย ทุกความทรงจำจะไหลเข้ามาและผ่านไปเพียงชั่วพริบตา และนี่คือที่มาของ Before Your Eyes\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eความเจ๋งสุดของเกมนี้คือ เกมนี้ต้องใช้กล้องเว็บแคมเพื่อตรวจจับการกระพริบตาของเรา มันใช้การกระพริบตาของคนเล่นในการคุมเกม ถ้าเรากระพริบตา เนื้อเรื่องก็จะไปฉากต่อไป อาจจะเป็นห้านาทีต่อไป ห้าชั่วโมงต่อไป หรือห้าปีต่อไป\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเนื้อเรื่องเจ๋ง ร้องไห้ฟูมฟายมากตอนเล่นจบ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eEdited: ระลึกชาติได้ว่าเคยเขียน\u003ca href=\"/posts/review-before-your-eyes/\"\u003eบทความเกมนี้\u003c/a\u003eไปแล้ว แต่เขียนซ้ำเพราะพึ่งเล่นซ้ำ\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"gris\"\u003eGRIS\u003c/h2\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"Gris-2.jpeg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eแม่ตายลูกเศร้า สี่คำอธิบายเนื้อเรื่องหลัก\u0026hellip; อันนี้ไม่ได้สปอยล์เพราะเกมขายงานศิลป์มากกว่าเนื้อเรื่อง และถ้ารู้ว่าเกี่ยวกับความตายของแม่ก็จะทำให้เข้าใจงานอาร์ตในเกมง่ายขึ้นมากด้วย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเกมนี้ ภาพสวยมากกกกก (ก ล้านตัว) งานเพลงก็ดีมาก ๆ เช่นกัน เหมาะกับคนที่ชอบเล่นเกมเพื่อเสพงานศิลป์ ส่วนเกมเพลย์มองข้ามไปได้เพราะเกมเพลย์ในเกมนี้ไม่มีอะไรหวือหวา ทั้งหมดเป็นเพียง Platform puzzle เฉย ๆ\u003c/p\u003e","title":"4+1 เกมส์เกี่ยวกับความตายที่เราเล่นแล้วอยากแชร์ต่อ"},{"content":"วานก่อนเพื่อนทักมาถามว่า น้ำส้ม Tipco มันมีหลายแบบ มันต่างกันยังไง? เราก็ไม่รู้ แต่ก็อยากรู้เหมือนกัน เพราะเวลาไปซื้อก็ไม่รู้ว่ารสชาติมันต่างกันยังไง สุ่ม ๆ หยิบมาตามชื่อ\nเลยเสนอไปว่าเปิด tasting session ชิมน้ำส้มกัน สุดท้ายเลยนัดกันว่าเดี๋ยวไปกวาดน้ำส้มที่ห้างมา แล้วมาลองเทสกัน\nน้ำส้ม Tipco Tipco ขายน้ำส้ม 7 ชนิด ถ้าอ้างอิงจากเว็บ Tipco สามารถหาซื้อได้ตามห้างทั่วไปหรือร้านสะดวกซื้อเช่น 7-11\nสำหรับการทดลองนี้ พอจะหามาได้แค่ 5 รสชาติ + 1 รสชาติจากยี่ห้ออื่น (Malee)\nกล่อง 1 ลิตรราคาประมาณ 60-70 บาท ส่วนกล่อง เจอแต่ขายแพ็คสามกล่อง ปริมาณน้อยกว่าแต่ราคาต่างจากกล่องใหญ่ไม่มาก เลยซื้อกล่องใหญ่เป็นหลัก ยกเว้นรสชาติที่ไม่มีกล่องใหญ่\nรสชาติที่เอามาลองมีดังนี้\nTipco วาเลนเซีย Tipco แมนดาริน Tipco สายน้ำผึ้ง Tipco โชกุน Tipco ส้มเขียวหวาน Malee แมนดาริน (ใช้เทียบข้ามยี่ห้อ ดูความแตกต่างรสชาติ) วิธีทดลองชิมรสชาติ เพื่อป้องกันการอคติกับรสชาติใดรสชาติหนึ่ง เลยใช้วิธีปิดตาทดสอบ เราปิดตาตัวเองระหว่างเพื่อนเตรียมของและเทแก้ว เพื่อนจะไม่พูดชื่อยี่ห้อหรือรสชาติระหว่างนั้น ทั้งนี้ป้องกันด้วยในกรณีที่น้ำส้มรสชาติเหมือนกันหมด เราแค่คิดไปเองว่ารสชาติมันแตกต่างกัน\nจากนั้นเพื่อนจะจัดแก้วมาให้รอบละสามแก้ว ให้ลองชิมละเดาว่ามาจากยี่ห้อและรสชาติไหน\nหลังจากเราทายทั้งสามรสชาติเสร็จ เพื่อนจะค่อยเฉลยไล่ทีละอันว่าถูกกี่อัน\nปิดตาทดสอบก็คือปิดตาจริง ๆ ใช้ถุงจ่ายตลาดครอบหัวตัวเอง\nสองรอบแรก เป็นการเทน้ำส้มแต่ละแบบมาให้เราลองชิม ซึ่งเราทายถูก 2 จาก 6 ซึ่งก็ไม่แปลกใจเพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าส้มแต่ละแบบเป็นไง ทั้งชีวิตกินแต่ส้มเปลือกเขียว ๆ ที่แม่ซื้อให้\nระหว่างที่เราชิม เพื่อนเราก็ชิมไปด้วยเพื่อยืนยันว่า tasting note ที่เราอธิบายไปตรงกัน เราไม่คิดไปคนเดียว ซึ่งก็ค่อนข้างเห็นตรงกันระดับนึงในแต่ละรสชาติ\nรอบที่สามสนุกขึ้น เพราะเราได้ชิมทุกรสชาติไปหมดแล้ว รอบสามจึงลองชิมเพื่อจะดูว่าลิ้นเราจำรสชาติได้ไหม หรือ ลิ้นเราคิดไปเองว่ารสชาติต่างกัน โดยรอบนี้ทดสอบด้วยการที่เพื่อนเตรียมน้ำส้มสามแก้ว โดยสองในสามแก้วเป็นรสเดียวกัน ส่วนอีกแก้วเป็นน้ำส้มรสชาติอื่น\nถ้าเราหาสองแก้วที่เหมือนกันไม่เจอ แล้วตอบไม่ได้ว่าเป็นรสชาติอะไร แปลว่าลิ้นเรามั่ว\nซึ่งผลลัพธ์คือเราตอบถูกว่า สองในสามแก้วไหนที่เป็นน้ำส้มมาจากกล่องเดียวกัน ส่วนอีกแก้วที่เป็นน้ำส้มต่างรสชาติ เราตอบผิดรอบแรก แต่ตอบรอบสองก็ถูก เพราะตอนชิม มีสองรสชาติที่ tasting note คล้ายกัน (คุยโวตัวเองอันนี้)\nเพื่อนประทับใจมากที่ตอบรอบสามถูกหมด แล้วอธิบายรสชาติตรง สรุป เพื่อนทำเกียรติบัตรให้\nรสชาติ Malee แมดาริน: รสชาติออกหวานเป็นหลัก แต่มีรสขมตอนท้ายเป็น after taste หลังจากลงคอไปแล้ว\nTipco เขียวหวาน: มีความฝาดอ่อน ๆ รสชาติออกโทนหวานปานกลางและเปรี้ยวแทรกนิดหน่อย\nTipco โชกุน: รสชาติหวานชัดเจนมาก ไม่มีความฝาด ไม่เปรี้ยว รสหวานที่ได้จะนวล ๆ กลม ๆ ไม่หวานจี้ดหรือมีรสอื่นแทรก\nTipco สายน้ำผึ้ง: รสชาติหวานเป็นหลักเหมือนกัน แต่มีความเปรี้ยวเป็น after taste ต่อท้ายนิดหน่อย\nTipco วาเลนเซีย: มีความสมดุลในรสชาติ ทั้งเปรี้ยว หวาน ขม แต่ไม่ขมเท่ามาลี ค่อนข้างครบรส ไม่แหลมทางใดทางหนึ่ง และมีจุดเด่นที่สีจะจางกว่าน้ำส้มรสอื่น ๆ\nTipco แมนดาริน: มีรสชาติหวานอย่างเดียว ไม่มีรสอื่น ๆ แทรกเข้ามาเลย\nเพื่อน ๆ ที่มาชิมด้วยกับเรา ส่วนใหญ่ชอบ Tipco วาเลนเซีย กันเยอะเพราะมีความสมดุลในหลาย ๆ รสชาติ แถมเพื่อนบอกว่า รสชาติเหมือนน้ำส้มโรงแรม\nส่วนตัวเราชอบรสชาติของ Tipco โชกุน เพราะเราชอบรสหวานเป็นเดิมทีอยู่แล้ว\n.\n.\n.\nสุดท้ายใครชอบอันไหน ก็ลองดู ตัวใครตัวมัน แต่กินน้ำส้มหกกล่องกันก็คือแน่นท้องมาก น้ำตาลพุ่งแน่นอน\nป.ล. น้ำผลไม้ไม่ดีกับสุขภาพเพราะน้ำตาลเยอะ อย่ากินเยอะ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-6-orange-juice-tasting-note/","summary":"\u003cp\u003eวานก่อนเพื่อนทักมาถามว่า น้ำส้ม Tipco มันมีหลายแบบ มันต่างกันยังไง? เราก็ไม่รู้ แต่ก็อยากรู้เหมือนกัน เพราะเวลาไปซื้อก็ไม่รู้ว่ารสชาติมันต่างกันยังไง สุ่ม ๆ หยิบมาตามชื่อ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"image-1.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเลยเสนอไปว่าเปิด tasting session ชิมน้ำส้มกัน สุดท้ายเลยนัดกันว่าเดี๋ยวไปกวาดน้ำส้มที่ห้างมา แล้วมาลองเทสกัน\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"นำสม-tipco\"\u003eน้ำส้ม Tipco\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eTipco ขายน้ำส้ม 7 ชนิด ถ้าอ้างอิงจากเว็บ \u003ca href=\"https://www.tipco.net/products/consumer-products/100-percent-orange-juice\"\u003eTipco\u003c/a\u003e สามารถหาซื้อได้ตามห้างทั่วไปหรือร้านสะดวกซื้อเช่น 7-11\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสำหรับการทดลองนี้ พอจะหามาได้แค่ 5 รสชาติ + 1 รสชาติจากยี่ห้ออื่น (Malee)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกล่อง 1 ลิตรราคาประมาณ 60-70 บาท ส่วนกล่อง เจอแต่ขายแพ็คสามกล่อง ปริมาณน้อยกว่าแต่ราคาต่างจากกล่องใหญ่ไม่มาก เลยซื้อกล่องใหญ่เป็นหลัก ยกเว้นรสชาติที่ไม่มีกล่องใหญ่\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eรสชาติที่เอามาลองมีดังนี้\u003c/p\u003e\n\u003col\u003e\n\u003cli\u003eTipco วาเลนเซีย\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eTipco แมนดาริน\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eTipco สายน้ำผึ้ง\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eTipco โชกุน\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eTipco ส้มเขียวหวาน\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eMalee แมนดาริน (ใช้เทียบข้ามยี่ห้อ ดูความแตกต่างรสชาติ)\u003c/li\u003e\n\u003c/ol\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"image-2.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"image-3.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch2 id=\"วธทดลองชมรสชาต\"\u003eวิธีทดลองชิมรสชาติ\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eเพื่อป้องกันการอคติกับรสชาติใดรสชาติหนึ่ง เลยใช้วิธีปิดตาทดสอบ เราปิดตาตัวเองระหว่างเพื่อนเตรียมของและเทแก้ว เพื่อนจะไม่พูดชื่อยี่ห้อหรือรสชาติระหว่างนั้น ทั้งนี้ป้องกันด้วยในกรณีที่น้ำส้มรสชาติเหมือนกันหมด เราแค่คิดไปเองว่ารสชาติมันแตกต่างกัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eจากนั้นเพื่อนจะจัดแก้วมาให้รอบละสามแก้ว ให้ลองชิมละเดาว่ามาจากยี่ห้อและรสชาติไหน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหลังจากเราทายทั้งสามรสชาติเสร็จ เพื่อนจะค่อยเฉลยไล่ทีละอันว่าถูกกี่อัน\u003c/p\u003e","title":"รีวิวน้ำส้ม 6 รสชาติเพื่อตอบคำถามที่ว่า สรุปรสมันต่างกันไหม?"},{"content":"เรื่องทั้งหมดเริ่มมาจากหลายปีก่อน ไปเจอกระทู้หนึ่งในพันทิป เขาคุยกันถึงเมนูที่มาจากการ์ตูนเรื่อง \u0026ldquo;จอมโหดกระทะเหล็ก\u0026rdquo; เมนูที่เป็นเหมือนเมนูพิศวง เพียงแค่องค์ประกอบไม่กี่อย่าง สร้างอาหารสีเหลืองทอง หอมหวาน มีความเหนียวหนืดเหมือนสไลม์ แต่กินแล้วลื่นคอ ไม่ติดจาน ไม่ติดฟัน ไม่ติดตะเกียบ (ลิงค์แปะท้ายบทความ)\nอ่านกระทู้จบก็แบบ เชี่ย จะไปหากินจานนี้ได้ที่ไหน ในไทยก็ไม่มีขาย หาข้อมูลดูก็แทบไม่มีเลย สุดท้ายก็เก็บไว้เป็นความทรงจำ แต่ก็ไม่ได้ไปพยายามหาต่อว่าอยากจะกินที่ไหน\nตัดมาช่วงเรียนมหาลัยก็เจอว่ามีร้านอาหารชื่อ SchwedaKong เปิดร้านขายเป็น Chef table อยู่ แต่ตอนเป็นนศ.ก็ไม่ได้มีเงินกินแพงขนาดนั้น สุดท้ายก็เก็บเป็น bucket list ไว้ว่าอยากทำลองกินสักครั้งนึง\nวาร์ปมาเดือนตุลาคม 2021 พี่ในกลุ่มชวนตระเวนกิน ส่งลิงก์ร้านมา เขาเปิดคอร์ส \u0026ldquo;จอมโหดกระทะเล็ก\u0026rdquo; ที่มีจำกัด ต้องรีบจองมาก ราคาสองพันกว่าบาท ซึ่งตอนนี้ทำงานมีเงิน เลยไปกินได้แล้ว การหาเพื่อน ตั้งตี้ จ่ายเงิน ทุกอย่างจบในครึ่งชั่วโมงวันนั้น\nซึ่งสุดท้ายก็ได้กิน\u0026hellip;\nตอนกลับ บัง (เชฟ) ก็ให้ข้อมูลเป็นลิงก์ Youtube มา (แปะลิงค์ท้ายบทความ) เป็นคลิปวิธีทำเมนูนี้ วันนั้นก็เลยวางแผนว่าจะต้องลองทำดูสักครั้ง สำเร็จไหมไม่รู้แต่จะลอง\n(ข้ามไปได้) ฟังเขาเล่ามาอีกที เมนูนี้เป็นเมนูเสิร์ฟ ซูซีไทเฮา สมัยที่เริ่มแก่มากและไม่มีแรงเคี้ยวอาหารเท่าไหร่ เลยสั่งให้เชฟทั้งหลายไปลองทำเมนูใหม่ที่กินง่าย ๆ อร่อย ๆ มาเสิร์ฟในวัง\nเข้าสู่ช่วง นี่ครัวหรือห้องทดลอง สิ้นปี 2021 มีวันว่างอาทิตย์นึงพอดี เลยไปเตรียมซื้อของต่าง ๆ ไข่เตรียมมาแผงใหญ่หนึ่งแผง เตรียมกระบวยไว้นวด และ อื่น ๆ\nความพยายามครั้งที่ 1 รอบแรกลองทำตามสูตรในวิดีโอเป๊ะ ๆ\nStarch 50g Sugar 60g 5 Yolks Oil ตรงนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษเพราะมันมีประเด็นต่อจากนี้\u0026hellip;\nภาพนี้แคปมาจากวิดีโอที่เราถ่าย อาจจะเบลอหน่อย\nทำเสร็จปุป สภาพคือเหมือนจะได้เลย แต่พบว่ามันหนืดเกินไปมาก หนีบขึ้นมาด้วยตะเกียบจะไม่ขาดจากกัน คล้ายตังเม รสสัมผัสก็ไม่ถูกเพราะเหนียวเกินไป ของจริงจะต้องหนีบด้วยตะเกียบง่าย ๆ แล้วมันจะหลุดขึ้นมาเองเลย\nความพยายามครั้งที่ 2 ครั้งที่ 2 ทดลองลดปริมาณของลงเพราะคิดว่าอาจจะเสียอีกรอบ แต่ลองนวดใหม่ ใช้ไฟให้ร้อนเหมือนเดิมแต่ตอนเนื่องมากขึ้น\nเราคำนวนอัตราส่วนใหม่ ได้เป็น\nStarch 10g Sugar 12g 1 Yolk Oil แต่ความจริงใช้ไข่แดงสามฟอง ดังนั้นสูตรทั้งหมดจะ x3 ขึ้นไป\nสรุป ผลที่ได้ออกมาเหมือนเดิมเป๊ะ จังหวะนี้คือนั่งลงกับพื้นแล้วตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า เราทำอะไรผิดไปนะ?\nปัญหาคืองี้ครับ มีสองอย่างที่ชวนสับสนในสูตร คือ หนึ่ง ในวิดีโอมันแปลภาษาจีนของคำว่าแป้ง เป็นคำว่า Starch ซึ่ง Starch มันหมายถึงแป้งทั้งหลายที่ไม่ได้มาจากข้าว เช่น แป้งข้าวโพด แป้งมัน ฯลฯ\nคำแปลจากในวิดีโอคนจีนทำอาหาร\nสอง ในหนังสือการ์ตูน เขียนไว้ว่าใช้แป้งถั่วเขียว ซึ่งตอนที่เราทำ เราใช้แป้งมันสําปะหลัง จังหวะนั้นเลยคิดว่าเราใช้แป้งผิดแน่ ๆ มันเลยเหนียวเกินไป\nสุดท้ายลองสั่งแป้งข้าวโพด (สั่งเผื่อ) และ แป้งถั่วเขียวมาจากร้านทำขนมแถวคอนโด แล้วเริ่มลองทำใหม่อีกรอบ\nทดลองใช้แป้งถั่วเขียว สูตรและอัตราส่วนใช้เท่าเดิม แต่รอบนี้เปลี่ยนจากแป้งมันเป็นแป้งถั่วเขียว\nผลที่ได้คือมันไม่เหนียว จับตัวเป็นก้อนมากขึ้น แต่ระหว่างที่กวนไปเรื่อย ๆ จนแป้งสุก อยู่ ๆ แป้งก็คลายตัวหลุดออกจากกัน ไม่จับตัวกันเป็นก้อนสไลม์แบบที่ควรเป็น\nไม่ได้ถ่ายภาพมา แต่จินตนาการถึงทองหยิบทองหยอดที่น้ำมันเยิ้ม ๆ แล้วโดนบี้กลายเป็นแป้งก้อน ๆ เละ ๆ ครับ\nหลังจากนั้นลองอีกรอบ แต่ใช้น้ำมันน้อยลงกว่าเดิม พบว่าน้ำมันจะน้อยหรือเยอะ แป้งก็ไม่จับตัวกัน เลยคิดว่าแป้งถั่วเขียวน่าจะไม่ใช่ละ\nทดลองด้วยแป้งข้าวโพด แป้งข้าวโพดมันมีความหนืดกว่าแป้งถั่วเขียว แต่เหนียวน้อยกว่าแป้งมัน จึงคิดว่านี่แหละใช่แน่ ๆ\nพอลองทำออกมาก็มีลักษณะคล้ายแป้งถั่วเขียว คือ ไม่จับตัวกัน แต่หนืดขึ้นกว่าเดิมนะ ถึงแม้จะไม่หนืดเท่ากับที่ต้องการจริง ๆ ทำให้ยอมตัดใจจากแป้งข้าวโพดแล้วตัดมันออกจากตัวเลือก\nกลับมาลองแป้งมันอีกรอบ รอบนี้กลับมาลองแป้งมันอีกรอบ เพราะ ระหว่างที่นั่งกุมขมับหลังจากหมดไข่ไป 20 กว่าฟองแล้ว เลยไปทดลองหาข้อมูลในเน็ตเพิ่มเติม พบคลิปบางคลิปที่เขาเขียนชัดเจนเลยว่าใช้แป้งมัน\nเลยลองทำอีกรอบ กวน ๆ และค่อย ๆ หยดน้ำมันลงไป แต่สุดท้ายก็พังเหมือนเดิม น้ำมันเยอะเกิน มันเละ ไม่จับตัวเป็นก้อนหนืด สุดท้ายเลยยอมแพ้ อาบน้ำนอนแล้วค่อยมาลองใหม่วันต่อมา\nวันที่สอง กับ แป้งสูตรเดิม รอบนี้ลองเปลี่ยนวิธีใหม่ทุกอย่าง ไม่ใช้กระทะสแตนเลสแล้ว แต่ใช้เทฟร่อนแทน จะได้เลี่ยงปัญหาเรื่องน้ำมันส่วนเกินจากการหล่อกระทะตอนแรก และไม่ติดปัญหาเรื่องมันติดกระทะด้วย รวมถึงเปลี่ยนจากใช้กระชอนในการนวด ก็ใช้ไม้พายแทน\nรอบนี้ก็ค่อย ๆ นวดแล้วใส่น้ำมัน ระหว่างที่นวด มันก็มองไม่ออกว่าเมื่อไหร่ใส่น้ำมันถึงจะพอ เลยใส่ไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดนึงแป้งมันสุก เมื่อแป้งสุก เหมือนมันเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ คือ แป้งทั้งหมดจะสุกพร้อมกันแล้วจับตัวกันเป็นก้อน แล้วคลายน้ำมันออกมาเฉยเลย\u0026hellip;\nซึ่งก็พังเหมือนเดิม ตามที่เห็นในภาพด้านล่างว่ามันเหลว ๆ เยิ้ม ๆ\nFinal attempt รอบนี้ลองใหม่ เริ่มรู้สึกว่าเราควรใส่น้ำมันน้อยมาก ๆ เพราะเราปรับสูตรจากพวกเชฟจีน รวมถึงแป้งไม่แสดงตัวว่าน้ำมันเยอะเกินจนกว่าจะสุกแล้วคลายน้ำมัน รอบนี้เลยตัดสินใจใช้น้ำมันน้อยมาก ๆ\nทำเหมือนเดิม ผสมแป้งไข่ ลงกระทะแล้วนวดไปเรื่อย ๆ จนมันเริ่มจับตัว รอบนี้ใส่น้ำมันนิดเดียว ใส่แค่ตอนที่เริ่มแห้งและเริ่มจับตัวเป็นก้อนสไลม์ และใช้ไฟคงที่ ไม่ลดไฟ\nสรุปรอบนี้ได้เว้ย!!!\nหลังจากจบรอบนี้ ก็ทำซ้ำอีกรอบสองรอบแล้วพบว่า สูตรนี้แหละลงตัว ทำซ้ำแล้วไม่พัง ทั้งหมดนี้จึงจะขอสรุปสูตรไว้ดังนี้ครับ\nสูตรทำซางปู้เหนียน (三不沾) ส่วนผสมสำหรับ 1-2 คน\nแป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ ไข่แดง 3 ฟอง น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ (เพิ่มได้ถ้าชอบหวาน) น้ำมัน (สูตรต้นฉบับใช้น้ำมันหมู แต่ผมไม่ชอบกลิ่น เลยเปลี่ยนมาใช้น้ำมันทานตะวันแทน) น้ำเปล่าสะอาด วิธีทำ\nนำแป้งมันไปละลายน้ำเปล่า ใส่น้ำเยอะพอจนแป้งสามารถละลายได้ครบถ้วน ไม่ติดเป็นก้อน นำไข่แดงไปผสมกับน้ำตาล ตีให้เข้ากัน จากนั้นเทส่วนผสมน้ำแป้งลงตามแล้วผสมให้เข้ากัน ตั้งเตา 130 องศา (ไฟอ่อน) ใช้กระทะเทฟร่อนจะง่ายที่สุด เมื่อกระทะร้อนให้เทส่วนผสมน้ำหมดลงไป ใช้ไม้พายคนให้ทั่ว กวนไปเรื่อย ๆ จนน้ำเริ่มระเหยหายไปหมดและแป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อนหนืด จากนั้นบี้ ๆ กวน ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ ห้ามหยุดเด็ดขาด หากแป้งร้อนเกินหรือเห็นไอน้ำออกเยอะ ให้ยกออกจากเตาชั่วขณะแล้วนำกระทะขึ้นเตาต่อ ห้ามยกออกนานเกินจนแป้งเย็น เมื่อแป้งเริ่มแห้ง ให้เหยาะน้ำมันลงไปนิดหน่อย ประมาณ 2-3 ช้อนชา (อันนี้กะยากจริง ยอมรับ) แล้วกวนต่อให้ทั่ว เมื่อกวนไปเรื่อย ๆ แป้งจะเริ่มสุกแล้วเริ่มจับตัวเข้าหากันกลายเป็นก้อนใหญ่ ๆ ก้อนเดียว ให้นวดแป้งในกระทะต่อไป ตัวก้อนแป้งจะค่อย ๆ ดึงเศษแป้งต่าง ๆ ในกระทะให้จับตัวเป็นก้อนเดียวกันเอง ระหว่างนี้หยดน้ำมันเพิ่มอีกนิดหน่อย นวดไปเรื่อย ๆ จนแป้งสุกได้ที่ เช็คได้จาก แป้งจับตัวเป็นก้อนกลม ลื่น ๆ ไม่ติดกระทะ (หากยังติด ใส่น้ำมันเพิ่มแล้วนวดต่อ) ไม่แตกหรือร่วนเป็นชิ้นเล็ก ๆ เมื่อลองเอาไม้พายตัดแป้งออก แป้งจะขาดออกจากกันอย่างง่ายดาย แล้วเนื้อแป้งด้านในจะไม่เยิ้มหรือไหล่ออกมา จากนั้นยกออกจากเตาแล้วพร้อมเสิร์ฟ (Optional) อยากชอบแบบเกรียม ๆ แนะนำให้เอาส่วนที่ทำเสร็จแล้วมาขึ้นกระทะอีกรอบ แล้วจี่ไฟบนกระทะจนมันเกรียม จะได้ความอร่อยอีกแบบ ข้อสังเกต\nถ้าแป้งเริ่มแห้ง ให้หยดน้ำมันเพิ่มนิดหน่อยแล้วนวดต่อ แต่บางคนอาจจะชอบสูตรน้ำมันน้อย ก็หยดน้อย ๆ ก็ได้แต่แป้งที่ได้จะไม่ลื่นมากเท่าที่ควร แต่จะได้ซางปู้เหนียนที่ไม่เลี่ยนมาก ส่วนผสมไข่และแป้งที่ผสมแล้ว ควรกรองเศษต่าง ๆ ออกรอบนึง แต่ไม่กรองก็ได้แค่จะทำให้แป้งไม่เนียนสวย ข้อผิดพลาดและความรู้ที่ได้รับ ผมพบว่าแป้งมันมีลักษณะที่อมน้ำมันได้เรื่อย ๆ หากมันยังไม่สุก ตอนผมนวดแล้วใส่น้ำมันเรื่อย ๆ มันเลยดูเหมือนยังใส่ไม่มากพอ แต่สุดท้ายเมื่อแป้งสุก (อันนี้คือเดานะ) โมเลกุลน้ำจะระเหยออกหมดแล้วโมเลกุลแป้งจะยึดตัวเข้าหากันเป็นก้อนสไลม์ ทำให้โมเลกุลน้ำมันที่แทรกอยู่ก่อนหน้านี้ถูกขับออกมา แล้วไหลเยิ้มตอนที่แป้งสุกแล้ว ใช้ไฟให้คงที่ อย่าหนีไฟ ตอนผมทำผมกลัวมันไหม้มาก เลยชอบปิดไฟชั่วคราวระหว่างทำ สุดท้ายแป้งเย็นเกินแล้วกลับมาร้อนอีกรอบ ทำให้แป้งมันกวนต่อแล้วพัง ให้ใช้ความร้อนคงที่ แต่ยกกระทะหนีไฟได้บ้างระหว่างกวน แต่อย่านานเกินไปละ หยดน้ำมัน อย่าใส่เยอะพร้อมกันทีเดียวเพราะสูตรนี้ไข่น้อยแป้งน้อย ครั้งแรกเห็นคนจีนเขาใส่เยอะมากเลยทำตาม แต่พบว่าทำไงก็พัง เลยแก้สูตรเอา ใช้วิธีแบบฮอลันเดสซอส คือ ค่อย ๆ ใส่น้ำมันแล้วนวดจนน้ำมันเข้าไปหมดแล้วค่อยใส่เพิ่ม อย่าใส่ทีเยอะ ๆ เดี๋ยวน้ำมันจะซึมเข้าไม่ทัน และนี่คือทั้งหมดครับ เรื่องราวและสิ่งที่ได้จากการพยายามลองทำซางปู้เหนียน ก็อยากฝากบล็อกนี้ไว้เผื่อใครอยากลอง เพราะ ผมไม่เคยเห็นคนไทยนอกจากเชฟร้านที่ผมไปกินลองทำเมนูนี้ แถมข้อมูลภาษาไทยก็มีน้อยด้วย\nขอปิดท้ายบทความด้วยภาพโน้ตที่แก้สูตรไปเรื่อย ๆ ครับ\nคลิปและลิงก์เว็บต่าง ๆ อยากทราบว่าขนมในการ์ตูนเรื่องนี้มีจริงไหมครับ(สงสัยมานานมาก)\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/conclusion-of-sang-pu-nieon-experiment/","summary":"\u003cp\u003eเรื่องทั้งหมดเริ่มมาจากหลายปีก่อน ไปเจอกระทู้หนึ่งในพันทิป เขาคุยกันถึงเมนูที่มาจากการ์ตูนเรื่อง \u0026ldquo;จอมโหดกระทะเหล็ก\u0026rdquo; เมนูที่เป็นเหมือนเมนูพิศวง เพียงแค่องค์ประกอบไม่กี่อย่าง สร้างอาหารสีเหลืองทอง หอมหวาน มีความเหนียวหนืดเหมือนสไลม์ แต่กินแล้วลื่นคอ ไม่ติดจาน ไม่ติดฟัน ไม่ติดตะเกียบ (ลิงค์แปะท้ายบทความ)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอ่านกระทู้จบก็แบบ เชี่ย จะไปหากินจานนี้ได้ที่ไหน ในไทยก็ไม่มีขาย หาข้อมูลดูก็แทบไม่มีเลย สุดท้ายก็เก็บไว้เป็นความทรงจำ แต่ก็ไม่ได้ไปพยายามหาต่อว่าอยากจะกินที่ไหน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตัดมาช่วงเรียนมหาลัยก็เจอว่ามีร้านอาหารชื่อ SchwedaKong เปิดร้านขายเป็น Chef table อยู่ แต่ตอนเป็นนศ.ก็ไม่ได้มีเงินกินแพงขนาดนั้น สุดท้ายก็เก็บเป็น bucket list ไว้ว่าอยากทำลองกินสักครั้งนึง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวาร์ปมาเดือนตุลาคม 2021 พี่ในกลุ่มชวนตระเวนกิน ส่งลิงก์ร้านมา เขาเปิดคอร์ส \u0026ldquo;จอมโหดกระทะเล็ก\u0026rdquo; ที่มีจำกัด ต้องรีบจองมาก ราคาสองพันกว่าบาท ซึ่งตอนนี้ทำงานมีเงิน เลยไปกินได้แล้ว การหาเพื่อน ตั้งตี้ จ่ายเงิน ทุกอย่างจบในครึ่งชั่วโมงวันนั้น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eซึ่งสุดท้ายก็ได้กิน\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"IMG_20211031_193236.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"IMG_20211031_194419.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eตอนกลับ บัง (เชฟ) ก็ให้ข้อมูลเป็นลิงก์ Youtube มา (แปะลิงค์ท้ายบทความ) เป็นคลิปวิธีทำเมนูนี้ วันนั้นก็เลยวางแผนว่าจะต้องลองทำดูสักครั้ง สำเร็จไหมไม่รู้แต่จะลอง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e(ข้ามไปได้) ฟังเขาเล่ามาอีกที เมนูนี้เป็นเมนูเสิร์ฟ ซูซีไทเฮา สมัยที่เริ่มแก่มากและไม่มีแรงเคี้ยวอาหารเท่าไหร่ เลยสั่งให้เชฟทั้งหลายไปลองทำเมนูใหม่ที่กินง่าย ๆ อร่อย ๆ มาเสิร์ฟในวัง\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"เขาสชวง-นครวหรอหองทดลอง\"\u003eเข้าสู่ช่วง นี่ครัวหรือห้องทดลอง\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eสิ้นปี 2021 มีวันว่างอาทิตย์นึงพอดี เลยไปเตรียมซื้อของต่าง ๆ ไข่เตรียมมาแผงใหญ่หนึ่งแผง เตรียมกระบวยไว้นวด และ อื่น ๆ\u003c/p\u003e","title":"สรุปความรู้จากการทำ \"ซางปู้เหนียน\" + แจกสูตร"},{"content":"เมื่อต้นปีตั้งใจไว้กับตัวเองว่า ปีนี้เราจะใช้ชีวิตในธีม \u0026ldquo;Opened mind\u0026rdquo; เปิดรับทุกอย่าง ลองทำทุกสิ่ง ซึ่งจบปีแล้วก็พบว่าตัวเองได้ทำหลายอย่างมาก ขอเรียนบทความนี้ว่าการอวดดีกว่ามารีวิวปีนี้\nได้บริจาคอวัยวะ ตั้งเป้าหมายอยากร่วมการบริจาคอวัยวะมานานแล้ว ปีนี้ทำครบหมดละ ตา ร่างกาย อวัยวะต่าง ๆ ที่สำคัญ หลังจากพบว่ามันง่ายมาก แค่กรอกผ่านเว็บ แล้วรอบัตรผ่านไปรษณีย์ได้เลย ก็อยากชวนให้ทุกคนมาร่วมกันนะครับ https://www.organdonate.in.th/\nได้ไปลองเรียนดำน้ำลึก กีฬา scuba diving นี่เป็นความอยากลองตั้งแต่สมัยเด็ก ได้เห็นในสารคดีหรือวิดีโอที่คนไปดำน้ำเห็นของแปลก ๆ สวยใต้ทะเล มันดูเป็นความรู้สึกที่น่าตื่นเต้น\nตอนช่วงต้นปีโบนัสออกเลยจองเรียนดำน้ำกับเพื่อนอีกคน ไปเรียนดำน้ำที่ภูเก็ตด้วยกัน ถือว่าเป็นประสบการณ์แบบ once in life time มาก ๆ ซึ่งการได้ไปกิจกรรมอันนี้คือเป็น milestone นึงในชีวิตเหมือนกัน กลายเป็นว่าตอนนี้เริ่มชอบกิจกรรมตื่นเต้นแบบนี้ขึ้นเรื่อย ๆ ปีหน้ามีแผนว่าจะไปกระโดดร่มชูชีพต่อ\nเริ่มออกกำลังกายจริงจัง ปีนี้กลัวป่วย รวมทั้งที่ต้องอยู่แต่ในห้องอย่างเดียว เลยพยายามเข้าฟิตเนส ออกกำลังกายจริงจัง รวมถึงว่ายน้ำทุกวันจริงจังช่วงต้นปีเพราะต้องเตรียมไปสอบตอนไปเรียนว่ายน้ำ จุดเริ่มต้นจริง ๆ มาจากการต้องไปเรียนดำน้ำเลยพยายามออกกำลังกายเยอะขึ้น แต่กลายเป็นว่านิสัยการออกกำลังกายก็ติดตัวอยู่มายาว ๆ จนตอนนี้พยายามออกกำลังกายให้ได้ทุกวันแล้ว\nสำคัญที่สุด ไม่ป่วยหนักติดกันมาสองปีแล้วนะ สมัยเรียนคือป่วยหนักทุกปี ปีละครั้งอย่างน้อย\nลองทำอาหารต่าง ๆ สมัยเด็กชอบกินมาก แต่ไม่เคยสนใจเรื่องทำอาหารนอกจากเป็นเพียงกิจกรรมล่อตาล่อใจสมัยเด็กที่อยากทำเป็นครั้งคราวเฉย ๆ แต่ตั้งแต่ช่วงมหาลัยที่ได้ดูคลิปทำอาหารต่าง ๆ ก็เลยเริ่มสนใจมากขึ้น ปีนี้พอเจอล็อคดาวน์และมีครัวของตัวเอง เลยได้ลองทำอาหารใหม่ ๆ ลองเรียนรู้ ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ จนล่าสุดทำได้อีก milestone คือ ทำ ซางปู้เหนียน ได้ ซึ่งเป็นเมนูที่รู้สึกว่าน่าตื่นเต้น และ ลองผิดลองถูกเองได้ยากที่สุดเท่าที่เคยลองมา\nฝึกเล่นเปียโนด้วยตัวเอง ปีนี้เริ่มมีไอเดียอยากฝึกเล่นดนตรีบ้าง สมัยเด็กรู้สึกไม่มีปัญญาเล่นดนตรีทุกชนิด และ ไม่มีเงินหรือโอกาสในการฝึกด้วยเช่นกัน พอตอนนี้มีเงินมีเวลาจึงลองซื้อเปียโนไฟฟ้าไม่แพงมากมาฝึกเอง ทั้งหมดก็ฝึกด้วยแอพในมือถือนี่แหละ ตอนนี้ยังไม่ได้ฝึกต่อ แต่คิดว่าก็เริ่มเล่นได้มากขึ้นนะ นับจาก 0\nได้ลงเรียนภาษาอังกฤษเพื่อฝึกพูด แต่เล็กจนโต ภาษาอังกฤษกระจอกมาก สอบตกประจำเลย แต่ทั้งหมดเริ่มมาดีขึ้นช่วงมหาลัยที่ได้ใช้เองจริง ๆ จัง ๆ แต่กระนั้นสกิลการพูดคุยสื่อสารก็ห่วยแตกอยู่ดีเพราะไม่มีความมั่นใจในตัวเอง\nเป้าหมายระยะไกลของเราตอนนี้คืออยากย้ายประเทศ แต่จะย้ายประเทศได้ก็ต้องพูดอังกฤษได้ดี สุดท้ายคิดวนไปวนมาจึงตันสิตใจลงคอร์สเรียนภาษาอังกฤษเลย กัดฟันยอมจ่ายหลายหมื่นซึ่งผลสุดท้ายออกมาดีมาก ตอนนี้ก็กล้าคุยกับคนต่างชาติมากขึ้น และกลายเป็นประตูอีกบานที่เปิดพาไปสู่โอกาสอื่น ๆ หลังจากนี้\nFYI: เรียนที่ British Council เผื่อคนสงสัย\nสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ย้ายงานใหม่ไปบริษัทอินเตอร์! ตั้งแต่เด็กคิดเสมอว่าการได้ไปทำงานบริษัทอินเตอร์ คุยกับฝรั่งได้มันดูเท่มากและเราก็คงไม่มีปัญญาจะทำได้ แต่พอโตมาก็พบว่าการคิดว่าทำได้ทำไม่ได้ หรือ นั่งฝันไปวัน ๆ ไม่มีประโยชน์ สิ่งสำคัญคือถ้าอยากทำก็ต้องมีแผนว่าจะทำอย่างไรให้สำเร็จ การเรียนภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในขั้นตอนของแผนนี้\nหลังจากเรียนภาษาอังกฤษจบ ประจวบเหมาะกับบริษัทอินเตอร์แห่งหนึ่งทักมาชวนไปสัมภาษณ์พอดี เลยลองไปสัมภาษณ์แล้วปรากฏว่าติด! ซึ่งตื่นเต้นมากตอนติด เพราะก่อนหน้านี้สัมภาษณ์ที่ก่อนหน้าแต่ไม่ติดโดยไม่รู้ด้วยว่าเหตุผลอะไร รู้สึกดาวน์ไปช่วงนึงเหมือนกันว่าเราทำอะไรผิด แต่การมาได้ที่ใหม่ที่นี่แทนถือว่าเป็นจุดสำคัญในชีวิตเหมือนกัน ก็ถือว่าเป็นอะไรดี ๆ ในช่วงท้ายปี\nซึ่งการได้ย้ายมาบริษัทอินเตอร์ก็เพราะสักวันนึงหวังว่าจะสามารถไปทำงานต่างประเทศได้เหมือนเพื่อนคนอื่น เลยอยากลองปรับสภาพแวดล้อมในบริษัทอินเตอร์ก่อน ซึ่งก็ถือว่าสิ่งนี้คือส่วนหนึ่งของแผนที่อยากไปทำงานต่างประเทศนั่นแหละ\nสรุป ปีก่อน ๆ ตั้งเป้าหมายทำนั่นนี่แต่ไม่เคยได้ทำ ปีนี้เลยเป็นอย่างที่เห็น เปลี่ยนมาเห็นตั้งธีมว่าอยากทำแนวไหนแทน ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ การได้ลองทำหลาย ๆ อย่างแล้วเรียนรู้และเปิดประสบการณ์มากมาย ปีหน้า 2022 คิดว่าก็คงยังยึดติดกับธีมนี้เหมือนเดิม คือ เราจะเปิดโลกให้มากกว่าเดิม\nปีหน้านี้ก็ขอให้โควิดมันหาย ๆ ไปสักทีเถอะนะ มีหลาย ๆ อย่างที่อยากทำอีกเยอะ ก็หวังว่าจะได้ทำสิ่งที่ชอบเรื่อย ๆ ต่อไปโดยไม่มีโรคระบาดนี้มาขัดอีก\nทั้งหมดนี้ก็คิดได้ว่า อย่าไปตั้งเป้าว่าต้องทำนั่นทำนี่ในแต่ละปีเลย เหนื่อย เจอโอกาสก็คว้ามา ถ้าไม่ได้ก็เรียนรู้ความผิดพลาดแล้วเดินต่อ คิดอยากทำอะไรก็วางแผนอย่าแต่คิด ทำสิ่งที่ชอบสิ่งที่อยากไปเรื่อย ๆ แล้วก็มีความสุขกับทุก ๆ วันของชีวิต\nจบ\nป.ล. เกือบลืม ขอบคุณเพื่อน ๆ และคนรอบตัวรวมถึงแม่ตัวเราเอง การมีคนรอบตัวดี ๆ ทำให้ตัวเรามีประสบการณ์และทัศนคติที่หลากหลาย เราคบเพื่อนหลากหลาย ทำให้ได้เจอโลกต่างมุมมอง ขอบคุณเพื่อนที่ขี้ด่าและกล้าเถียง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้หาจุดผิดในตัวเองและไอเดียความคิดต่าง ๆ และพัฒนามันให้แหลมคมขึ้นไปอีกต่อไปในอนาคต\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/year-in-review-2021/","summary":"\u003cp\u003eเมื่อต้นปีตั้งใจไว้กับตัวเองว่า ปีนี้เราจะใช้ชีวิตในธีม \u0026ldquo;Opened mind\u0026rdquo; เปิดรับทุกอย่าง ลองทำทุกสิ่ง ซึ่งจบปีแล้วก็พบว่าตัวเองได้ทำหลายอย่างมาก ขอเรียนบทความนี้ว่าการอวดดีกว่ามารีวิวปีนี้\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"ไดบรจาคอวยวะ\"\u003eได้บริจาคอวัยวะ\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eตั้งเป้าหมายอยากร่วมการบริจาคอวัยวะมานานแล้ว ปีนี้ทำครบหมดละ ตา ร่างกาย อวัยวะต่าง ๆ ที่สำคัญ หลังจากพบว่ามันง่ายมาก แค่กรอกผ่านเว็บ แล้วรอบัตรผ่านไปรษณีย์ได้เลย ก็อยากชวนให้ทุกคนมาร่วมกันนะครับ \u003ca href=\"https://www.organdonate.in.th/\"\u003ehttps://www.organdonate.in.th/\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"IMG_20210106_213328.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch2 id=\"ไดไปลองเรยนดำนำลก\"\u003eได้ไปลองเรียนดำน้ำลึก\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eกีฬา scuba diving นี่เป็นความอยากลองตั้งแต่สมัยเด็ก ได้เห็นในสารคดีหรือวิดีโอที่คนไปดำน้ำเห็นของแปลก ๆ สวยใต้ทะเล มันดูเป็นความรู้สึกที่น่าตื่นเต้น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตอนช่วงต้นปีโบนัสออกเลยจองเรียนดำน้ำกับเพื่อนอีกคน ไปเรียนดำน้ำที่ภูเก็ตด้วยกัน ถือว่าเป็นประสบการณ์แบบ once in life time มาก ๆ ซึ่งการได้ไปกิจกรรมอันนี้คือเป็น milestone นึงในชีวิตเหมือนกัน กลายเป็นว่าตอนนี้เริ่มชอบกิจกรรมตื่นเต้นแบบนี้ขึ้นเรื่อย ๆ ปีหน้ามีแผนว่าจะไปกระโดดร่มชูชีพต่อ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"photo_2021-04-08_21-21-46.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch2 id=\"เรมออกกำลงกายจรงจง\"\u003eเริ่มออกกำลังกายจริงจัง\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eปีนี้กลัวป่วย รวมทั้งที่ต้องอยู่แต่ในห้องอย่างเดียว เลยพยายามเข้าฟิตเนส ออกกำลังกายจริงจัง รวมถึงว่ายน้ำทุกวันจริงจังช่วงต้นปีเพราะต้องเตรียมไปสอบตอนไปเรียนว่ายน้ำ จุดเริ่มต้นจริง ๆ มาจากการต้องไปเรียนดำน้ำเลยพยายามออกกำลังกายเยอะขึ้น แต่กลายเป็นว่านิสัยการออกกำลังกายก็ติดตัวอยู่มายาว ๆ จนตอนนี้พยายามออกกำลังกายให้ได้ทุกวันแล้ว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสำคัญที่สุด ไม่ป่วยหนักติดกันมาสองปีแล้วนะ สมัยเรียนคือป่วยหนักทุกปี ปีละครั้งอย่างน้อย\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"ลองทำอาหารตาง-ๆ\"\u003eลองทำอาหารต่าง ๆ\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eสมัยเด็กชอบกินมาก แต่ไม่เคยสนใจเรื่องทำอาหารนอกจากเป็นเพียงกิจกรรมล่อตาล่อใจสมัยเด็กที่อยากทำเป็นครั้งคราวเฉย ๆ แต่ตั้งแต่ช่วงมหาลัยที่ได้ดูคลิปทำอาหารต่าง ๆ ก็เลยเริ่มสนใจมากขึ้น ปีนี้พอเจอล็อคดาวน์และมีครัวของตัวเอง เลยได้ลองทำอาหารใหม่ ๆ ลองเรียนรู้ ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ จนล่าสุดทำได้อีก milestone คือ ทำ ซางปู้เหนียน ได้ ซึ่งเป็นเมนูที่รู้สึกว่าน่าตื่นเต้น และ ลองผิดลองถูกเองได้ยากที่สุดเท่าที่เคยลองมา\u003c/p\u003e","title":"Year in Review 2021: ปีแห่งการเปิดประสบการณ์"},{"content":"พวกคุณเคยมีเพื่อนที่ตัดสินใจบางอย่างไปแต่คุณมองว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ผิด หรือเป็นการตัดสินใจที่แย่และมีทางอื่นที่ดีกว่านี้ ทำนองนี้ไหมครับ ผมนาน ๆ ทีก็เจอบ้างแล้วหงุดหงิดใจทุกครั้งเวลาเห็น\nวันนี้ก็เจอเรื่องราวทำนองนั้นเลยทักไปคุยกับเพื่อนอีกคน พร้อมโดนเพื่อนสวนกับมาทำนองว่า \u0026ldquo;ไม่ต้องไปเสือกเรื่องคนอื่น\u0026rdquo; หลังจากนั้นก็นั่งคิดมาเรื่อย ๆ ว่า ถ้าเราเห็นการตัดสินใจที่แย่ รู้กับตัวว่าไม่ควรเข้าเสือกหรอกนะ แต่เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมไม่ทำอีกอย่างแทน\nจู่ ๆ ก็เริ่มมีความคิดอุปมาอุปมัยขึ้นมาว่า ถ้าชีวิตเปรียบเหมือนร้านเกม คนที่เรากำลังนั่งมองอยู่ก็เปรียบเป็นคนที่จ่ายเงินมานั่งเล่นเกม ส่วนเราคือเด็กเกาะเบาะที่ไปนั่งชี้โบ้ชี้เบ้ว่า \u0026ldquo;พี่ครับ ๆ ทำไมพี่ไม่เลือกอันนั้น ทำไมไม่เลือกอันนี้ ฯลฯ\u0026rdquo;\nรู้กันทั่วไปว่าพวกเด็กเกาะเบาะบางทีมันก็พูดถูก บางทีมันก็พูดมั่ว ๆ บางพวกก็ชอบไปแย่งเมาส์คนเล่นอยู่มาเล่นแทน ทั้งที่คนจ่ายเงินคือคนเล่น ซึ่งไร้มารยาทมาก\nชีวิตก็เหมือนกัน เพราะเราไม่ใช่คนเสียเงิน เป็นเพียงคนนั่งมองชาวบ้าน เราจึงไม่ควรไปจ้ำจี้ว่าต้องทำแบบนั้นทำแบบนี้ ทำได้อย่างมากแค่บอกว่า \u0026ldquo;พี่เลือกอันนั้นน่าจะดีกว่านะ\u0026rdquo; เพราะสุดท้ายคนที่ต้องจ่ายคือเขาไม่ใช่เรา อีกอย่างเขาอาจจะรู้อะไรมากกว่าเราก็ได้ และบางครั้งเราก็เป็นคนจ่ายเงินเองแล้วโดนเด็กเกาะเบาะมาฉอด ก็น่าเบื่อเหมือนกัน\nดังนั้น ถ้าชีวิตเปรียบเสมือนร้านเกม เด็กเกาะเบาะแบบเรา ๆ ก็ไม่ควรแย่งเมาส์คนอื่นมาเล่น ปล่อยให้เขาตัดสินใจเอง ถ้าเขาไม่เชื่อ ก็ไปเกาะเบาะคนอื่นแทน\nป.ล. ใช้ภาพหมากรุกเพราะตอนแรกคิดถึงหมากรุก แต่ไม่ถนัดเล่น ให้เปรียบเทียบอาจจะเปรียบผิด\nป.ล.ล. บางครั้งคนเล่นก็เป็นเราเอง ที่ตัดสินใจโง่ ๆ ได้เหมือนกัน เพราะงั้นปล่อยวางซะ (บอกตัวเอง)\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/if-life-internet-cafe/","summary":"\u003cp\u003eพวกคุณเคยมีเพื่อนที่ตัดสินใจบางอย่างไปแต่คุณมองว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ผิด หรือเป็นการตัดสินใจที่แย่และมีทางอื่นที่ดีกว่านี้ ทำนองนี้ไหมครับ ผมนาน ๆ ทีก็เจอบ้างแล้วหงุดหงิดใจทุกครั้งเวลาเห็น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวันนี้ก็เจอเรื่องราวทำนองนั้นเลยทักไปคุยกับเพื่อนอีกคน พร้อมโดนเพื่อนสวนกับมาทำนองว่า \u0026ldquo;ไม่ต้องไปเสือกเรื่องคนอื่น\u0026rdquo; หลังจากนั้นก็นั่งคิดมาเรื่อย ๆ ว่า ถ้าเราเห็นการตัดสินใจที่แย่ รู้กับตัวว่าไม่ควรเข้าเสือกหรอกนะ แต่เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมไม่ทำอีกอย่างแทน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eจู่ ๆ ก็เริ่มมีความคิดอุปมาอุปมัยขึ้นมาว่า ถ้าชีวิตเปรียบเหมือนร้านเกม คนที่เรากำลังนั่งมองอยู่ก็เปรียบเป็นคนที่จ่ายเงินมานั่งเล่นเกม ส่วนเราคือเด็กเกาะเบาะที่ไปนั่งชี้โบ้ชี้เบ้ว่า \u0026ldquo;พี่ครับ ๆ ทำไมพี่ไม่เลือกอันนั้น ทำไมไม่เลือกอันนี้ ฯลฯ\u0026rdquo;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eรู้กันทั่วไปว่าพวกเด็กเกาะเบาะบางทีมันก็พูดถูก บางทีมันก็พูดมั่ว ๆ บางพวกก็ชอบไปแย่งเมาส์คนเล่นอยู่มาเล่นแทน ทั้งที่คนจ่ายเงินคือคนเล่น ซึ่งไร้มารยาทมาก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eชีวิตก็เหมือนกัน เพราะเราไม่ใช่คนเสียเงิน เป็นเพียงคนนั่งมองชาวบ้าน เราจึงไม่ควรไปจ้ำจี้ว่าต้องทำแบบนั้นทำแบบนี้ ทำได้อย่างมากแค่บอกว่า \u0026ldquo;พี่เลือกอันนั้นน่าจะดีกว่านะ\u0026rdquo; เพราะสุดท้ายคนที่ต้องจ่ายคือเขาไม่ใช่เรา อีกอย่างเขาอาจจะรู้อะไรมากกว่าเราก็ได้ และบางครั้งเราก็เป็นคนจ่ายเงินเองแล้วโดนเด็กเกาะเบาะมาฉอด ก็น่าเบื่อเหมือนกัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eดังนั้น ถ้าชีวิตเปรียบเสมือนร้านเกม เด็กเกาะเบาะแบบเรา ๆ ก็ไม่ควรแย่งเมาส์คนอื่นมาเล่น ปล่อยให้เขาตัดสินใจเอง ถ้าเขาไม่เชื่อ ก็ไปเกาะเบาะคนอื่นแทน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eป.ล. ใช้ภาพหมากรุกเพราะตอนแรกคิดถึงหมากรุก แต่ไม่ถนัดเล่น ให้เปรียบเทียบอาจจะเปรียบผิด\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eป.ล.ล. บางครั้งคนเล่นก็เป็นเราเอง ที่ตัดสินใจโง่ ๆ ได้เหมือนกัน เพราะงั้นปล่อยวางซะ (บอกตัวเอง)\u003c/p\u003e","title":"ถ้าชีวิตเปรียบเสมือนร้านเกม เด็กเกาะเบาะก็ไม่ควรแย่งเมาส์คนอื่นมาเล่น"},{"content":"บทความนี้เขียนไว้เฉย ๆ ให้รู้ว่าพึ่งอัพเกรด Ghost จากเวอร์ชั่น 1.x กลายเป็น 4.x แล้ว อัพเกรดข้ามรุ่นมากเพราะขี้เกียจอัพเกรดมาหลายปีเนื่องจากต้องแก้หลายอย่าง\nเอาจริงถ้าให้พูดก็กล้าบอกว่าเรานี่น่าจะเป็นกลุ่มคนใช้ Ghost แรก ๆ เลย ใช้ตั้งแต่ยังไม่มีฟีเจอร์อะไรเลย มีแค่ markdown ให้ใช้ ซึ่งตอนนั้นชอบมากเพราะวนเวียนไปมากับ wordpress แล้วคิดว่ามันเยอะเกินไป วุ่นวาย แล้วมาเจอ Ghost ซึ่งเป็นทีมพัฒนา WP ที่ออกมาทำระบบเองใหม่ด้วยเหตุผลเดียวกับเราคือ Wordpress มันไปไกลกว่าคำว่าแค่บล็อกไปแล้ว\nGhost อายุแปดปีกว่าแล้ว อาจจะเก้าแล้วมั้งลืมเลข ฟีเจอร์ที่ชอบที่สุดตอนนี้คือ insert photo from Unsplash ได้เลย จากยุคแรกเราต้องไป hotlink ที่ imgur แทน\nก็ไว้จะมานั่งเขียนบทความอีกเพราะอู้มาตลอดหลังจากอ้างกับตัวเองว่ารออัพเกรดบล็อกเสร็จก่อน 5555\nราตรสวัสดิ์\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/iiupgrade-ghost-4/","summary":"\u003cp\u003eบทความนี้เขียนไว้เฉย ๆ ให้รู้ว่าพึ่งอัพเกรด Ghost จากเวอร์ชั่น 1.x กลายเป็น 4.x แล้ว อัพเกรดข้ามรุ่นมากเพราะขี้เกียจอัพเกรดมาหลายปีเนื่องจากต้องแก้หลายอย่าง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเอาจริงถ้าให้พูดก็กล้าบอกว่าเรานี่น่าจะเป็นกลุ่มคนใช้ Ghost แรก ๆ เลย ใช้ตั้งแต่ยังไม่มีฟีเจอร์อะไรเลย มีแค่ markdown ให้ใช้ ซึ่งตอนนั้นชอบมากเพราะวนเวียนไปมากับ wordpress แล้วคิดว่ามันเยอะเกินไป วุ่นวาย แล้วมาเจอ Ghost ซึ่งเป็นทีมพัฒนา WP ที่ออกมาทำระบบเองใหม่ด้วยเหตุผลเดียวกับเราคือ Wordpress มันไปไกลกว่าคำว่าแค่บล็อกไปแล้ว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eGhost อายุแปดปีกว่าแล้ว อาจจะเก้าแล้วมั้งลืมเลข ฟีเจอร์ที่ชอบที่สุดตอนนี้คือ insert photo from Unsplash ได้เลย จากยุคแรกเราต้องไป hotlink ที่ imgur แทน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eก็ไว้จะมานั่งเขียนบทความอีกเพราะอู้มาตลอดหลังจากอ้างกับตัวเองว่ารออัพเกรดบล็อกเสร็จก่อน 5555\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eราตรสวัสดิ์\u003c/p\u003e","title":"รับฤกษ์ใหม่ Ghost 4.x"},{"content":"พึ่งได้รับการฉีดวัคซีนที่จัดโดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังมาเมื่อวันที่ 25 พค. 2564 ผ่านมาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ยังไม่ตายครับ เลยอยากมาเล่าให้ฟังว่าเป็นไงบ้าง เจออะไร ต้องเตรียมตัวอะไรไหม\nการลงทะเบียน เรื่องเริ่มจากเพื่อนส่งเว็บของสถาบันมา https://co-vaccine.kmitl.ac.th/ ก็เลยเข้าไปดู ปรากฏว่าเป็นเว็บลงทะเบียนฉีดวัคซีน แต่จะลงทะเบียนได้ต้องมีรหัส LDAP สำหรับบุคลากรและนักศึกษาของสถาบันเท่านั้น ตอนกดเข้าไปดูก็ยังไม่ชัวร์ว่าลงทะเบียนได้จริงไหมเพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลบอกว่าเน้นให้ลงทะเบียนที่แอพหมอพร้อมเท่านั้น สุดท้ายก็ทดลองลงทะเบียนไป เราเข้าได้เพราะเราเป็นนักศึกษาเก่าที่พึ่งจบมาเลยไปลงทะเบียนได้ครับ (เหมือนตอนนี้ปิดรับศิษย์เก่าแล้ว)\nเมื่อลงทะเบียนเสร็จก็สามารถนัดวันเวลาที่จะเข้าไปฉีดได้ทันที ก็นัดตอนบ่าย ๆ ไป\nขั้นตอนสุดท้ายคือดาวน์โหลดเอกสารจากเว็บไซต์ เอกสารระบุรายละเอียดสุขภาพคร่าว ๆ ของเรารวมถึงโรคประจำตัวต่าง ๆ แต่อย่างที่ทราบวัคซีนก็เลือกไม่ได้อยู่ดี\u0026hellip; ได้ Sinovac นั่นแหละครับ\nวันฉีดจริง สถานที่ฉีดคือหอประชุมใหม่ที่ใหญ่กว่า (ชื่อเด็กสจล.เขาเรียกกัน) หรือชื่อทางการคือ หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ซึ่งก็จุคนได้เป็นหมื่นคน ตอนไปถึงสภาพคนกะคร่าว ๆ หลายร้อยแต่ไม่แน่นมาก\nพอไปถึงมีเจ้าหน้าที่มาขอตรวจเอกสาร จากนั้นก็ให้เซ็นต์ชื่อในเอกสารเพิ่มเติมเพราะเราลืมเซ็นบางจุด จากนั้นกดบัตรคิวเพิ่มเติมแล้วไปนั่งรอ\nบัตรคิวที่ได้บอกว่ารออีก 784 คิว แต่เอาจริง ๆ สุดท้ายก็เหมือนไม่ต้องรอ เพราะได้นั่งพักแปปเดียวเขาก็เรียกเข้าไปให้รอวัดอุณหภูมิและวัดความดันแล้ว\nด่านแรกคือวัดอุณหภูมิก่อนด้วยเซนเซอร์กล้องแบบที่เห็นตามรถไฟฟ้าในเมือง\nด่านต่อมาคือวัดความดัน ทางเจ้าหน้าที่จะให้ใส่ปลอกแขนพลาสติกบนแขนข้างที่จะวัดความดันเพื่อป้องกันเชื้อโรคติดกับเครื่อง หรือ อาจจะป้องกันเชื้อจากเครื่องติดหาเราด้วยเช่นกัน\n(ต่อจากนี้ไม่ค่อยมีภาพแล้ว เพราะ ผมพึ่งเห็นป้ายว่าห้ามถ่ายรูปด้านใน\u0026hellip;)\nตอนวัดความดัน เพื่อนที่ผมกับผมก็ผ่านไปด่านฉีดสบาย ๆ แต่ผมดันความดันสูงอาจจะเพราะตอนเดินทางมารีบ ๆ วิ่งขึ้นรถไฟฟ้าด้วยเนื่องจากมาสาย\nกลุ่มคนที่ความดันไม่อยู่ในเกณฑ์ ทางเจ้าหน้าที่จะให้นั่งรอในพื้นที่ที่จัดหาให้ครับ จากนั้น 15 นาทีค่อยวัดใหม่\nผ่านไป 15 หน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็มาถามว่านั่งรอครบเวลายัง หากครบแล้วก็ไปตรวจความดันใหม่อีกรอบได้ครับ ซึ่งรอบนี้ก็ผ่าน แต่ความดันเกือบต่ำไปอีก\u0026hellip;\nหลังจากนี้ก็แค่ไปลงทะเบียนผ่านระบบคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จัดการให้ เราแค่ต้องนำบัตรประชาชนไปด้วยเฉย ๆ กับเอกสารที่พิมพ์มาครับ จากนั่นไปนั่งรอเข้าห้องฉีดได้เลย\nห้องฉีดก็เป็นห้องกว้าง ๆ พร้อมฉากกัน มีพยาบาลดูแลคู่กับเจ้าหน้าที่ ของผมโดนพยาบาลดุเรื่องความดันที่แปลก ๆ นิดหน่อย ตอนแรกคิดว่าจะไม่ได้ฉีดแล้ว แต่เขาก็ฉีดให้เพราะความดันยังอยู่ในเกณฑ์\nระหว่างฉีดก็ตามปกติของการฉีดวัคซีนครับ เจ็บตอนปักเข็ม จากนั้นรู้สึกยาวิ่งเข้ามา แล้วก็จบ ปิดพลาสเตอร์ครับ ทั้งหมดใช้เวลานาทีนิด ๆ เท่านั้น\nหลังฉีดเสร็จ หลังจากฉีดเสร็จทุกคนจะโดนให้มานั่งรอดูอาการผลข้างเคียง เพราะ ตอนนี้วัคซีนทั้งหมดอยู่ในช่วงอนุญาติให้ใช้ฉุกเฉินเลยต้องมานั่งดูอาการกันหมด\nเจ้าหน้าที่จะให้นั่งรอ 30 นาทีครับ ระหว่างนั้นผมก็นั่งรอ คุยกับเพื่อนไปเรื่อย ดูวิดีโอพี่เอ้ (อธิการบดีสจล.) โฆษณาตัวเองไปเรื่อยเปื่อย คุยโม้เรื่องเปิดโรงพยาบาลของสถาบันนั่นนี่\nระหว่างรอก็รู้สึกว่าแขนข้างที่ฉีดมันเริ่มหน่วง ๆ แต่ไม่ได้ปวดมากมาย เพียงแต่รู้สึกว่ามันมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น จนสักพักซีกซ้ายก็เริ่มรู้สึก ๆ แปลก ๆ หน่อย ๆ แต่ไม่ได้ชามาก แต่มีคล้ายอ่อนแรงซีกซ้าย ซึ่งสุดท้ายมันเบามากจนไม่สังเกตก็แทบไม่รู้สึก ผมเลยไม่ชัวร์ว่าคิดไปเองหรือเปล่า\u0026hellip;\nครบสามสิบนาทีก็เดินออกมา เจ้าหน้าที่ก็ถามอาการไม่พึงประสงค์ว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ผมก็ตอบว่าไม่เป็นอะไร จากนั้นเขาก็นัดให้มาฉีดซ้ำอีกรอบครับ เข็มที่สองห่างไปประมาณสามอาทิตย์ เขาก็แจ้งวันให้เลยแล้วเราค่อยไปจองเวลาในเว็บอีกรอบครับ\nผ่านมา 30 ชั่วโมงแล้ว ก็ไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไร ก็นับว่าผมถือว่าโชคดี เพราะคนรอบตัวเล่าเรื่องเพื่อนเจอผลข้างเคียงทั้งหนักเบาหลายคนเลยครับ\nก็นี่คือทั้งหมดที่ไปฉีดมาครับ ไม่มีอะไรมาก ก็หวังว่าจะได้ฉีดเข็มสองเร็ว ๆ แล้วออกไปใช้ชีวิตเหมือนปกติได้สักทีครับ\nBonus | FAQ ที่คนทักมาถามผมเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน ผมคัดลอกคำถามและคำตอบที่ผมเปิด AMA จากในเฟสบุ๊คผมมา บางข้ออาจถูกรวม ๆ ไปเพราะเนื้อหาคล้าย ๆ กัน บางคำตอบของผมอาจตัดทอน จะได้เน้นเนื้อ ๆ ครับ\nมีผลข้างเคียงบ้างไหม, มีภาวะแข็งตัวตามข่าวลือไหม ก็ตามที่เล่าไปครับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากหน่วง ๆ นิดหน่อย แต่ก็อย่าชะล่าใจไปครับ คนอื่นที่เจอผลข้างเคียงก็เยอะอยู่เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้น อย่ากินเหล้า ดื่มกาแฟ ยาชูกำลัง ก่อนฉีดครับ ดื่มน้ำเยอะ ๆ ทั้งก่อนและหลังฉีด รวมถึงอย่านอนดึกช่วงหลังฉีดครับ\nถ้าเกิด side effect รุนแรง มีสายด่วนฉุกเฉินให้โทรไหม เคสอยู่หอ/คอนโดคนเดียว นี่น่ากลัวไหม เป็นไรขึ้นมาไม่มีคนรับรู้ deal กับความเสี่ยงนี้ยังไง ไม่ได้เช็คเลยแหะครับทั้งผมกับเพื่อนที่ไปฉีด แต่ถ้าเกิดอาการร้ายแรงก็คงโทรเรียกรถพยาบาลปกติครับ 1669 ครับ\nเรื่อง side effect ผมกับเพื่อนไม่ได้กลัวเท่าไหร่เพราะคำนวนแล้ว ความเสี่ยงของการตายจากการติดโควิดสูงกว่าการเจออาการแพ้รุนแรงจากวัคซีนครับ นอกจากนี้เคสที่เกิดขึ้นรุนแรงทั่วไป ยังไม่มีเคสไหนที่ทำให้ผมเชื่อได้ว่าเป็นผลข้างเขียงจากวัคซีนครับ\nเคสคนตายเพราะ stroke ผมก็ไม่สนใจ คิดว่าเคสนั้นตายเพราะโรคประจำตัวครับ ด้วยเหตุผลว่า ปกติคนไทยตายเพราะโรคเส้นเลือดในสมองจำนวนมากอยู่แล้ว เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทยก็ว่าได้ ปกติตายกันวันละห้าคนโดยเฉลี่ยครับ ดังนั้นหากกวาด sample space มาสัก 80k ทุกวัน ๆ ผมว่ามันก็ต้องเจอคนที่ฉีดแล้วตายหลังจากนั้นแน่นอนครับ อีกสาเหตุนึงที่ทำให้คิดสงสัยคือปกติถ้าแพ้มันจะต้องมีอาการในครึ่งชั่วโมงนี่แหละครับ เพราะมันไหลเวียนในกระแสเลือดไปทั่วตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ถ้าจะแพ้อาการต้องออกแล้ว เช่น คนที่ชา ปวดเมื่อย อาเจียนทั่วไปครับ\nส่วนเคสชาและเจออาการ \u0026ldquo;คล้ายอัมพฤกษ์\u0026rdquo; (ชื่อฟังแล้วไม่เข้าหู\u0026hellip;) ผมฟังแพทย์อ่านผลวินิจฉัยให้ฟัง ผมก็เข้าใจว่า ชื่ออาการมันคืออย่างนั้นจริง ๆ ครับ เพราะในการวินิจฉัยบอกว่า หลังจากอาการ stoke หาย ไม่พบร่องรอยบาดเจ็บในเนื้อเยื่อสมอง ซึ่งปกติอัมพฤกษ์จะต้องมีร่องรอยปรากฏให้เห็นครับ\nเรื่องคล้ายอัพพฤกษ์ก็คิดว่าน่ากลัวจริง ๆ แต่คิดว่าเป็นเฉพาะล็อตที่คนพูดถึงกันเพราะหลังจากนั้นไม่ค่อยได้ยินแล้วครับ (แต่คนได้ผลข้างเคียงจากอันนี้เยอะมาก อันตรายมาก)\nถ้าสักวันสองวันผมมีอาการจริง ผมก็โทรหา 1669 แหละครับ\nเค้านัดวันเข็ม 2 เลยรึเปล่าหรือว่าให้นัดอีกที ตามที่เล่าไปครับ นัดวันเลย แต่เวลาจองเองอีกรอบครับ\nถ้าปลายปี มีวัคซีนเสรี มาให้เลือกฉีดเสริมประสิทธิภาพ จะฉีดตัวไหนครับ ตอนแรกอยากฉีด pfizer ครับ แต่เห็นวานก่อนหมอคนนึงบอกว่า ก็ฉีด ๆ sinovac ไปก่อน แล้วค่อยฉีด J\u0026amp;J ก็ได้ เข็มเดียวจบ สะดวก ก็เลยคิดว่าเออจริงแหะ ตอนนี้เลยเปลี่ยนใจว่า ถ้าเลือกได้ก็จะฉีด J\u0026amp;J อีกรอบครับ\nหมดคำถามละครับ\nณ ตรงนี้ขอเป็นพื้นที่พิเศษเขียนระลึกไว้ครับ ทั้งหมดนี้ก็ขอขอบคุณเป็นพิเศษ สำหรับพรรคการเมืองที่ผมเลือกมา อนาคตใหม่ (ตอนนี้เป็นพรรคก้าวไกล) ที่ช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและคนที่ช่วยกันด่าครับ ไม่งั้นตอนนี้คงมีแค่วัคซีนสองตัวให้ใช้ ไม่มีทางเลือกเพิ่มมามากขนาดนี้ครับ ถ้าคนของพรรคมาอ่าน ก็ฝากขอบคุณด้วยครับ สำหรับรัฐบาลก็คงไม่ฝากอะไรครับ มีแต่เรื่องให้ด่าอย่างเดียวครับ แต่ฝากบอกเสี่ยหนูหน่อยก็ดีนะครับ ก่อนพูดอะไรคิดก่อนก็ดีครับ\nCover photo by Nataliya Vaitkevich from Pexels\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/story-about-covid19-vaccination/","summary":"\u003cp\u003eพึ่งได้รับการฉีดวัคซีนที่จัดโดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังมาเมื่อวันที่ 25 พค. 2564 ผ่านมาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ยังไม่ตายครับ เลยอยากมาเล่าให้ฟังว่าเป็นไงบ้าง เจออะไร ต้องเตรียมตัวอะไรไหม\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"การลงทะเบยน\"\u003eการลงทะเบียน\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องเริ่มจากเพื่อนส่งเว็บของสถาบันมา \u003ca href=\"https://co-vaccine.kmitl.ac.th/\"\u003ehttps://co-vaccine.kmitl.ac.th/\u003c/a\u003e ก็เลยเข้าไปดู ปรากฏว่าเป็นเว็บลงทะเบียนฉีดวัคซีน แต่จะลงทะเบียนได้ต้องมีรหัส LDAP สำหรับบุคลากรและนักศึกษาของสถาบันเท่านั้น ตอนกดเข้าไปดูก็ยังไม่ชัวร์ว่าลงทะเบียนได้จริงไหมเพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลบอกว่าเน้นให้ลงทะเบียนที่แอพหมอพร้อมเท่านั้น สุดท้ายก็ทดลองลงทะเบียนไป เราเข้าได้เพราะเราเป็นนักศึกษาเก่าที่พึ่งจบมาเลยไปลงทะเบียนได้ครับ (เหมือนตอนนี้ปิดรับศิษย์เก่าแล้ว)\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"screencapture-co-vaccine-kmitl-ac-th-2021-05-26-23_54_27.jpg\"\n         alt=\"หน้าเว็บลงทะเบียน\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเมื่อลงทะเบียนเสร็จก็สามารถนัดวันเวลาที่จะเข้าไปฉีดได้ทันที ก็นัดตอนบ่าย ๆ ไป\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eขั้นตอนสุดท้ายคือดาวน์โหลดเอกสารจากเว็บไซต์ เอกสารระบุรายละเอียดสุขภาพคร่าว ๆ ของเรารวมถึงโรคประจำตัวต่าง ๆ แต่อย่างที่ทราบวัคซีนก็เลือกไม่ได้อยู่ดี\u0026hellip; ได้ Sinovac นั่นแหละครับ\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"วนฉดจรง\"\u003eวันฉีดจริง\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eสถานที่ฉีดคือหอประชุมใหม่ที่ใหญ่กว่า (ชื่อเด็กสจล.เขาเรียกกัน) หรือชื่อทางการคือ หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ซึ่งก็จุคนได้เป็นหมื่นคน ตอนไปถึงสภาพคนกะคร่าว ๆ หลายร้อยแต่ไม่แน่นมาก\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"photo_2021-05-27_00-01-47.jpg\"\n         alt=\"โล่งเลย ไม่ค่อยมีคน\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eพอไปถึงมีเจ้าหน้าที่มาขอตรวจเอกสาร จากนั้นก็ให้เซ็นต์ชื่อในเอกสารเพิ่มเติมเพราะเราลืมเซ็นบางจุด จากนั้นกดบัตรคิวเพิ่มเติมแล้วไปนั่งรอ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"photo_2021-05-27_00-01-40.jpg\"\n         alt=\"บัตรคิว\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eบัตรคิวที่ได้บอกว่ารออีก 784 คิว แต่เอาจริง ๆ สุดท้ายก็เหมือนไม่ต้องรอ เพราะได้นั่งพักแปปเดียวเขาก็เรียกเข้าไปให้รอวัดอุณหภูมิและวัดความดันแล้ว\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"photo_2021-05-27_00-01-47--2-.jpg\"\n         alt=\"เริ่มเดินเข้า\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eด่านแรกคือวัดอุณหภูมิก่อนด้วยเซนเซอร์กล้องแบบที่เห็นตามรถไฟฟ้าในเมือง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eด่านต่อมาคือวัดความดัน ทางเจ้าหน้าที่จะให้ใส่ปลอกแขนพลาสติกบนแขนข้างที่จะวัดความดันเพื่อป้องกันเชื้อโรคติดกับเครื่อง หรือ อาจจะป้องกันเชื้อจากเครื่องติดหาเราด้วยเช่นกัน\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"photo_2021-05-27_00-01-46.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003e(ต่อจากนี้ไม่ค่อยมีภาพแล้ว เพราะ ผมพึ่งเห็นป้ายว่าห้ามถ่ายรูปด้านใน\u0026hellip;)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตอนวัดความดัน เพื่อนที่ผมกับผมก็ผ่านไปด่านฉีดสบาย ๆ แต่ผมดันความดันสูงอาจจะเพราะตอนเดินทางมารีบ ๆ วิ่งขึ้นรถไฟฟ้าด้วยเนื่องจากมาสาย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกลุ่มคนที่ความดันไม่อยู่ในเกณฑ์ ทางเจ้าหน้าที่จะให้นั่งรอในพื้นที่ที่จัดหาให้ครับ จากนั้น 15 นาทีค่อยวัดใหม่\u003c/p\u003e","title":"ไปฉีดวัคซีนโควิด Sinovac มาแล้ว จะมาเล่าให้ฟัง"},{"content":"เนื่องจากด้วยเหตุผลสักอย่างในโลกใบนี้ Kubuntu 20.04 + PulseAudio ไม่เปิด noise cancelling มาให้ ทำให้เวลาคุย Discord กับเพื่อน เพื่อนด่าทุกทีว่าเสียงน่ารำคาญ ฟังยาก เลยไปหาข้อมูลมาเจอว่าเราสามารถเปิด noise cancelling เองได้ตามนี้\nเพิ่มคาถาเวทย์มนต์ไม่กี่บรรทัดนี้เข้าไปที่ /etc/pulse/default.pa\n.ifexists module-echo-cancel.so load-module module-echo-cancel aec_method=webrtc source_name=echocancel sink_name=echocancel1 set-default-source echocancel set-default-sink echocancel1 .endif จบจ่ะ สวัสดี ","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/enable-noise-cancelling-on-pulseaudio/","summary":"\u003cp\u003eเนื่องจากด้วยเหตุผลสักอย่างในโลกใบนี้ Kubuntu 20.04 + PulseAudio ไม่เปิด noise cancelling มาให้ ทำให้เวลาคุย Discord กับเพื่อน เพื่อนด่าทุกทีว่าเสียงน่ารำคาญ ฟังยาก เลยไปหาข้อมูลมาเจอว่าเราสามารถเปิด noise cancelling เองได้ตามนี้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเพิ่มคาถาเวทย์มนต์ไม่กี่บรรทัดนี้เข้าไปที่ \u003ccode\u003e/etc/pulse/default.pa\u003c/code\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cpre tabindex=\"0\"\u003e\u003ccode\u003e.ifexists module-echo-cancel.so\nload-module module-echo-cancel aec_method=webrtc source_name=echocancel sink_name=echocancel1\nset-default-source echocancel\nset-default-sink echocancel1\n.endif\n\u003c/code\u003e\u003c/pre\u003e\u003ch2 id=\"จบจะ-สวสด\"\u003eจบจ่ะ สวัสดี\u003c/h2\u003e","title":"Note: Enable Echo/Noise-Cancelation on PulseAudio (LINUX)"},{"content":"คาอยู่ใน Wishlist มาตั้งแต่เดือนที่แล้ว ขึ้นเดือนใหม่เงินเดือนออกเลยกดซื้อ\nคำเตือน: แนะนำว่าถ้าอยากเล่น อย่าหาดูสปอยล์หรือรีวิวตาม youtube ก่อนเล่น ให้ซื้อมาเล่นแบบที่ไม่รู้อะไรเลยจะดีที่สุด เพราะเกมมีจุดหักมุม\nเกมเกี่ยวกับชีวิตของเด็กผู้ชายธรรมดาคนนึงกับโลกหลังความตายที่ต้องทำให้ทบทวนความทรงจำของชีวิตทั้งชีวิตในขณะที่มันกำลังจะปลิวหายไปเพียงช่วงพริบตา บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้เป็นในทางที่เราอยากให้เป็น และยังทำให้เราต้องทบทวนคุณค่าของการได้ใช้ชีวิตอีกด้วย\nตัวเกมเพลยน่าสนใจมาก คือ ผู้เล่นนั่งดูเนื้อเรื่องและเล่นเป็นตัวละครเด็กผู้ชายตามที่เล่าด้านบน แต่ action ต่าง ๆ ของเกมจะใช้การกระพริบตาแทนการกดเมาส์ เช่น การเปลี่ยนฉาก ทำให้บางครั้งที่กำลังดูเหตุการณ์สำคัญอยู่ก็ต้องพยายามฝืนตัวเองไม่ให้กระพริบตาอย่างสุดความสามารถ\nตัวเกมใช้เมาส์เล่นแทนก็ได้ แต่แนะนำให้ใช้กล้อง webcam เล่นดีกว่าไม่งั้นเสียอรรถรสของเกมหมด\nไม่รีวิวอะไรมาก ให้ 11/10 กับประสบการณ์เปิดใหม่ของการที่ได้เล่นเกมนี้ เกมร้อยกว่าบาทถือว่าคุ้มมาก ๆ ครับ แถมเพลงเพราะด้วย\nใครจะไปรู้ละว่า การฝืนลืมตาระหว่างกำลังร้องไห้มันจะยิ่งทำให้ร้องไห้หนักขึ้นไปอีก\nใครอยากเล่นก็ซื้อใน Steam ตามลิงค์นี้ได้เลย https://store.steampowered.com/app/1082430/Before_Your_Eyes/\nสำหรับคนไม่มีกล้อง Webcam ผมไม่มีกล้อง Webcam เลยต้องใช้โทรศัพท์แทนกล้องแทน โดยตั้งค่าแล้วเปลี่ยนมือถือให้เป็นกล้องของคอมพิวเตอร์ได้ผ่านโปรแกรมตัวนี้ครับ https://iriun.com/\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-before-your-eyes/","summary":"\u003cp\u003eคาอยู่ใน Wishlist มาตั้งแต่เดือนที่แล้ว ขึ้นเดือนใหม่เงินเดือนออกเลยกดซื้อ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eคำเตือน: แนะนำว่าถ้าอยากเล่น อย่าหาดูสปอยล์หรือรีวิวตาม youtube ก่อนเล่น ให้ซื้อมาเล่นแบบที่ไม่รู้อะไรเลยจะดีที่สุด เพราะเกมมีจุดหักมุม\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเกมเกี่ยวกับชีวิตของเด็กผู้ชายธรรมดาคนนึงกับโลกหลังความตายที่ต้องทำให้ทบทวนความทรงจำของชีวิตทั้งชีวิตในขณะที่มันกำลังจะปลิวหายไปเพียงช่วงพริบตา บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้เป็นในทางที่เราอยากให้เป็น และยังทำให้เราต้องทบทวนคุณค่าของการได้ใช้ชีวิตอีกด้วย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตัวเกมเพลยน่าสนใจมาก คือ ผู้เล่นนั่งดูเนื้อเรื่องและเล่นเป็นตัวละครเด็กผู้ชายตามที่เล่าด้านบน แต่ action ต่าง ๆ ของเกมจะใช้การกระพริบตาแทนการกดเมาส์ เช่น การเปลี่ยนฉาก ทำให้บางครั้งที่กำลังดูเหตุการณ์สำคัญอยู่ก็ต้องพยายามฝืนตัวเองไม่ให้กระพริบตาอย่างสุดความสามารถ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตัวเกมใช้เมาส์เล่นแทนก็ได้ แต่แนะนำให้ใช้กล้อง webcam เล่นดีกว่าไม่งั้นเสียอรรถรสของเกมหมด\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eไม่รีวิวอะไรมาก ให้ 11/10 กับประสบการณ์เปิดใหม่ของการที่ได้เล่นเกมนี้ เกมร้อยกว่าบาทถือว่าคุ้มมาก ๆ ครับ แถมเพลงเพราะด้วย\u003c/p\u003e\n\u003cblockquote\u003e\n\u003cp\u003eใครจะไปรู้ละว่า การฝืนลืมตาระหว่างกำลังร้องไห้มันจะยิ่งทำให้ร้องไห้หนักขึ้นไปอีก\u003c/p\u003e\n\u003c/blockquote\u003e\n\u003cp\u003eใครอยากเล่นก็ซื้อใน Steam ตามลิงค์นี้ได้เลย \u003ca href=\"https://store.steampowered.com/app/1082430/Before_Your_Eyes/\"\u003ehttps://store.steampowered.com/app/1082430/Before_Your_Eyes/\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"before-your-eyes-blinking-game-mechanics-choices-variety.jpg_1200x675_.jpg\"\n         alt=\"before-your-eyes-blinking-game-mechanics-choices-variety.jpg_1200x675_\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"before-your-eyes-99060.jpg\"\n         alt=\"before-your-eyes-99060\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch3 id=\"สำหรบคนไมมกลอง-webcam\"\u003eสำหรับคนไม่มีกล้อง Webcam\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eผมไม่มีกล้อง Webcam เลยต้องใช้โทรศัพท์แทนกล้องแทน โดยตั้งค่าแล้วเปลี่ยนมือถือให้เป็นกล้องของคอมพิวเตอร์ได้ผ่านโปรแกรมตัวนี้ครับ \u003ca href=\"https://iriun.com/\"\u003ehttps://iriun.com/\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e","title":"Review: Before Your Eyes เกมที่ทำให้ต้องฝืนไม่กระพริบตาตอนกำลังร้องไห้"},{"content":"จดไว้กันลืม ตอนนี้ใช้ Kubuntu 20.04 อยู่ครับ ต้องการเปลี่ยน Default Thai font ที่โดนเอาไปใช้ในเว็บและโปรแกรมต่าง ๆ (System font)\nวิธีคือให้ไปแก้ไขไฟล์ fonts.conf ที่ ~.config/fontconfig/fonts.conf\nจากนั้นให้เพิ่ม matcher ของภาษาไทยตามตัวอย่างด้านล่างครับ เพิ่มลงไปใน \u0026lt;fontconfig\u0026gt;\u0026lt;/fontconfig\u0026gt;\n\u0026lt;match\u0026gt; \u0026lt;test compare=\u0026#34;contains\u0026#34; name=\u0026#34;lang\u0026#34;\u0026gt; \u0026lt;string\u0026gt;th\u0026lt;/string\u0026gt; \u0026lt;/test\u0026gt; \u0026lt;test name=\u0026#34;family\u0026#34;\u0026gt; \u0026lt;string\u0026gt;sans-serif\u0026lt;/string\u0026gt; \u0026lt;/test\u0026gt; \u0026lt;edit mode=\u0026#34;prepend\u0026#34; name=\u0026#34;family\u0026#34;\u0026gt; \u0026lt;string\u0026gt;Noto Sans Thai UI\u0026lt;/string\u0026gt; \u0026lt;/edit\u0026gt; \u0026lt;/match\u0026gt; \u0026lt;match\u0026gt; \u0026lt;test compare=\u0026#34;contains\u0026#34; name=\u0026#34;lang\u0026#34;\u0026gt; \u0026lt;string\u0026gt;th\u0026lt;/string\u0026gt; \u0026lt;/test\u0026gt; \u0026lt;test name=\u0026#34;family\u0026#34;\u0026gt; \u0026lt;string\u0026gt;serif\u0026lt;/string\u0026gt; \u0026lt;/test\u0026gt; \u0026lt;edit mode=\u0026#34;prepend\u0026#34; name=\u0026#34;family\u0026#34;\u0026gt; \u0026lt;string\u0026gt;Waree\u0026lt;/string\u0026gt; \u0026lt;/edit\u0026gt; \u0026lt;/match\u0026gt; อธิบายสองส่วนใหญ่ ๆ ได้ดังนี้ครับ\n\u0026lt;match\u0026gt; \u0026lt;test compare=\u0026#34;contains\u0026#34; name=\u0026#34;lang\u0026#34;\u0026gt; \u0026lt;string\u0026gt;th\u0026lt;/string\u0026gt; \u0026lt;/test\u0026gt; \u0026lt;test name=\u0026#34;family\u0026#34;\u0026gt; \u0026lt;string\u0026gt;sans-serif\u0026lt;/string\u0026gt; \u0026lt;/test\u0026gt; \u0026lt;edit mode=\u0026#34;prepend\u0026#34; name=\u0026#34;family\u0026#34;\u0026gt; \u0026lt;string\u0026gt;Noto Sans Thai UI\u0026lt;/string\u0026gt; \u0026lt;/edit\u0026gt; \u0026lt;/match\u0026gt; โค้ดดังกล่าวหมายถึง หากระบบต้องการใช้ฟ้อนต์สำหรับภาษาไทยที่เป็น sans-serif ให้หยิบ Noto Sans Thai UI ไปใช้ครับ\nส่วนอันนี้ก็คล้าย ๆ กันครับ\n\u0026lt;match\u0026gt; \u0026lt;test compare=\u0026#34;contains\u0026#34; name=\u0026#34;lang\u0026#34;\u0026gt; \u0026lt;string\u0026gt;th\u0026lt;/string\u0026gt; \u0026lt;/test\u0026gt; \u0026lt;test name=\u0026#34;family\u0026#34;\u0026gt; \u0026lt;string\u0026gt;serif\u0026lt;/string\u0026gt; \u0026lt;/test\u0026gt; \u0026lt;edit mode=\u0026#34;prepend\u0026#34; name=\u0026#34;family\u0026#34;\u0026gt; \u0026lt;string\u0026gt;Waree\u0026lt;/string\u0026gt; \u0026lt;/edit\u0026gt; \u0026lt;/match\u0026gt; อันนี้คือ หากระบบต้องการฟ้อนต์ภาษาไทยสำหรับรูปแบบ serif ให้เอาฟ้อนต์ Waree ไปใช้แทนครับ\nข้อมูลเพิ่มเติมดูรายละเอียดที่ https://www.freedesktop.org/software/fontconfig/fontconfig-user.html\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/config-thai-system-font-for-linux/","summary":"\u003cp\u003eจดไว้กันลืม ตอนนี้ใช้ Kubuntu 20.04 อยู่ครับ ต้องการเปลี่ยน Default Thai font ที่โดนเอาไปใช้ในเว็บและโปรแกรมต่าง ๆ (System font)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวิธีคือให้ไปแก้ไขไฟล์ \u003ccode\u003efonts.conf\u003c/code\u003e ที่ \u003ccode\u003e~.config/fontconfig/fonts.conf\u003c/code\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eจากนั้นให้เพิ่ม matcher ของภาษาไทยตามตัวอย่างด้านล่างครับ เพิ่มลงไปใน \u003ccode\u003e\u0026lt;fontconfig\u0026gt;\u0026lt;/fontconfig\u0026gt;\u003c/code\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cdiv class=\"highlight\"\u003e\u003cpre tabindex=\"0\" style=\"color:#f8f8f2;background-color:#272822;-moz-tab-size:4;-o-tab-size:4;tab-size:4;-webkit-text-size-adjust:none;\"\u003e\u003ccode class=\"language-xml\" data-lang=\"xml\"\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;match\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;test\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003ecompare=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;contains\u0026#34;\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003ename=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;lang\u0026#34;\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \t\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;string\u0026gt;\u003c/span\u003eth\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/string\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/test\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;test\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003ename=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;family\u0026#34;\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \t\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;string\u0026gt;\u003c/span\u003esans-serif\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/string\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/test\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;edit\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003emode=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;prepend\u0026#34;\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003ename=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;family\u0026#34;\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \t\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;string\u0026gt;\u003c/span\u003eNoto Sans Thai UI\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/string\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/edit\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/match\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e \n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;match\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;test\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003ecompare=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;contains\u0026#34;\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003ename=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;lang\u0026#34;\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \t\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;string\u0026gt;\u003c/span\u003eth\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/string\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/test\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;test\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003ename=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;family\u0026#34;\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \t\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;string\u0026gt;\u003c/span\u003eserif\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/string\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/test\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;edit\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003emode=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;prepend\u0026#34;\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003ename=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;family\u0026#34;\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \t\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;string\u0026gt;\u003c/span\u003eWaree\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/string\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/edit\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/match\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003c/code\u003e\u003c/pre\u003e\u003c/div\u003e\u003cp\u003eอธิบายสองส่วนใหญ่ ๆ ได้ดังนี้ครับ\u003c/p\u003e\n\u003cdiv class=\"highlight\"\u003e\u003cpre tabindex=\"0\" style=\"color:#f8f8f2;background-color:#272822;-moz-tab-size:4;-o-tab-size:4;tab-size:4;-webkit-text-size-adjust:none;\"\u003e\u003ccode class=\"language-xml\" data-lang=\"xml\"\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;match\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;test\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003ecompare=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;contains\u0026#34;\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003ename=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;lang\u0026#34;\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \t\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;string\u0026gt;\u003c/span\u003eth\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/string\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/test\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;test\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003ename=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;family\u0026#34;\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \t\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;string\u0026gt;\u003c/span\u003esans-serif\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/string\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/test\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;edit\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003emode=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;prepend\u0026#34;\u003c/span\u003e \u003cspan style=\"color:#a6e22e\"\u003ename=\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#e6db74\"\u003e\u0026#34;family\u0026#34;\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \t\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;string\u0026gt;\u003c/span\u003eNoto Sans Thai UI\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/string\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e  \u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/edit\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003cspan style=\"display:flex;\"\u003e\u003cspan\u003e\u003cspan style=\"color:#f92672\"\u003e\u0026lt;/match\u0026gt;\u003c/span\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/span\u003e\u003c/code\u003e\u003c/pre\u003e\u003c/div\u003e\u003cp\u003eโค้ดดังกล่าวหมายถึง หากระบบต้องการใช้ฟ้อนต์สำหรับภาษาไทยที่เป็น sans-serif ให้หยิบ Noto Sans Thai UI ไปใช้ครับ\u003c/p\u003e","title":"Note: เปลี่ยนฟ้อนต์ระบบภาษาไทยใน Linux (Kubuntu)"},{"content":"เขาบอกว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่ปี 2020 ให้ทำเราเข้าใจว่า ซื้อได้ เยอะด้วย 5555\nคีย์บอร์ด Logitech MX Keys ตั้งแต่เริ่มมีเงิน ก็เริ่มคิดเรื่องการซื้อคีย์บอร์ดใหม่ตลอดเวลา ซึ่งในปีนี้ก็ได้ลองไปหลายคีย์บอร์ด ทั้งแบบทั่วไป และแบบ Mechanical ซึ่งสุดท้ายก็ได้ตัวที่ชอบและเหมาะกับเราที่สุด คือ Logitech MX Keys\nข้อดีของมันคือ เงียบมาก ๆ เงียบกว่า Logitech k375s ที่เป็น rubber dome ธรรมดาอีก นอกจากนี้ความรู้สึกของการกดยังดีมาก นุ่มนวลมือ พิมพ์สบาย ใช้แล้วเขียนโปรแกรมเร็วขึ้นหลายเท่า แถมยังมี blacklight ที่สามารถติดขึ้นมาได้เองหากเอามือไปปาดเหนือคีย์บอร์ดอีกด้วย\nข้อเสียอย่างเดียวของมันคือไม่มี TKL version ครับ\nสำหรับคีย์บอร์ดนี้ ราคาอยู่ที่ 36xx มีขายโดย Logitech official shop ใน shopee ครับ แต่เป็นเวอร์ชั่น English layout หากใครอยากได้คีย์ไทยด้วยก็แนะนำให้สั่งจากร้าน Bangkok gadget ซึ่งราคาก็อยู่ประมาณ 39xx ครับ แต่ผมได้มาตอนช่วงลด เหลือประมาณ 36xx เท่ากับที่ Logitech official ขายเลย\nเครื่องชงกาแฟแคปซูล Nespresso พอย้ายมาทำงานบริษัทปัจจุบัน ได้เห็นคนในออฟฟิศดริปกาแฟกันบ่อยมาก เลยไปขอเขาชิมบ้าง พอได้ชิมก็ติดใจรสชาติที่แตกต่างขึ้นมาทันที เพราะปกติกินแต่กาแฟสำเร็จรูปซองที่ขายตามห้างทั่วไป ก็เลยพยายามศึกษาเรื่องกาแฟเพิ่มเติม ก็ไปดูอุปกรณ์ดริปกาแฟ ไปเช็คราคา (ขอบคุณประสบการณ์จากสมัยทำงานบ.กาแฟ มีความรู้นิดหน่อยติดมา) ดูทางเลือกอื่น ๆ หลาย ๆ อย่าง จนเริ่มมาอ่านเรื่องของเครื่องทำกาแฟแคปซูลจริงจัง\nสุดท้ายก็แบ่งสเกลการทำกาแฟเป็นสามอย่าง คือ\nกาแฟสำเร็จรูปซอง - รสชาติน่าเบื่อ / สะดวก กาแฟแคปซูล - รสชาติหลากหลาย / มีของต้องจัดการเพิ่ม ทั้งการดูแลเครื่องและหาซื้อกาแฟ รวมถึงราคาต่อแก้วแพงขึ้น ทำมือ เช่น ดริป, aeropress, ฯลฯ - รสชาติครบถ้วน ปรับแต่งได้เอง หลากหลาย มีให้ลองไม่จำกัด / อุปกรณ์เยอะ ยุ่งยาก แพง เสียเวลา พอเปรียบเทียบได้แบบนี้แล้วก็พบว่าตัวเราเหมาะกับกาแฟแคปซูลที่สุด เพราะ เป็นคนขี้เกียจและสาย minimalist ที่ไม่ชอบมีของเยอะเกินความจำเป็น เลยตัดตัวเลือกสามทิ้งทันที\nตอนนี้ใช้มาจะสองเดือนแล้วก็มีความสุขดี มีกาแฟให้ลองได้เรื่อย ๆ ทางร้าน Nespresso ก็มีพนักงานแนะนำดี ให้ลองชิมกาแฟได้เรื่อย ๆ ระหว่างซื้อ เลยโอเคกับบริการหลังการขายด้วย นอกจากนี้ยังง่ายและสะดวก เรากินข้าวเช้าก่อนไปทำงาน ก็เสียเวลาเพิ่มจากเดิมไม่เท่าไหร่\nอย่างตัวที่ผมใช้เป็น Nespresso essenza mini ตัวถูกสุดของแบรนด์ Nespresso ครับ เหมาะกับสายกาแฟ ที่ชอบดิ่มกาแฟหลาย ๆ แบบ เรื่องเมล็ด การคั่ว และชอบสัมผัสกับรสชาติที่มันซ้อนอยู่ในกาแฟ เช่น aftertaste ต่าง ๆ\nหากใครไม่ใช่สายกาแฟมาก แต่ชอบแนวกาแฟร้านคาเฟ่ ลาเต้ มอคค่า กรีนทีมัทฉะ ก็อยากแนะนำให้ไป Dolce Gusto แทน อันนั้นจะมีตัวเลือกแคปซูลเหมาะกับคนสายนี้มากกว่าครับ\nถ้าใครอยากจะซื้อ Nespresso machine แนะนำให้ไปที่สาขาครับ อย่าซื้อออนไลน์ครับ ไปโดนการบริการระดับคุณภาพของ Nespresso shop ที่ถ้าหลงเข้าไปแล้ว การเดินออกมาโดยไม่ซื้อจะรู้สึกบาปมากครับ\nโต๊ะยืนทำงาน SKARSTA โต๊ะยืนทำงานคือของที่อยากได้ตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยแล้ว เพราะสมัยก่อนเป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกายมาก เวลานั่งนาน ๆ ก็เมื่อยแล้วเพราะไม่มีกล้ามเนื้อหลังพยุงเท่าไหร่ จนพอมาทำงานจริงก็เลยเก็บเงินซื้อโต๊ะทำงานใหม่แทนที่โต๊ะคอนโดตัวเดิม\nตัวนี้คือ SKARSTA ของ Ikea ครับ เป็นโต๊ะปรับยืนนั่งทำงานด้วยมือหมุน ถ้าดูในภาพที่แนบมาด้านล่างจะเห็นว่ามีที่หมุนอยู่ทางขวามือของโต๊ะ ใช้ปรับขึ้นลงครับ ตัวนี้ราคาแค่ 6990 บาท ขนาด 120x70cm ไม่แพงถ้าเทียบกับโต๊ะปรับระดับไฟฟ้าตามตลาด แต่ถ้าอยากได้ใหญ่กว่านี้ Ikea ก็มีขายครับ ราคาก็บวกขึ้นตาม\nบางคนอาจถามว่าทำไมไม่ซื้อโต๊ะไฟฟ้าไปเลย ก็ตอบได้คำเดียวเลยครับว่า มันแพง ซึ่งอันที่จริงผมก็ไม่ได้มีปัญหากับการหมุนขึ้นลงเท่าไหร่ ไม่ได้ใช้เวลาหรือแรงมาก และถือว่าได้ออกกำลังกายด้วย\nแต่สำหรับคนที่สนใจ แต่ขึ้เกียจหมุน ๆ ก็แนะนำ Bekant ครับ ของ Ikea เหมือนกันแต่เป็นโต๊ะปรับระดับไฟฟ้า จะปรับได้ต่ำกว่าและสูงกว่าโต๊ะแบบหมุนมือครับ สวยกว่าด้วยนะ ก็สนนราคาที่ 19,500 บาทเท่านั้นครับ ลิงค์ตามนี้ครับ\nคีย์บอร์ด Microsoft sculpt ergonomic สมัยเด็กก็คิดเสมอว่า คีย์บอร์ด เมาส์ อะไรพวกนี้มีแค่อันเดียวก็พอ เราจะมีสองสามอันไปทำไม แต่สงสัยความคิดนั้นใช้ไม่ได้อีกแล้วครับ\u0026hellip;\nช่วง Work from home ต้นปี ทรมานกับอาการปวดข้อมือพอสมควรเพราะโต๊ะทำงานไม่ดี คีย์บอร์ดและเมาส์ก็ไม่ดี จนสุดท้ายตัดสินใจกัดฟันซื้อคีย์บอร์ด ergonomic อันแรกในชีวิตครับ ซึ่งได้ตัวนี้มา ราคา 37xx บาท ซื้อจาก JIB Online ครับ\nคีย์บอร์ด Logitech MX Keys นั้นเป็นตัวประจำบ้าน ส่วนเจ้าตัวนี้คือตัวประจำสำนักงานครับ ไว้ใช้ที่ออฟฟิศแทนเพราะอยู่ออฟฟิศเน้นทำงานเป็นหลัก และโต๊ะออฟฟิศเล็กกว่าโต๊ะที่บ้านด้วย เจ้าตัวนี้สามารถแยกส่วน numpad ออกมาได้ เลยทำให้คีย์บอร์ดเป็น TKL และเล็กลงครับ เลยวางที่ออฟฟิศสะดวกกว่า\nคีย์บอร์ดรูปร่างประหลาด ตอนเอาไปใช้ครั้งแรก คนในออฟฟิศชอบมาถามว่าใช้งานได้จริงหรอ พิมพ์ยากไหม ซึ่งก็ขอตอบเลยว่า ใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะเริ่มคุ้นเคยครับ แต่เอาจริง ๆ ผ่านมาครึ่งปีแล้วก็ยังรู้สึกแปลก ๆ อยู่ดีเวลาใช้ แต่ก็ยอมแลกเพราะตั้งแต่ใช้ตัวนี้ทำงานแทน ก็ไม่มีปัญหาปวดข้อมืออีกเลยครับ\nตัวคีย์บอร์ดดีไซน์มาให้เราสามารถวางมือลงไปพิมพ์ได้โดยที่ไม่ต้องหักข้อมือมากเกินไปครับ เราสามารถวางข้อมือเป็นแนวตรงได้เลยในการใช้งาน แถมมีที่รองรับข้อมือทำให้เวลาวางมือลงบนคีย์บอร์ดจะสบายมากกว่าเดิม นอกจากนี้ตัวคีย์บอร์ดยังดีไซน์มาให้มีเนินสูงขึ้นมานิดนึง แก้ปัญหาที่เวลาเราใช้คีย์บอร์ด แล้วเราวางข้อมือบนโต๊ะ เราจะต้องหักข้อมือขึ้นมาเพื่อพิมพ์แป้น (ปัญหานี้ใครใช้คีย์บอร์ด Mech สูง ๆ จะเข้าใจครับ)\nไงก็ดี ความจริงแล้วตัวที่อยากได้ที่สุดไม่ใช่ Microsoft sculpt ergonomic นะครับ แต่เป็นเจ้า Logitech Ergo k860 แทนครับ แต่ปัญหาคือมันไม่มีขายในไทย ถ้าจะซื้อจากนอกก็จะแพงมาก ๆ ครับ แถมมันยังใหญ่กว่าคีย์บอร์ดปกติอีกด้วย โดยเฉพาะถ้าเทียบกับ Microsoft sculpt ที่เป็น TKL ได้ด้วยครับ\nเมาส์ Logitech MX Ergo มีคีย์บอร์ดแล้วก็ต้องมีเมาส์ด้วย ตอนนี้ตัวที่เป็นดวงในในการใช้ทำงานและชอบเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังที่สุดก็คือ Logitech MX Ergo ซึ่งเป็น Trackball mouse ครับ\nครั้งแรกที่เคยใช้ Trackball mouse คือสมัยประถมที่ได้ไปออฟฟิศของเพื่อนอากงครับ ประสบการณ์ครั้งแรกนั้นไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ รู้สึกว่าใช้ยากและงง ๆ ด้วย จากนั้นก็คิดเสมอว่าไม่ชอบเมาส์จำพวกนี้ จนกระทั่งช่วง Lockdown ที่อยู่บ้านทำงานนาน ๆ โต๊ะเล็กเลยขยับเมาส์ลำบากแถมปวดข้อมือจากเมาส์อันเก่าด้วย สุดท้ายเลยลองซื้อตัวนี้มาใช้\nตอนที่แกะกล่องออกมาแล้วลองใช้ครั้งแรกคือประทับใจมาก ความรู้สึกแพงส่งผ่านมือมาได้เลย 555 นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทำงานได้ทันทีโดยไม่รู้สึกแปลกอะไรด้วย แค่ปรับความเร็วเพิ่มเติมนิดหน่อย กับปุ่มพิเศษต่าง ๆ ก็สามารถใช้ทำงานได้เลย มหัสจรรย์ดีครับ\nทุกวันนี้ใช้เมาส์อันนี้ที่ทำงานทั้งวันไม่ปวดเมื่อยเลยครับ แต่พอต้องกลับมาใช้เมาส์เล่นเกมที่บ้านก็ชอบปวดข้อมือบ่อย ๆ เลยการันตีได้เลยว่า เมาส์นี้ดีจริงครับ ใช้ทำงานได้ทั้งวันไม่ปวดเมื่อยข้อมือเลย\nเมาส์นี้สนนราคาที่ 26xx ครับ ซื้อจาก Logitech official shop ใน Shopee\nเมาส์ดูแพง แต่ค่าผ่าตัดอุโมงข้อมือน่าจะแพงกว่าครับ\u0026hellip;\nเอาจริง ๆ ผมเคยรีวิวตัวเต็มไปแล้วลองอ่านต่อได้ที่นี่ครับ รีวิว: Logitech MX Ergo เมาส์ trackball สุดคูลที่ดีไซน์มาเพื่อสุขภาพและความสบาย\nHerman Miller - Sayl เรื่องสุขภาพมาทั้งคีย์บอร์ด โต๊ะ เมาส์ สุดท้ายที่ขาดไม่ได้คงเป็นเก้าอี้ครับ\nเหมือนกับเมาส์และคีย์บอร์ดครับ ช่วง Lockdown ที่ต้อง Work from home นาน ๆ ปัญหาสุขภาพเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งปวดเมื่อยหลัง ข้อมูล คอบ่าไหล่เต็มไปหมด แต่ที่หนักสุดตอนนั้นคงเป็นปวดหังครับ เพราะเก้าอี้ที่ห้องคอนโดไม่เหมาะกับการนั่งทำงานนาน ๆ สุดท้ายเลยลองหาเก้าอี้มาใช้ดู\nตอนนั้นเคยได้ยินชื่อเสียงของ Herman Miller มาพอสมควร แต่เพราะราคาที่เริ่มต้นประมาณสองหมื่นไปจนถึงหกหมื่นก็เลยไม่คิดจะเปิดไปดูเลย จนกระทั่งรู้ว่ามันมีบริการเช่าเก้าอี้พวกนี้ด้วยนะ\nร้านที่ผมเช่าคือ ER Care มีให้เลือกหลายรุ่น โดยตัว Sayl ที่ผมเช่ามานั้นสนนราคาที่ 849 บาทต่อเดือนครับ แต่ต้องเช่าขั้นต่ำสามเดือน เจ้าของร้านอัธยาศัยดีครับ แนะนำอะไรให้หมดเลย ใครสนใจก็ไปลองดูได้ครับ\nไม่เล่าเยอะว่าดีไหม เพราะเล่ามาแล้วในบล็อก รีวิว: เก้าอี้หลักหมื่นอย่าง Herman Miller - Sayl นั่งแล้วก้นลอยไปสวรรค์ได้จริงหรอ? ครับ ลองไปอ่านกันได้\nอย่างไรก็ดี เจ้าเก้าอี้นี้ก็มีข้อเสียอยู่หน่อยคือ มันไม่เหมาะกับการนั่งพักผ่อนดูหนังที่บ้านเลยครับ เพราะมันพยายามฟิตให้ท่านั่งเราเป๊ะตลอด บางครั้งอยากจะเอนนอนมาบ้างก็ทำไม่ได้ครับ\nหูฟังตัดเสียงรบกวนไร้สาย Sony WI-1000X สมัยก่อนผมไม่เคยเข้าใจคนที่ใช้หูฟังราคาหลักหมื่นเลยจริง ๆ ครับ จนกระทั้งได้มาใช้เอง\u0026hellip;\nเจ้าตัวนี้เคยได้ลองใช้ครั้งแรกที่มหาลัย ขอยืมเพื่อนเอาครับ พอได้พบกับคำว่า Active noise cancelling ไปก็ติดใจทันที แถมคุณภาพเสียงของหูฟัง Sony นั้นก็ยิ่งทำให้ชอบครับ ตอนนั้นเอาไปเทียบกับหูฟังฟรีที่ได้แถมมาสมัยก่อน คือ แทบจะเลิกใช้หูฟังเก่าในทันทีครับ\nสุดท้ายก็ได้ซื้อมาใช้เองตอนทำงานแล้ว เพราะมีเงินแล้ว แต่ตอนที่ซื้อมันลดเหลือแค่ 46xx แล้ว จากราคาสมัยเปิดตัว 12xxx บาทครับ ก็นับว่าคุ้มอยู่ ที่ราคาลงขนาดนั้นคิดว่าเพราะมีข่าวลือเรื่อง WI-1000XM2 จะออกผนวกกับ Sony WF-1000XM3 ที่เป็น true wireless นั้นกำลังฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง\nเสียงของ WI-1000X ถือว่าครบถ้วนดีมาก เสียงร้องและเครื่องดนตรีนั้นใสกริ๊งเลยทีเดียว แต่เบสจะไม่หนักมาก ซึ่งเป็นสไตล์ผมอยู่แล้วที่ชอบฟังเพลงสบาย ๆ\nเรื่องหูฟังตัดเสียงรบกวนนี่ผมอยากบอกเลยว่า ถ้าใครมีกำลังทรัพย์พอก็อยากชวนให้ซื้อมาใช้อย่างน้อยหนึ่งตัวครับ โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศ เวลาทำงานจะมีสมาธิมากขึ้นมาก ๆ อย่างยิ่งกับคนที่ทำงานในออฟฟิศแบบ Open space office ครับ\nแต่เขียนมาตอนนี้ก็คงไม่อวยให้ซื้อตัวนี้แล้วครับ ถ้าใครสนใจก็ไปหาซื้อตัวใหม่ที่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเลยดีกว่า เช่น WI-1000X หรือ WF-1000XM3 ที่ตอนนี้ราคาก็ตกลงมาพอสมควรแล้วครับ\nสำหรับคนที่สงสัยว่าทำไมผมไม่ซื้อ WF-1000XM3 เพราะช่วงนั้นฮิตจัด ๆ เหตุผลก็คือ ผมกลัวมันหายครับ ได้ข่าวว่ามีคนใส่เดินทางแล้วทำหล่นหายระหว่างอยู่บนรฟฟ.บ้าง หรือเพื่อนปั่นจักรยานมาทำงานก็เคยทำหล่นระหว่างทางแล้วก็มี เลยไม่กล้าใช้ครับ ใช้แบบแขวนคอสบายกว่าเวลาถอดออกครับ เราแขวนไว้ที่คอแล้วก็ปล่อยสายหูฟังห้อยลงมาได้เลย\nสุดท้าย บางคนอ่านอาจจะสงสัยทำไมใช้เงินเปลืองจัง ซื้อของทีสองสามพันตั้งหลายชิ้น เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้รวยอะไรขนาดนั้นครับ ทั้งหมดนี้ก็ทยอย ๆ ซื้อในช่วงปีแรก ๆ ของการทำงาน พอมีเงินก็เลยเริ่มมีโอกาสได้ซื้อของที่เคยอยากได้สมัยเด็กหลาย ๆ อย่าง\nตอนนี้ของที่อยากได้และจำเป็นต้องใช้ก็เก็บมาได้หมดแล้ว ก็หวังว่าปี 2021 คงจะเบา ๆ เรื่องการใช้เงินซื้อของลงได้พอสมควรครับ\u0026hellip;\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/what-have-i-bought-in-2020/","summary":"\u003cp\u003eเขาบอกว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่ปี 2020 ให้ทำเราเข้าใจว่า ซื้อได้ เยอะด้วย 5555\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"คยบอรด-logitech-mx-keys\"\u003eคีย์บอร์ด Logitech MX Keys\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eตั้งแต่เริ่มมีเงิน ก็เริ่มคิดเรื่องการซื้อคีย์บอร์ดใหม่ตลอดเวลา ซึ่งในปีนี้ก็ได้ลองไปหลายคีย์บอร์ด ทั้งแบบทั่วไป และแบบ Mechanical ซึ่งสุดท้ายก็ได้ตัวที่ชอบและเหมาะกับเราที่สุด คือ Logitech MX Keys\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eข้อดีของมันคือ เงียบมาก ๆ เงียบกว่า Logitech k375s ที่เป็น rubber dome ธรรมดาอีก นอกจากนี้ความรู้สึกของการกดยังดีมาก นุ่มนวลมือ พิมพ์สบาย ใช้แล้วเขียนโปรแกรมเร็วขึ้นหลายเท่า แถมยังมี blacklight ที่สามารถติดขึ้นมาได้เองหากเอามือไปปาดเหนือคีย์บอร์ดอีกด้วย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eข้อเสียอย่างเดียวของมันคือไม่มี TKL version ครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสำหรับคีย์บอร์ดนี้ ราคาอยู่ที่ 36xx มีขายโดย Logitech official shop ใน shopee ครับ แต่เป็นเวอร์ชั่น English layout หากใครอยากได้คีย์ไทยด้วยก็แนะนำให้สั่งจากร้าน \u003ca href=\"https://shopee.co.th/bangkokgadget\"\u003eBangkok gadget\u003c/a\u003e ซึ่งราคาก็อยู่ประมาณ 39xx ครับ แต่ผมได้มาตอนช่วงลด เหลือประมาณ 36xx เท่ากับที่ Logitech official ขายเลย\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"IMG_20201213_145150.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch3 id=\"เครองชงกาแฟแคปซล-nespresso\"\u003eเครื่องชงกาแฟแคปซูล Nespresso\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eพอย้ายมาทำงานบริษัทปัจจุบัน ได้เห็นคนในออฟฟิศดริปกาแฟกันบ่อยมาก เลยไปขอเขาชิมบ้าง พอได้ชิมก็ติดใจรสชาติที่แตกต่างขึ้นมาทันที เพราะปกติกินแต่กาแฟสำเร็จรูปซองที่ขายตามห้างทั่วไป ก็เลยพยายามศึกษาเรื่องกาแฟเพิ่มเติม ก็ไปดูอุปกรณ์ดริปกาแฟ ไปเช็คราคา (ขอบคุณประสบการณ์จากสมัยทำงานบ.กาแฟ มีความรู้นิดหน่อยติดมา) ดูทางเลือกอื่น ๆ หลาย ๆ อย่าง จนเริ่มมาอ่านเรื่องของเครื่องทำกาแฟแคปซูลจริงจัง\u003c/p\u003e","title":"ป้ายยา 2020: ของที่ซื้อมาใช้ในปีที่ผ่านมาแล้วอยากบอกต่อ"},{"content":"รีบมาเขียน ก่อนจะลืมเขียน\nปีนี้เป็นปีที่นับว่าค่อนข้างดีที่สุดในชีวิต อาจจะเพราะมีงานทำ มีอิสระ และเริ่มมีเงินเป็นของตัวเอง ก็ได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่อยากทำ แต่ก็มีสิ่งที่อยากทำที่ไม่ได้ทำหลายอย่างเช่นกัน\nสุขภาพ ปีที่ผ่านมาคงไม่คุยเรื่องสุขภาพไม่ได้ เพราะโดน Covid-19 กระทบกันถ้วนหน้า แต่แปลกดี ปีนี้เป็นปีแรกเหมือนกันที่เราไม่ป่วยหนักเลยแม้แต่ครั้งเดียว\nโดยปกติเราเป็นคนสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องมีป่วยหนักนอนซมเป็นครึ่งเดือนสักอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อปี แต่ปีนี้ดันแข็งแรง ไม่ป่วยเลย มีแค่เป็นหวัด ตัวร้อนนิดหน่อย แต่ไม่ถึงขนาดนอนซม อาจจะเพราะคนใส่มาส์กกันถ้วนหน้า เราเลยได้ผลประโยชน์ไป แต่อีกเรื่องที่สำคัญคือ ปีนี้เราออกกำลังกายจริงจังมากขึ้น ว่ายน้ำเกือบทุกอาทิตย์ เข้าฟิตเนส เล่นโยคะ ฯลฯ ที่บ้านและเพื่อนก็ทักว่ามีกล้ามเนื้อมากขึ้น มีเนื้อมีหนังไม่ผอมแห้งลงพุงเหมือนสมัยมัธยม 555\nก็หวังว่าสถิติไม่ป่วยตลอดทั้งปีของเราจะยังดำเนินต่อไปจนจบปี 2021\nการงาน ตอนนี้ก็ย้ายมาบริษัทใหม่ครบปีแล้ว (ย้ายมาปลายปี 2019) ชีวิตการงานมีความสุข เรียกได้ว่าพัฒนาไปทางบวกมากขึ้น งานดี เพื่อนร่วมงานดี ถึงแม้อาจมีเรื่องปวดหัวบ้างเป็นธรรมดาของการทำงานกับคนหมู่มาก แต่โดยรวมนั้นยังมีความสุข\nเรื่องชีวิตทำงาน เราตั้งเป้าว่าอยากลองไปทำงานต่างประเทศบ้าง เลยให้เวลาตัวเองสัก 3-5 ปีกับบริษัทปัจจุบัน เราพูดแบบนี้กับ CTO ตั้งแต่สัมภาษณ์งานเลย ตอนนี้ก็ผ่านมาหนึ่งปีละ คงต้องรอดูว่าความคิดเราจะเปลี่ยนไหมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า\nเรื่องความรู้และสกิล ตอนนี้ก็พัฒนาไปเยอะขึ้น ได้โดนรายล้อมไปด้วยคนเก่ง ๆ ก็เป็นปัจจัยสำคัญเหมือนกัน แถมได้เจอโปรเจคที่แปลกใหม่มากขึ้น ทำให้เราก็มีโอกาสลองไอเดีย ได้หาข้อมูล เผชิญกับปัญหาใหม่ ๆ ตลอดเวลา จึงเหมือนมีโอกาสให้พัฒนาตัวเองเยอะขึ้นเลยตลอดปีนี้\nแต่ถ้าจะให้คะแนนตัวเอง ก็ยังคิดว่าตัวเรายังทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ดี แต่ก็ค้นพบปัญหาหลักแล้ว นั่นก็คือ \u0026ldquo;วินัยในตัวเอง\u0026rdquo; ซึ่งคิดว่าปี 2021 นี้คงจะพัฒนาเรื่องนี้ให้ดีขึ้น จะได้ทำสิ่งต่าง ๆ สำเร็จมากขึ้น\nการเงิน คงไม่บอกหรอกว่าเงินในบัญชีมีเท่าไหร่ แต่บอกได้แค่ว่า โดนมิจฉาชีพหลอกเงินไปพันสองส่งท้ายปีเลย 555 ตอนนี้ยังเก็บกระดาษที่มิจฉาชีพคนนั้นหลอกใส่ในกระเป๋าตังไว้ตลอดเวลาเป็นเครื่องเตือนใจ จำได้ไม่โง่โดนหลอกซ้ำอีกรอบ\nนับว่าเป็นประสบการณ์เปิดโลกที่ดีเหมือนกัน ถึงจะแพงไปหน่อยก็เถอะ\u0026hellip;\nความรัก ไม่มีครับ\nไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ทั้งคนที่เราชอบ และ คนที่ชอบเรา 555 เพราะปีนี้เป็นปีที่ยิ่งทำให้มั่นใจว่าเราชอบอยู่คนเดียว คำติดปากของเราคงเป็น \u0026ldquo;ผมชอบอยู่แบบปัจเจกครับ\u0026rdquo; ใช้ชีวิตคนเดียวมีความสุขดี อย่ามีคนมาให้ปวดหัวเลยครับ\nสาเหตุที่เล่าเรื่องความรัก เพราะปีนี้ทำงานแล้ว ทั้งครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และคนรอบตัว ต่างก็ถามว่ามีแฟนยัง ความรักเป็นไงบ้าง ซึ่งเราไม่รังเกียจถ้าจะมีคนถามเรื่องนี้บ่อย ๆ เพราะสนุกกับการตอบคำถามและดูรีแอคชั่นคนถาม 555\nชีวิตความเป็นอยู่ ปี 2020 คือปีแรกที่ได้ย้ายมาอยู่คอนโด เอาจริง ๆ แล้วถือว่าเป็นก้าวสำคัญในชีวิตอย่างนึง เพราะสมัยเด็กนั่งรถผ่านคอนโดแถวบ้าน ก็ฝันมาตลอดว่าอยากอยู่คอนโดสักครั้ง เวลาได้ไปคอนโดเพื่อนแม่หรือใครก็รู้สึกว่ามันเจ๋งจริง ๆ มีแต่คนรวย ๆ ที่ได้อยู่คอนโด\nพอโตมาก็พบว่าการอยู่คอนโดไม่ต้องรวยก็ได้ มันไม่ได้แพงมาก แต่ยังไงซะ การได้มาใช้ชีวิตในคอนโดหลังจากอยู่บ้านและหอพักมาโดยตลอดก็เป็นสิ่งสำคัญดี ๆ ในชีวิตเราเหมือนกัน\nอยากเล่าเพิ่มเติม เรื่องการตัดสินใจย้ายมาเช่าคอนโดติดรฟฟ.นี่คือสิ่งที่ตัดสินใจถูกที่สุดในปี 2020 ละ เพราะเจอ covid-19 โดนสั่งให้ WFH ทั่วหน้า พอมีคอนโดใหญ่ ๆ มีที่ให้ใช้ชีวิต ทำให้การต้อง WFH ติดกันยาว ๆ ก็ไม่เครียดเกินไป\nนอกจากนี้ยังมีเรื่องทั่ว ๆ ไป เช่น ปีนี้อ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง ฟังพอดแคสมากขึ้น พยายามพัฒนาชีวิตตัวเองทั้งในเชิงความรู้ การงาน และคุณค่าของการใช้ชีวิตให้มากขึ้นตลอดเวลา ถ้าจะมีคติไหนที่ยึดใช้บ่อย ๆ ช่วงนี้คงเป็น\nจงพยายามเป็นคนที่ดีกว่าตัวเราในเมื่อวาน\nซึ่งก็ทำได้ดีพอสมควร เราพัฒนาเรื่องการพูดกับคนอื่น ๆ การใจเย็น มีสติมากขึ้น ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ส่งเสริมให้ชีวิตมีปัญหาน้อยลงแล้วก็มีความสุขมากขึ้นด้วย\nอีกอย่างคือปีนี้ใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้น ได้ลองนั่งกิน BBQ Plaza คนเดียวครั้งแรก ถือว่าเป็นก้าวที่ใหญ่มาก เพราะปกติชอบใช้ชีวิตคนเดียว แต่ไม่กล้าทำอะไรคนเดียวซะงั้น\nปัญหาชีวิต ช่วงท้ายปีเริ่มคิดว่า พอเราเข้าวัยทำงาน เราก็ไม่ได้รับความสำเร็จก้อนใหญ่ ๆ เหมือนสมัยเรียนอยู่แล้ว อาจจะเพราะโลกที่เราสัมผัสมันกว้างขึ้น ความสำเร็จที่เข้ามาเลยเล็กลงในเชิงสัมพัทธ์ เพราะสมัยเรียนทุกปีจะได้ขึ้นหน้าเว็บคณะ ได้รางวัลใหญ่ ๆ แต่จบออกมาก็ยังไม่ได้เจออะไรแบบนั้นอีกเลย คิดว่าคงต้องลองตั้งเป้าใหม่ ๆ ดูบ้าง\nอีกปัญหาคือ วินัย ในการใช้ชีวิตยังต่ำอยู่ เป้าที่ตั้งไว้หลาย ๆ เลยพังเละเทะ และก็รู้สึกว่าคนเก่ง ๆ บางคนเขาเก่งได้ไม่ใช่แค่เพราะฉลาด แต่เพราะมีวินัย ซึ่งเราก็อยากมีบ้าง แต่การจะทำให้มันมีก็ไม่ใช่ง่าย ๆ เลย ถึงแม้จะพัฒนามามากกว่าสมัยเรียนเยอะก็ตาม คิดว่าปีต่อไปคงต้องพยายามขึ้นอีก จะได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาบ้าง\nสุดท้ายคือ ไม่ได้เข้าร่วม conference ต่าง ๆ เลย พอทำงานแล้วก็ขี้เกียจ ไม่อยากไปไหนหลังเลิกงาน ส-อา ก็อยากอยู่ห้องหรือไม่ก็เที่ยวกับเพื่อนพอ ซึ่งกลายเป็นพอไม่ได้ไปงานแบบนี้ เลยไม่ได้เจอคนเก่ง ๆ ไม่ได้เจอสิ่งใหม่ ๆ ในด้าน software engineer เลย อีกอย่างก็คือเป้าที่คิดไว้ว่าจะ contribute พวก opensource มากขึ้นก็ล้มเหลวสิ้นเชิง เลยตั้งว่าปีหน้าจะเข้าร่วมงานพวกนี้มากขึ้น และ contribute วงการให้มากขึ้นด้วย\nสิ่งที่ทำมาแล้วรู้สึกว่าดี สิ่งที่ทำมาตลอดคือเอาตัวเองไปอยู่กับคนเก่ง ๆ ถ้าอยากจะเก่งตามเขา ซึ่งปีนี้ก็ยังใช้ได้อยู่ พยายามติดตามว่าคนเก่ง ๆ เขาคิดอะไร ทำอะไรยังไง จะได้เข้าใจและมีแรงบันดาลใจให้ทำตามบ้าง\nอีกสิ่งที่สำคัญมากคือ กล้าที่จะตัดเพื่อนที่ทำให้ปวดหัวหรือเป็นทุกข์ใจโดยไม่จำเป็น เพราะบางครั้งมันก็มีคนที่โผล่มาทำให้ปวดหัวในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง หากถามว่าตัดเพื่อนไปกี่คน ก็คงจำไม่ได้ เพราะไม่มีความจำเป็นต้องจำ บางครั้งก็แอบคิดว่าเรานี่เพื่อนน้อยแหะ แต่พิจารณาดี ๆ แล้วก็พบว่าเพื่อนที่เราคุยด้วยบ่อย ๆ เป็นเพื่อนที่เราคบแล้วมีความสุข ดังนั้นยังคงถือว่า \u0026ldquo;เพื่อนน้อยแล้วชีวิตดี ก็ดีกว่าเพื่อนเยอะแล้วมีแต่เรื่องปวดหัว\u0026rdquo;\nอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ ออกกำลังกายครับ ปีนี้ทำแล้วดีทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ก็คงทำต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ขาด\nสุดท้าย สุดท้ายแล้วเข้าปี 2021 ก็มีเรื่องกับเป้าหมายมากมายให้ทำ ปีนี้ก็หวังว่าคงได้เจอคนดี ๆ เพิ่มอีกเยอะ ๆ กับหวังว่าของที่อยากทำ อยากเรียนรู้คงจะมีวินัยพอให้ทำให้ครบจงได้นะ\nฝากคลิปวิดีโอถ่ายพลุวันปีใหม่ให้ดูเล่นครับ https://youtu.be/lQs8-RprtRw\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/year-in-review-2020/","summary":"\u003cp\u003eรีบมาเขียน ก่อนจะลืมเขียน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eปีนี้เป็นปีที่นับว่าค่อนข้างดีที่สุดในชีวิต อาจจะเพราะมีงานทำ มีอิสระ และเริ่มมีเงินเป็นของตัวเอง ก็ได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่อยากทำ แต่ก็มีสิ่งที่อยากทำที่ไม่ได้ทำหลายอย่างเช่นกัน\u003c/p\u003e\n\u003ch4 id=\"สขภาพ\"\u003eสุขภาพ\u003c/h4\u003e\n\u003cp\u003eปีที่ผ่านมาคงไม่คุยเรื่องสุขภาพไม่ได้ เพราะโดน Covid-19 กระทบกันถ้วนหน้า แต่แปลกดี ปีนี้เป็นปีแรกเหมือนกันที่เราไม่ป่วยหนักเลยแม้แต่ครั้งเดียว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eโดยปกติเราเป็นคนสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องมีป่วยหนักนอนซมเป็นครึ่งเดือนสักอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อปี แต่ปีนี้ดันแข็งแรง ไม่ป่วยเลย มีแค่เป็นหวัด ตัวร้อนนิดหน่อย แต่ไม่ถึงขนาดนอนซม อาจจะเพราะคนใส่มาส์กกันถ้วนหน้า เราเลยได้ผลประโยชน์ไป แต่อีกเรื่องที่สำคัญคือ ปีนี้เราออกกำลังกายจริงจังมากขึ้น ว่ายน้ำเกือบทุกอาทิตย์ เข้าฟิตเนส เล่นโยคะ ฯลฯ ที่บ้านและเพื่อนก็ทักว่ามีกล้ามเนื้อมากขึ้น มีเนื้อมีหนังไม่ผอมแห้งลงพุงเหมือนสมัยมัธยม 555\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eก็หวังว่าสถิติไม่ป่วยตลอดทั้งปีของเราจะยังดำเนินต่อไปจนจบปี 2021\u003c/p\u003e\n\u003ch4 id=\"การงาน\"\u003eการงาน\u003c/h4\u003e\n\u003cp\u003eตอนนี้ก็ย้ายมาบริษัทใหม่ครบปีแล้ว (ย้ายมาปลายปี 2019) ชีวิตการงานมีความสุข เรียกได้ว่าพัฒนาไปทางบวกมากขึ้น งานดี เพื่อนร่วมงานดี ถึงแม้อาจมีเรื่องปวดหัวบ้างเป็นธรรมดาของการทำงานกับคนหมู่มาก แต่โดยรวมนั้นยังมีความสุข\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องชีวิตทำงาน เราตั้งเป้าว่าอยากลองไปทำงานต่างประเทศบ้าง เลยให้เวลาตัวเองสัก 3-5 ปีกับบริษัทปัจจุบัน เราพูดแบบนี้กับ CTO ตั้งแต่สัมภาษณ์งานเลย ตอนนี้ก็ผ่านมาหนึ่งปีละ คงต้องรอดูว่าความคิดเราจะเปลี่ยนไหมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องความรู้และสกิล ตอนนี้ก็พัฒนาไปเยอะขึ้น ได้โดนรายล้อมไปด้วยคนเก่ง ๆ ก็เป็นปัจจัยสำคัญเหมือนกัน แถมได้เจอโปรเจคที่แปลกใหม่มากขึ้น ทำให้เราก็มีโอกาสลองไอเดีย ได้หาข้อมูล เผชิญกับปัญหาใหม่ ๆ ตลอดเวลา จึงเหมือนมีโอกาสให้พัฒนาตัวเองเยอะขึ้นเลยตลอดปีนี้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eแต่ถ้าจะให้คะแนนตัวเอง ก็ยังคิดว่าตัวเรายังทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ดี แต่ก็ค้นพบปัญหาหลักแล้ว นั่นก็คือ \u0026ldquo;วินัยในตัวเอง\u0026rdquo; ซึ่งคิดว่าปี 2021 นี้คงจะพัฒนาเรื่องนี้ให้ดีขึ้น จะได้ทำสิ่งต่าง ๆ สำเร็จมากขึ้น\u003c/p\u003e","title":"Year in review: 2020"},{"content":"TLDR: ก้นไม่ลอยไปสวรรค์หรอกครับ แต่ตอนนี้กลับไปนั่งเก้าอี้แบบเดิม ๆ ไม่ได้แล้ว\nช่วงนี้รัฐบาลก็เริ่มปลดล็อกมาตรการเกี่ยวกับ covid-19 บ้างแล้ว ส่วนบริษัทที่ทำงานอยู่ก็เริ่มให้กลับไปออฟฟิศได้แล้ว แต่เดือนก่อนที่โดนให้ทำงานอยู่บ้านก็ได้ของติดห้องมาเล่นหนึ่งอย่าง ซึ่งอยากจะเล่าเพราะภูมิใจนำเสนอมากครับ นั่นก็คือเก้าอี้ herman miller นั่นเอง\nต้องบอกก่อนว่าเรารู้จักเก้าอี้ยี่ห้อนี้มานานมากแล้ว แต่สมัยยังเด็กก็ไม่มีปัญญาจะไปซื้อได้หรอก เพราะมันแพงมาก ตัวที่ถูกสุดในรุ่น ergonomic chair ก็ปาไปเกือบสองหมื่นแล้ว สุดท้ายก็เลยนั่งเก้าอี้ธรรมดา ๆ ไป\nแต่\u0026hellip; ตอนนี้เรามีปัญญาแล้วที่จะเป็นเจ้าของเก้าอี้ตัวนี้ ในระยะเวลาสามเดือน\u0026hellip;\nใช่ครับ\u0026hellip; ไม่ได้ไปซื้อมา ไปเช่าเขามาครับ (เดี๋ยวบอกแหล่งท้ายบทความ) เพราะไม่อยากซื้อ เนื่องจากปกติไม่ได้ชอบทำงานในห้องมากอยู่แล้ว เลยไปได้แหล่งเช่าเก้าอี้มา สุดท้ายได้เช่ามาลองนั่งสามเดือน และต่อไปนี้จะเป็นรีวิวความรู้สึกของเรากับเก้าอี้ Herman Miller - Sayl ตลอดที่ได้นั่งมาสองเดือน\nสาธยายเก้าอี้ \u0026amp; ความรู้สึกครั้งแรกที่ได้นั่ง (ถ้าอยากรู้ว่าเก้าอี้นี้ทำอะไรได้บ้างจริง ๆ แนะนำให้ไปหาคลิปใน Youtube ดูแทนอ่านส่วนนี้ของบทความเรา เราเม้าท์ไปเรื่อยเฉย ๆ ตรงนี้)\nตอนนั้นลากขึ้นมาบนห้องเสร็จปุปก็ลองนั่งเลยทันที ความรู้สึกตอนนั้นคือ \u0026ldquo;มันต่างจากเก้าอี้แบบอื่นยังไงเนี่ย\u0026hellip;\u0026rdquo; แต่ก็คงคืนเขาไม่ได้ สุดท้ายก็เอามานั่งแทนเก้าอี้ Ikea ตัวเก่าที่ปลดระวางไปแล้ว\nแต่สิ่งแรกที่ต้องยอมรับกับเก้าอี้ตัวนี้เลยก็คือ มันปรับได้เยอะจริง ๆ นะ\nมันปรับได้เกือบทุกจุดที่ต้องการเลย ทั้งความสูงของเก้าอี้, ปรับให้พนักพิงเอนตามหลังเราไปด้านหน้าได้, ปรับเอนหลัง, ปรับความฝืดของการเอนพนักพิง และอื่น ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เก้าอี้นี้ปรับไม่ได้ ซึ่งเราตกใจมากตอนได้มา ก็คือ \u0026ldquo;lumbar support\u0026rdquo; หรือ ส่วนหนุนหลังของเก้าอี้ แต่หลังจากนั่งไปสักพักก็พบว่ามันไม่จำเป็นเลย ถ้าดูจากภาพเก้าอี้ ก็จะพบว่าตัวพนักพิงมันดีไซน์มาแปลก ๆ ซึ่งความแปลกนี้เหมือนมันทำให้เข้ารูปกับหลังเราได้อัตโนมัติ และตัววัสดุที่เป็นแค่โครงพลาสติกก็ยืดหยุ่นพอปรับตามหลังเราได้พอดี\nพูดถึงโครงพลาสติกของพนักพิงที่เป็นรู ๆ ประหลาด ๆ หลายคนอาจสงสัยเหมือนเราว่ามันนั่งสบายจริงหรอ ไม่เจ็บหรอ อันนี้ต้องขอตอบเลยว่าไม่เจ็บเลย สบาย และไม่ร้อนด้วยเพราะอากาศถ่ายเทสะดวก เทียบกับเก้าอี้ตัวเก่าที่นั่งไม่นานก็เหงื่อออกเต็มหลังแล้ว\nส่วนของเบาะนั่ง เราไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่ แต่บอกได้คือมันจะแข็งหน่อย ๆ ไม่ได้นั่งแล้วยวบลงไปเลยในทันที บางคนอาจชอบ บางคนอาจไม่ชอบ แต่ที่เรารู้สึกได้คือมันนั่งแล้วจะปวดต้นขาน้อยกว่าพวกที่นั่งแล้วยวบลงไปเลย\nสิ่งที่น่าสนใจอีกจุดของเก้าอี้นี้คืองานละเอียดของมัน แต่ละส่วนประกอบที่ปรับได้มันทำมาดีมาก มันปรับได้ง่าย สบาย ไม่เหมือนเก้าอี้ทั่วไปที่การปรับบางส่วนของเก้าอี้ต้องออกแรงหมุนจนปวดแขน หรือหมุนได้บ้างไม่ได้บ้าง โดยเฉพาะที่ปรับแรงต้านเวลาเอนพนักพิง นอกจากนี้เวลาหมุนเก้าอี้หรือลากเก้าอี้ก็รู้สึกดี มั่นคง ไม่ก๊องแก๊ง สมกับราคาของมัน\nอีกอย่างที่อยากพูดถึงคือ เบาะเก้าอี้ปรับเลื่อนหน้าหลังได้ ซึ่งน่าจะเป็นฟีเจอร์พื้นฐานของเก้าอี้สุขภาพทั่วไป แต่ฟีเจอร์แบบนี้ไม่ค่อยได้เจอในเก้าอี้สำนักงานทั่วไปเท่าไหร่ ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่ดีมาก ๆ เพราะแต่ละคนมีช่วงความยาจากขอบก้น จนไปถึงข้อพับเข่าไม่เท่ากัน ดังนั้นการปรับเลื่อนเบาะได้ทำให้เราไม่มีปัญหาเรื่องการนั่งไม่เต็มก้นเพราะเบาะยาวไปนั่นเอง\nความรู้สึกหลังผ่านมาสองเดือน ตอนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้ก็ไม่คิดว่าจะชอบอะไรมันเท่าไหร่ แต่หลังจากนั่งไปสองเดือนแล้วกลับไปนั่งเก้าอี้สำนักงานธรรมดา ต้องขอบอกเลยว่าร่างกายโหยหาเก้าอี้ตัวนี้มาก\nความสบายของเก้าอี้นี้มันไม่ได้มาตอนที่เราพึ่งเดินเล่นเสร็จแล้วไปนั่ง แต่ความสบายของมันมาตอนที่เรานั่งทำงานหน้าคอมติดกันหลายชม. ทุกวัน ๆ เพราะเจ้าเก้าอี้ Sayl นี้ เรานั่งไปนาน ๆ แล้วไม่ค่อยมีปัญหาปวดเมื่อยเท่าไหร่เลย แต่พอกลับไปนั่งเก้าอี้ธรรมดา นั่งได้ไม่นานก็ปวดตัว ปวดหลัง ทั้ง ๆ ที่เราก็ลุกเดินไปมาระหว่างนั่งเก้าอี้ทั้งสองตัวอยู่เสมอ\nจนตอนนี้อดไม่ได้ เพราะเริ่มไปทำงานออฟฟิศ แล้วสัญญาเช่าเก้าอี้ยังเหลืออีกเดือน สุดท้ายก็เลยตัดสินใจยกไปออฟฟิศเสียเลย ไปนั่งทำงานที่ออฟฟิศด้วยกันเลย\nตอนย้ายเก้าอี้มาออฟฟิศวันแรกต้องบอกเลยว่ามีคนสนใจเยอะมาก เราก็ขาย ๆ ชวนซื้อและให้คนในออฟฟิศมาลองนั่งเก้าอี้เรากัน ซึ่งส่วนใหญ่หลายคนก็ออกปากชมเก้าอี้ บางคนถึงขนาดบอกว่าถ้าที่บ้านมีที่เหลือจะซื้อเลยก็มีนะ\nสรุป สุดท้ายนี่อย่างที่บอกไปตอนแรก เก้าอี้นี้ไม่ได้ทำให้เราสบายจนไปสวรรค์ เอาจริงต้องบอกว่าสำหรับเรามันนั่งลำบากขึ้นด้วย เพราะมันบังคับให้เรานั่งถูกท่าอยู่เสมอ แต่ก็แลกมากับการไม่ปวดเมื่อยหลังเลยตลอดที่นั่งทำงานวันละหลายชั่วโมงหน้าคอม\nแต่สิ่งที่ได้เรียนรู้อีกอย่าง คือ เก้าอี้สุขภาพแบบนี้เราอาจไม่จำเป็นต้องซื้อ Herman miller ตัวละหลายหมื่นก็ได้ เพราะสิ่งที่เก้าอี้นี้ให้เราได้คือความสามารถในการปรับแต่งที่หลากหลายจนเข้ากับสรีระแต่ละคนได้ง่าย มันเลยนั่งได้สบาย\nถ้าเรามีเวลามากพอ ก็คิดว่าคงจะไปตระเวนหาเก้าอี้ตามห้างร้านต่าง ๆ ลองนั่งตัวที่เหมาะกับสรีระเรามากที่สุด และก็คงซื้อตัวนั้นแทนการเสียเงินหลายหมื่นมาซื้อ Herman miller\nUpdate เพิ่มวันที่ 12 พ.ค. 2564: ผมลองมาหลายยี่ห้อมาก Steelcase ก็ลองแล้วแต่ไม่ถูกใจ สรุป ผมหาตัวที่ถูกใจไม่ได้จริง ๆ ล่าสุดผมพึ่งขาย Ikea office chair ให้คนอื่นไป เพราะสุดท้ายผมกลับมาซื้อ Hermal miller SAYL แทนเลย ยอมเจ็บแต่จบที่แท้จริงครับ ไม่มีตัวไหนสู้ Herman miller ได้ละ 5555\nRelated links ร้านเช่าเก้าอี้ที่เราใช้บริการ - https://www.facebook.com/erCare2019\nตัวแทนจำหน่ายเก้าอี้ในไทย - https://pergochairs.com/product/sayl/\nCover Photo by Boris Debusscher on Unsplash\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-herman-miller-sayl/","summary":"\u003cp\u003eTLDR: ก้นไม่ลอยไปสวรรค์หรอกครับ แต่ตอนนี้กลับไปนั่งเก้าอี้แบบเดิม ๆ ไม่ได้แล้ว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eช่วงนี้รัฐบาลก็เริ่มปลดล็อกมาตรการเกี่ยวกับ covid-19 บ้างแล้ว ส่วนบริษัทที่ทำงานอยู่ก็เริ่มให้กลับไปออฟฟิศได้แล้ว แต่เดือนก่อนที่โดนให้ทำงานอยู่บ้านก็ได้ของติดห้องมาเล่นหนึ่งอย่าง ซึ่งอยากจะเล่าเพราะภูมิใจนำเสนอมากครับ นั่นก็คือ\u003cstrong\u003eเก้าอี้ herman miller\u003c/strong\u003e นั่นเอง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eต้องบอกก่อนว่าเรารู้จักเก้าอี้ยี่ห้อนี้มานานมากแล้ว แต่สมัยยังเด็กก็ไม่มีปัญญาจะไปซื้อได้หรอก เพราะมันแพงมาก ตัวที่ถูกสุดในรุ่น ergonomic chair ก็ปาไปเกือบสองหมื่นแล้ว สุดท้ายก็เลยนั่งเก้าอี้ธรรมดา ๆ ไป\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eแต่\u0026hellip; ตอนนี้เรามีปัญญาแล้วที่จะเป็นเจ้าของเก้าอี้ตัวนี้ ในระยะเวลาสามเดือน\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eใช่ครับ\u0026hellip; ไม่ได้ไปซื้อมา ไปเช่าเขามาครับ (เดี๋ยวบอกแหล่งท้ายบทความ) เพราะไม่อยากซื้อ เนื่องจากปกติไม่ได้ชอบทำงานในห้องมากอยู่แล้ว เลยไปได้แหล่งเช่าเก้าอี้มา สุดท้ายได้เช่ามาลองนั่งสามเดือน และต่อไปนี้จะเป็นรีวิวความรู้สึกของเรากับเก้าอี้ Herman Miller - Sayl ตลอดที่ได้นั่งมาสองเดือน\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"IMG_20200413_094057.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch2 id=\"สาธยายเกาอ--ความรสกครงแรกทไดนง\"\u003eสาธยายเก้าอี้ \u0026amp; ความรู้สึกครั้งแรกที่ได้นั่ง\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003e(ถ้าอยากรู้ว่าเก้าอี้นี้ทำอะไรได้บ้างจริง ๆ แนะนำให้ไปหาคลิปใน Youtube ดูแทนอ่านส่วนนี้ของบทความเรา เราเม้าท์ไปเรื่อยเฉย ๆ ตรงนี้)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตอนนั้นลากขึ้นมาบนห้องเสร็จปุปก็ลองนั่งเลยทันที ความรู้สึกตอนนั้นคือ \u0026ldquo;มันต่างจากเก้าอี้แบบอื่นยังไงเนี่ย\u0026hellip;\u0026rdquo; แต่ก็คงคืนเขาไม่ได้ สุดท้ายก็เอามานั่งแทนเก้าอี้ Ikea ตัวเก่าที่ปลดระวางไปแล้ว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eแต่สิ่งแรกที่ต้องยอมรับกับเก้าอี้ตัวนี้เลยก็คือ มันปรับได้เยอะจริง ๆ นะ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eมันปรับได้เกือบทุกจุดที่ต้องการเลย ทั้งความสูงของเก้าอี้, ปรับให้พนักพิงเอนตามหลังเราไปด้านหน้าได้, ปรับเอนหลัง, ปรับความฝืดของการเอนพนักพิง และอื่น ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เก้าอี้นี้\u003cstrong\u003eปรับไม่ได้\u003c/strong\u003e ซึ่งเราตกใจมากตอนได้มา ก็คือ \u0026ldquo;lumbar support\u0026rdquo; หรือ ส่วนหนุนหลังของเก้าอี้ แต่หลังจากนั่งไปสักพักก็พบว่ามันไม่จำเป็นเลย ถ้าดูจากภาพเก้าอี้ ก็จะพบว่าตัวพนักพิงมันดีไซน์มาแปลก ๆ ซึ่งความแปลกนี้เหมือนมันทำให้เข้ารูปกับหลังเราได้อัตโนมัติ และตัววัสดุที่เป็นแค่โครงพลาสติกก็ยืดหยุ่นพอปรับตามหลังเราได้พอดี\u003c/p\u003e","title":"รีวิว: เก้าอี้หลักหมื่นอย่าง Herman Miller - Sayl นั่งแล้วก้นลอยไปสวรรค์ได้จริงหรอ?"},{"content":"ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาหลาย ๆ คนน่าจะโดนขอให้ทำงานอยู่บ้านกัน ซึ่งเราก็โดนเช่นเดียวกัน พอต้องมานั่งทำงานที่บ้าน ก็เลยพยายามปรับโต๊ะทำงานในห้องให้ดีที่สุด ซึ่งผลที่ได้คือซื้อของกระหน่ำมาก ทั้งเมาส์ คีย์บอร์ด ที่รองข้อมือ และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เอามาทำให้นั่งทำงานสบายขึ้น และแน่นอน หมดเงินไปเยอะ\u0026hellip;\nหลาย ๆ อุปกรณ์ที่ซื้อมามีชอบบ้างไม่ชอบบ้างเพราะไม่ถูกใจ แต่หนึ่งสิ่งในหลาย ๆ อย่างที่ซื้อมาแล้วถูกใจ อวยให้ชาวบ้านชาวช่องฟังไปทั่ว คือ เมาส์เพื่อสุขภาพ Logitech MX Ergo ซึ่งเป็น trackball mouse ที่ปกติไม่ค่อยจะเจอคนใช้กัน\nTrackball mosue ขอเกริ่นนำก่อนว่า ทำไมเมาส์ Trackball ถึงเป็นเมาส์ที่เจ๋ง และแตกต่างจากเมาส์ทั่วไป\nปกติแล้วเมาส์ทั่วไปคือใช้มือจับแล้วขยับแขนหรือข้อมือไปมา ซึ่งการใช้ข้อมือไปมาติดต่อกันนาน ๆ หลายชั่วโมงนั้นให้ปวดข้อมือ ปวดมือ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคอุโมงค์ข้อมือได้ ซึ่งการแก้ปัญหานี้คือลดการใช้งานข้อมือ และบังคับให้ข้อมืออยู่ในแนวตรงตลอด\nสำหรับ Trackball mouse นั้นก็แก้ปัญหาตามวิธีด้านบนได้ คือ เราไม่ต้องขยับข้อมือ เราขยับแค่นิ้วโป้งที่ใช้เคลื่อนบอลแทน (สำหรับรุ่นที่เราซื้อมา เพราะยี่ห้ออื่นอาจใช้วิธีอื่นขยับบอล)\nLogitech MX Ergo กลับมาที่เมาส์ของเรา\nตัว Logitech MX Ergo นี่นับว่าเป็นเมาส์ในซีรี่ย์ trackball mouse ตัวล่าสุด ซึ่งไม่ได้ออกมาบ่อย ๆ เพราะตัวก่อนหน้าคือ Logitech M570 นั้นออกมาวางขายก็เมื่อปี 2010 ซึ่งก็คือสิบปีที่แล้ว\nเอาจริง ๆ เราเคยใช้ Trackball mouse ครั้งแรกคือตอนประถม เมื่อตอนได้ไปออฟฟิศของอากง เพื่อนอากงมีเมาส์ Trackball วางไว้ ตอนนั้นเราก็ชอบไปนั่งเล่นคอมเพื่อนอากง แล้วก็เลยต้องมาลองใช้เมาส์แปลก ๆ นี้ ตอนนั้นเท่าที่จำความได้คือรู้สึกว่ามันประหลาดมากและไม่ชอบเลยจริง ๆ เพราะมันใช้ยาก (สำหรับเด็กประถม)\nตัดกลับมาที่ปัจจุบัน\nตอนสั่งมาก็คิดหนักพอควร เพราะราคาไม่เบาเลย อยู่ที่ 2,490 บาท แต่ตัดสินใจซื้อเพราะว่าตอนนั้นเริ่มปวดข้อมือขึ้นเรื่อย ๆ เป็นผลมาจากการทำงานทั้งวันทั้งคืนติดกันหลายวันแล้ว\nเมื่อของมาถึง แกะพัสดุออกมาดูก็ต้องขอยอมรับเลยว่ากล่องมันพรีเมี่ยมมาก ๆ ตัวฝากล่องเป็นแม่เหล็กเปิดปิดได้ น่าเก็บไว้ดูเล่น ไม่ใช่แพกเพจพลาสติกถูก ๆ\nของในกล่องที่ให้มาคือ\nUSB Unifying สาย USB สำหรับชาร์จ เมาส์ ตัวเมาส์นี้ต้องชาร์จเอานะครับ ไม่มีช่องให้ใส่แบตเตอรี่เหมือนสมัยก่อนแล้ว แต่ไม่ต้องชาร์จบ่อย อ่านจากบล็อกต่างชาติมาเขาบอกว่าชาร์จเต็มหนึ่งครั้งใช้ได้ 4 เดือน แต่ถ้ารีบ ชาร์จแค่ 1 นาทีก็ใช้ได้ 1 วันแล้ว\nสำหรับตัวเมาส์ ก็มีส่วนประกอบหลัก ๆ ดังนี้\nลูกกลิ้งบอล ปุ่มข้างลูกบอล ปุ่มข้างสองปุ่มด้านข้างเมาส์ซ้าย ปุ่มคลิ๊กซ้าย ปุ่มคลิ๊กขวา ปุ่มเมาส์กลาง (ลูกกลิ้งกดได้) ปุ่มซ้ายของลูกกลิ้ง (ลูกกลิ้งกดไปทางซ้าย) ปุ่มขวาของลูกกลิ้ง (ลูกกลิ้งกดไปทางขวา) ปุ่มสลับอุปกรณ์ รวม ๆ คือมี 9 ปุ่ม แต่เราเลือกปรับแต่งได้ 6 ปุ่ม เพราะปุ่มสลับอุปกรณ์, คลิ๊กซ้าย, คลิ๊กขวา ปรับแต่งใด ๆ ไม่ได้ โดยการปรับแต่งสามารถทำได้ผ่านโปรแกรม Logi Options ที่ต้องไปโหลดเพิ่มเอาเองจากเว็บของ Logitech\nวิธีปรับแต่งไปหาเอาเองละกัน\u0026hellip;\nนอกจากนี้ตัวเมาส์ยังสามารถปรับเอียงขึ้น 20 องศาได้ด้วย กลายเป็น Trackball เมาส์ผสมกับกึ่ง ๆ Vertical mouse ซึ่งทำให้ข้อมือเราไม่พับลงขนานไปกับโต๊ะ ซึ่งเป็นทางที่ดีกับสุขภาพมากกว่าท่าจับเมาส์แนวระนาบที่เราทำอยู่ทั่วไป (เขาว่ามานะ)\nนอกจากนี้ตัวเมาส์นั้นตามสไตล์ของ Logitech ก็คือมันต่อได้มากกว่า 1 อุปกรณ์ สำหรับตัวนี้ต่อได้มากสุด 2 อุปกรณ์ ทั้งต่อผ่าน USB Unifying ของ Logitech หรือต่อผ่าน Bluetooth เอาก็ได้ทั้งสองทาง\nส่วนตัวเราเอา Device#1 ต่อคอมออฟฟิศผ่าน USB Unifying และ Device#2 ต่อคอมเครื่องเดียวกันผ่าน Bluetooth เผื่อเวลาอันไหนสัญญาณมีปัญหาก็สลับได้ทันที\nความรู้สึกหลังใช้มา 1 เดือน หลังจากใช้มาครบเดือน ต้องบอกว่าช่วงนี้กลับไปใช้ trackpad ของแมคหรือเมาส์อื่น ๆ ทำงานลำบากขึ้น เพราะใช้แล้วไม่สบายเหมือน Logitech MX Ergo ตัวนี้ (พูดจริง ไม่ได้รับเงินมาอวย)\nพบว่าเวลามือเราได้มีที่ให้จับหรือโอบลงไปแล้วไม่ต้องขยับแขนหรือมือไปมา เราใช้นิ้วเราขยับไปมาอย่างเดียวมันสบายมาก และผิวสัมผัสของเมาส์ก็ไม่ใช่พลาสติกถูกเหมือนเมาส์อื่น ๆ มันทำมาจากวัสดุอะไรสักอย่าง แต่จับแล้วให้ความรู้สึกที่ดีพอควร มีความยืดหยุ่นอ่อน ๆ\nนอกจากนี้การที่เมาส์มันตั้งได้ 20 องศาก็ทำให้เวลาจับแล้วรู้สึกว่าสบายขึ้น เพราะลองกดเมาส์ลงให้เป็นระนาบกับโต๊ะแล้ว เวลาจับเมาส์นั้น ข้อมือเราจะไปโดนโต๊ะแข็ง ๆ แล้วไม่สบายแขนเท่าไหร่\nก่อนหน้านี้มีคนทักว่าถ้าใช้ตัวนี้แล้วอาจจะปวดนิ้วโป้งแทนหรือเปล่า เพราะเราต้องใช้นิ้วโป้งเราขยับไปมาตลอดเวลา ซึ่งตอนแรกเราก็คิดงั้นว่ามันจะปวด แต่พอใช้จริง ๆ แล้วไม่ปวดเท่าไหร่เลย ไม่เหมือนเวลาเราเล่นมือถือนาน ๆ\nจากการคาดเดามั่ว ๆ ของเรา คิดว่าเป็นเพราะเวลาเราเล่นมือถือ เรางอนิ้วโป้งเพื่อไปจิ้มจอมือถือ แต่กับเมาส์อันนี้ เราไม่ได้งอนิ้ว เราแค่วางนิ้วโป้งลงไปแล้วขยับไปมาเฉย ๆ\nจนถึงตอนนี้ ข้อมือเราไม่ค่อยปวดแล้ว แต่ตอนนี้ที่กำลังเขียนบล็อกนี้อยู่ก็เริ่มปวดนิดหน่อย เพราะต้องกลับมาใช้ trackpad ของแมคอีกรอบ (เมาส์อยู่ออฟฟิศ ขี้เกียจเอากลับบ้าน) แล้วมันต้องหักข้อมือเยอะมากเวลาใช้ (เราวางคอมใกล้ตัว)\nตัวเมาส์ (จากภาพด้านบน) ค่อนข้างใหญ่ เราซึ่งเป็นผู้ชายตัวเล็ก (สูง 165cm เขียนไว้เทียบ จะได้เดาไซส์มือออก) ก็จับเมาส์ไม่ได้ทั้งหมด แต่มันก็ไม่ได้ออกแบบมาให้จับทั้งเมาส์อยู่แล้ว เราก็วางมือไปจับเมาส์แค่ให้คลิ๊กได้ ใช้นิ้วโป้งเคลื่อนบอลได้ก็โอเคแล้ว\nลูกกลิ้งของเมาส์นั่นก็ให้ความรู้สึกที่โอเค คุ้มค่ากับเมาส์ตัวท๊อป ๆ ของค่ายนี้ ไม่ดูก๊องแก๊ง เช่นเดียวกับปุ่มต่าง ๆ ที่กดแล้วไม่ก๊องแก๊ง แต่อย่างปุ่มด้านข้างคลิ๊กซ้ายมันออกจะกดยากไปนิดหน่อย\nเรื่องเสียงก็ไม่ค่อยมีปัญหามาก เสียงจากการคลิ๊กเมาส์ไม่ดังจนน่ารำคาญ เรียกได้ว่าดังในระดับปกติ แต่ไม่เงียบเหมือนพวก Silent mouse อย่างเช่น Logitech M590\nข้อดีไปแล้ว มาเจอข้อเสียบ้าง เมาส์นี้ดีมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะดีไปหมด ขอร่ายข้อเสียของมันบ้าง\nผิวสัมผัสเมาส์นั้นทำความสะอาดลำบาก ตัวผิวสัมผัสที่นุ่ม ๆ นิดหน่อย มันมีลักษณะเหมือนหนังหรืออะไรสักอย่าง บอกไม่ถูก มันจะหยุ่น ๆ หน่อย ๆ แต่มีปัญหาคือมันจะหนืด ๆ แรงเสียดทานเยอะ ซึ่งทำให้ฝุ่นเกาะง่าย แล้วเอาออกยาก ปัด ๆ แล้วเอาไม่ออก ต้องไปขอยืมน้ำยาเช็คคนในออฟฟิศมาเช็ดออก\nนอกจากนี้ถ้ามือเหงื่อออกเยอะมาก ๆ ตัวผิวสัมผัสมันจะยิ่งหนืด ๆ ต้องคอยเช็ดด้วย\nProductivity ตกลงกว่าเดิมนิดนึง ไม่รู้เป็นเพราะเรายังใช้เมาส์ไม่คล่องหรือว่าอย่างไร แต่รู้สึกว่าใช้เมาส์นี้แล้วทำงานช้าลงกว่าเดิมนิดหน่อย เพราะเราเลื่อนเมาส์ได้ลำบากกว่าเมาส์แบบปกติทั่วไป บางทีเลื่อนเมาส์ไปแล้วมันไม่อยู่ตรงจุดที่เราต้องการพอดี มันจะคลาดเคลื่อนไปนิดหน่อย เพราะเรากะไม่ถูกและคุม trackball ด้วยนิ้วโป้งยังไม่แม่น\nกำลังพยายามแก้อยู่ แต่อาจต้องใช้เวลาอีกสักพัก เพราะเราพึ่งเริ่มใช้เมาส์แบบนี้มาเดือนเดียว เทียบกับเมาส์ดีไซน์ปกติที่เราใช้มันมาเป็นสิบกว่าปีแล้ว\nช่องของ Trackball นั้นมีฝุ่นเข้าไปได้ ดูจากภาพด้านล่างได้เลย คือ เมาส์ตัวนี้ลูกบอลสามารถถอดออกได้ ผ่านการแทงดินสอหรือปากกาผ่านรูที่อยู่ใต้เมาส์ ซึ่งเราต้องถอดฐานเหล็กของเมาส์ออกก่อน\nที่มันทำให้ถอดลูกบอลออกมาได้ ก็เพื่อจะได้ทำความสะอาดได้ง่าย เนื่องจากบางครั้งมีฝุ่นหรือคราบจากนิ้วเราที่อยู่บนลูกบอลเข้าไปติดด้านในร่องลูกบอลนี้ อีกทั้งลูกบอลก็ต้องเอาออกมาเช็ดด้วย ไม่งั้นใช้นาน ๆ จะมัน และถ้าฝุ่นเกาะด้านในเยอะ ๆ ตัว trackball มันจะไม่ลื่นอย่างที่ควรเป็น\nซึ่งก็ต้องเอาลูกบอลออกมาเช็ด และกำจัดฝุ่นด้านในทุกอาทิตย์ แต่เวลากำจัดฝุ่นด้านในก็ไม่ยาก แค่เอาผ้าเช็ด ๆ เอาฝุ่นออกก็โอเคแล้ว\nสรุป นั่นก็คือสิ่งที่อยากจะเล่าทั้งหมดเกี่ยวกับเมาส์นี้ ถ้าถามเราว่าเปลี่ยนใจคืนเมาส์นี้ไปใช้เมาส์อื่นได้จะทำไหม เราก็คงตอบเลยว่าไม่ เพราะเรารู้สึกว่าใช้แล้วสบายขึ้นจริงไม่โกหก และคิดว่ามันเหมาะสำหรับคนห่วงเรื่องสุขภาพแบบเรา\nก็อยากจะแนะนำเมาส์นี้ให้คนอื่นลองใช้ดูเช่นกัน สำหรับคนที่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพ เรื่องโรค office syndrome เผื่อจะติดใจ แต่ก็อาจไม่เหมาะกับบางคนด้วยเช่นกัน\nหมายเหตุ ก่อนปิดบล็อกนี้ไป อยากเล่าอะไรเพิ่มเติมนอกเรื่องนิดหนอย\nเรื่องที่หนึ่ง มีพี่ที่ออฟฟิศมาเล่าให้ฟังว่ามีเพื่อนเขาที่ใช้เมาส์นี้ไปนาน ๆ ตอนแรกชอบมาก แต่หลายปีต่อมาแล้วคือมือหรือแขนพัง เพราะใช้นิ้วโป้งขยับ ๆ มากเกินไป ซึ่งอันนี้ตัวคนเล่าก็จำได้ลาง ๆ ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเมาส์ที่ใช้ตัวไหนอะไรยังไง แต่ก็อยากจะฝากไว้ว่า ต่อให้ใช้เมาส์ดีแค่ไหน ก็ควรจะต้องลุกออกไปยืดเส้นยืดสาย คลายกล้ามเนื้อทุกครึ่งชั่วโมง ไม่งั้นอุปกรณ์จะดีแค่ไหนก็ช่วยเรื่องสุขภาพไม่ได้\nเรื่องที่สอง เราเขียนไว้ด้านบนว่าเราต้องใช้น้ำยาทำความสะอาด แต่อยากเตือนคนที่จะทำตามเราก่อนว่า น้ำยาที่ใช้ต้องห้ามมีส่วนผสมของแอลกอฮอล ไม่งั้นมันจะกัดผิวเมาส์ทำให้สีลอกหรือผิวมันเสีย อย่างน้ำยาที่เราใช้ทำความสะอาดคือน้ำยาเช็ดที่ไม่มีแอลกอฮอล อันนี้ขอเตือนไว้ก่อน\nเรื่องที่สาม ไม่เกี่ยวกับเมาส์ แต่อยากเล่า\nเมาส์มันแพง แถมผิวสัมผัสโดนฝุ่นจับง่าย ก็เลยต้องดูแลให้ดี ๆ หน่อย ดังนั้นเวลาย้ายไปมาจากออฟฟิศและที่บ้านก็กลัวว่ามันจะเลอะง่าย หรือโดนอะไรขูดเป็นรอยจากการที่ใส่ลงไปในกระเป๋าเป้ตรง ๆ\nเราเลยซื้อเคสเมาส์ (ฟังตลก แต่เรื่องจริง) มาใส่เมาส์ตัวนี้โดยเฉพาะ หากใครสนใจก็ลองหาซื้อใน Shopee เอาได้ ไม่แพง ส่งมาจากจีน อย่างของเรามีเคสเมาส์แบบเต็มไซส์ มีช่องใส่ของครบถ้วนทุกอย่าง เผื่อเวลาย้ายเมาส์ไปมา เมาส์จะได้ไม่เป็นรอย\nเรื่องที่สี่ ความจริงก่อนเรามาใช้เมาส์อันนี้ เราลองซื้อ Vertical mouse จีนแดงอันละสองร้อยกว่าบาทมาลองเล่น ทรงมันก๊อปจากยี่ห้ออื่นมาแต่ว่าฟีเจอร์ด้านในไม่เท่า\nปัญหาของ Vertical mouse ที่เราไม่ชอบคือเวลาใช้ มันจะลดการเคลื่อนไหวของข้อมือ แต่บังคับให้เราต้องเคลื่อนทั้งแขนเพื่อขยับเมาส์แทน ซึ่งเราขี้เกียจ สุดท้ายเลยเปลี่ยน เอามันไปขายต่อให้เพื่อนแทน (ซึ่งเหมือนเพื่อนจะชอบ?)\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-logitech-mx-ergo/","summary":"\u003cp\u003eช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาหลาย ๆ คนน่าจะโดนขอให้ทำงานอยู่บ้านกัน ซึ่งเราก็โดนเช่นเดียวกัน พอต้องมานั่งทำงานที่บ้าน ก็เลยพยายามปรับโต๊ะทำงานในห้องให้ดีที่สุด ซึ่งผลที่ได้คือซื้อของกระหน่ำมาก ทั้งเมาส์ คีย์บอร์ด ที่รองข้อมือ และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เอามาทำให้นั่งทำงานสบายขึ้น และแน่นอน หมดเงินไปเยอะ\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหลาย ๆ อุปกรณ์ที่ซื้อมามีชอบบ้างไม่ชอบบ้างเพราะไม่ถูกใจ แต่หนึ่งสิ่งในหลาย ๆ อย่างที่ซื้อมาแล้วถูกใจ อวยให้ชาวบ้านชาวช่องฟังไปทั่ว คือ เมาส์เพื่อสุขภาพ \u003cstrong\u003eLogitech MX Ergo\u003c/strong\u003e ซึ่งเป็น trackball mouse ที่ปกติไม่ค่อยจะเจอคนใช้กัน\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"IMG_20200519_161517.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch2 id=\"trackball-mosue\"\u003eTrackball mosue\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eขอเกริ่นนำก่อนว่า ทำไมเมาส์ Trackball ถึงเป็นเมาส์ที่เจ๋ง และแตกต่างจากเมาส์ทั่วไป\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eปกติแล้วเมาส์ทั่วไปคือใช้มือจับแล้วขยับแขนหรือข้อมือไปมา ซึ่งการใช้ข้อมือไปมาติดต่อกันนาน ๆ หลายชั่วโมงนั้นให้ปวดข้อมือ ปวดมือ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคอุโมงค์ข้อมือได้ ซึ่งการแก้ปัญหานี้คือลดการใช้งานข้อมือ และบังคับให้ข้อมืออยู่ในแนวตรงตลอด\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสำหรับ Trackball mouse นั้นก็แก้ปัญหาตามวิธีด้านบนได้ คือ เราไม่ต้องขยับข้อมือ เราขยับแค่นิ้วโป้งที่ใช้เคลื่อนบอลแทน (สำหรับรุ่นที่เราซื้อมา เพราะยี่ห้ออื่นอาจใช้วิธีอื่นขยับบอล)\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"logitech-mx-ergo\"\u003eLogitech MX Ergo\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eกลับมาที่เมาส์ของเรา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตัว Logitech MX Ergo นี่นับว่าเป็นเมาส์ในซีรี่ย์ trackball mouse ตัวล่าสุด ซึ่งไม่ได้ออกมาบ่อย ๆ เพราะตัวก่อนหน้าคือ \u003ca href=\"https://www.logitech.com/en-us/press/press-releases/7559\"\u003eLogitech M570 นั้นออกมาวางขายก็เมื่อปี 2010\u003c/a\u003e ซึ่งก็คือสิบปีที่แล้ว\u003c/p\u003e","title":"รีวิว: Logitech MX Ergo เมาส์ trackball สุดคูลที่ดีไซน์มาเพื่อสุขภาพและความสบาย"},{"content":"ย้อนความเดิมจากตอนที่แล้ว เมื่อประมาณเมษายนปีที่แล้ว (ปี 2562) เราเคยเขียนบล็อกไว้เกี่ยวกับการทำนายหวยล่วงหน้าด้วยข้อมูลย้อนหลังของหวยเกือบสามร้อยงวด ไปตามอ่านได้ที่ หวยจะออก ซื้อเลขไหนดี? ตรวจสถิติหวยย้อนหลัง 296 งวด\nเราเขียนสรุปวิธีไว้ดังนี้\nผมบอกว่าเอาวิธีที่สองมาปรับปรุง รอครึ่งปีเสร็จ ครึ่งปีหลังเราก็ซื้อหวยถือละสองเลขเลยเพราะขึ้นปีแรกเราไม่ได้ใช้เงินไปกับหวยเลย เราเลยมีเงินเหลือครึ่งปีหลังอีกเท่านึง ซึ่งมันจะเพิ่มโอกาสถูกรางวัลขึ้นสองเท่า ซึ่งจากตารางด้านบนเป็นผมก็จะเล่น 85 และ 79 เพราะเลขสองตัวนี้จะสลับถูกกันทุกปีไม่ก็ถูกคู่กันในปีนั้น หาก 85 ไม่ถูก ก็อาจจะถูก 79 เป็นได้\nสรุปคือ ให้เล่น 85, 79 แล้วจะถูก ดังนั้นวันนี้เลยลองเปิดดูหวยย้อนหลังดูว่าเลขสองตัวนี้ออกจริงไหม\nเราตรวจข้อมูลย้อนหลับไปก็พบว่า\u0026hellip;\nงวดวันที่ 16 กันยายน 2562 นั้นรางวัลสองตัวท้ายออก 85\nและงวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ออก 79 ด้วยเช่นเดียวกัน\nเท่ากับว่าที่เราทายสองตัวท้ายไว้ก็ถูกต้องตามที่คาดหวังไว้ แถมสองตัวนี้ยังมาออกท้ายปีตามที่เราแนะนำให้ซื้อช่วงท้ายปีเลย ถ้าเล่นตามนี้ก็คงได้เงินมาพันนิด ๆ หักลบต้นทุนไป\nสุดท้ายนี้คือ ปีนี้จะมานั่งเขียนบทความเดาหวยอีกไหม คงไม่รู้ แต่ถ้าเขียนแล้วทายถูกอีกได้ ก็น่าสนุกดี\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/am-i-correct-with-guessing-thai-lotto/","summary":"\u003cp\u003eย้อนความเดิมจากตอนที่แล้ว เมื่อประมาณเมษายนปีที่แล้ว (ปี 2562) เราเคยเขียนบล็อกไว้เกี่ยวกับการทำนายหวยล่วงหน้าด้วยข้อมูลย้อนหลังของหวยเกือบสามร้อยงวด ไปตามอ่านได้ที่ \u003ca href=\"/posts/thai-lottery-analysis-with-reward-log/\"\u003eหวยจะออก ซื้อเลขไหนดี? ตรวจสถิติหวยย้อนหลัง 296 งวด\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเราเขียนสรุปวิธีไว้ดังนี้\u003c/p\u003e\n\u003cblockquote\u003e\n\u003cp\u003eผมบอกว่าเอาวิธีที่สองมาปรับปรุง รอครึ่งปีเสร็จ ครึ่งปีหลังเราก็ซื้อหวยถือละสองเลขเลยเพราะขึ้นปีแรกเราไม่ได้ใช้เงินไปกับหวยเลย เราเลยมีเงินเหลือครึ่งปีหลังอีกเท่านึง ซึ่งมันจะเพิ่มโอกาสถูกรางวัลขึ้นสองเท่า ซึ่งจากตารางด้านบนเป็นผมก็จะเล่น 85 และ 79 เพราะเลขสองตัวนี้จะสลับถูกกันทุกปีไม่ก็ถูกคู่กันในปีนั้น หาก 85 ไม่ถูก ก็อาจจะถูก 79 เป็นได้\u003c/p\u003e\n\u003c/blockquote\u003e\n\u003cp\u003eสรุปคือ ให้เล่น 85, 79 แล้วจะถูก ดังนั้นวันนี้เลยลองเปิดดูหวยย้อนหลังดูว่าเลขสองตัวนี้ออกจริงไหม\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเราตรวจข้อมูลย้อนหลับไปก็พบว่า\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eงวดวันที่ 16 กันยายน 2562 นั้นรางวัลสองตัวท้ายออก \u003cstrong\u003e85\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"Screen-Shot-2563-02-16-at-00.16.40.jpg\"\n         alt=\"ภาพจาก https://news.sanook.com/lotto/check/16092562/\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eและงวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ออก \u003cstrong\u003e79\u003c/strong\u003e ด้วยเช่นเดียวกัน\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"Screen-Shot-2563-02-16-at-00.16.50.jpg\"\n         alt=\"ภาพจาก https://news.sanook.com/lotto/check/01112562/\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเท่ากับว่าที่เราทายสองตัวท้ายไว้ก็ถูกต้องตามที่คาดหวังไว้ แถมสองตัวนี้ยังมาออกท้ายปีตามที่เราแนะนำให้ซื้อช่วงท้ายปีเลย ถ้าเล่นตามนี้ก็คงได้เงินมาพันนิด ๆ หักลบต้นทุนไป\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสุดท้ายนี้คือ ปีนี้จะมานั่งเขียนบทความเดาหวยอีกไหม คงไม่รู้ แต่ถ้าเขียนแล้วทายถูกอีกได้ ก็น่าสนุกดี\u003c/p\u003e","title":"ย้อนความเดิมตอนทายหวย สรุปที่เราทายไว้ ถูกจริงไหม?"},{"content":"หลายคนน่าจะมีปัญหาติดโซเชี่ยล เราก็ติดโซเชียลมากตั้งแต่สมัยมหาลัย เคยติดตั้งแอพนับช่วงเวลาที่เล่นเฟสและทวิตเตอร์รวมกัน คือ เกือบสามชั่วโมงได้ ตื่นเช้ามาต้องหยิบมือถือมาไถก่อน เวลาเรียนหรือทำงานชอบเผลอเปิดทวิตเตอร์ จากนั้นก็ไถยาว ๆ เลย หรือกลับห้องมาก็นอนเล่น ไถมือถือเช็คโซเชียลยันค่ำโดยที่ลืมอาบน้ำและทำการบ้าน ซึ่งตัวเราเองก็พยายามหาวิธีเลิกเล่นมันมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่มหาลัยจนช่วงกลางปีที่แล้ว\nหลายคนเมื่ออยากแก้ปัญหานี้ จึงไปค้นหาในอินเตอร์เน็ต ก็จะพบกับวิธีแก้ปัญหาที่เจอทั่วไป คือ ค่อยลดการเล่นลง, นับเวลาเล่น, กดลบแอพออกไปจากมือถือ, หรือวิธีที่เจอเยอะมากคือ แนะนำให้โหลดแอพช่วยลดการเล่นแอพโซเชียล โดยแอพยอดฮิตมักเป็น Forest หรือที่เคยใช้ช่วงนึงคือ SPACE\nหลายคนที่ได้ลองวิธีที่หาอ่านจากอินเตอร์เน็ตก็คงประสบความสำเร็จบ้าง ถ้ามีความพยายามมาพอ แต่สำหรับเราซึ่งขี้เกียจมาก ขี้เกียจแม้แต่จะพยายามทำตามแผนที่วางไว้ ขี้เกียจที่จะมาดูแลรักษาต้นไม้ปลอม ๆ ในแอพที่บอกให้เราหยุดเล่นมือถือ ก็มักจะล้มเหลวในการลด ละ เลิกเล่นโซเชี่ยล\nปัญหาของเราคือ เมื่อเราอยากจะเล่น ยังไงเราก็จะเล่น\nตอนที่เราเริ่มใช้แอพเพื่อหยุดเล่นโซเชี่ยล ช่วงไม่กี่อาทิตย์แรกมันจะเหมือนประสบความสำเร็จมาก แต่ช่วงอาทิตย์ต่อ ๆ มาเราจะเริ่มขี้เกียจทำตามมันขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเลิกใช้แอพ ไม่ก็เลิกสนใจแอพนั้นไปเลย\nส่วนวิธีที่คนแนะนำพอกัน คือ ลบแอพทิ้งไปเลย แต่อย่างที่บอกไป เมื่อเราอยากจะเล่น เราจะหาทางเล่นไปเรื่อย ซึ่งพอกดลบแอพเฟสออกแล้ว สุดท้ายเราจะไปเล่นเฟสบุ้คผ่านเว็บในมือถือแทน ถึงแม้มันจะกระตุก ๆ บ้าง แต่ก็เล่นได้นานพอสมควรจนตัวเองเริ่มพบว่าขี้เกียจเล่นแล้วเพราะเล่นในเว็บมันกระตุก\nจนวันนึงมาลองใช้วิธีนึงที่ยังไม่เคยลองมาก่อน คือ กดล็อกเอ้าต์ทุกครั้งที่เลิกเล่น\nทุกครั้งที่เราเล่นเสร็จ เราจะก็ล็อกเอ้าต์ ออกมา ถึงแม้มันจะช่วยจำบัญชีเราไว้ให้เรากดล็อกอินง่ายขึ้น เราก็จะกดออกให้หมดก่อน ค่อยไปทำอย่างอื่น ซึ่งหลังจากลองวิธีนี้ก็พบว่า มันเทพมาก\u0026hellip;\nเพราะทุกครั้งที่เราเปิด Chrome ในมือถืออีกครั้งเพื่อเปิดเฟส เราจะเจอหน้า Login ของเฟสบุ้ค ซึ่งเรานั้นเปิด 2FA ไว้ด้วย ทำให้เมื่อเรากรออีเมลและรหัสเสร็จ เราจะต้องไปเปิดอีกแอพเพื่อก๊อปรหัส OTP มากดเข้าเฟสอีกรอบ แต่เรานั้นขี้เกียจมาก และขี้เกียจเกินกว่าจะมานั่งสลับแอพไปมา สุดท้ายเราเลยเลิกเล่น ไม่กดเข้าเฟสบุ้คหรือทวิตเตอร์เลย\nจนตอนนี้ผ่านมาครึ่งปีแล้วก็เล่นโซเชียลน้อยลงแบบเห็นได้ชัดมากแล้ว\nวิธีนี้ทำให้ค้นพบอย่างนึงว่า ตัวเราไม่ได้อยากเล่นเฟสบุ้คหรือทวิตเตอร์ เราแค่ขี้เกียจทำงานบางอย่าง เราเลยเปิดโซเชียลมาเล่นแทน เพราะมันกดเปิดง่าย แต่เมื่อเรากดล็อกเอ้าต์ออกทุกครั้งแล้ว เวลาเราจะกดเข้าไปเล่นครั้งต่อไป ความพยายามที่เราต้องใช้ในการล็อกอินเฟสนั้นมันมากกว่าการที่เราต้องขยับตัวไปทำอย่างอื่น ซึ่งต่างจากวิธีการโหลดแอพต่าง ๆ มานั่งนับเวลาเราว่าต้องห้ามใช้เวลาเล่นเกินเท่านี้นะ ซึ่งสุดท้ายเราก็กดปิดมันได้อยู่ดี เพราะกดปิดง่าย แถมการยอมแพ้มันก็ง่ายเสียยิ่งกว่า\nจนถึงวันนี้ ก็น่าจะผ่านมาเกือบครึ่งปีแล้ว ตอนนี้คือลดการเล่นโซเชียลได้มาก เพราะการกดล็อกเอ้าต์ออกหลังเล่นเสร็จเลยแท้ ๆ จึงทำให้พบว่า ถ้าเราขี้เกียจแก้นิสัยเราบางอย่าง ก็ให้สร้างทางที่เราขี้เกียจทำตัวนิสัยเสียขึ้นมาแทน เพื่อตัวเราจะได้ทำอย่างอื่นแทน\nหมายเหตุ: อาจมีคนสงสัยว่าเราไม่ขี้เกียจล็อกเอ้าต์หรอ เลยอยากตอบว่า กดล็อกเอ้าต์ในเฟสและทวิตเตอร์มันง่ายมากครับ กดสองครั้งเสร็จ เลยไม่รู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามอะไรมาก ","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/social-media-detox-with-laziness/","summary":"\u003cp\u003eหลายคนน่าจะมีปัญหาติดโซเชี่ยล เราก็ติดโซเชียลมากตั้งแต่สมัยมหาลัย เคยติดตั้งแอพนับช่วงเวลาที่เล่นเฟสและทวิตเตอร์รวมกัน คือ เกือบสามชั่วโมงได้ ตื่นเช้ามาต้องหยิบมือถือมาไถก่อน เวลาเรียนหรือทำงานชอบเผลอเปิดทวิตเตอร์ จากนั้นก็ไถยาว ๆ เลย หรือกลับห้องมาก็นอนเล่น ไถมือถือเช็คโซเชียลยันค่ำโดยที่ลืมอาบน้ำและทำการบ้าน ซึ่งตัวเราเองก็พยายามหาวิธีเลิกเล่นมันมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่มหาลัยจนช่วงกลางปีที่แล้ว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหลายคนเมื่ออยากแก้ปัญหานี้ จึงไปค้นหาในอินเตอร์เน็ต ก็จะพบกับวิธีแก้ปัญหาที่เจอทั่วไป คือ ค่อยลดการเล่นลง, นับเวลาเล่น, กดลบแอพออกไปจากมือถือ, หรือวิธีที่เจอเยอะมากคือ แนะนำให้โหลดแอพช่วยลดการเล่นแอพโซเชียล โดยแอพยอดฮิตมักเป็น \u003ca href=\"https://play.google.com/store/apps/details?id=cc.forestapp\u0026amp;hl=en\"\u003eForest\u003c/a\u003e หรือที่เคยใช้ช่วงนึงคือ \u003ca href=\"https://play.google.com/store/apps/details?id=mrigapps.andriod.breakfree.deux\"\u003eSPACE\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหลายคนที่ได้ลองวิธีที่หาอ่านจากอินเตอร์เน็ตก็คงประสบความสำเร็จบ้าง \u003cstrong\u003eถ้า\u003c/strong\u003eมีความพยายามมาพอ แต่สำหรับเราซึ่งขี้เกียจมาก ขี้เกียจแม้แต่จะพยายามทำตามแผนที่วางไว้ ขี้เกียจที่จะมาดูแลรักษาต้นไม้ปลอม ๆ ในแอพที่บอกให้เราหยุดเล่นมือถือ ก็มักจะล้มเหลวในการลด ละ เลิกเล่นโซเชี่ยล\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eปัญหาของเราคือ เมื่อเราอยากจะเล่น ยังไงเราก็จะเล่น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตอนที่เราเริ่มใช้แอพเพื่อหยุดเล่นโซเชี่ยล ช่วงไม่กี่อาทิตย์แรกมันจะเหมือนประสบความสำเร็จมาก แต่ช่วงอาทิตย์ต่อ ๆ มาเราจะเริ่มขี้เกียจทำตามมันขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเลิกใช้แอพ ไม่ก็เลิกสนใจแอพนั้นไปเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eส่วนวิธีที่คนแนะนำพอกัน คือ ลบแอพทิ้งไปเลย แต่อย่างที่บอกไป เมื่อเราอยากจะเล่น เราจะหาทางเล่นไปเรื่อย ซึ่งพอกดลบแอพเฟสออกแล้ว สุดท้ายเราจะไปเล่นเฟสบุ้คผ่านเว็บในมือถือแทน ถึงแม้มันจะกระตุก ๆ บ้าง แต่ก็เล่นได้นานพอสมควรจนตัวเองเริ่มพบว่าขี้เกียจเล่นแล้วเพราะเล่นในเว็บมันกระตุก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eจนวันนึงมาลองใช้วิธีนึงที่ยังไม่เคยลองมาก่อน คือ \u003cstrong\u003eกดล็อกเอ้าต์ทุกครั้งที่เลิกเล่น\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eทุกครั้งที่เราเล่นเสร็จ เราจะก็ล็อกเอ้าต์ ออกมา ถึงแม้มันจะช่วยจำบัญชีเราไว้ให้เรากดล็อกอินง่ายขึ้น เราก็จะกดออกให้หมดก่อน ค่อยไปทำอย่างอื่น ซึ่งหลังจากลองวิธีนี้ก็พบว่า มันเทพมาก\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเพราะทุกครั้งที่เราเปิด Chrome ในมือถืออีกครั้งเพื่อเปิดเฟส เราจะเจอหน้า Login ของเฟสบุ้ค ซึ่งเรานั้นเปิด \u003ca href=\"https://www.facebook.com/help/148233965247823\"\u003e2FA\u003c/a\u003e ไว้ด้วย ทำให้เมื่อเรากรออีเมลและรหัสเสร็จ เราจะต้องไปเปิดอีกแอพเพื่อก๊อปรหัส OTP มากดเข้าเฟสอีกรอบ แต่เรานั้นขี้เกียจมาก และขี้เกียจเกินกว่าจะมานั่งสลับแอพไปมา สุดท้ายเราเลยเลิกเล่น ไม่กดเข้าเฟสบุ้คหรือทวิตเตอร์เลย\u003c/p\u003e","title":"วิธีแก้ปัญหาติดโซเชี่ยลสำหรับคนขี้เกียจ"},{"content":"กินเสร็จมาหนึ่งวัน ชื่อยังอ่านไม่ออกอยู่ดี แต่ก็รีบมาเขียนก่อนลืมรสชาติ\nซื้อมากินงานเลี้ยงปีใหม่บ้านเพื่อน ราคา 689 บาท ซื้อจากกูเม่ร์มาร์เก็ตตรงอาคารจอดรถ MRT ลาดพร้าว วันที่ 5 มกราคม 2563\nเป็น Sparking wine ทำจาก Moscato ในประเทศอิตาลี่ สีออกเหลืองอ่อนไปเกือบใส สวยดี ซื้อมาเพราะนาน ๆ เปิดที อยากได้ฝาขวดที่มันตื่นตาตื่นใจ ขวดนี้เป็นจุกค็อกแบบมีขวดลวดรัดตามแบบ Sparking wine พอดี\nรสหวานนำมาแต่ไกล แถมหวานปี๊ดตอนกลางเมื่อดื่มเข้าไป ก่อนดรอปลงไปตอนท้าย ความหวานนำของมันกลบให้รสอื่นไม่ค่อยออก รู้สึกว่ามันไม่นุ่มละมุนและซับซ้อนเท่าไหร่\nกลิ่นหอมเหมือนผลไม้บางอย่าง ช่วงที่ดมตอนเปิดรู้สึกถึงกลิ่นจากผลไม้ลูกใหญ่ ตอนเปิดนึกไม่ออก แต่ระหว่างเขียนบล็อกนี้ไปเช็คมาเรียบร้อย ตรงตามที่เดาไว้จริง คือ taste characteristics ไปทางเมล่อน\nนอกจากนี้ยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมา แต่จับกลิ่นไม่ค่อยได้ อาจจะเพราะเปิดกินนอกบ้านกับแก้วพลาสติก (taste note ที่ไปอ่านบอกว่าเป็นกลิ่นของน้ำผึ้ง)\nอย่างไรก็ดีไม่ชัวร์ว่าแช่ถูกไหม ตอนเปิดไม่มีตัววัด ปกติก็ใช้เซ้นส์จากมือตัวเอง แช่ถังน้ำแข็งที่น้ำแข็งไม่ท้วมเต็มตัว แล้วรู้สึกไม่เย็นพอเลยให้เพื่อนเอาไปแช่ช่องฟรีซอีกหน่อย แล้วเอาออกมา จังหวะตอนเปิดมือจับเช็คแล้วเดาว่าน่าจะยังไม่เย็นพอ แต่เพื่อนอยากกินกันแล้ว สุดท้ายเลยเปิดเลยตอนนั้น เลยคิดว่าอุณหภูมิอาจมีผลกับรสชาติด้วย ทำให้รสชาติไม่ออกมาดีเต็มที่\nสรุป คือ รสชาติเฉย ๆ ให้คะแนน 3/5 แต่อาจเพราะแช่ไม่เย็นพอรสชาติเลยเพี้ยนจากที่ควรเป็น\nโน้ตไว้ให้ตัวเองอ่าน: พึ่งไปเปิดอ่านมาว่ามันมี Asti Spumante และ Moscato d’Asti เหมือนกันโดนส่วนใหญ่ แยกจากกันง่ายสุดคือปริมาณแอลกอฮอลที่ Moscato d’Asti จะน้อยกว่า คราวหน้าควรหยิบที่เป็น Moscato d’Asti แทน เพราะถ้าจำไม่ผิดที่ชอบสุดจะเป็นอันนี้\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/note-batasiolo-moscato-spumante/","summary":"\u003cp\u003eกินเสร็จมาหนึ่งวัน ชื่อยังอ่านไม่ออกอยู่ดี แต่ก็รีบมาเขียนก่อนลืมรสชาติ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eซื้อมากินงานเลี้ยงปีใหม่บ้านเพื่อน ราคา 689 บาท ซื้อจากกูเม่ร์มาร์เก็ตตรงอาคารจอดรถ MRT ลาดพร้าว วันที่ 5 มกราคม 2563\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเป็น Sparking wine ทำจาก Moscato ในประเทศอิตาลี่ สีออกเหลืองอ่อนไปเกือบใส สวยดี ซื้อมาเพราะนาน ๆ เปิดที อยากได้ฝาขวดที่มันตื่นตาตื่นใจ ขวดนี้เป็นจุกค็อกแบบมีขวดลวดรัดตามแบบ Sparking wine พอดี\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eรสหวานนำมาแต่ไกล แถมหวานปี๊ดตอนกลางเมื่อดื่มเข้าไป ก่อนดรอปลงไปตอนท้าย ความหวานนำของมันกลบให้รสอื่นไม่ค่อยออก รู้สึกว่ามันไม่นุ่มละมุนและซับซ้อนเท่าไหร่\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกลิ่นหอมเหมือนผลไม้บางอย่าง ช่วงที่ดมตอนเปิดรู้สึกถึงกลิ่นจากผลไม้ลูกใหญ่ ตอนเปิดนึกไม่ออก แต่ระหว่างเขียนบล็อกนี้ไปเช็คมาเรียบร้อย ตรงตามที่เดาไว้จริง คือ taste characteristics ไปทางเมล่อน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eนอกจากนี้ยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมา แต่จับกลิ่นไม่ค่อยได้ อาจจะเพราะเปิดกินนอกบ้านกับแก้วพลาสติก (taste note ที่ไปอ่านบอกว่าเป็นกลิ่นของน้ำผึ้ง)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอย่างไรก็ดีไม่ชัวร์ว่าแช่ถูกไหม ตอนเปิดไม่มีตัววัด ปกติก็ใช้เซ้นส์จากมือตัวเอง แช่ถังน้ำแข็งที่น้ำแข็งไม่ท้วมเต็มตัว แล้วรู้สึกไม่เย็นพอเลยให้เพื่อนเอาไปแช่ช่องฟรีซอีกหน่อย แล้วเอาออกมา จังหวะตอนเปิดมือจับเช็คแล้วเดาว่าน่าจะยังไม่เย็นพอ แต่เพื่อนอยากกินกันแล้ว สุดท้ายเลยเปิดเลยตอนนั้น เลยคิดว่าอุณหภูมิอาจมีผลกับรสชาติด้วย ทำให้รสชาติไม่ออกมาดีเต็มที่\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eสรุป คือ รสชาติเฉย ๆ ให้คะแนน 3/5 แต่อาจเพราะแช่ไม่เย็นพอรสชาติเลยเพี้ยนจากที่ควรเป็น\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e","title":"Note: ไวน์ Batasiolo Moscato Spumante"},{"content":"ช่วงหลายปีมานี้พบเห็นชัดเจนว่าคนเป็นโรคซึมเศร้าเยอะมาก หลายคนมีอาการชัดเจน การพบกับแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดี แต่ก็มีอีกหลายคนที่ต้องการมือที่หยิบยื่นความช่วยเหลือแต่ทำได้เพียงส่งเสียงร้องอย่างแผ่วเบา\nช่วง Steam Sale ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ซื้อเกมอะไรเลย แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง Steam แนะนำเกมนึงขึ้นมาให้เล่น เป็นเกมฟรีและคนโหวตว่าดีเยี่ยมอย่างล้นหลาม ไม่พอภาพยังสวยมาก ๆ อีกด้วย สุดท้ายเลยโหลดมาเก็บไว้ลองเล่น\nวันนี้พึ่งเล่นจบ ทั้งช็อกและประทับใจเกมมากจนต้องเอามาเขียนบล็อกแนะนำให้คนอื่น ๆ ลองโหลดไปเล่นต่อ เดี๋ยวจะแปะลิงค์ด้านล่างบทความ\nMissed Messages ‘goth gf’s iPhone’ airdrops you - accept or decline? A love/horror story about life, death, \u0026amp; memes.\nคำบรรยายเกมเขียนไว้ อ่านแล้วงง ๆ นิดหน่อย อย่างไรก็ดีตัวเกมแนะนำตอนเปิดเกมว่าเนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายและอาการซึมเศร้าให้ผู้เล่นรับทราบก่อนเล่นต่อ แค่เห็นคำเตือนนี้หลายคงน่าจะเดาเนื้อเรื่องได้ลาง ๆ แล้ว\nตัวเกมเป็นแนว Visual Novel ที่ไม่มีอะไรมากนอกจากเนื้อเรื่องให้เราอ่านและจะมีตัวเลือกตอบคำถามบทสนทนาตามจังหวะต่าง ๆ ซึ่งแต่ละคำตอบของเราจะมีผลกระทบกับตอนจบของเกมด้วย\nเนื้อเรื่องเกี่ยวกับตัวเราเล่นเป็นหญิงสาวนั่งเล่นคอมในหอพักนักศึกษาทำงานอยู่ ระหว่างนั้นก็มีคนส่ง AirDrop มาเป็นมีมตลก ๆ โดยมีรูมเมทเป็นหญิงสาวผมชมพูชื่อ May ที่อยู่ห้องนอนอีกห้อง เราเดินไปคุยกับรูมเมทเราได้หรือจะนั่งคุยแต่กับคนที่ส่งมีมตลก ๆ มาให้เราก็ได้ สำหรับเนื้อเรื่องส่วนที่เหลือแนะนำให้ไปเล่นเอาเอง\nตัวเกมสั้นมาก ไม่เกิน 30 นาทีก็เล่นจบแล้ว มีจุดจบทั้งหมด 4 แบบให้เลือกเก็บ ตัวเกมมี 4 Achievements ให้เก็บ\nเกมพยายามสื่ออะไร? ตรงนี้อาจมีสปอยล์ หากยังไม่ได้เล่นข้ามไปสรุปได้เลย\nชื่อเกมแปลว่า \u0026ldquo;ข้อความที่ไม่ได้รับ\u0026rdquo; สื่อถึงสัญญาณขอความช่วยเหลือจากคนที่มีอาการซึมเศร้าที่อาจถูกมองข้ามไป หลายครั้งคนที่มีอาการซึมเศร้านั้นรู้สึกทุกข์ หนักหน่วงใจเหมือนโดนฝังได้หิมะในคืนที่พายุหิมะพัดถล่ม ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่กล้าออกปากขอความช่วยเหลือจากคนรอบตัวหรือไปหาหมอด้วยตนเอง คนเหล่านั้นจึงอาจแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เห็นว่าเขาหรือเธออาจต้องการความช่วยเหลือซึ่งไม่ใช่คนรอบตัวทุกคนจะรับรู้ เปรียบเหมือนการยื่นมือตะโกนหาคนช่วยกลางพายุ\nทั้งนี้เกมยังแสดงให้เห็นด้วยว่าไม่ใช่ทุกครอบครัวเป็นครอบครัวแสนสุขที่เป็น Safezone ให้หลบพักจากเรื่องหนักใจ อย่างในเนื้อเรื่องเกม ตัวละครที่ชื่อเมย์มีฉากที่ทะเลาะกับพ่อแม่จนตัวเราที่อยู่อีกห้องได้ยิน สุดท้ายเมย์มาเล่าให้ฟังว่าโดนที่บ้านกดดันเรื่องชีวิต ความจริงเมย์ชอบงานเขียน อยากเป็นนักเขียนแต่ที่บ้านไม่ให้เป็น\nเช่นเดียวกันกับในชีวิตจริง บางครอบครัวตัวพ่อแม่เป็นนี่แหละที่เป็นคนที่สร้างเรื่องทุกข์ต่าง ๆ ให้กับลูก ๆ เสียเอง จนสุดท้ายบ้านที่แสนอบอุ่นถูกพังทลายโดยคนในครอบครัว\nสุดท้ายเพื่อน ๆ และคนรอบตัวอาจเป็นบุคคลสุดท้ายที่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ก่อนจะสายเกินไป\nนอกจากนี้ระหว่างตอบคำถามบทสนทนาในเกม เกมยังแฝงความรู้ไว้ด้วยว่า หากเราเองไม่ใช่หมอจิตแพทย์ อย่าไปวินิจฉัยแก้ปัญหาอะไรเพราะเราไม่มีความรู้ว่าอะไรถูกและผิด ทางที่ดีหากมีคนรอบตัวเป็นโรคซึมเศร้าควรแนะนำให้ไปหาหมอหรือผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะดีกว่า\nสรุป ทุกคนควรโหลดมาเล่นแบบไม่มีข้อกังขา เกมสั้น ไม่เสียเวลาอะไรมากแถมได้ความรู้และข้อคิดดี ๆ จากเกมเยอะมาก แถมภาพยังสวยสุด ๆ อีกตะหาก (ไม่นับบั๊กจุกจิกเล็กน้อย)\nหากสนใจอยากเล่นก็โหลดฟรี ๆ ได้เลยที่ Steam ได้เลยครับ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-game-missed-messages/","summary":"\u003cp\u003eช่วงหลายปีมานี้พบเห็นชัดเจนว่าคนเป็นโรคซึมเศร้าเยอะมาก หลายคนมีอาการชัดเจน การพบกับแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดี แต่ก็มีอีกหลายคนที่ต้องการมือที่หยิบยื่นความช่วยเหลือแต่ทำได้เพียงส่งเสียงร้องอย่างแผ่วเบา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eช่วง Steam Sale ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ซื้อเกมอะไรเลย แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง Steam แนะนำเกมนึงขึ้นมาให้เล่น เป็นเกมฟรีและคนโหวตว่าดีเยี่ยมอย่างล้นหลาม ไม่พอภาพยังสวยมาก ๆ อีกด้วย สุดท้ายเลยโหลดมาเก็บไว้ลองเล่น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวันนี้พึ่งเล่นจบ ทั้งช็อกและประทับใจเกมมากจนต้องเอามาเขียนบล็อกแนะนำให้คนอื่น ๆ ลองโหลดไปเล่นต่อ เดี๋ยวจะแปะลิงค์ด้านล่างบทความ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"missed-messages.-10_7_2562-23_08_58.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch1 id=\"missed-messages\"\u003eMissed Messages\u003c/h1\u003e\n\u003cp\u003e‘goth gf’s iPhone’ airdrops you - accept or decline? A love/horror story about life, death, \u0026amp; memes.\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eคำบรรยายเกมเขียนไว้ อ่านแล้วงง ๆ นิดหน่อย อย่างไรก็ดีตัวเกมแนะนำตอนเปิดเกมว่าเนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายและอาการซึมเศร้าให้ผู้เล่นรับทราบก่อนเล่นต่อ แค่เห็นคำเตือนนี้หลายคงน่าจะเดาเนื้อเรื่องได้ลาง ๆ แล้ว\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"missed-messages.-10_7_2562-23_10_45.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eตัวเกมเป็นแนว Visual Novel ที่ไม่มีอะไรมากนอกจากเนื้อเรื่องให้เราอ่านและจะมีตัวเลือกตอบคำถามบทสนทนาตามจังหวะต่าง ๆ ซึ่งแต่ละคำตอบของเราจะมีผลกระทบกับตอนจบของเกมด้วย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเนื้อเรื่องเกี่ยวกับตัวเราเล่นเป็นหญิงสาวนั่งเล่นคอมในหอพักนักศึกษาทำงานอยู่ ระหว่างนั้นก็มีคนส่ง AirDrop มาเป็นมีมตลก ๆ โดยมีรูมเมทเป็นหญิงสาวผมชมพูชื่อ May ที่อยู่ห้องนอนอีกห้อง เราเดินไปคุยกับรูมเมทเราได้หรือจะนั่งคุยแต่กับคนที่ส่งมีมตลก ๆ มาให้เราก็ได้ สำหรับเนื้อเรื่องส่วนที่เหลือแนะนำให้ไปเล่นเอาเอง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตัวเกมสั้นมาก ไม่เกิน 30 นาทีก็เล่นจบแล้ว มีจุดจบทั้งหมด 4 แบบให้เลือกเก็บ ตัวเกมมี 4 Achievements ให้เก็บ\u003c/p\u003e","title":"แนะนำเกมฟรีที่ดีเกินคาด \"Missed Messages\" เกมที่ชวนหันมาสังเกตสัญญาณอาการซึมเศร้ามากขึ้น"},{"content":"\u0026ldquo;นักเรียนไทยหนึ่งเดียว ที่ได้รับทุนจาก Apple เข้าร่วมงาน WWDC 2019\u0026rdquo;\n\u0026ldquo;สัมภาษณ์พิเศษ นักศึกษาไทยคนเดียว ที่ได้ทุนจาก “แอปเปิ้ล”ในปีนี้\u0026rdquo;\n\u0026ldquo;Apple ให้ทุน #เด็กไอที #สจล ร่วมงาน WWDC 2019 ที่สหรัฐฯ\u0026rdquo;\n\u0026ldquo;พูดคุยกับนักศึกษาไทยหนึ่งเดียวที่ได้ทุน Scholarship จาก Apple เข้าร่วมงาน WWDC\u0026rdquo;\nช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาหลายคนคงได้เห็นพาดหัวข่าวและบทความสัมภาษณ์เหล่านี้ผ่านตากันบ้าง กับเรื่องราวของนายพัชรพล จอกสมุทร หรือที่เพื่อน ๆ เรียกว่า \u0026ldquo;ฟีม\u0026rdquo; ด้วยผลงานได้รับทุนจาก Apple เพื่อไปเข้าร่วมงาน WWDC หรืองานประชุมเปิดตัวนวัตกรรมของบริษัท Apple ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี\nบทความมากมายเขียนถึงความเก่งและความขยันที่มุมานะอันได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่เห็นเป็นประจักษ์ชัดเจนและโดดเด่นจนเป็น \u0026ldquo;หนึ่งเดียว\u0026rdquo; ของประเทศไทยในปีนี้ที่ได้ทุนดังกล่าว\nและนั่นคือเบื้องหน้าทั้งหมดที่หาอ่านได้จากสัมภาษณ์ตามอินเตอร์เน็ตทั่วไป แต่ใครจะรู้ครับว่าหนึ่งเดียวคนไทยคนนี้มีเบี้องหลังที่เลวร้ายยังไงเมื่ออยู่นอกฉากการสัมภาษณ์ครับ และใช่ครับวันนี้บล็อกของผมได้นำบทสัมภาษณ์เบื้องหลังสุดพิศดารมาเผยแพร่สู่สาธารณะชน บทสัมภาษณ์ระดับนี้ เจ้าหญิงไอทีก็ไม่มีทางได้มา The Standard ก็อย่าฝันครับ\nจบการอารัมภบท\nเรื่องของเรื่องคือไปกินชาบูด้วยกันครับ แล้วมันสั่งเนื้อมาอย่างเยอะ กินไม่หมดเกือบโดนปรับ สุดท้ายนั่งกล้ำกลืนฝืนกินกันจนหมด โชคดีคืนได้สามถาด สุดท้ายเลยไม่โดนปรับ\u0026hellip;\nเรื่องทั้งหมดเริ่มมาจากการทักไปหาตอนบ่าย ๆ ว่านัดเจอกินข้าวกัน สุดท้ายตกลงไปเจอกันที่สยามพาราก้อน เลือกร้านชาบูกัน ระหว่างรอคิว 30 นาที มันก็สั่งอาหารกันไป กะว่าถ้าเข้าไปนั่งแล้วอาหารจะมาเสิร์ฟเลย ระหว่างมันสั่งกันผมก็นั่งทำงานไม่ได้ฟังว่าสั่งอะไร แค่ตอบว่าเอาน้ำชากับข้าวญี่ปุ่นด้วย\nสุดท้ายเข้าไปนั่ง จำได้เลย เนื้อมาอย่างเยอะ ทั้งเนื้อวัว หมู หมูพิเศษ ตั้งเรียงเป็นทาวเวอร์สูงเกือบมิดหัว\nช่วงแรกก็กินกันเพราะหิว คิดว่าหมด ผ่านไปครึ่งทางอยู่ ๆ เพื่อนคนนึงในกลุ่มชิ่งหนี บอกอิ่มไม่ไหวแล้ว อำลาสมรภูมิรบอันเดือดพล่านด้วยไอน้ำชาบู\u0026hellip; ที่เหลือมองหน้ากันเลิ่กลั่ก จะหมดไหมเนี่ย\u0026hellip;\nระหว่างกินไปก็คุยไปถ่วงเวลาชีวิตให้มันรู้สึกว่ากินได้เรื่อย ๆ กินไปก็ด่าไปใครมันสั่งมาเนี่ย กินไม่หมด\u0026hellip; ระหว่างด่ากันไปมาก็คุยเรื่องว่าเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวประเทศภาษาอะไรสั่งเนื้อชาบูไม่เป็นสั่งมากินไม่หมด สำนักข่าวออนไลน์ที่สัมแต่ด้านดี ๆ ทำไมไม่มาสัมภาษณ์ความเลวร้ายอะไรแบบนี้บ้าง\u0026hellip;\nสุดท้ายตอนกินใกล้หมดเหลือไม่กี่ถาดเลยแกล้งคุยกัน เพื่อนอีกคนเสนอว่าผมที่เขียนบล็อกเป็นประจำน่าเกาะตัวแทนประเทศดังเสียหน่อยโดยการสัมภาษณ์อะไรก็ได้แล้วมาเขียนบล็อก คุยไปมาก็จบที่สัมภาษณ์ปัญหาตรงหน้านี่แหละ\u0026hellip; \u0026ldquo;สั่งเนื้อชาบูไงถึงจะถูกวิธีให้กินหมด\u0026rdquo;\nแน่นอนเพื่อนอุตส่าห์ได้เป็นตัวแทนประเทศไปร่วมงานแอปเปิ้ล ก็ต้องพิเศษหน่อย มีอัดคลิปสัมภาษณ์มาด้วย\nจากคลิปสัมภาษณ์ครับ แน่นอนคุณฟีมเป็นนักศึกษาจากคณะไอที ที่ได้ทุนจากบริษัทเทคโนโลยี เขาคนนี้ก็จึงเอาความสามารถด้านไอทีมาแก้ปัญหาการสั่งเนื้อชาบูโดยการประยุกต์หลักการ Agile มาใช้นะครับ จะเห็นได้ว่าการที่เราเอาความหิวตั้งต้นเป็นความต้องการ (Requirement) มาสั่งที่อยากกินแบบรวดเดียว แล้วมานั่งกินให้หมดเลยก็ไม่ต่างอะไรจากการทำงานแบบ Waterfall นะครับ ดังนั้นหากเรานำ Agile มาใช้ ค่อย ๆ สั่งทีละนิด แล้วปรับปรุงสิ่งที่เราจะสั่งตามความต้องการของคนกินที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เราก็จะสามารถรับมือกับความต้องการและความอิ่มที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นมาได้นั่นเองครับ\nคำตอบเยี่ยมจริง ๆ ครับ สมแล้วที่เป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยปีนี้ที่ได้รับทุนจาก Apple ครับ\nสุดท้ายนะครับ สิ่งที่พวกผมและคุณฟีมได้เรียนรู้ในการกินชาบูครั้งนี้ครับ\u0026hellip; อย่าสั่งตอนหิว!! มันกินไม่หมด!!\nขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบครับ\nขอขอบคุณภาพและชื่อบทความที่เอามาเปิดหัวเรื่องครับ\nภาพปกจากเว็บไซต์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สจล. นักเรียนไทยหนึ่งเดียว ที่ได้รับทุนจาก Apple เข้าร่วมงาน WWDC 2019 พูดคุยกับนักศึกษาไทยหนึ่งเดียวที่ได้ทุน Scholarship จาก Apple เข้าร่วมงาน WWDC2019 สหรัฐอเมริกา สัมภาษณ์พิเศษ นักศึกษาไทยคนเดียว ที่ได้ทุนจาก \u0026ldquo;แอปเปิ้ล\u0026rdquo; ในปีนี้ ","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/exclusive-interview-the-only-one-thai-student-got-apple-scholarship-wwdc/","summary":"\u003cp\u003e\u003cstrong\u003e\u0026ldquo;นักเรียนไทยหนึ่งเดียว ที่ได้รับทุนจาก Apple เข้าร่วมงาน WWDC 2019\u0026rdquo;\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003e\u0026ldquo;สัมภาษณ์พิเศษ นักศึกษาไทยคนเดียว ที่ได้ทุนจาก “แอปเปิ้ล”ในปีนี้\u0026rdquo;\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003e\u0026ldquo;Apple ให้ทุน #เด็กไอที #สจล ร่วมงาน WWDC 2019 ที่สหรัฐฯ\u0026rdquo;\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003e\u0026ldquo;พูดคุยกับนักศึกษาไทยหนึ่งเดียวที่ได้ทุน Scholarship จาก Apple เข้าร่วมงาน WWDC\u0026rdquo;\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาหลายคนคงได้เห็นพาดหัวข่าวและบทความสัมภาษณ์เหล่านี้ผ่านตากันบ้าง กับเรื่องราวของนายพัชรพล จอกสมุทร หรือที่เพื่อน ๆ เรียกว่า \u0026ldquo;ฟีม\u0026rdquo; ด้วยผลงานได้รับทุนจาก Apple เพื่อไปเข้าร่วมงาน WWDC หรืองานประชุมเปิดตัวนวัตกรรมของบริษัท Apple ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eบทความมากมายเขียนถึงความเก่งและความขยันที่มุมานะอันได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่เห็นเป็นประจักษ์ชัดเจนและโดดเด่นจนเป็น \u0026ldquo;หนึ่งเดียว\u0026rdquo; ของประเทศไทยในปีนี้ที่ได้ทุนดังกล่าว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eและนั่นคือเบื้องหน้าทั้งหมดที่หาอ่านได้จากสัมภาษณ์ตามอินเตอร์เน็ตทั่วไป แต่ใครจะรู้ครับว่าหนึ่งเดียวคนไทยคนนี้มีเบี้องหลังที่เลวร้ายยังไงเมื่ออยู่นอกฉากการสัมภาษณ์ครับ และใช่ครับวันนี้บล็อกของผมได้นำบทสัมภาษณ์เบื้องหลังสุดพิศดารมาเผยแพร่สู่สาธารณะชน บทสัมภาษณ์ระดับนี้ เจ้าหญิงไอทีก็ไม่มีทางได้มา The Standard ก็อย่าฝันครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eจบการอารัมภบท\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องของเรื่องคือไปกินชาบูด้วยกันครับ แล้วมันสั่งเนื้อมาอย่างเยอะ กินไม่หมดเกือบโดนปรับ สุดท้ายนั่งกล้ำกลืนฝืนกินกันจนหมด โชคดีคืนได้สามถาด สุดท้ายเลยไม่โดนปรับ\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องทั้งหมดเริ่มมาจากการทักไปหาตอนบ่าย ๆ ว่านัดเจอกินข้าวกัน สุดท้ายตกลงไปเจอกันที่สยามพาราก้อน เลือกร้านชาบูกัน ระหว่างรอคิว 30 นาที มันก็สั่งอาหารกันไป กะว่าถ้าเข้าไปนั่งแล้วอาหารจะมาเสิร์ฟเลย ระหว่างมันสั่งกันผมก็นั่งทำงานไม่ได้ฟังว่าสั่งอะไร แค่ตอบว่าเอาน้ำชากับข้าวญี่ปุ่นด้วย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสุดท้ายเข้าไปนั่ง จำได้เลย เนื้อมาอย่างเยอะ ทั้งเนื้อวัว หมู หมูพิเศษ ตั้งเรียงเป็นทาวเวอร์สูงเกือบมิดหัว\u003c/p\u003e","title":"[Exclusive] บทสัมภาษณ์นศ.ไทยหนึ่งเดียว ได้รับทุนจาก Apple ที่หาอ่านที่อื่นไม่ได้ กับปัญหาระดับชาติ สั่งชาบูยังไงให้กินหมด..."},{"content":" บทความนี้ไม่ได้ต้องการชี้นำเลขดีเลขเด็ดหรือใบ้เลขแต่อย่างใด เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน (มาก ๆ)\nปกติแล้วแม่ผมชอบเล่าเรื่องคนรอบตัวแม่ที่ไปเจอหมอดีให้เลขเด็ดถูกหวยตลอดมาเล่าให้ฟังเรื่อย ๆ พอนั่งฟังว่าหมอดูคนนั้นคนนี้แม่นให้เลขดีก็เกิดสงสัย คำว่าแม่นที่ใช้กับหมอดูแต่ละคนเนี่ยมันมีนัยสำคัญทางสถิติอะไรไหม หรือเขาบอกมาสองตัวท้าย 10 เลขแล้วให้สุ่มเอาเองแล้วมันมีคนถูกเลยบอกว่าแม่นอะไรแบบนั้น?\nเรื่องหมอดูก็ความเชื่อส่วนบุคคลไป ไม่ค่อยอยากยุ่งเท่าไหร่เพราะการจะไปตามเก็บข้อมูลมันก็ลำบากเกินไป ดังนั้นเลยมานั่งคิดแทนว่าพวกเลขหวยมันมีรูปแบบอะไรพิเศษในการออกรางวัลไหม หรือมันมีค่าบางอย่างที่ดูโดดเด่นขึ้นมาหากเอามาคำนวน สุดท้ายก็เลยเกิดไอเดียว่าน่าจะลองเอาเลขหวยย้อนหลังสักสิบปีมาตรวจดูเผื่อเจออะไร\nความจริงบทความนี้เขียนหัวข้อว่า \u0026ldquo;สถิติ\u0026rdquo; แต่ความจริงก็แค่มานับเลขเล่น ๆ เท่านั้นเอง ก็คงไม่ได้สถิติจ๋าอะไร\nทำไมไม่ลองหารูปแบบการออกของหวย ประโยคนี้เพื่อนหลายคนก็ถาม (แม่ยังถามเลย)\nถ้าคนเคยนั่งดูกองสลากออกเลขรางวัลจะรู้เลยว่าหวยไทยไม่เหมือนหวยบางประเทศที่มีอัลกอลิธึมเบื้องหลัง ของไทยคือสุ่มมาก ๆ หมุนลูกกลม ๆ รอเปิดให้เลขตกลงมาบ้างหรือเป่าอากาศให้บอลลอยแล้วเลือกมาสักเลขบ้าง ดังนั้นเชื่อทันทีว่ามันไม่มีรูปแบบอะไรเบื้องหลังการออกหวยหรอก นอกจากความสุ่มล้วน ๆ\nเอาจริงก็เจอคนใช้ Machine learning มาคาดเดาเลขหวยงวดในอนาคตอยู่ เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้\u0026hellip;\nรางวัลไหนน่าเล่นสุด มาพูดถึงรางวัล หวยไทยมี 9 ประเภทรางวัลดังนี้\nรางวัลที่ หนึ่ง - 1 รางวัล มูลค่า 6,000,000 บาท รางวัลที่ สอง - 5 รางวัล มูลค่า 200,000 บาท รางวัลที่ สาม - 10 รางวัล มูลค่า 80,000 บาท รางวัลที่ สี่ - 50 รางวัล มูลค่า 40,000 บาท รางวัลที่ ห้า - 100 รางวัล มูลค่า 20,000 บาท รางวัลข้างเคียงรางวัลที่หนึ่ง - 2 รางวัล มูลค่า 100,000 บาท รางวัลเลขหน้า 3 ตัว เสี่ยง 2 ครั้ง - 2,000 รางวัล มูลค่า 4,000 บาท รางวัลเลขท้าย 3 ตัว เสี่ยง 2 ครั้ง - 2,000 รางวัล มูลค่า 4,000 บาท รางวัลเลขท้าย 2 ตัว เสี่ยง 1 ครั้ง - 10,000 รางวัล มูลค่า 2,000 บาท (ข้อมูลจากสำนักสลากกินแบ่งรัฐบาล)\nถ้าไม่นับว่าสมัยก่อนรางวัลสามตัวท้ายไม่แยกหน้าหลัง นับแต่หลังก็จะมีเก้าประเภทรางวัลแต่หากนับสมัยก่อนก็จะถือว่ามีแปดประเภทรางวัล\nจากรายการประะเภทรางวัลด้านบน มองดูค่าความน่าจะเป็นในการถูกก็ควรเลือกลุ้นกับเลขรางวัลสองตัวท้ายเพราะมีรางวัลให้มากสุด หรือมองอีกทางคือเราลุ้นแค่เลขหนึ่งชุดจากหนึ่งร้อยชุด หรือก็คือ 00-99 นั่นเอง\nเอาจริงนอกจากเรื่องความน่าจะเป็นแล้ว ผมดึงข้อมูลย้อนหลังมาดู รางวัลอื่น ๆ แทบไม่เคยออกซ้ำกันเลย เช่น รางวัลที่หนึ่งไม่เคยออกซ้ำกันเลยนับตั้งแต่ปี 2549 จนถึง 2562 หรือรางวัลที่ห้าที่มีถึงร้อยรางวัลก็มีเลขออกซ้ำกันมากสุดแค่สามครั้งเท่านั้น น้อยจริง ๆ แต่รางวัลสองตัวท้ายนั้นออกซ้ำกันถึงเจ็ดครั้งในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา และมีเลขที่ซ้ำกันแบบนี้ถึงสามตัว ซึ่งเป็นเลขอะไรนั้นจะเขียนในบทต่อไป\nเลขสองตัวท้ายไหนออกซ้ำบ่อยสุด ทีนี้พอรู้แล้วว่าสองตัวท้ายน่าลองเล่นสุด ผมก็ลองเขียนโปรแกรมค้นหาข้อมูลประวัติรางวัลย้อนหลังมาตรวจดูว่ารางวัลสองตัวท้ายมีเลขไหนไหมที่ออกซ้ำกันบ่อย ๆ ซึ่งผลที่ได้คือ\u0026hellip;\nพบเลขท้ายสองตัวสามชุดที่ออกซ้ำกันมากที่สุด ซึ่งก็คือเลข 85, 79, และ 05 ที่ออกซ้ำมาแล้วถึงเจ็ดครั้งในรอบสิบกว่าปีและออกเกือบทุกปีด้วย! ซึ่งผมเลยลองทำตารางง่าย ๆ แจกแจงออกมา โดยแนวตั้งคือเดือน แนวนอนคือปี และเลขที่ปรากฏคือเลขรางวัลสองตัวท้ายที่ถูกในเดือนนั้น แต่มีช่องนึงมีสองเลขเพราะถูกเดือนเดียวกันคนละงวดครับ\nส่วนตารางย่อยด้านล่างคือผลรวมจำนวนครั้งการถูกรางวัลสองตัวท้ายของเลขทั้งสามในแต่ละปี แนวตั้งดูตามแกนเลขปี ส่วนแนวนอนคือตัวเลขสองตัวท้ายครับ\nอย่างที่เห็น เลขสามตัวนี้ออกเกือบทุกปียกเว้นปี 2553 (ค.ศ. 2010)\nณ ตอนนี้ถ้าเราโยนความคิดเรื่องสถิติทิ้งไปชั่วครู่แล้วลืมไปว่ากลไกการออกคะแนนมันสุ่มเลขแบบดีมาก ๆ ไร้ซึ่งรูปแบบ แล้วมาคิดว่าด้วยเหตุผลเหนือธรรมชาติบางอย่างมันดลบันดาลให้เลขสามชุดนี้ออกบ่อยแทบทุกปี ดังนั้นหากเราเลือกแทงเลขใดเลขหนึ่งบ่อย ๆ ในหนึ่งปีก็มีโอกาสสูงที่เลขนั้นจะออกซ้ำมาอีก ถึงแม้จะไม่การันตีก็เถอะ\u0026hellip;\nซื้อยังไงให้คุ้ม ? สุดท้ายก็เลยเอาข้อมูลตัวนี้ไปนั่งคุยกับคนในห้องแล็ปว่าจะทำยังไงให้เราเล่นแล้วได้กำไรสูงสุดถ้าเราเชื่อว่าเลขมันอาจจะออกทุกปี\nวิธีแรก เสนอโดยผม คือ เราก็เล่นเลขนั้นทุกงวดเลยสิ ปีนึงมี 24 งวด ตีเลขกลม ๆ ว่าหวยใบละร้อยบาท (ถึงแม้รัฐจะบอกกำกับราคาที่ 90 บาทก็เถอะ) โดยรางวัลสองตัวท้ายนั้นมูลค่าสองพันบาท หากเราเล่นไปตั้งแต่ต้นปีแล้วถูกสักตัวก่อนจบเดือนตุลาคม (งวดที่ยี่สิบ) เราก็จะได้กำไรไม่มากก็น้อย ซึ่งก็ใช้ดวงพอสมควร\nวิธีที่สอง เสนอโดยพี่ป.โทท่านหนึ่ง พี่เขาเสนอว่า งี้ก็รอครึ่งปีก่อนให้ผ่านไปสิบสองงวดแล้วค่อยเริ่มเล่น หากครึ่งปีแรกมันยังไม่มีเลขไหนในสามตัวนี้โผลมาเลย เราก็จะลดความเสี่ยงได้ครึ่งนึงแล้วมีโอกาสได้กำไรมากขึ้น\nวิธีที่สาม เสนอโดยผมอีกรอบ ผมบอกว่าเอาวิธีที่สองมาปรับปรุง รอครึ่งปีเสร็จ ครึ่งปีหลังเราก็ซื้อหวยถือละสองเลขเลยเพราะขึ้นปีแรกเราไม่ได้ใช้เงินไปกับหวยเลย เราเลยมีเงินเหลือครึ่งปีหลังอีกเท่านึง ซึ่งมันจะเพิ่มโอกาสถูกรางวัลขึ้นสองเท่า ซึ่งจากตารางด้านบนเป็นผมก็จะเล่น 85 และ 79 เพราะเลขสองตัวนี้จะสลับถูกกันทุกปีไม่ก็ถูกคู่กันในปีนั้น หาก 85 ไม่ถูก ก็อาจจะถูก 79 เป็นได้\nวิธีที่สี่ เสนอโดยรุ่นน้อง รุ่นน้องบอกว่าให้เลือกซื้อเดือนคี่หรือคู่แทน ซึ่งอันนี้ผมก็ยังไม่เก็ตไอเดียจริง ๆ\nแต่อย่างไรก็ดี ทุกวิธีที่กล่าวมานี้ก็มีข้อเสียคือ ถ้ามันไม่ถูกเลยทั้งปีก็ขาดทุนไม่ได้อะไรเลย\u0026hellip;\nสรุปเอาไงดี? สรุปก็คือ ถ้าเงินเหลือเอามาเล่นทุกงวดตกปีละสองพันกว่าบาทก็คงไม่หนักหนา ฝากธนาคารไปได้ดอกเบี้ย 0.5% สู้มาลุ้นหวยได้กำไรสูงกว่าแถมลุ้นดีด้วยก็อาจจะได้ แต่ถ้าไม่อยากเสี่ยงก็เอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นเหอะ\u0026hellip;\nทั้งนี้ทั้งนั้นหวยคือการสุ่มแบบสมบูรณ์มาก ๆ หารูปแบบตายตัวของมันไม่ได้ ดังนั้นบทความนี้ก็จะไม่ขอการันตีอะไรทั้งนั้นหากมีคนเอาวิธีนี้ไปลองก็รับความเสี่ยงเอาเองนะครับ\nเครื่องมือที่ใช้ ข้อมูลทั้งหมดประมวลผลบน Python3 ใช้ pandas กับ jupyter ช่วยเขียนเรียกข้อมูลรางวัลหวยทั้งหมดและนำมาคำนวนจำนวนที่เกิดครับ\nสำหรับข้อมูลหวยย้อนหลัง ต้องขอบคุณข้อมูลจาก https://github.com/vicha-w/thai-lotto-archive ถ้าไม่ได้ repo นี้ก็คงลำบากต้องนั่งเขียน web crawler วิ่งเก็บข้อมูลเองแน่ ๆ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/thai-lottery-analysis-with-reward-log/","summary":"\u003cblockquote\u003e\n\u003cp\u003eบทความนี้ไม่ได้ต้องการชี้นำเลขดีเลขเด็ดหรือใบ้เลขแต่อย่างใด เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน (มาก ๆ)\u003c/p\u003e\n\u003c/blockquote\u003e\n\u003cp\u003eปกติแล้วแม่ผมชอบเล่าเรื่องคนรอบตัวแม่ที่ไปเจอหมอดีให้เลขเด็ดถูกหวยตลอดมาเล่าให้ฟังเรื่อย ๆ พอนั่งฟังว่าหมอดูคนนั้นคนนี้แม่นให้เลขดีก็เกิดสงสัย คำว่าแม่นที่ใช้กับหมอดูแต่ละคนเนี่ยมันมีนัยสำคัญทางสถิติอะไรไหม หรือเขาบอกมาสองตัวท้าย 10 เลขแล้วให้สุ่มเอาเองแล้วมันมีคนถูกเลยบอกว่าแม่นอะไรแบบนั้น?\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องหมอดูก็ความเชื่อส่วนบุคคลไป ไม่ค่อยอยากยุ่งเท่าไหร่เพราะการจะไปตามเก็บข้อมูลมันก็ลำบากเกินไป ดังนั้นเลยมานั่งคิดแทนว่าพวกเลขหวยมันมีรูปแบบอะไรพิเศษในการออกรางวัลไหม หรือมันมีค่าบางอย่างที่ดูโดดเด่นขึ้นมาหากเอามาคำนวน สุดท้ายก็เลยเกิดไอเดียว่าน่าจะลองเอาเลขหวยย้อนหลังสักสิบปีมาตรวจดูเผื่อเจออะไร\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eความจริงบทความนี้เขียนหัวข้อว่า \u0026ldquo;สถิติ\u0026rdquo; แต่ความจริงก็แค่มานับเลขเล่น ๆ เท่านั้นเอง ก็คงไม่ได้สถิติจ๋าอะไร\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"ทำไมไมลองหารปแบบการออกของหวย\"\u003eทำไมไม่ลองหารูปแบบการออกของหวย\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eประโยคนี้เพื่อนหลายคนก็ถาม (แม่ยังถามเลย)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eถ้าคนเคยนั่งดูกองสลากออกเลขรางวัลจะรู้เลยว่าหวยไทยไม่เหมือนหวยบางประเทศที่มีอัลกอลิธึมเบื้องหลัง ของไทยคือสุ่มมาก ๆ หมุนลูกกลม ๆ รอเปิดให้เลขตกลงมาบ้างหรือเป่าอากาศให้บอลลอยแล้วเลือกมาสักเลขบ้าง ดังนั้นเชื่อทันทีว่ามันไม่มีรูปแบบอะไรเบื้องหลังการออกหวยหรอก นอกจากความสุ่มล้วน ๆ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเอาจริงก็เจอคนใช้ Machine learning มาคาดเดาเลขหวยงวดในอนาคตอยู่ เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"รางวลไหนนาเลนสด\"\u003eรางวัลไหนน่าเล่นสุด\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eมาพูดถึงรางวัล หวยไทยมี 9 ประเภทรางวัลดังนี้\u003c/p\u003e\n\u003col\u003e\n\u003cli\u003eรางวัลที่ หนึ่ง - 1 รางวัล มูลค่า 6,000,000 บาท\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eรางวัลที่ สอง - 5 รางวัล มูลค่า 200,000 บาท\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eรางวัลที่ สาม - 10 รางวัล มูลค่า 80,000 บาท\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eรางวัลที่ สี่ - 50 รางวัล มูลค่า 40,000 บาท\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eรางวัลที่ ห้า - 100 รางวัล มูลค่า 20,000 บาท\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eรางวัลข้างเคียงรางวัลที่หนึ่ง - 2 รางวัล มูลค่า 100,000 บาท\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eรางวัลเลขหน้า 3 ตัว เสี่ยง 2 ครั้ง - 2,000 รางวัล มูลค่า 4,000 บาท\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eรางวัลเลขท้าย 3 ตัว เสี่ยง 2 ครั้ง - 2,000 รางวัล มูลค่า 4,000 บาท\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eรางวัลเลขท้าย 2 ตัว เสี่ยง 1 ครั้ง - 10,000 รางวัล มูลค่า 2,000 บาท\u003c/li\u003e\n\u003c/ol\u003e\n\u003cp\u003e(ข้อมูลจากสำนักสลากกินแบ่งรัฐบาล)\u003c/p\u003e","title":"หวยจะออก ซื้อเลขไหนดี? ตรวจสถิติหวยย้อนหลัง 296 งวด"},{"content":"ผสมโซดา ทดลองเมื่อ 4/3/2561 ที่อยากลองเพราะปกติเวลาไปกินเที่ยวกับแม่ หรือสมัยเที่ยวกับเพื่อน ก็เห็นเพื่อนเอา Blend 285 หรือเหล้าสีประมาณนี้มาผสมกับโซดากินกัน เลยเอา Jack Daniel\u0026rsquo;s Tennessee Honey ขวดนี้มาลองผสมบ้างเผื่อจะมีอะไรน่าสนใจ น่าค้นหา หลังจากผสมลองดื่มก็พบว่ารสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของ Honey สูญหายไปกลับการเจือจางของน้ำโซดา (หรือเราผสมไม่ดีพอ) พอดื่มเข้าไปกลิ่นและรสน้ำผึ้งที่ควรจะได้สัมผัสกับลิ้นดันเจือจางมาก เหลือทิ้งไว้แต่รสของวิสกี้ธรรมดา ไม่โดดเด่นอะไรเลย\nแต่\u0026hellip; ในความสูญเสียของเอกลักษณ์ของน้ำผึ้งกลับได้ความสนุกสนานของรสสัมผัสกลับมาแทน เพราะโซดาไปเจือจางให้ความแรงน้อยลง แล้วรสซ่าของโซดาทำให้กินง่ายขึ้น จนสุดท้ายภาพรวมของมันดูกินง่าย แต่ผมว่าวิสกี้ตัวอื่นก็ทิ้งรสสัมผัสแบบนี้ไม่ต่างกันเท่าไหร่กรณีกินกับโซดา\nผสมโค้ก ทดลองเมื่อ 5/3/2561 วันนี้ได้ลองเอามาผสมโค้ก ปรากฏแย่กว่าเมื่อวานอีก เมื่อวานโซดามันเป็นแค่น้ำเปล่าไม่ออกรสชาติมาก มันเลยได้รสของวิสกี้มาพอควร แต่รอบนี้พอเป็นโค้ก พังหมดเลย ความหวานของโค้กก็ตีกับน้ำผึ้ง ส่วนน้ำผึ้งก็ไม่ยอมแพ้มาตีสู้กับรสโค้ก กลายเป็นจะรสโค้กก็เพี้ยนเพราะน้ำผึ้ง ส่วนรสน้ำผึ้งก็เพี้ยนเพราะรสโค้ก ดื่มไปมันก็จะงง ๆ ว่าตกลงเราพยายามจะลิ้มรสอะไรกันแน่ ไม่มีอะไรเด่นเลย ส่วนรสวิสกี้ก็ไม่ค่อยแน่น เพราะสองตัวก่อนหน้าตีกันอยู่\u0026hellip;\nรอบนี้ไม่ได้ถ่ายภาพนะครับ เพราะถ่ายไปก็ไม่ต่างกับแก้วโค้กธรรมดา\nผสมชเว็ป ทดลองเมื่อ 10/3/2561 เมื่อวานได้ลองเอาชเว็ปมาผสมกับวิสกี้บ้าง เพราะคิดว่าความเป็นมะนาวของมันน่าจะทำให้มีอะไรน่าตื่นเต้น ผลปรากฏว่าไม่ค่อยต่างจากกรณีของโค้กสักเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายความหวานมันตีกันทำให้เอกลักษณ์น้ำผึ้งหายไป พยายามลองทั้งสองแบบเลยทั้งชเว็ปเยอะกว่าวิสกี้ ผลคือนั่นแหละ รสชาติและกลิ่นน้ำผึ้งมันหาย ได้มาอ่อนมาก พอลองผสมวิสกี้ให้มากกว่าชเว็ป ก็รสชาติพิลึก ๆ ไงไม่รู้ แต่โดยรวมแล้วอร่อยกว่าโค้กนะ เพราะมันเหมือนกลายเป็นเหล้าน้ำผึ้งมะนาวซ่า ๆ เป็นอะไรที่ควรลองสักครั้ง บางคนอาจชอบ บางคนอาจไม่ชอบ เมื่อวานเพื่อนบางคนก็บอกชอบอยู่เหมือนกัน\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/mix-jack-denial-honey-with-everything/","summary":"\u003ch2 id=\"ผสมโซดา\"\u003eผสมโซดา\u003c/h2\u003e\n\u003ch6 id=\"ทดลองเมอ-432561\"\u003eทดลองเมื่อ 4/3/2561\u003c/h6\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"IMG_20180304_222444.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eที่อยากลองเพราะปกติเวลาไปกินเที่ยวกับแม่ หรือสมัยเที่ยวกับเพื่อน ก็เห็นเพื่อนเอา Blend 285 หรือเหล้าสีประมาณนี้มาผสมกับโซดากินกัน เลยเอา Jack Daniel\u0026rsquo;s Tennessee Honey ขวดนี้มาลองผสมบ้างเผื่อจะมีอะไรน่าสนใจ น่าค้นหา หลังจากผสมลองดื่มก็พบว่ารสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของ Honey สูญหายไปกลับการเจือจางของน้ำโซดา (หรือเราผสมไม่ดีพอ) พอดื่มเข้าไปกลิ่นและรสน้ำผึ้งที่ควรจะได้สัมผัสกับลิ้นดันเจือจางมาก เหลือทิ้งไว้แต่รสของวิสกี้ธรรมดา ไม่โดดเด่นอะไรเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eแต่\u0026hellip; ในความสูญเสียของเอกลักษณ์ของน้ำผึ้งกลับได้ความสนุกสนานของรสสัมผัสกลับมาแทน เพราะโซดาไปเจือจางให้ความแรงน้อยลง แล้วรสซ่าของโซดาทำให้กินง่ายขึ้น จนสุดท้ายภาพรวมของมันดูกินง่าย แต่ผมว่าวิสกี้ตัวอื่นก็ทิ้งรสสัมผัสแบบนี้ไม่ต่างกันเท่าไหร่กรณีกินกับโซดา\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"ผสมโคก\"\u003eผสมโค้ก\u003c/h2\u003e\n\u003ch6 id=\"ทดลองเมอ-532561\"\u003eทดลองเมื่อ 5/3/2561\u003c/h6\u003e\n\u003cp\u003eวันนี้ได้ลองเอามาผสมโค้ก ปรากฏแย่กว่าเมื่อวานอีก เมื่อวานโซดามันเป็นแค่น้ำเปล่าไม่ออกรสชาติมาก มันเลยได้รสของวิสกี้มาพอควร แต่รอบนี้พอเป็นโค้ก พังหมดเลย ความหวานของโค้กก็ตีกับน้ำผึ้ง ส่วนน้ำผึ้งก็ไม่ยอมแพ้มาตีสู้กับรสโค้ก กลายเป็นจะรสโค้กก็เพี้ยนเพราะน้ำผึ้ง ส่วนรสน้ำผึ้งก็เพี้ยนเพราะรสโค้ก ดื่มไปมันก็จะงง ๆ ว่าตกลงเราพยายามจะลิ้มรสอะไรกันแน่ ไม่มีอะไรเด่นเลย ส่วนรสวิสกี้ก็ไม่ค่อยแน่น เพราะสองตัวก่อนหน้าตีกันอยู่\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eรอบนี้ไม่ได้ถ่ายภาพนะครับ เพราะถ่ายไปก็ไม่ต่างกับแก้วโค้กธรรมดา\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"ผสมชเวป\"\u003eผสมชเว็ป\u003c/h2\u003e\n\u003ch6 id=\"ทดลองเมอ-1032561\"\u003eทดลองเมื่อ 10/3/2561\u003c/h6\u003e\n\u003cp\u003eเมื่อวานได้ลองเอาชเว็ปมาผสมกับวิสกี้บ้าง เพราะคิดว่าความเป็นมะนาวของมันน่าจะทำให้มีอะไรน่าตื่นเต้น ผลปรากฏว่าไม่ค่อยต่างจากกรณีของโค้กสักเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายความหวานมันตีกันทำให้เอกลักษณ์น้ำผึ้งหายไป พยายามลองทั้งสองแบบเลยทั้งชเว็ปเยอะกว่าวิสกี้ ผลคือนั่นแหละ รสชาติและกลิ่นน้ำผึ้งมันหาย ได้มาอ่อนมาก พอลองผสมวิสกี้ให้มากกว่าชเว็ป ก็รสชาติพิลึก ๆ ไงไม่รู้ แต่โดยรวมแล้วอร่อยกว่าโค้กนะ เพราะมันเหมือนกลายเป็นเหล้าน้ำผึ้งมะนาวซ่า ๆ เป็นอะไรที่ควรลองสักครั้ง บางคนอาจชอบ บางคนอาจไม่ชอบ เมื่อวานเพื่อนบางคนก็บอกชอบอยู่เหมือนกัน\u003c/p\u003e","title":"คุ้ยของในห้องมาลองผสมดื่มกับ Jack Daniel's Tennessee Honey"},{"content":"สวัสดีครับ กลับมาเขียนบล็อกต่ออีกครั้งหลังจากหายไปนาน ที่หายไปนานเพราะอยากเน้นอ่านหนังสือเรื่องเล่าอื่น ๆ เพื่อเอามาเกลาวิธีการเขียนบล็อกของเราบ้าง ซึ่ง\u0026hellip; สุดท้ายก็ไม่ได้อ่านหนังสือเท่าไหร่ แต่ก็ยังอยากเขียนบล็อกเหมือนเดิม\nถึงแม้จะกลับมาไทยจะสี่เดือนแล้วแต่ก็ยังอยากเขียนบล็อกชีวิตในฮอกไกโดเก็บไว้ บล็อกนี้อยากเล่าเรื่องชีวิตในฮอกไกโดช่วงที่ไปทำวิจัยระยะสั้นครับ แต่ก็ขอเล่าเพียงชีวิตประจำวันธรรมดาไม่ยาวมาก ไม่อยากให้บล็อกนี้ยาวเกินไปจนน่าเบื่อ จะพยายามย่อชีวิตเรื่อย ๆ สี่เดือนทั้งหมดให้เหลือในบล็อกที่อ่านสักสิบนาทีจบ\nเท้าความก่อนว่าตัวผมได้ไปฝึกงานที่มหาวิทยาลัยฮอกไกโดในคณะ Graduate school of information science and technology ที่ห้องแล็บ Intelligent Information Systems ครับ มหาลัยนี้ตั้งอยู่กลางเมืองซัปโปโรเลย ถ้าใครไปเที่ยวก็คงมีโอกาสได้แวะเข้าไปเที่ยวเพราะเขาบอกว่าเป็นมหาลัยที่สวยอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่น ส่วนหอพักก็อยู่ที่หอพักนักศึกษานานาชาติ International house kita 8 east ห่างจากมหาลัยประมาณสองกิโลเมตรครับ\nผมย้ายไปอยู่ที่นั่นตั้งแต่ 22 กรกฏาคม ถึง 1 มกราคม ไปคนเดียวล้วน ๆ ไม่มีเพื่อนหรือใครไปเสริมเลย\nงานหลักก็คือทำงานวิจัยให้เสร็จและตีพิมพ์เปเปอร์วิจัยเสร็จภายในสี่เดือนนี้ก่อนกลับมาไทยเพื่อใช้จบหลักสูตรสหกิจ (หลักสูตรฝึกงาน) ดังนั้นชีวิตประจำวันคร่าว ๆ ก็จะเป็นตื่นนอน ไปห้องวิจัย ทำงาน กลับห้องนอน วนลูปอย่างนี้ไปทุกวันเรื่อย ๆ นอกจากว่าวันไหนมีนัดเที่ยวกับคนไทยด้วยกันในมหาลัย\nตอนเช้า ทุกเช้าผมตื่นมาจะอาบน้ำ ไม่ว่าอากาศจะเย็นแค่ไหนก็จะอาบเพราะพอไม่ได้อาบน้ำจะรู้สึกว่ายังไม่พร้อมทำงาน โชคดีห้องน้ำจะรักษาอากาศอุ่นได้ดี ช่วงหน้าหนาวจะไม่ค่อยหนาวมาก และยังมีฮีทเตอร์ในห้องน้ำอีกด้วย แต่ผมอยู่ไม่ถึงช่วงหนาวที่สุดของฮอกไกโด เลยไม่รู้ว่าถ้าหนาวสุดจะเป็นอย่างไร\nกินข้าว ปกติเวลากินข้าวผมมีตัวเลือกสองแบบ คือ หนึ่งเดินไปหาของกินในเซโกะมาร์ท (Seicomart) ที่อยู่ตรงข้ามหอ สอง ปั่นจักรยานไปซื้อขนมปังที่ร้านประจำแล้วเอากลับมากินที่หอ\nร้านเซโกะมาร์ทนี่เป็นมินิมาร์ทประจำฮอกไกโด ไม่มีที่อื่นในญี่ปุ่น จุดเด่นคือทำอาหารสดขาย ไม่เหมือนร้านมินิมาร์ทอื่น ๆ ที่ขายเป็นข้าวกล่องส่งมาจากโรงงานให้เวฟ ของเซโกะมาร์ทมีแบบทำอุ่นร้อนพร้อมกินได้เลย แถมข้อดีของสาขาตรงข้ามหอนี้คือมีที่นั่งกิน! แต่บ่อยครั้งเอามากินในห้องนอนเพราะอยากดู Youtube ไปด้วย\nราคาอาหารจะอยู่ประมาณ 400 - 600 เยน ผมจำเลขเป๊ะ ๆ ไม่ได้\nส่วนอีกร้านคือร้านขนมปังประจำของผม ตั้งอยู่ถนนเดียวกันแต่อยู่ไปทางเหนือสักห้านาทีถ้าปั่นจักรยาน ร้านนี้ทำขนมปังสดใหม่ทุกวัน เวลาปั่นจักรยานถึงบล็อกที่ร้านนี้ตั้งอยู่ก็จะได้กลิ่นขนมปังหอม ๆ ลอยผ่านช่องระบายอากาศออกมา ขนมปังส่วนใหญ่ราคาไม่เกิน 250 เยน มีหลากหลายแนวมาก แบบแฮมเบอร์เกอร์กินอิ่มก็มี หรือขนมรูปกระต่ายน่ารัก ๆ ก็มี\nชื่อร้านผมอ่านไม่ออก เลยขออนุญาติแปะแผนที่แทนเผื่อคนไปเที่ยวอยากไปลอง ร้านไม่รับบัตรเครดิตนะครับ\nเอาจริง ๆ ข้าวเช้านี่ไม่ค่อยได้กินเท่าไหร่ ตื่นสาย พอกินอีกทีก็เป็นข้าวเที่ยงเลย\u0026hellip;\nกินเสร็จจากนั้นก็ปั่นจักรยานตามทางไปมหาลัยต่อเพื่อไปนั่งทำงานครับ ทำงานจนถึงเที่ยงก็ออกไปหาข้าวกิน\nบอกนิดนึงว่าตรงเขตที่ผมอยู่เขาจะแบ่งผังเมืองเป็นบล็อก ๆ ดังนั้นเวลาเรียกก็จะเรียกเป็นทิศแทน เช่น เหนือ 8 ตะวันออก 2 อย่างหอผมนี่ Kita 8 Higashi ก็คือ เหนือไปแปด ตะวันออกมาหนึ่งบล็อก อะไรงี้ครับ\nภาพภายในแล็บขอไม่โพสต์นะครับ ห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัวของห้องทดลอง\nตอนเที่ยง พอเที่ยง ก็ถึงเวลาหยุดพักออกมาตามหาของกิน ถ้าผมตื่นสายหน่อย ข้าวเช้าก็จะกลายเป็นข้าวเที่ยงครับ แต่ถ้ารอบไหนตื่นเร็วมาแต่สาย ๆ ก็จะมาหาข้าวเที่ยงกินในมหาลัย ไม่ก็ละแวกใกล้เคียง สองแหล่งที่ผมหาของกิน คือ โรงอาหารคณะวิศวะ กับ ร้านกะเพรา\nโรงอาหารวิศวะนี่คนเยอะตามปกติช่วงพักเที่ยง เลยมักเลี่ยงมากินช่วงบ่ายแทน อาหารก็ธรรมดา หยิบเลือกจ่ายเงินที่เคาร์เตอร์ครับ แล้วมานั่งกิน มีน้ำชา น้ำเปล่าให้กดฟรี\nส่วนร้านกะเพราก็เป็นร้านอาหารไทย ขายโดยคนญี่ปุ่นที่เคยไปอยู่ไทยมาก่อน ตั้งอยู่ทางประตูทิศใต้ของมหาลัย สาเหตุที่มากินประจำเพราะปกติอาหารไทยในญี่ปุ่นจะแพงมากเพราะเป็นอาหารต่างชาติก็งี้แหละ แต่ร้านนี้เขาขายราคาถูกมาก เทียบกับกับอาหารญี่ปุ่นในเมืองเลย เช่น ข้าวผัดกระเพราประจำวัน (ขายเฉพาะมื้อเที่ยง ราคาพิเศษ) ราคาเพียง 540 เยน\nเจ้าของร้านกะเพราพูดไทยได้นิดหน่อย ซึ่งก็ไม่ได้คล่องมากแต่พอสื่อสารกันรู้เรื่อง\nด้านบนเป็นตำแหน่งร้านครับ เผื่อคนไทยไปเที่ยวซัปโปโร ร้านชื่อกะเพราเลย (Gapao)\nกินเสร็จก็กลับมานั่งทำงานต่อถึงเย็นครับ\nโดยส่วนใหญ่วันธรรมดาผมก็ใช้ชีวิตในห้องแล็ปเป็นหลักเพื่อทำงานให้เสร็จ แต่บางทีอาจมีเดินเล่นในสวนของมหาลัยด้วย แถวสวนก็จะเห็นคนมานั่งเล่น เดินเล่นชิว ๆ เราก็ไปนั่งชมนกชมไม้กับเขา บางครอบครัวเช้า ๆ ก็จะแบกเสื่อมานั่งปิคนิคด้วยก็มี\nตอนเย็น สำหรับช่วงฤดูหนาว ข้อเสียคือพระอาทิตย์ตกเร็วมาก บางครั้งผมเห็นดวงอาทิตย์แค่สามชั่วโมง เพราะตื่นเที่ยง ๆ ออกจากหอก็บ่ายโมงแต่พระอาทิตย์ตกตอนสี่โมงกว่า ๆ งี้ กลายเป็นไม่ได้เห็นพระอาทิตย์สักเท่าไหร่ มาทำงานแปป ๆ ก็จะรู้สึกว่าเย็นแล้วต้องกลับบ้านกลับช่องไปนอน\nปกติเขาบอกว่าคนญี่ปุ่นจะทำงานหนัก กลับดึก ศาสตรจารย์ไม่กลับ นักศึกษาไม่กลับ ซึ่งอันนี้เรื่องจริงในหลาย ๆ แล็บนะครับ แต่แล็บผมเด็กนักศึกษาเขาดูอินดี้หน่อย ๆ สักเกตว่าเขาจะเริ่มมากันตอนบ่ายสองแล้วกลับห้าโมงเย็น\u0026hellip; สุดท้ายผมคือคนที่กลับดึกสุดในแล็ป\nมื้อเย็นผมก็ธรรมดา ไม่กินข้าวโรงอาหารก็หาอะไรกินในเซโกะมาร์ท แต่บางทีก็แวะซุปเปอร์ซื้อของมาทำกับข้าวกิน หรือซื้อข้าวกล่องมากินแทน แต่ที่ทำเป็นประจำคือหาของกินจากแฟมิลี่มาร์ทที่ห่างจากหอพักไปสองบล็อกแทน ข้าวหน้าเนื้อกับเบียร์ซัปโปโรสตาร์นี่อร่อยคู่กันมาก แนะนำให้ไปญี่ปุ่นแล้วหากินดูครับ\nสำหรับของหวาน มีเดือนนึงทุกมื้อเย็นผมจะซื้อฮาเก้นดาสมากินทุกวัน เทียบกับราคาไทยแล้วมันถูกกว่ามาก ยิ่งเทียบกับค่าข้าวในญี่ปุ่นเองยิ่งรู้สึกว่าถูก ถึงแม้จะแพงกว่าไอติมอื่น ๆ สองเท่าก็ตาม\nอีกอย่างที่ชอบซื้อกินก็คือไก่ทอดแฟมมิลี่มาร์ท อร่อยมากถึงมากที่สุดครับ กินบ่อยมาก\nสำหรับวันพิเศษ ๆ หน่อยก็จะมีพี่ ๆ คนไทยชวนไปเที่ยวปั่นจักรยานไปในเมืองนี่แหละ ไปหาของกินอย่างอื่นไม่ก็พาไปร้านเกม ก็ถือว่าได้ลองของกินใหม่ ๆ เพราะบางร้านพูดอิงไม่ได้ เราก็กล้า ๆ กลัว ๆ คุยสั่งอาหารไม่รู้เรื่องก็มีพี่คนไทยพาไป\nเสาร์-อาทิตย์ สองวันนี้ผมไม่ไปคณะครับ เพราะเข้าอาคารไม่ได้ บางครั้งที่ต้องไปเพระาฉุกเฉินก็ต้องเดินตามคนญี่ปุ่นที่มีบัตรไป บางทีก็กลัวเขาคิดว่าเราเป็นโจรหรือเปล่า\u0026hellip;.\nนอกจากทำงาน บางวันเสาร์อาทิตย์ก็มีไปเที่ยวบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะนัดเที่ยวกันวันธรรมดาเย็น ๆ กับพี่คนไทยมากกว่า เช่นพาไปร้านเกมที่เล่นกีฬาอะไรก็ได้ไม่อั้น จ่ายเหมา หรือ ไปหาร้านอาหารอื่น ๆ กิน (ดูหนักเรื่องกิน\u0026hellip;)\nสรุป คือชีวิตที่ฮอกไกโดก็ไม่ได้เฮฮาหรือได้ไปเที่ยวอะไรทุกวันเหมือนคนมาเที่ยวหรือมาไม่กี่สัปดาห์เท่าไหร่ครับ เพราะเรื่องเงินและเรื่องงานที่ต้องทำด้วยก็เลยดูใช้ชีวิตไปวัน ๆ หาของกินใกล้ตัวกินไปวัน ๆ แต่ช่วงเวลาที่อยู่ฮอกไกโดก็ต้องบอกว่าเป็นช่วงที่รู้สึกว่ามีความสุขสุดในรอบหลายปี มีความสุขกับการได้เดินเล่น หาของกินทั่วไปซึ่งในไทยออกมาเดินคงเหงื่อท่วมก่อน แต่ก็กดดันและเครียดเรื่องงานพอสมควร บางคืนก็ไม่ได้นอนเพราะต้องปั่นงาน มีช่วงนึงนอนไม่หลับต้องลุกมานั่งอ่านเปเปอร์วิจัยตอนตีสองให้ง่วง\nตอนเขียนบทความนี้อยู่ก็คิดถึงบรรยากาศที่ญี่ปุ่นจริง ๆ นะครับ อยากกลับไปเที่ยวในฐานะนักท่องเที่ยวบ้าง ไปมาสามรอบไปแต่เรื่องงาน แต่ให้ไปทำงานคงไม่เอา\u0026hellip;\nท้ายบล็อกนี้ก็ต้องขอบคุณเพื่อนชาวญี่ปุ่นกับกลุ่มคนไทยที่พาไปเที่ยว พาไปซื้อของต่าง ๆ ตลอดสี่เดือนตอนนั้นมากนะครับ ถ้ามีโอกาสก็อยากนัดกินข้าวกับพวกพี่คนไทยอีก เช่นพี่โมกับพี่แฮม แล้วก็อยากกลับไปฮอกไกโดหาเพื่อนคนญี่ปุ่นด้วย\nเพิ่มเติมสำหรับคนเดินทางไปเที่ยว หากอยากลองหาร้านค้าทั่วไป ร้านอาหารท้องถื่นที่อาจไม่มีเขียนในเว็บนำเที่ยว ผมเตรียมลิสต์สถานที่พวกนี้ไว้ใน Google map แล้วครับ เผื่อใครอยากลองเปิดดูแวะหาของถูก ๆ กิน\nhttps://goo.gl/maps/3dg2abqPf4A2\nและก็ฝากบล็อกตอนก่อนหน้าที่เขียนเรื่องอาหารการกินตอนอยู่ที่ฮอกไกโดด้วยครับ 3 เดือนผ่านไป วัน ๆ ผมกินอะไรในญี่ปุ่น\u0026hellip;\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/my-ordinary-life-in-hokkaido/","summary":"\u003cp\u003eสวัสดีครับ กลับมาเขียนบล็อกต่ออีกครั้งหลังจากหายไปนาน ที่หายไปนานเพราะอยากเน้นอ่านหนังสือเรื่องเล่าอื่น ๆ เพื่อเอามาเกลาวิธีการเขียนบล็อกของเราบ้าง ซึ่ง\u0026hellip; สุดท้ายก็ไม่ได้อ่านหนังสือเท่าไหร่ แต่ก็ยังอยากเขียนบล็อกเหมือนเดิม\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eถึงแม้จะกลับมาไทยจะสี่เดือนแล้วแต่ก็ยังอยากเขียนบล็อกชีวิตในฮอกไกโดเก็บไว้ บล็อกนี้อยากเล่าเรื่องชีวิตในฮอกไกโดช่วงที่ไปทำวิจัยระยะสั้นครับ แต่ก็ขอเล่าเพียงชีวิตประจำวันธรรมดาไม่ยาวมาก ไม่อยากให้บล็อกนี้ยาวเกินไปจนน่าเบื่อ จะพยายามย่อชีวิตเรื่อย ๆ สี่เดือนทั้งหมดให้เหลือในบล็อกที่อ่านสักสิบนาทีจบ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเท้าความก่อนว่าตัวผมได้ไปฝึกงานที่มหาวิทยาลัยฮอกไกโดในคณะ Graduate school of information science and technology ที่ห้องแล็บ Intelligent Information Systems ครับ มหาลัยนี้ตั้งอยู่กลางเมืองซัปโปโรเลย ถ้าใครไปเที่ยวก็คงมีโอกาสได้แวะเข้าไปเที่ยวเพราะเขาบอกว่าเป็นมหาลัยที่สวยอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่น ส่วนหอพักก็อยู่ที่หอพักนักศึกษานานาชาติ International house kita 8 east ห่างจากมหาลัยประมาณสองกิโลเมตรครับ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"IMG_20181030_163611.jpg\"\n         alt=\"หน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนตึกคณะผมตั้งอยู่ด้านหลังตึกนี้อีกที\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"IMG_20180722_120328.jpg\"\n         alt=\"ห้องพักตอนวันแรกที่ย้ายเข้า\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eผมย้ายไปอยู่ที่นั่นตั้งแต่ 22 กรกฏาคม ถึง 1 มกราคม ไปคนเดียวล้วน ๆ ไม่มีเพื่อนหรือใครไปเสริมเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eงานหลักก็คือทำงานวิจัยให้เสร็จและตีพิมพ์เปเปอร์วิจัยเสร็จภายในสี่เดือนนี้ก่อนกลับมาไทยเพื่อใช้จบหลักสูตรสหกิจ (หลักสูตรฝึกงาน) ดังนั้นชีวิตประจำวันคร่าว ๆ ก็จะเป็นตื่นนอน ไปห้องวิจัย ทำงาน กลับห้องนอน วนลูปอย่างนี้ไปทุกวันเรื่อย ๆ นอกจากว่าวันไหนมีนัดเที่ยวกับคนไทยด้วยกันในมหาลัย\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"ตอนเชา\"\u003eตอนเช้า\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eทุกเช้าผมตื่นมาจะอาบน้ำ ไม่ว่าอากาศจะเย็นแค่ไหนก็จะอาบเพราะพอไม่ได้อาบน้ำจะรู้สึกว่ายังไม่พร้อมทำงาน โชคดีห้องน้ำจะรักษาอากาศอุ่นได้ดี ช่วงหน้าหนาวจะไม่ค่อยหนาวมาก และยังมีฮีทเตอร์ในห้องน้ำอีกด้วย แต่ผมอยู่ไม่ถึงช่วงหนาวที่สุดของฮอกไกโด เลยไม่รู้ว่าถ้าหนาวสุดจะเป็นอย่างไร\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกินข้าว ปกติเวลากินข้าวผมมีตัวเลือกสองแบบ คือ หนึ่งเดินไปหาของกินในเซโกะมาร์ท (Seicomart) ที่อยู่ตรงข้ามหอ สอง ปั่นจักรยานไปซื้อขนมปังที่ร้านประจำแล้วเอากลับมากินที่หอ\u003c/p\u003e","title":"เรื่องเล่าเรื่อยเปื่อยกับการใช้ชีวิตประจำวันในฮอกไกโดของนักเรียนแลกเปลี่ยน"},{"content":"จดกันลืมเพราะหาวิธีแก้นานมาก\nมีปัญหาว่า Fira Sans ไม่สามารถใช้งานบน Xelatex ได้เนื่องจาก build ไม่ผ่านทั้ง ๆ ที่ฟ้อนต์อื่น ๆ บนเครื่องทำงานได้ปกติ หาวิธีแก้หลากหลายทางจาม stackoverflow บอกก็แก้ไม่ได้\nประเด็นที่ต้องใช้ Fira Sans และ Fira Mono คือ ใช้ beamer ทำสไลด์คู่กับธีมของ metropolis ซึ่งเรียกใช้ฟ้อนต์เหล่านั้น\nปัญหาเกิดจากอะไร? ไม่รู้ครับ\nvia GIPHY\nวิธีแก้ \\usepackage[sfdefault]{FiraSans}\nเรียกใช้แพ็กเกจนี้ จบ\nข้อมูลเพิ่มเติมหาได้จาก ลิงค์นี้ครับ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/solved-fira-sans-issue/","summary":"\u003cp\u003eจดกันลืมเพราะหาวิธีแก้นานมาก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eมีปัญหาว่า Fira Sans ไม่สามารถใช้งานบน Xelatex ได้เนื่องจาก build ไม่ผ่านทั้ง ๆ ที่ฟ้อนต์อื่น ๆ บนเครื่องทำงานได้ปกติ หาวิธีแก้หลากหลายทางจาม stackoverflow บอกก็แก้ไม่ได้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eประเด็นที่ต้องใช้ Fira Sans และ Fira Mono คือ ใช้ beamer ทำสไลด์คู่กับธีมของ \u003cstrong\u003emetropolis\u003c/strong\u003e ซึ่งเรียกใช้ฟ้อนต์เหล่านั้น\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"ปญหาเกดจากอะไร\"\u003eปัญหาเกิดจากอะไร?\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eไม่รู้ครับ\u003c/p\u003e\n\u003cdiv style=\"width:100%;height:0;padding-bottom:75%;position:relative;\"\u003e\u003ciframe src=\"https://giphy.com/embed/ZTfTSegFNMnC0\" width=\"100%\" height=\"100%\" style=\"position:absolute\" frameborder=\"0\" class=\"giphy-embed\" allowfullscreen=\"\"\u003e\u003c/iframe\u003e\u003c/div\u003e\n\u003cp\u003e\u003ca href=\"https://giphy.com/gifs/illuminati-ZTfTSegFNMnC0\"\u003evia GIPHY\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"วธแก\"\u003eวิธีแก้\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003e\u003ccode\u003e\\usepackage[sfdefault]{FiraSans}\u003c/code\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรียกใช้แพ็กเกจนี้ \u003cstrong\u003eจบ\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eข้อมูลเพิ่มเติมหาได้จาก \u003ca href=\"http://www.tug.dk/FontCatalogue/firasans/\"\u003eลิงค์นี้ครับ\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e","title":"วิธีแก้ปัญหา Xelatex หา Fira Sans ไม่เจอ"},{"content":"รอรันงานครับ ทำอะไรไม่ได้ ต้องรอข้อมูล คอม 32 Core รันมากเกินมันร้อน แล้วมันร้อง\u0026hellip; คนในแล็ปมองหน้าผมแล้วอายเขาเวลาเครื่องร้อง เลยต้องหาอย่างอื่นทำรอ สรุป มาเขียนบล็อก\u0026hellip;\nเขาบอกว่าสำหรับคนไทย มีสองอย่างที่สำคัญในชีวิตครับ อาหาร กับ อาหารมื้อต่อไป\u0026hellip; ซึ่งปกติผมเป็นคนแบบนั้น กินมื้อเที่ยง กินเสร็จก็นึกต่อเลยว่ามื้อเย็นกินอะไรดี จนกระทั่งเมื่อวาน\u0026hellip; คิดไม่ออกว่ากินอะไรดี เลยตระเวนถามหาข้อมูลและถามคนญี่ปุ่นว่าปกติวัน ๆ นึงพวกยูกินอะไรกัน\nโดยปกติแล้วเวลาหาข้อมูลในเน็ตหรือถามเพื่อนและคนใกล้ตัวเขาก็จะแนะนำโซบะ ข้าวหน้าปลาดิบ ซูชิ เทปันยากิ เนื้อย่าง สุกี้ยากี้ ฯลฯ แต่ประเด็นคือผมไม่ใช่นักท่องเที่ยวไงคุณ\u0026hellip; การแนะนำให้คนอยู่ญี่ปุ่น 3 เดือน และยังต้องอยู่อีก 2 เดือนไปกินของแบบนั้นไม่ต่างกับแนะนำให้คนไทยที่ถามว่าเที่ยงนี้กินอะไรดีไปกินต้มยำกุ้ง เนื้อจระเข้ โต๊ะจีน หมูกระทะกันเลยจริง ๆ คือ มันแพง\u0026hellip; มันไม่ใช่อาหารกินประจำวัน ผมต้องการอาหารที่กินประจำวัน\nซึ่งวันนี้คุยกับคนในเน็ต (ทวิตเตอร์) พอดีว่าปกติอยู่นี่คนทั่วไปวัน ๆ มันกินอะไรกัน ก็เลยคิดว่ามาเขียนบล็อกแนะนำอาหารแบบทั่วไปที่หาไม่เจอตามรีวิวท่องเที่ยวญี่ปุ่น\nในบล็อกนี้ขอใช้หน่วยความ \u0026ldquo;แมส\u0026rdquo; ในการอธิบายความธรรมดาของอาหารแต่ละอย่าง เช่น \u0026ldquo;ข้าวแกงไทยแมสมาก เพราะคนมันกินกันทุกวัน แต่ BBQ Plaza นี่แมสน้อยกว่า เพราะกินกันแค่ตอนเวลาพิเศษ หรือ เงินเดือนออก\u0026hellip;\u0026rdquo; งี้เป็นต้นครับ\nอ่อ และก็อ่านบล็อกตอนก่อนได้นะครับ ไม่ได้โฆษณา แต่ก็ไปอ่านเถอะ ครึ่งปีกับชีวิตติดเกาะญี่ปุ่น Part 1\nอ่อ อีกอย่าง\u0026hellip; เขียนจากประสบการณ์ตรงผม และข้อมูลที่ได้มาจากคนญี่ปุ่นกันเองง ไม่ตรงก็ด่าได้ แต่ด่าแล้วแชร์บล็อกด้วยครับ\nเริ่มจากอย่างแรก\nอาหารโรงอาหาร: แบบเซ็ต (ระดับความแมส: ข้าวแกงไทย) โรงอาหารบริษัท มหาลัย โรงเรียน โรงพยาบาลในไทยที่ไหนไม่มีข้าวแกงก็เถียงมาได้นะครับ เผื่อข้าวแกงมันไม่แมสพอ\u0026hellip;\nผมถามคนญี่ปุ่นคนนึงว่า \u0026ldquo;เห้ ๆ ปกติยูกินไรประจำวัน\u0026rdquo; คำตอบ คือ พวกข้าวเซ็ตแบบญี่ปุ่นที่เห็นกันในอนิเมะและซีรี่ส์ ข้าวสวยถ้วยนึง, ปลาย่าง หมู ไก่แล้วแต่มื้อ, ซุปมิโซะ และ พวกผักผลไม้ต่าง ๆ แต่บางวันเขาก็บอกว่ากินราเมง\nภาพสี่ภาพปนกันระหว่างของโรงอาหารของหอพักที่ NIT Kosen Sendai และ โรงอาหารคณะวิศวะของ Hokkaido University (HU) ครับ ภาพไหนถาดมีสีดูดีหน่อย ก็นั่นแหละครับ ของ Hokkaido University (HU)\nราคาของที่ Kosen จะประมาณ 300-500 ผมจะได้คร่าว ๆ ประมาณนี้ แต่ของ HU จะอยู่ที่เราหยิบกับข้าวครับ ข้าวสวยมีสามไซส์ Small, Medium, Large ปกติผมหยิบจะโดนอยู่ที่ 400-600 เยนครับ\nความอร่อย\u0026hellip; HU อร่อยกว่าครับ แต่แพงกว่าด้วย และมันเลือกได้ ถ้าพวกคุณย้อนไปอ่านบล็อกตอนก่อนผม ก็จะพบว่าของ Kosen มันเลือกได้แบบมีข้อจำกัดมาก\u0026hellip;\nอ่อ โน้ตไว้ครับว่าความจริงอาหารโรงอาหารมีข้าวหน้าต่าง ๆ ด้วยแต่รสชาติมันกับคุณค่ามันดูไม่ค่อยน่าสนใจ ผมเลยไม่ได้พูดถึง คือ ไม่ค่อยได้ลองด้วย มองแล้วไม่ค่อยน่าสน\u0026hellip;\nอาหารโรงอาหาร: ราเมง, โซบะ, อุด้ง (ระดับความแมส: ก๋วยเตี๋ยวชามละ 40) บางคนบอกกินพวกข้าวเซ็ต ๆ มากกว่า บางคนบอกกินพวกเครื่องน้ำแบบนี้มากกว่า อันนี้แล้วแต่คนที่ผมถาม ก็เป็นสไตล์เหมือนเลือกระหว่างข้าวแกงกับก๋วยเตี๋ยวครับ แมสพอกัน\u0026hellip;\nปกติในญี่ปุ่นมันจะมีสามเส้นที่เห็นหลัก ๆ โซบะ, อุด้ง, และ เส้นราเมง\nอุด้ง\u0026hellip; ก็อุด้งแหละครับ น่าจะรู้จักกันหมด\nโซบะกับราเมงนี่คนละอย่าง มาตอนแรกผมไม่รู้\u0026hellip; โซบะเส้นเหลี่ยมแข็ง ๆ หน่อย ส่วนราเมงก็ตามที่เห็นในฮาจิบัง เหลืองอย่างกับหมี่เหลือ แต่เส้นหนากว่า นุ่ม เหนียว กรอบ แล้วแต่ร้านครับ\nถ่ายมาแค่สองอย่าง ความจริงกินมากกว่านี้ อยู่ที่ HU ไม่ค่อยกล้าถ่าย ดูเหมือนนักท่องเที่ยวเกินครับ\u0026hellip;\nราเมงที่นี่จะออกไปทางเค็มกับมัน (คิดว่าเป็นเหมือนกันหมดทั้งประเทศ\u0026hellip;) ถูกปากคนที่นี่มั้งครับ แต่ผมไม่ชอบมันและเค็ม เลยไม่ค่อยได้กินบ่อย ส่วนใหญ่ชามนึงก็ 400-600 เยน ไม่แพงมาก แต่ของ HU มันให้หมูน้อยมาก\u0026hellip; ชิ้นเดียวอ่ะคุณ จะร้องไห้\nครั้งนึงเคยสั่งอุด้งกับเทมปุระ มโนภาพคือกุ้งหรือผักชุบแป้งทอดลอยด้านบนสวย ๆ น่ากิน แต่ด้วยความราคามันถูกแบบอาหารโรงเรียนมหาลัย เทมปุระมันมาแค่ผักที่เป็นเส้น ๆ เล็ก ๆ ชุดแป้งเป็นแพแล้วใส่มาให้\u0026hellip; จะร้อง\u0026hellip;\nอ่อ แต่พวกราเมงด้านนอกผมไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ พวกราเมงด้านนอกราคาจะประมาณ 600 เยนขึ้นไป ก็จะได้คุณภาพดีหน่อย อิ่มแน่นท้อง หรืออย่างภาพด้านล่างนี้ โซบะกับเทมปุระราคา 1000 กว่าเยน ก็อร่อยมากนะครับ แต่ราคาพันอัพ ผมถือว่าแพงหมด\u0026hellip; เลยไม่ค่อยได้กินบ่อย\nYoshinoya (ระดับความแมส: อาหารตามสั่ง) ถ้าเป็นในไทย เราพูดถึงโยชิโนยะมันก็จะไฮโซหน่อย ถึงไม่ได้เท่า Zen, FUJI หรือร้านแพงอื่น ๆ แต่มันก็แพงอยู่ดีเพราะราคามันแตะที่ร้อยอัพเกือบหมด\nตะ.. แต่ เมื่อมันมาอยู่ญี่ปุ่น มันลดเกรดเหลือแค่ระดับความเป็นร้านอาหารข้างทาง\u0026hellip; ผมไปโดนที่ Sendai city ตอนรอรุ่นพี่คนนึง มันเป็นร้านอาหารที่ไม่มีอะไรนอกขากข้าวหน้าเนื้อและหมูและอื่น ๆ นิดหน่อย คนเดินเข้าไปนั่งโต๊ะ หรือ เคาเตอร์ (ผมโดนเคาเตอร์) เรียกพนง.สั่ง กิน ๆ จ่ายเงิน เดินออก แล้วพนง.ก็เดินมาเก็บจาดกับปาด ๆ ผ้าเช็ดโต๊ะ\nทุกวันนี้ฉากปาดผ้ายังติดตามผมอยู่เลย ฟีลลิ่งเหมือนป้าร้านตามสั่งเดินมาเคลียร์โต๊ะให้นศ.แถวลาดกระบังมาก คือ ฟีลร้านข้างทางในไทยมาก คนมากินก็คือมารีบ ๆ กินให้อิ่มแล้วเดินออกไป มนุษย์ทำงานเหมือนจะชอบกัน\nราคาใกล้ ๆ กับอาหารโรงอาหารเลยครับ ไม่แพง เพราะ แมส\nSushi (ระดับความแมส: MK, BBQ Plaza) ทุกครั้งที่พูดถึงอาหารญี่ปุ่น คุณจะนึกถึงซูชิ แต่ คนญี่ปุ่นไม่ได้กินซูชิเป็นอาหารหลัก\u0026hellip;\nครั้งแรกที่ผมพูดถึงซูชิกับคนญี่ปุ่นไม่ว่าจะที่ไหน มันจะหันมาตอบอย่างแรกเลยว่า \u0026ldquo;คนญี่ปุ่นไม่ได้กินซูชิทุกวัน\u0026rdquo; น่าจะฟีลเดียวกับฝรั่งถามว่าทำไมยูไม่กินต้มยำกุ้งมื้อนี้ เอ้า! ก็ไอไม่ได้กินต้มยำกุ้งทุกวัน\u0026hellip; มันเป็นมื้อพิเศษ\nคนญี่ปุ่นบอกให้ฟังว่าส่วนใหญ่เขาก็กินกันในวันพิเศษ โอกาสพิเศษ (น่าจะวันเงินเดือนออกด้วย เขาไม่ได้บอกนะ ผมเดา) เพราะฉะนั้นอาหารที่กินในโอกาสพิเศษในไทยมันมีอยู่ไม่กี่ร้านดัง ๆ ครับ และหนึ่งในนั้นคือ MK (แต่ส่วนตัวผมชอบ BBQ Plaza\u0026hellip;)\nราคามันแพง ประเด็นแรก คนเราคงไม่กินอาหารมื้อละ 2000 - 6000 เยนกันว่าเล่นทุกวันถ้าอาหารต่อมื้อเฉลี่ยมันราคาประมาณ 500 เยน เพราะฉะนั้นวันหลังถ้าผมไปถามใครว่าพรุ่งนี้กินอะไรดี ช่วยอย่าตอบว่า \u0026ldquo;ไปกินซูชิสิ!\u0026rdquo; เว้นแต่โอนเงินมาให้ครับ (หลังไมค์ถามพร้อมเพย์ได้ ถ้าอยากโอน)\nอ่อ ผมกินทุกต้นเดือนเหมือนกันนะ แต่เดือนที่แล้วไม่ได้กินเพราะไปกินเนื้อย่างมาแล้ว\u0026hellip; แล้วก็ไม่ว่างด้วย ปั่นงานรัว ๆ แต่ซูชิในญี่ปุ่นเทียบกับราคาในไทย ปกติเทียบด้วยอัตราแลกเปลี่ยนไม่คำนวน GDP หรือ ค่าแรงขั้นต่ำ อาหารในญี่ปุ่นมักแพงกว่าในไทย แต่สำหรับซูชิในญี่ปุ่นมันถูกใกล้ ๆ ไทยมากและคุณภาพดีกว่ามาก คุณไม่สามารถหาซูชิราคา 30-60 บาทแบบปลาสดคุณภาพดีเยี่ยม ชิ้นใหญ่ ๆ ในไทยได้ หาได้ก็ยาก ปกติไปกินซูชิราคาเท่านี้ไม่ค่อยได้แบบเลิศ ๆ เท่าไหร่ แต่ในญี่ปุ่นคุณหาได้! อร่อยด้วย ลองมาสามร้านแล้ว\nWako (ระดับความแมส: Wako) เป็นมื้อแรก ๆ ที่กินเลย แต่ร้านในญี่ปุ่นไม่มีหม้อข้าวให้ตักแบบไทยแหะ\u0026hellip;\nร้านวาโก้ (ร้านชุดชั้นใน ผมเรียกงั้น มันออกเสียงคล้าย ๆ กัน\u0026hellip;) ขายทงคัตสึ อยู่แถวสยามแต่ที่นี่คืออยู่ Sapporo Station สมัยอยู่ไทยผมชวนเพื่อนไปกินมันไม่มีคนไปกิน สุดท้ายต้องมากินคนเดียวที่ญี่ปุ่น\u0026hellip; ความแมสของมันดูเท่ากับไทย คือ ร้านอาหารในห้างทั่วไปที่คนทั่วไปเขากินกัน แต่ในไทยคนมีตังค์เขากินกันเพราะราคามันสูงกว่าอาหารปกติหลายเท่า\u0026hellip;\nอร่อยครับ แต่ไหงกินไปครึ่งทางแล้วเลี่ยนไม่รู้ ข้อดีคือ! วาโก้ที่นี่ (Sapporo station) มีเมนูอังกฤษ! เย้! ผมมาวันแรก ๆ เลย เดินเข้าไปพนักงานเดินมาหาผมก็เสนอชุดเซ็ตอาหารกลางวันให้ ผมฟังพอออกนะภาษาญี่ปุ่น แต่ตอบไม่ได้ แล้วเขาถามอะไรบางอย่างเพิ่ม ผมฟังไม่ออก ก็เลย \u0026ldquo;sorry?\u0026rdquo; กลับไป เขาก็รู้ทันทีแล้วหันไปหยิบเมนูอังกฤษมาให้ ถือว่าเยี่ยมครับ\nราคาไม่ต่างจากราคาไทยที่เปลี่ยนค่าเงิน พันกว่าเยนเหมือนกันครับ\nข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อ (ระดับความแมส: ข้าวกล่องเซเว่น) ถึงผมจะบอกว่ามันแมสเท่ากับข้าวกล่องเซเว่น แต่คุณภาพมันดีมากนะ พวกข้าวกล่องในญี่ปุ่นนี่อายุประมาณหนึ่งวัน ไม่เก็บข้าง มันเลยสดอร่อยกว่าข้าวกล่องในไทย (มั้ง) ซึ่งไม่แพงด้วย ราคาประมาณ 400-600 เยน อร่อยเทียบเท่ากับอาหารญี่ปุ่นดี ๆ สักมื้อในไทยเลย\nอย่างที่ Hokkaido มีสะดวกซื้อชื่อ Seico Mart ร้านนี้พิเศษคือทำข้าวกล่องสด ๆ ในร้านเลยแล้ววางขาย แล้วมีที่นั่งกินในร้านบางสาขาด้วย สะดวกมาก ผมนี่ซื้อมานั่งกินในร้านประจำ\nความแมสนี่เอาจริงมันแมสกว่าข้าวกล่องเซเว่นหน่อย ปกติอยู่ไทยไม่ค่อยเห็นคนกินข้าวกล่องเซเว่นบ่อย แต่อยู่นี่เจอคนซื้อข้าวกล่องสะดวกซื้อเยอะมาก โดยเฉพาะพวกในซุปเปอร์ที่ข้าวกล่องมันลดราคาค่ำ ๆ ก็นั่นแหละขายดี เคยไปแย่งสินค้าลดราคาหลายรอบเหมือนกัน คุ้มครับ!\nเพราะฉะนั้นเวลาดูอนิเมะหรือซีรี่ย์แล้วตัวละครมันนั่งกินข้าวกล่องสะดวกซื้อคนเดียวเงียบ ๆ อย่าไปเศร้าครับ มันอร่อย!\nมาม่า (ระดับความแมส: มาม่า) คือ\u0026hellip; มันแมสพอ ๆ กันอ่ะครับ ผมไม่รู้จะเทียบไง มันก็มาม่า\u0026hellip; ราคาก็ 150-400 เยน แล้วแต่ความไฮโซของมาม่า มีหลายแบบมาก พวกแบบแห้งนี่ยังไม่เคยลอง ขี้เกียจไปเทน้ำทิ้ง\u0026hellip;\nมาม่านี่ผมซื้อตุนห้องไว้ตลอด เวลาขี้เกียจเดินไปหาอะไรกินด้านนอก และช่วงนี้พายุเข้าบ่อยเผื่อออกไปไหนไม่ได้ด้วย มีประโยชน์ครับ กินแล้วเป็นโรคไตก็ช่างมัน คนจะกิน\nอาหารไทย (ระดับความแมส: อาหารญี่ปุ่นในไทย) คือ อาหารไทยจัดเป็นอาหารต่างประเทศ พวกอาหารต่างประเทศมันก็ราคาสูงกว่าอาหารปกติโดยเฉลี่ยเสมอเพราะปัญหาเรื่อนำเข้าวัตถุดิบ แต่อยู่นี่ผมโชคดีเจอร้านกะเพรา (คือร้านมันชื่อ Gapao เลย) อยู่ติดกับประตูมหาลัยเลย ราคา 500 - 700 เยนต่อจาน อร่อยกินประจำจนเจ้าของร้านจำหน้าได้\nร้านอาหารไทยมีกระจายพอควรในหัวเมืองใหญ่ ๆ ซึ่งคนญี่ปุ่นเขาก็ดูชอบกัน แต่มันก็ไม่ได้แมสมาก อารมณ์เหมือนเราอยู่ไทยแล้วเพื่อนชวนไปกินอาหารญี่ปุ่นกันไม่ว่าจะเป็นอาหารญี่ปุ่นชามละ 60 แถวข้างมหาลัยหรือร้านดี ๆ แถวสุขุมวิทที่มันขายจานละร้อยกว่า มันก็ดูแมสน้อยกว่าอาหารไทยข้าวแกงธรรมดา\nก็ประมาณนี้อาหารญี่ปุ่น พวกอาหารที่บล็อกท่องเที่ยวชอบแนะนำกันผมไม่ค่อยได้ไปกินเท่าไหร่ มันแพงผมไม่ได้มาเที่ยว\u0026hellip; ผมมาอยู่ระยะยาว (หกเดือนก็ยาวแหละ\u0026hellip;) และบางร้านมันไกลด้วย เช่น ผมไปมหาลัยใช้เวลา 10 นาที แต่ถ้าไปหาร้านพวกนั้นกินระหว่างทางผมต้องปั่นจักรยานเพิ่มอีก 20 นาทีไปกลับงี้ครับ ไม่คุ้มเท่าไหร่ อีกอย่างช่วงนี้ปั่นงาน งานยังไม่เสร็จด้วย\nแถมอะไรตลก ๆ คือ มีวันนึงคนญี่ปุ่นกับผมคุยเรื่องอาหารที่กินกันประจำ\nญป: ยูอยู่ไทยปกติกินอะไร\nผม: ผัดกะเพรา ไอกินทุกวันเลย\nญป: แล้วยูมาอยู่ญี่ปุ่นแล้วปกติวัน ๆ ยูกินอะไร\nผม: ก็ผัดกะเพราไข่ดาว\nญป: \u0026hellip;..\nจบ เย้\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/my-daily-meal-in-japan/","summary":"\u003cp\u003eรอรันงานครับ ทำอะไรไม่ได้ ต้องรอข้อมูล คอม 32 Core รันมากเกินมันร้อน แล้วมันร้อง\u0026hellip; คนในแล็ปมองหน้าผมแล้วอายเขาเวลาเครื่องร้อง เลยต้องหาอย่างอื่นทำรอ สรุป มาเขียนบล็อก\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเขาบอกว่าสำหรับคนไทย มีสองอย่างที่สำคัญในชีวิตครับ อาหาร กับ อาหารมื้อต่อไป\u0026hellip; ซึ่งปกติผมเป็นคนแบบนั้น กินมื้อเที่ยง กินเสร็จก็นึกต่อเลยว่ามื้อเย็นกินอะไรดี จนกระทั่งเมื่อวาน\u0026hellip; คิดไม่ออกว่ากินอะไรดี เลยตระเวนถามหาข้อมูลและถามคนญี่ปุ่นว่าปกติวัน ๆ นึงพวกยูกินอะไรกัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eโดยปกติแล้วเวลาหาข้อมูลในเน็ตหรือถามเพื่อนและคนใกล้ตัวเขาก็จะแนะนำโซบะ ข้าวหน้าปลาดิบ ซูชิ เทปันยากิ เนื้อย่าง สุกี้ยากี้ ฯลฯ แต่ประเด็นคือผมไม่ใช่นักท่องเที่ยวไงคุณ\u0026hellip; การแนะนำให้คนอยู่ญี่ปุ่น 3 เดือน และยังต้องอยู่อีก 2 เดือนไปกินของแบบนั้นไม่ต่างกับแนะนำให้คนไทยที่ถามว่าเที่ยงนี้กินอะไรดีไปกินต้มยำกุ้ง เนื้อจระเข้ โต๊ะจีน หมูกระทะกันเลยจริง ๆ คือ มันแพง\u0026hellip; มันไม่ใช่อาหารกินประจำวัน ผมต้องการอาหารที่กินประจำวัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eซึ่งวันนี้คุยกับคนในเน็ต (ทวิตเตอร์) พอดีว่าปกติอยู่นี่คนทั่วไปวัน ๆ มันกินอะไรกัน ก็เลยคิดว่ามาเขียนบล็อกแนะนำอาหารแบบทั่วไปที่หาไม่เจอตามรีวิวท่องเที่ยวญี่ปุ่น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eในบล็อกนี้ขอใช้หน่วยความ \u0026ldquo;แมส\u0026rdquo; ในการอธิบายความธรรมดาของอาหารแต่ละอย่าง เช่น \u0026ldquo;ข้าวแกงไทยแมสมาก เพราะคนมันกินกันทุกวัน แต่ BBQ Plaza นี่แมสน้อยกว่า เพราะกินกันแค่ตอนเวลาพิเศษ หรือ เงินเดือนออก\u0026hellip;\u0026rdquo; งี้เป็นต้นครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอ่อ และก็อ่านบล็อกตอนก่อนได้นะครับ ไม่ได้โฆษณา แต่ก็ไปอ่านเถอะ \u003ca href=\"/posts/half-year-within-japan-island-part-1/\"\u003eครึ่งปีกับชีวิตติดเกาะญี่ปุ่น Part 1\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e","title":"3 เดือนผ่านไป วัน ๆ ผมกินอะไรในญี่ปุ่น..."},{"content":"สวัสดีครับ บล็อกนี้เขียนเล่าความเป็นอยู่ในแดนปลาดิบ ณ ฮอกไกโด ขณะมาทำวิจัย 4 เดือนที่ม.ฮอกไกโดครับ อนึ่ง บล็อกนี้เขียนระหว่างรันงานอยู่ เผื่อที่ปรึกษามาอ่าน ได้บอกได้ว่า ไม่ได้ว่างครับ แต่ทำอย่างอื่นไม่ได้ (ฮา)\nความจริงอยู่นับรวม ๆ ก็อยู่ญี่ปุ่นมาสามเดือนแล้ว รวมตั้งแต่แลกเปลี่ยน Sendai แล้วกลับไทยหนึ่งอาทิตย์แล้วมา Hokkaido ต่อ ซึ่งก็เริ่มคุ้น ๆ กับญี่ปุ่นแล้ว ถึงแม้จะยังมีปัญหากับพนักงานร้านสะดวกซื้อทุกครั้งเวลาพนักงานถามว่า เอาถุงไหม\u0026hellip; ฟังไม่ค่อยออก\nงานวิจัยทำอะไร (ข้ามไปได้ ถ้าไม่อยากอ่านเรื่องเทคนิคครับ) งานวิจัยมาอยู่นี่ทำเรื่อง text detection บนภาพ manga ครับ ถึงแม้ Google จะมี deep learning ขั้นเทพที่ทำ text detection ได้โหดระดับไม่มีทางสู้ได้แล้ว แต่งานผมเป็นการหาวิธีที่ลดไม่ต้องใช้ Deep learning เพื่อช่วยลดเรื่อง computational cost ครับ\nทำไมไม่ใช้ Text detection algorithm ทั่วไปที่มีอยู่? มีคนถามแน่ ๆ ที่ไม่ใช้เพราะ เราตัดเรื่อง Deep learning ไปแล้ว ก็จะเหลือพวกสาย image processing ที่เอาเทคนิคด้านนี้มาตรวจหาข้อความบนภาพ กับพวก Machine learning สายอื่น ๆ แต่ปัญหาคือ วิธีส่วนใหญ่ที่ใช้กับงาน Text detection จะทำเพื่อใช้กับภาพถ่ายครับ ซึ่งเอกลักษณ์ของอักษรและวัตถุในภาพโดยรอบของภาพถ่ายและภาพวาดต่างกันมาก ทำให้บางครั้งเราเอาวิธีที่เคยใช้กับภาพถ่ายมาใช้กับภาพการ์ตูนตรง ๆ ไม่ได้ครับ จึงต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติม\nรายละเอียดเพิ่มเติมรออ่านในเปเปอร์นะครับ ไม่สามารถบอกได้มากกว่านี้\nSendai, Miyagi กลับมาที่เนื้อเรื่องแนวชีวิตประจำวัน เนื่องจากผมอยู่มาสองที่ สองเมือง สองจังหวัด ที่แรกคือ Sendai, Miyagi และปัจจุบันคือ Sapporo, Hokkaido เป็นเวลา 1 เดือน 10 วัน และ 4 เดือน 11 วัน ตามละดับ (แต่ฮอกไกโดพึ่งอยู่ได้สองเดือนครับ) จึงขอเล่าแยกละกัน บล็อกนี้เป็น Sendai ก่อน อีกบล็อกค่อยฮอกไกโด ไม่งั้นจะยาวเกินไป และตอนนี้โค้ดที่รันก็ใกล้เสร็จแล้ว เดี๋ยวต้องทำงานต่อ\u0026hellip;\nSendai เป็นเมืองนอกสายตาคนไทยพอสมควรเห็นจะได้ คนไทยเที่ยวดูจะมีแค่ไปฮอกไกโด โตเกียวกันหลัก ๆ เมืองนี้อยู่แล้วไม่ค่อยเจอคนไทย ถ้าไม่นับว่าอยู่กับกลุ่มพี่ป.โท ป.เอกจาก Tohoku University และไปแวะเที่ยวงานอาหารไทยมา\nผมไปแลกเปลี่ยนที่ National Institute of Technology,Sendai College (Hirose) ซึ่งที่นี่ไม่ใช่มหาลัย และก็ไม่ใช่โรงเรียนมัธยม เป็นคล้าย ๆ โรงเรียนเทคนิคในไทย คือ มีตั้งแต่เทียบเท่าม.ปลาย จนถึง เทียบเท่าปีสองมหาลัย แต่ถ้าเรียนจบแล้วสามารโอนหน่วยกิตเรียบเทียบต่อปีสามมหาลัยอื่นเพื่อเอาปริญญาได้เหมือนกัน\nสถาบันที่ผมอยู่ ห่างจากตัวเมือง Sendai พอสมควร อยู่ห่างจากสถานี Ayashi เดินเท้า 15 นาที แต่ข้อดีคือเมืองเงียบสงบมาก ถูกใจมาก คือหลังสถาบันเป็นแม่น้ำ ภูเขา ป่า ขนาดมีรุ่นพี่บางคนที่เคยมาบอกว่าบางปีมีประกาศระวังหมีออกมา\nถือว่าทริปนี้เป็นการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งที่สอง และเป็นครั้งแรกที่ต้องต่อเครื่องเลย ซึ่งการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกผมเขียนไว้ในบล็อกก่อนหน้าแล้ว ก็ไปอ่านกันได้ครับ บอกเล่าเก้าสิบ ประสบการณ์แข่งโปรเจ็กต์ที่แดนปลาดิบ\nภาพรวมสถาบันที่ผมมาอยู่ก็ไม่รู้จะอธิบายไงดี สะอาดตา โล่ง สงบ อากาศดี และส่วนใหญ่พูดอังกฤษไม่ได้\u0026hellip; ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดไว้แต่แรกแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร\nบางวันที่อยู่ฝนก็ตกปรอย ๆ ทั้งวัน ตกปรอย ๆ ของที่นี่ให้จินตนาการละอองน้ำจากสเปรย์ฟ้อกกี้รีดผ้าครับ แบบนั้นเลย กางร่มแทบไม่ช่วย เพราะมันลอยเข้าใต้ร่มอยู่ดี\u0026hellip; ซึ่งวันที่ฝนตกวิวจากห้องก็แบบภาพด้านบน\nห้องนอน ก็โล่ง ๆ ไม่มีอะไรครับ มีตู้ โต๊ะ เตียง ห้องอาบน้ำ และ ห้องครัวแยกออกไป ห้องอาบน้ำเป็นฝักบัวแยกครับ ไม่ได้อาบน้ำรวม\nห้องทำงาน ให้แบบนี้ มีคอมมีทีวี แอร์ เน็ตครบครับ แต่คอมสองเครื่องซ้ายมีในภาพ ไม่เคยได้ใช้\u0026hellip;\nอาหารการกิน อาหารนี่แบ่งได้สองสามแบบตามใจผม คือ กินในโรงอาหารหอพัก, กินด้านนอกที่ไม่ใช่สะดวกซื้อ, และกินอาหารสะดวกซื้อเช่นข้าวกล่อง\nโรงอาหารหอพัก ความจริงคือในสถาบันมีโรงอาหารหอพัก และโรงอาหารหลัก แต่โรงอาหารหลักขี้เกียจไปกิน ไม่ค่อยได้ไปครับ คนเยอะเกินบางที\nภาพด้านบนคืออาหารโรงอาหารหอพักครับ อาหารตามยถากรรม อย่าไปคาดหวังอะไรกับมันมากครับ แต่เขาบอกอาหารได้สารอาหารครบถ้วน ถึงดูขาด ๆ ก็เถอะ\nโรงอาหารหอพักถ้าจะกินต้องส่งใบตามภาพด้านบนครับ จะมีให้ก่อนวันศุกร์เพื่อเลือกเมนูอาหารที่จะกินสัปดาห์หน้า ก็อ่าน ๆ แล้วเลือกครับ บางช่องคำอธิบายไม่ช่วยอะไรเลย\u0026hellip; ก่อนมาญี่ปุ่นนี่คิดว่าเมนูอร่อยสุดคือปลา แต่ปลานี่มันกินยากสุดละ กลายเป็นเมนูไก่ ๆ ทั้งหลายอร่อยสุดครับ\nปัญหาคือ คุณวงแล้วส่งแล้วห้ามยกเลิก ชีวิตต้องตามแผนมาก แพลนอาทิตย์หน้า ทุกวันต้องกินข้าวตาม เพราะเงินคิดตามนี้ ผมนี่พลาดไม่ได้กินบ่อยมาก เช่น อาจารย์ชวนไปกินลิ้นวัว (อันนี้ลิ้นวัวเทพ ยอมทิ้งอาหารโรงอาหาร) และถ้ามื้อไหนไม่วงแต่ไปเนียนกินก็ไม่ได้ครับ\nอาหารนอกสถาบัน อาหารด้านนอกที่กินซ้ำกันสองรอบคงเป็น ซูชิ ครับ ของที่นี่ถึงแแม้เป็นแค่จานเวียนธรรมดาก็อร่อยมาก สด อร่อย ไม่คาว และ ราคาไม่แพงมาก เทียบกับราคาอาหารต่อมื้อเฉลี่ยในญี่ปุ่น\nสองภาพด้านบนเป็น กิวตัน ครับ แปลไทยก็ ลิ้นวัว ซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อของเมือง Sendai และอร่อยมาก! สองภาพ กินสองร้านครับ สมนาคุณโดยพี่ @nunimadao และที่ปรึกษาผมเอง ขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ครับ แนะนำใครไป Sendai ให้ไปลองกินครับ\nและสุดท้ายที่น่าจะตลกสุดคือหัวข้ออาหารในเมือง Sendai คือ อาหารไทยครับ มาไกลมาก มากินอาหารไทย\nงานนี้เป็นเทสกาลประเทศไทย ก็มีขายทุกอย่างที่มันไทยอ่ะครับ\nอ่อ แล้วอย่างสุดท้าย เด็ดสุด ได้ไปกิน Jiro Ramen ครับ ถ้าไปลองหาในเน็ตดูจะรู้ว่าร้านนี้ระดับตำนาน ให้เยอะมาก เยอะแบบเยอะจริง ๆ ชามเดียวกินแล้วอิ่มจนพรุ่งนี้ คนต่อแถวรอเป็นชั่วโมงแหน่ะครับ อันนี้พี่จากโตโฮคุพาผมไปลอง ระหว่างกินนี่อยากจะร้องไห้\u0026hellip; กินไม่หมด แถมในเน็ตและรอบข้างก็บอกว่า มีคนโดนเจ้าของร้านว่าด้วยถ้ากินไม่หมด สถานการณ์ตึงเครียดมากตอนนั้น\nสุดท้ายต้องหันไปบอกพี่ที่มาด้วยกัน \u0026ldquo;ไม่ไหวแล้วครับ\u0026hellip;\u0026rdquo; เลยยอมออกจากร้าน ก่อนออกนี่คือเหลือครึ่งชาม พนักงานมองหน้าด้วย แล้วถาม \u0026ldquo;Give up?\u0026rdquo; เราในฐานะไกจินต้องทำหน้าเจี๋ยมเจี่ยมพยักหน้าตอบกลับว่าใช่ พนักงานก็ตอบมา \u0026ldquo;OK\u0026rdquo; แล้วยิ้ม ๆ\nราเมงบรรยากาศตึงเครียดดีครับ แนะนำไปลอง มีหลายสาขาในประเทศญี่ปุ่น\nอ่อ แล้วไม่ควรเล่นมือถือระหว่างกิน เห็นพี่คนนึงเล่าว่าเคยโดนเจ้าของร้านถามว่า \u0026ldquo;จะกินหรือจะเล่น\u0026rdquo; เพราะเล่นมือถือตอนกิน น่ากลัวจริง ๆ \u0026hellip;\nอาหารร้านสะดวกซื้อ เวลามาญี่ปุ่นแล้วบอกคนอื่นว่าวัน ๆ กินแต่ข้าวกล่องซุปเปอร์หรือร้านสะดวกซื้อ มันฟังดูกากมากนะ แบบ \u0026ldquo;อะไรเนี่ย มาญี่ปุ่นทั้งที่กินแต่ข้าวกล่องเซเว่น\u0026rdquo; ซึ่งความจริงคือ ข้าวกล่องมันเทพมากครับ คุณมาญี่ปุ่น ผมต้องขอแนะนำให้คุณกินข้าวกล่องตามสะดวกซื้อมาก อร่อยกว่าร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยบางที่อีก สะดวก ไม่แพงด้วย!\nแต่ตอนอยู่เซนไดผมไม่ค่อยได้กินข้าวกล่อง มากินตอนอยู่ฮอกไกโดนี่แหละ เพราะอยู่เซนไดกินข้าวโรงอาหารหอพักแทน\nส่วนมาม่า กินบ่อยพอสมควร ถ้านับว่ามาม่าเป็นอาหารร้านสะดวกซื้อนะครับ แต่ส่วนใหญ่ผมกดมาม่าคัพจากตู้กดเอา ใช่ครับ ตู้กดมาม่า\u0026hellip; เหมือนตู้กดน้ำบ้านเรา แต่มันกดได้มาม่าคัพพร้อมตะเกียบ แต่ต้องไปหาน้ำร้อนใส่เองนะ\nป.ล. ด้านหลังเรื่อง Yuru Camp ครับ เมะสนุกนะครับ ไปหามาดูกันได้\nเรื่องเที่ยว ผมไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหน เพราะหัวปั่นกับโปรเจคที่ต้องเตรียมเอามาทำต่อที่ม.ฮอกไกโดครับ เลยได้เที่ยวไม่มาก แต่ได้ไปค้างคืนกับพวกพี่ในมหาลัยโตโฮคุอันนั้นสนุกสุดละครับ (ฮา)\nAkiu มีได้ไป Akiu เป็นเมืองเล็ก ๆ ทางใต้ของ Ayashi อีกที มีน้ำตก ออนเซ็น และ ไร่ไวน์อย่างที่เห็น แต่เมืองเงียบพอควรครับ ยิ่งวันนั้นหนาวมากด้วย\nซึ่งความนรกคือผมเดินเล่นนาน เลยไม่รีบกลับรถรอบตอนบ่ายพร้อมเพื่อน จะเดินเล่นรอบเมืองคนเดียวต่อ สรุป คือตอนแรกจะไปแช่ออนเซ็น ก็กล้า ๆ กลัว ๆ ไม่กล้าไปคนเดียว สุดท้ายไม่ได้แช่ ต้องเดินเล่นคนเดียวกลางเมืองอากาศ 9 องศา โดยที่กางเกงแบบหลวม ๆ เสื้อยืด กับ เสื้อกันหนาวตัวเดียว\nตอนนั่งรอรถเมล์กลับ Ayashi คือช่วงที่ทรมานมากครับ\u0026hellip; จังหวะที่รถเมล์วิ่งมาตอนหกโมงกว่า ๆ คือเหมือนราชรถจากสววรค์มาโปรดมาก\u0026hellip;\nNikka Whisky โรงเหล้าคนดำ /ผิด\nโรงกลั่นเหล้าวิสกี้ครับ ทั้งประเทศญี่ปุ่นมีโรงกลั่นเหล้าวิสกี้ของญี่ปุ่นเองสองโรงเท่านั้น หนึ่งในนั้นอยู่ที่ Sendai ครับ ชื่อ Nikka Whisky\nค่าเข้าฟรี นั่งรถไฟจาก Ayashi มาสองสถานีครับ แล้วมีรถของโรงเหล้าพอไปเลย ฟรีอีกเช่นกันครับ ด้านในโรงกลั่นก็มีบริการพาทัวร์ ซึ่งแน่นอนครับ ทัวร์ภาษาญี่ปุ่น\u0026hellip; แต่มีสิ่งที่ทดแทนได้อย่างนึงคือ ในการทัวร์นั้นเขามีเหล้าให้ชิมฟรีครับ!\nเรื่องการศึกษา ถึงแม้ที่ผมไปอยู่เนี่ยเป็นแค่โรงเรียนเทคนิคทั่วไป ในไทยนั่งคิดก็คงจินตนาการถึงเด็กเทคนิคตีกันงี้ แต่ที่นี่ไม่ใช่ เด็กที่นี่เขาเทพมากครับ เหมือนแคมปัสที่ผมอยู่จะถนัดเรื่องหุ่นยนต์ เพราะปกติแล้ว KOSEN มีหลายแห่งทั่วประเทศ เป็นเครือโรงเรียนเทคนิค\nเรื่องการศึกษาญี่ปุ่น เดาว่างบน่าจะเยอะมากครับ เพราะอย่างแล็ปที่ผมอยู่ก็มี Workstation หลายเครื่องมาก แต่ละเครื่องก็ 1080ti หรือ tesla ซึ่งน่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสใช้ ของพวกนี้ราคาไม่เบาเลย อยากให้ทางไทยในงบสนับสนุนมหาลัยแบบนี้บ้าง (น่าจะยาก รบ.พึ่งตัดงบการศึกษาออกไป\u0026hellip;)\nชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ไม่มีปัญหาอะไรมากครับ มีพี่ @nunimadao คอยช่วย เพราะเวลาไม่รู้อะไรยังไง ก็ทักไปถาม อีกทั้งไม่ค่อยได้ไปไหน แล้วเราเป็นเด็กแลกเปลี่ยนในโครงการของมหาลัยทางไทยกับทางนี้ ทางญี่ปุ่นเลยดูแลค่อนข้างดีครับ\nซึ่งระหว่างอยู่ทางสถาบันเขาก็พาไปดูนู่นนี่ไปเรื่อยหรือไม่ก็ทำกิจกรรมในสถาบัน\nอ่อ ระหว่างอยู่ที่นั้นเขาก็มีคาบเรียนให้เรียนสองคาบ เป็นคาบภาษาญี่ปุ่น และคาบศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่นครับ\nส่วนเรื่องการเดินทาง แน่นอน \u0026ldquo;ที่นี่ญี่ปุ่น\u0026rdquo; รถไฟฟ้าและรถเมล์สะดวกมากครับ ถือบัตร IC แบบ suica ก็สบาย ไม่ต้องทำอะไรแล้ว นอกจากไปยืนเอ๋อหน้าตู้เติมเงินครั้งนึง รอบนั้นต้องขอโทษป้าชาวญี่ปุ่นข้างหลังเราที่รอเติมเงินมากครับ\u0026hellip;\nแต่ที่แปลกใจเรื่องนึงคือถนนในญี่ปุ่นมืดมาก เป็นไทยมืดขนาดนี้โดนลากไปแล้ว\u0026hellip; ซึ่งในความมืดมันก้ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ แต่บางโซนที่มืดแบบไม่มีไฟเลยก็มี ก็สยองครับ\u0026hellip;\nตัดจบ ของ Sendai ขอตัดจบเพียงเท่านี้ก่อนครับ เพราะไม่ค่อยมีอะไรจะเล่าเท่าไหร่ เดี๋ยวบล็อกหน้ามาเขียนเรื่องตอนนี้ที่อยู่ Hokkaido ซึ่งมีอะไรให้เล่าเยอะกว่า เพราะมาคนเดียว\u0026hellip;\nปิดท้ายด้วยภาพก่อนลาจาก อาจารย์และเด็กญี่ปุ่นที่เป็นคนดูแลวิ่งตามรถมาโบกมือลา\nป.ล. ถึงเพื่อน ๆ ในโรงเรียนมัธยมปลายที่ไทย ตอนนี้ทางสถาบันญี่ปุ่นที่ผมมาแลปเปลี่ยนนี่มีโครงการดีลกับจภ.ด้วย แต่ไม่ใช่จภ.ปทุม ว๊ายยยย\nSpecial thanks. เกือบลืม สำหรับทริปที่ได้มา Sendai ต้องกราบขอบพระคุณพี่ ๆ จากม.โตโฮคุที่ชวนไปกินข้าว ไปปาร์ตี้ ถึงแม้จะแค่แว๊บเดียวแล้วไม่ได้ไปแลกเปลี่ยนโดยตรงที่ม.โตโฮคุด้วย ต้องขอบคุณพี่นุนิที่ชวนไปครับ ว่าง ๆ จะไปเยี่ยมที่ Sendai ถ้ามี เงินและเวลา ครับ 555555555\nขอบคุณพี่กันต์ รุ่นพี่ในมหาลัยที่เคยมาก่อนหน้าผมสองปี มีอะไรก็ถามพี่กันต์ตลอด ต้องขอบพระคุณในความช่วยเหลือครับ\nขอบคุณที่ปรึกษาผมในญี่ปุ่น Xiaoyang Zhang ที่เขาช่วยขอ Dataset จากม.โตเกียวให้ผม เพราะงานผมพิเศษหน่อยกว่าคนอื่นคืองานของผมเอง ไม่ได้รับโปรเจคเหมือนเด็กแลกเปลี่ยนคนอื่น ซึ่งเขาบอกส่งท้ายผมว่า ถ้าจะมาต่อโทญี่ปุ่น มีปัญหาอะไรบอกเขาได้เลย เขาพร้อมช่วย และชวนไปเรียนที่โตโฮคุ ต้องขอบพระคุณมากครับ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/half-year-within-japan-island-part-1/","summary":"\u003cp\u003eสวัสดีครับ บล็อกนี้เขียนเล่าความเป็นอยู่ในแดนปลาดิบ ณ ฮอกไกโด ขณะมาทำวิจัย 4 เดือนที่ม.ฮอกไกโดครับ อนึ่ง บล็อกนี้เขียนระหว่างรันงานอยู่ เผื่อที่ปรึกษามาอ่าน ได้บอกได้ว่า ไม่ได้ว่างครับ แต่ทำอย่างอื่นไม่ได้ (ฮา)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eความจริงอยู่นับรวม ๆ ก็อยู่ญี่ปุ่นมาสามเดือนแล้ว รวมตั้งแต่แลกเปลี่ยน Sendai แล้วกลับไทยหนึ่งอาทิตย์แล้วมา Hokkaido ต่อ ซึ่งก็เริ่มคุ้น ๆ กับญี่ปุ่นแล้ว ถึงแม้จะยังมีปัญหากับพนักงานร้านสะดวกซื้อทุกครั้งเวลาพนักงานถามว่า เอาถุงไหม\u0026hellip; ฟังไม่ค่อยออก\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"งานวจยทำอะไร-ขามไปได-ถาไมอยากอานเรองเทคนคครบ\"\u003eงานวิจัยทำอะไร (ข้ามไปได้ ถ้าไม่อยากอ่านเรื่องเทคนิคครับ)\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eงานวิจัยมาอยู่นี่ทำเรื่อง text detection บนภาพ manga ครับ ถึงแม้ Google จะมี deep learning ขั้นเทพที่ทำ text detection ได้โหดระดับไม่มีทางสู้ได้แล้ว แต่งานผมเป็นการหาวิธีที่ลดไม่ต้องใช้ Deep learning เพื่อช่วยลดเรื่อง computational cost ครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eทำไมไม่ใช้ Text detection algorithm ทั่วไปที่มีอยู่?\u003c/strong\u003e มีคนถามแน่ ๆ ที่ไม่ใช้เพราะ เราตัดเรื่อง Deep learning ไปแล้ว ก็จะเหลือพวกสาย image processing ที่เอาเทคนิคด้านนี้มาตรวจหาข้อความบนภาพ กับพวก Machine learning สายอื่น ๆ แต่ปัญหาคือ วิธีส่วนใหญ่ที่ใช้กับงาน Text detection จะทำเพื่อใช้กับภาพถ่ายครับ ซึ่งเอกลักษณ์ของอักษรและวัตถุในภาพโดยรอบของภาพถ่ายและภาพวาดต่างกันมาก ทำให้บางครั้งเราเอาวิธีที่เคยใช้กับภาพถ่ายมาใช้กับภาพการ์ตูนตรง ๆ ไม่ได้ครับ จึงต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติม\u003c/p\u003e","title":"ครึ่งปีกับชีวิตติดเกาะญี่ปุ่น Part 1"},{"content":" บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา SELF-EFFICIENCY AND CAREER MANAGEMENT สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง\n\u0026ldquo;ต่อให้เก่งแค่ไหน แต่คุณไม่เรียนหนังสือ คุณจะเอาอะไรไปยืนยันว่าคุณมีความสามารถจริง\u0026rdquo; ประโยคหนึ่งจากสังคมออนไลน์ที่พูดถึงการหยิบใช้วิวาทะ เช่น \u0026ldquo;บิลเกตต์เรียนไม่จบ สตีฟจบไม่จบมหาลัย\u0026rdquo; ซ้ำไปมาทุกวันอย่างกับการขายฝัน พูดไปแล้วก็ดูเหมือนจะจริง ว่าการจะทำงาน ก่อร่างสร้างตัวก็คงต้องมีเครื่องยืนยันทั้งวุฒิการศึกษาหรือใบปริญญาเพื่อพิสูจน์ว่าเรามีความรู้ที่มากพอในระดับหนึ่งก่อนที่จะไปทำงานในบริษัทต่าง ๆ คนที่เรียนไม่จบแล้วออกมาทำงานได้ประสบความสำเร็จก็คงมีแต่พวกบุคคลอัจฉริยะ เจ้าของธุรกิจใหญ่โต ไม่มีทางที่คนทั่วไปจะไม่เรียนหนังสือแล้วประสบความสำเร็จในชีวิตได้เหมือนคนดังเมืองนอกอย่างนั้นหรอก\nหรือว่าจะเป็นไปได้\u0026hellip;\nเรื่องนิยามของความสำเร็จนั้นก็อย่างที่ทราบกันว่ามีหลากหลายขนาดและรูปแบบ หากหลาย ๆ ท่านได้อ่านบทความชิ้นแรกของเรา (บทสัมภาษณ์พี่ท็อป จากคณะ IT กับความสำเร็จทุนเรียนป.ตรีฟรี) ก็คงจะได้พบกับคุณท๊อป หรือให้เรียกแบบเป็นกันเองว่า พี่ท็อป จากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ใช้ชีวิตในรั้วมหาลัยใกล้เคียงคำว่าประสบความสำเร็จได้อย่างดีเยี่ยม จากทั้งผลการเรียน การร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของคณะ และทุนเรียนฟรีตลอดระยะเวลาปริญญาตรีของเขา แต่ในวันนี้เราจะพาท่านผู้อ่านไปพบกับอีกบุคคลหนึ่งที่อายุน้อยกว่าพี่ท็อป แต่ความสำเร็จไม่ได้เล็กตามอายุของเขาเลย ทั้งความสามารถในการทำงาน ประสบการณ์อันโชกโชนในสายงานที่เขาอยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้เขาสามารถคว้ามาได้ โดย \u0026ldquo;ไม่จบมัธยมปลาย\u0026rdquo;\nโจทย์ของเราในวันนี้ คือ การสัมภาษณ์บุคคลที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในวงกว้าง ซึ่งเราก็ได้รับเกียรติจากคุณภูมิ หรือ น้องภูมิ ซึ่งเป็นนักพัฒนาซอร์ฟแวร์ซึ่งทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพ และยังเคยได้ไปพูดในเวทีด้านเทคโนโลยีซอร์ฟแวร์ในต่างแดนมาแล้ว\nเพื่อเป็นการไม่เสียเวลาผู้อ่านกับบทนำยืดเยื้อ งั้นเรามาเริ่มอย่างเป็นมารยาทด้วยการแนะนำตัวกับน้องภูมิกันก่อนเลยครับ\nรบกวนสอบถามชื่อหน่อยครับ\nชื่อภูมิครับ ภูมิปรินทร์ มะโน\nงั้นเดี๋ยวต่อจากนี้ขอเรียกว่าคุณภูมินะครับ\nได้ครับ\nคุณภูมิเป็นคนจังหวัดอะไรครับ\nกรุงเทพมหานครครับ\nครอบครัวทำงานเกี่ยวกับอะไรครับ\nคุณพ่อคุณแม่ เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ครุศาสตร์วิศวกรรมเทคโนลาดกระบัง\nอ๋อ คุณพ่อเป็นอาจารย์สินะครับ แล้วคุณภูมิทำงานเกี่ยวกับอะไรครับ\nเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ครับ\nพอจะอธิบายเพิ่มได้ไหมครับว่าพัฒนาซอร์ฟแวร์นี้ พัฒนาด้านไหน และมันเกี่ยวกับอะไรยังไงครับ\nการพัฒนาซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่เราจะเริ่มจาการนำเอา requirement หรือ ความต้องการของลูกค้า แล้วเลือกเทคโนโลยีจากนั้นจะทำการพัฒนาหรือว่าการเขียนโค้ด เพื่อให้ได้ซึ่งสินค้าหรือสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ\nทางเราได้สืบมาว่า คุณภูมิเคยไปร่วมงานในต่างประเทศ ชื่อว่างาน JSConf ครับ งานนี้จัดขึ้นที่ไหนครับ\nจัดขึ้นที่ Capitol Theatre ที่ประเทศสิงคโปร์ครับ\nอันนี้คือไปเป็นคนบรรยายด้วยใช่ไหมครับ\nอ๋อ ใช่ครับ\nบรรยายเรื่องอะไรหรอครับ\nไปบรรยายเรื่อง For the love of WebAssembly ด้วยความรักจากใจถึง WebAssembly\nแล้วมีความรู้สึกยังไงบ้างครับ ที่มีผู้ฟัง มีโปรแกรมเมอร์หลายคนจากต่างประเทศมาฟังคุณภูมิบรรยาย\nก็เป็นความรู้สึกตื่นเต้น แต่ว่าชอบใจมากครับ เพราะว่า ตอนที่ขึ้นไปพูด ผมก็นำโปรเจคตัวเองขึ้นไปนำเสนอก็คือโปรเจค React-Rust ซึ่งหลายๆคนก็เข้าไปกดให้ดาว เยอะมาก ๆ ครับ ซึ่งเป็นการได้ดาวที่เยอะที่สุดเท่าที่เคยพูดมา แล้วก็มีโปรแกรมเมอร์ที่ทำงานอยู่ที่ Mozilla มาบอกว่าชื่นชอบใน Talk มาก ซึ่งเป็นอะไรที่ประทับใจมากครับ\nแสดงว่าคุณภูมิเป็นคนที่มีความสามารถสูงมาก ๆ เลยนะครับ\nขอบคุณมากครับ\nเมื่อกี้คุณภูมิบอกว่าเป็นโปรแกรมเมอร์ แล้วคิดว่าอะไรเป็นสิ่งที่ท้าทายมากที่สุดในการเป็นโปรแกรมเมอร์ครับ\nผมว่าสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับการเป็นโปรแกรมเมอร์มีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพราะว่ามีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเป็นจำนวนมากแต่เราซึ่งเป็นนักพัฒนาซอร์ฟแวร์ก็ต้องเลือกด้วยครับว่า เทคโนโลยีไหนที่เหมาะสมกับงานของเราและเทคโนโลยีไหนที่จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ หรือมีการนำมาใช้มากในอนาคต และอย่างที่สองคือการนำความต้องการของผู้ใช้มาแปลงเป็นโค้ดเพราะว่าความต้องการของผู้ใช้เป็นอะไรที่ปรับเปลี่ยนได้เยอะมากแต่การพัฒนาซอฟต์แวร์จำเป็นต้องใช้ความละเอียด ความรอบครอบเพราะโค้ดทำงานบรรทัดต่อบรรทัด เราจึงต้องพยายามกลั่นความต้องการของผู้ใช้จริง ๆ ออกมาเป็นสเปคที่ละเอียดมาก ๆ เพื่อจะได้นำมาพัฒนาได้ครับ\nทีนี้เราก็ได้สืบมาอีกว่า คุณภูมิตัดสินใจที่จะไม่เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย อะไรทำให้ตัดสินใจไม่เรียนต่อครับ\nตอนแรกผมได้เข้าไปเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตอนที่เข้าไปช่วงแรก ๆ ผมได้เข้าแข่งงาน NSC หรือว่างานพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับประเทศซึ่งตอนนั้นผมมีความชอบและสนุกที่จะทำซอฟต์แวร์มาก ๆ เพราะว่าเราได้เห็นว่าซอฟต์แวร์ที่เราทำมีคนสนใจจะเอาไปใช้ในหลาย ๆ แบบที่เราไม่ได้คาดคิดมาก่อน ผมก็เลยอยากจะลองออกจากโรงเรียนสัก 1 ปี เพื่อที่จะดูว่าเราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ตอนนี้คิดว่าคงไม่กลับไปเรียนแล้วครับ\nเพราะว่าการเรียนรู้ด้วยตนเองมันโอเคกว่าสำหรับคุณภูมิใช่ไหมครับ\nใช่ครับผมมองว่าการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นอะไรที่เปิดกว้างกว่าและสามารถที่จะเจาะลึกในส่วนที่เราอยากรู้ เพื่อที่จะได้นำเอาไปพัฒนาต่อเป็น Product ที่เราต้องการได้\nอันนี้มีคำถามหนึ่งคำถามนะครับว่า ทำไมคุณภูมิถึงคิดว่าการไม่มีวุฒิการศึกษาก็สามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนกับคนที่จบแบบทั่วไปครับ\nผมมองว่าเป้าหมายจริง ๆ ของการศึกษาจะเป็นเรื่องของการนำเอาความรู้บวกกับความเป็นอัตลักษณ์หรือความเป็นตัวของตัวเอง เอามาผสมกันเพื่อที่จะได้เป็นบุคลากรที่สามารถพัฒนานวัตกรรมหรือเป็นนวัตกรเพื่อที่จะสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา แล้วทำให้ประเทศดีขึ้น ทำให้โลกดีขึ้น แต่ว่าผมมองว่าการศึกษาด้วยตนเองเราก็สามารถไปถึงเป้าหมายนั้นได้เหมือนกัน โดยที่การศึกษาด้วยตนเองเรามีแหล่งเรียนรู้ค่อนข้างมากมาย และเราก็มีเวลาที่จะพัฒนาประสบการณ์ของเรา ลองศึกษาในเรื่องใหม่ ๆ ลองสร้างสินค้าใหม่ ๆ ที่ตอนแรกอาจจะไม่ดีนักแต่เมื่อเวลาผ่านไปเราก็จะได้เรียนรู้ และทำให้มันดีขึ้น\nมีอีกคำถามที่อาจคล้าย ๆ กับคำถามก่อนครับ มี HR ของหลาย ๆ บริษัทที่มักจะมองที่วุฒิการศึกษามากกว่าความสามารถของตัวพนักงานคน ๆ นั้นจริง ๆ คุณภูมิมีความคิดเห็นในส่วนนี้อย่างไรครับ\nส่วนตัวมองว่าที่ HR หรือ ผู้ว่าจ้างเลือกมองที่วุฒิการศึกษาเป็นส่วนใหญ่ ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะว่านั่นก็เป็นสิทธิที่เขาสามารถตัดสินใจได้และการมีวุฒิการศึกษาก็เป็นสิ่งที่สามารถยืนยันได้ระดับนึงว่า คน ๆ นั้นเคยได้เรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ มาบ้างแล้ว ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ แต่ผมมองว่าในอนาคตอันใกล้นั้นวุฒิการศึกษาอาจจะไม่ใช่แค่คำตอบเดียวครับ เพราะการศึกษาด้วยตนเองเริ่มเป็นที่สนใจในวงกว้างมาก เช่นเดี๋ยวนี้เริ่มมี Programming boot camp หรือ Free code camp ที่จะช่วยทำให้ผู้ที่ไม่ได้จบมาตรงสายหรือไม่ได้ศึกษามาเลยแม้แต่น้อย สามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและเก็บความรู้ เก็บประสบการณ์ เพื่อที่จะเป็นโปรแกรมเมอร์ได้ในอนาคต ผมมองว่า HR ในอนาคตโดยเฉพาะ Start up ที่กำลังเกิดขึ้น ก็จะต้องปรับตัวให้ทันและมองที่ทักษะมากกว่ามองที่วุฒิครับ\nเมื่อครู่นี้คุณภูมิบอกว่าไม่ได้เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย แล้วตอนนี้คุณภูมิมีความคิดที่จะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยบ้างไหมครับ\nจริง ๆ ส่วนตัวอยากจะลองลงลึกไปถึงศาสตร์ของ Computer Science เช่น เรื่อง Deep learning หรือ Image Processing แต่การที่ได้ไปปรึกษากับพี่ ๆ ที่เป็นระดับ CTO หรือเป็นระดับเจ้าของธุรกิจหลาย ๆ คนให้คำแนะนำตรงกันครับว่า เรื่องหลายๆอย่างเราศึกษาด้วยตนเองมาถึงขนาดนี้แล้ว ต่อไปเราก็แค่ทุ่มพลังงานและเรียนรู้ลงลึกให้มากขึ้นด้วยตนเองก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ตอนนี้เลยคิดว่าอาจจะเปลี่ยนจากการเรียนรู้ในห้องเรียนเปลี่ยนไปเก็บประสบการณ์นอกห้องเรียนมากกว่าครับ\nเป็นแนวคิดที่น่าสนใจมากนะครับ ตอนนี้เชื่อว่าคนที่ได้ฟังความคิด หรือแนวคิดของคุณภูมิ คงต้องเชื่อมาในระดับนึงแล้วว่าคุณภูมิเป็นคนที่มีประสบความสำเร็จชีวิตในระดับหนึ่งแล้ว\nขอบคุณครับ\nทีนี้อยากจะถามคุณภูมิต่อว่า ถ้าพูดถึงความสำเร็จในชีวิตคิดว่าอะไร คือ สิ่งที่คุณภูมิคิดว่าประสบความสำเร็จมากที่สุด\nสิ่งที่ประสบความสำเร็จที่สุด ผมมองว่ามีอยู่ 2 อย่างในขณะนี้ครับอย่างแรก คือ การทำสินค้าหรือทำซอฟต์แวร์ที่สามารถพัฒนาชีวิตของผู้คนได้เพราะผมมองว่าซอฟต์แวร์อย่างเดียวนั้นเป็นเทคโนโลยี ซึ่งเทคโนโลยีก็เป็นแค่โค้ดแต่ว่าการที่ซอฟต์แวร์ไม่มีความเป็นมนุษย์นั้นมันทำให้ไม่สามารถไปต่อในระดับที่สูงกว่า ไม่สามารถพิชิตเป้าหมายของมนุษยชาติได้ก็คือ การทำให้โลกหรือประเทศน่าอยู่ขึ้น อย่างที่สองคือการพัฒนาผู้คน เพราะปัญหาบางอย่างสามารถแก้ได้ด้วยเทคโนโลยีแต่ปัญหาอีกส่วนนึงก็ต้องแก้ด้วยคนและปัญหาที่ต้องใช้เทคโนโลยีก็ยังต้องใช้คนมาแก้ปัญหาเพราะฉะนั้นผมมองว่าการที่เราสร้าง Community การที่เราพัฒนาชุมชน พัฒนาเด็กที่จะโตมาเป็นผู้ใหญ่ให้มีความเก่งกาจด้านซอฟต์แวร์ได้ก็เป็นอะไรที่ดีมาก ในการที่เราจะได้บุคลากรในประเทศที่มีความสามารเพิ่มขึ้น\nเมื่อครู่นี้เราพูดถึงความสำเร็จนะครับ แล้วอะไรคือแรงบันดาลใจ หรือแรงผลักดันที่ทำให้คุณภูมิพยายามทุก ๆ อย่างมาจนประสบความสำเร็จแบบนี้ครับ\nผมมองว่าแรงบันดาลใจ ทุกคนต้องมีอิคิไก (Ikigai) หรือสิ่งที่ทำให้เราอยากตื่นมาในตอนเช้าใช่ไหมครับ ผมมองว่าสิ่งนั้นของผมคือการที่เราได้แก้ปัญหาที่เราเจอในทุกวัน เพราะตั้งแต่ผมเกิดมา ส่วนใหญ่เราจะผลักปัญหาหลาย ๆ อย่างให้อยู่กับคน ถ้าหากคนป้อนข้อมูลในสำนักทะเบียนผิดก็เป็นความผิดของคน แต่ผมมองว่าความผิดหลาย ๆ อย่างเราสามารถป้องกันได้ด้วยระบบที่ดีครับ ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ ตั้งแต่ที่ผมเล่นเกมครั้งแรกก็รู้สึกว่า ทำไมเราต้องโดน Limit ไว้ด้วยขอบเขตที่ผู้สร้างเกมสร้าง ผมก็เลยลองไปศึกษาการแก้ไขเกม การสร้างเกมขึ้นมาใหม่ ก็เลยได้เรียนรู้เรื่องการทำเกมมา ต่อจากนั้นก็เลยอยากรู้ว่าการเติมเงินในเว็บเติมเงินยังไงก็เลยลองสร้างระบบเติมเงินในเกมขึ้นมา ตอนนั้นก็เลยได้ศึกษาเว็บเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ต่อจากนั้นมาก็เลยรู้สึกมีความสุขกับการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบนี้ก็เลยลองสร้างซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น และเอาลงใน Github และต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของการทำซ้ำ ๆ ก็เป็น Reward System ที่เมื่อเรามีความสุขในสิ่งที่เราทำ เราก็จะทำมันได้มากขึ้น\nเรามีความสุขในงานที่เราทำ เรามี Passion ในการเขียนโค้ดหรือทำโปรแกรมอยู่แล้วก็เลยเป็นเหมือนแรงบันดาลใจไปเลยในตัวงั้นหรือครับ\nใช่ครับ\nก่อนที่จะประสบความสำเร็จ มันอาจจะต้องมีสักครั้งนึงในชีวิตที่รู้สึกท้อแท้ที่สุดในชีวิตใช่ไหมครับ\nใช่ครับ\nถ้าไม่รังเกียจช่วยแบ่งปันให้ฟังได้ไหมครับ\nอ๋อ ได้เลยครับ ตอนที่ท้อแท้ที่สุดน่าจะเป็นช่วงก่อนที่จะมาสนใจเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์จริงจังครับ ตอนนั้นผมสนใจในเรื่องการสร้างเกม หรือการแก้ไขเกมมาก แต่หลาย ๆ คนก็มองว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเอาไปใช้ทำอะไรได้ในอนาคต ตอนนั้นก็เลยรู้สึกว่ามันใช่จริง ๆ หรือเปล่า คุณพ่อคุณแม่ในตอนนั้นก็ยังอยากให้เป็นหมออยู่ ตอนนั้นก็เลยมองว่าเราก็ศึกษาค่อนข้างเยอะทำไมมันดูเหมือนไม่เกิดผลอะไรเลย แล้วก็อีกอย่างคือช่วงก่อนแข่ง เราก็จะเกิดอาการกังวลใช้ได้ว่า เราจะไปรอดไหม เราจะทำได้ไหม ช่วงนั้นก็ค่อนข้างท้อมากครับ\nแล้วอะไรทำให้คุณภูมิก้าวข้ามความท้อแท้นั้นมาได้ครับ\nสิ่งที่ทำให้ก้าวข้ามมาได้ ผมมองว่าน่าจะเป็นเรื่องการวาดฝันครับ เพราะว่าเราวาดฝันไว้ว่าสิ่งที่อยู่ในคอมเรา จะต้องเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนที่มีปัญหาเหมือนกับเราได้ใช้ สิ่งที่เราวาดฝันไว้สักวันมันต้องกลายเป็นจริงได้จากโค้ดบนคอมของเรา ตอนนั้นก็เลยมองว่าถึงตอนนี้จะยังไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เราก็พัฒนาทักษะของเราไปเรื่อย ๆ แล้วสักวันก็จะเกิดผล\nและมันก็เกิดผลแล้วจริง ๆ\nขอบคุณครับ\nทุกคนน่าจะเคยมีสักครั้งที่ทำอะไรผิดพลาดหรือตัดสินใจบางอย่างไปแล้วรู้สึกเสียดายหรือเสียใจ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้มีอะไรที่อยากจะแก้ไขไหมครับ\nผมมองว่าน่าจะเป็นเรื่องที่โรงเรียนครับ ผมมองว่าสิ่งหนึ่งที่เราทำได้ก็คือ การทำทุกวินาทีให้มีค่าที่สุดเพราะเราไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมา ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ตอนนั้นผมอยากจะใช้เวลากับเพื่อนกับคนที่สนิทกันให้มากกว่านี้ เพราะว่าต่อมาเราต้องมาทำงาน ต้องแยกจากเพื่อน จริง ๆ ก็มองว่าเป็น Trade-off ที่ถ้ากลับไปได้ก็จะพยายามทำมันให้ดีกว่านี้ครับ\nก็เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยน พอทำงานเพื่อนก็จะเริ่มห่าง ๆ กันหน่อย\nก็จะได้เพื่อนใหม่ครับแต่เพื่อนที่อยู่ที่โรงเรียนก็ต้องใช้เวลากับการพัฒนาตัวเค้าให้เข้ามหาวิทยาลัยได้ก็เลยไม่ค่อยได้เจอกัน\nผมเชื่อว่าการทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์จะต้องทำงานเป็นทีม จะต้องมีสักครั้งหรือหลาย ๆ ครั้งที่ความคิดเห็นไม่ตรงกับคนในทีม ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น คุณภูมิมีวิธีการแก้ปัญหาตรงนี้ยังไงครับ\nผมมองว่าความขัดแย้งมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น 2 อย่างครับ อารมณ์ขัดแย้งกันและตรรกะขัดแย้งกัน ซึ่งผมมองว่าสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำคือ Embrace emotion หรือว่าต้องยอมรับความรู้สึกของฝ่ายตรงข้ามให้ได้ ตอนแรกเลยเราต้องเข้าใจให้ได้ว่าเขารู้สึกอะไรอยู่ พยายามให้เวลาเขาได้บอกความรู้สึก ว่าทำไมเขาถึงอยากได้สิ่งนี้ พอเราเคลียร์เรื่องความรู้สึกได้ ต่อไปก็เป็นเรื่องของลอจิกหรือตรรกะครับ เราก็ลองเปิดใจทั้ง 2 ฝั่ง แล้วเอาตรรกะของทั้ง 2 คนมาชั่งกันว่าตรรกะของใครจะทำได้ดีกว่า หรือบางครั้งที่มันขัดจริง ๆ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาคือ ถ้าความผิดพลาดนั้นไม่ทำให้บริษัทล่มได้ก็ยอมทดลองไปเถอะครับ ถึงเราจะรู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เขาทำไปอาจจะส่งผลได้ผมก็ปล่อยไปก่อน ให้เขาได้ลองทดลองดูก่อน ให้ลองได้พิสูจน์สมมติฐานแต่ถ้าสมมติฐานเขาไม่เวิร์ค เราก็แค่ทำตามหลักวิทยาศาสตร์ก็คือเปลี่ยนสมมติฐานใหม่ ตั้งสมมติฐานใหม่ และลองเดินไปในทางใหม่ครับ\nว้าว สุดยอดมากเลยครับความคิด\nทีนี้ผมมีคำถามที่สำคัญคำถามนึงครับ บางคนที่เป็นนักศึกษาด้านไอที ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านคอม หรือว่าที่เป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ก็ประสบปัญหาหนึ่งเลยก็คือ ไม่ว่าจะพยายามเรียนรู้ เขียนโค้ดฝึกปรือมากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ออกมาก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร อาจจะเขียนโค้ดแล้วออกมามีบั๊คเยอะ หรือว่าผลสอบออกมาก็สอบตก หรือว่าได้คะแนนไม่ดี ทั้ง ๆ ที่ลงทุนลงแรงไปกับมันมาก ตรงนี้มีอะไรอยากฝากถึงพวกเขาไหมครับ\nผมมองว่ามี Idiom หรือว่าคำนึงในวงการซอฟต์แวร์ครับ เราเรียกคำนี้ว่า “Believe in pain intuition” หรือว่าเชื่อมั่นในความเจ็บปวดครับถ้าเราทุ่มแรงกายแรงใจไปกับการศึกษาเรื่องนึงแล้ว แต่ว่ามันไม่ได้ผลผมว่าสิ่งที่เราควรทำคือ Step back ย้อนกลับมาก่อนก้าวนึงแล้วลองเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ก่อนครับ อย่างแรกคือผมแนะนำให้ตั้ง Motivation หรือตั้งเป้าหมายก่อนครับ ว่าเราอยากจะได้อะไร กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวเพราะฉะนั้นเราก็อาจจะไม่ต้องเก่งกาจในวันเดียวก็ได้ครับ แต่ว่ามองไว้ก่อนว่าพรุ่งนี้เราอยากจะเรียนรู้เรื่องนี้นะ สมมติว่าพรุ่งนี้ผมอยากจะทำ Quick sort ยังไง อย่างแรกเลยคือวิธีการเรียนรู้แบบไหนที่เหมาะกับเราจริง ๆ เพราะบางทีการไปนั่งฟัง Lecture ผมเชื่อได้ว่ามันไม่เวิร์คสำหรับหลาย ๆ คน ส่วนตัวถ้าให้ผมไปนั่งฟัง Lecture ผมก็ไม่เวิร์คเองเหมือนกัน เพราะว่าทุกคนมีอัตราเร็วในการเรียนรู้ที่ไม่เท่ากัน ส่วนตัวถ้าเป็นตัวผมก็จะลองหาแหล่งเรียนรู้ใหม่ ๆ แล้วก็ใช้เวลาไปกับมันโดยที่ไม่ต้องเล่นครับ เช่นส่วนตัวเป็นผม ผมก็จะไปหาวีดีโอบางวีดีโอที่สอนเรื่อง Quick sort ใน TEDx เราก็ลองไปนั่งอ่านนั่งดูได้ พยายามใช้แหล่งเรียนรู้หลาย ๆ แหล่งครับเพราะใน TEDx เขาจะใช้รูป จะใช้ Visualization จะใช้การแปลงข้อความเป็นรูปในการสื่อสาร พอเราเข้าใจรูปตรงนั้นแล้วก็ลองเอาไป Apply อาจจะเป็นเว็บอย่าง HackerRank เพราะว่าแหล่งเรียนรู้นั้นเขาจะ Judge ไม่บังคับให้เราต้องเรียนรู้ได้เร็วแต่ว่าสิ่งที่เขาอยากได้ก็คือ ขอแค่ให้เราเข้าใจจริง ๆ ก็พอ ก็อาจจะเปลี่ยนไปใช้วิธีการเรียนรู้ที่ไม่จำกัดเวลาไม่จำกัดขอบเขต ซึ่งผมมองว่าการเรียนรู้ด้วยตนเอง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนที่อาจจะมองตัวเองว่าไม่เก่ง ซึ่งจริง ๆ เขาอาจจะใช้วิธีการเรียนรู้ที่ไม่เหมาะกับเขาก็ได้ วึ่งจริง ๆ เขาอาจจะเก่งก็ได้ครับ\nมาถึงคำถามสุดท้ายครับ เป็นคนถามที่สำคัญมากและคิดว่าหลาย ๆ คนคงอยากรู้ คุณภูมิโอชิใครใน BNK48 ครับ\nปัญครับ (หัวเราะ)\nวิดีโอคำถามพิเศษ คำพูดจากน้องภูมิฝากถึงเพื่อน ๆ และคนอื่น ๆ ที่ยังเรียนหนังสือในระบบการศึกษาไทย\n.\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/interview-phoom-the-young-programmer/","summary":"\u003cblockquote\u003e\n\u003cp\u003eบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา SELF-EFFICIENCY AND CAREER MANAGEMENT สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง\u003c/p\u003e\n\u003c/blockquote\u003e\n\u003cp\u003e\u0026ldquo;ต่อให้เก่งแค่ไหน แต่คุณไม่เรียนหนังสือ คุณจะเอาอะไรไปยืนยันว่าคุณมีความสามารถจริง\u0026rdquo; ประโยคหนึ่งจากสังคมออนไลน์ที่พูดถึงการหยิบใช้วิวาทะ เช่น \u0026ldquo;บิลเกตต์เรียนไม่จบ สตีฟจบไม่จบมหาลัย\u0026rdquo; ซ้ำไปมาทุกวันอย่างกับการขายฝัน พูดไปแล้วก็ดูเหมือนจะจริง ว่าการจะทำงาน ก่อร่างสร้างตัวก็คงต้องมีเครื่องยืนยันทั้งวุฒิการศึกษาหรือใบปริญญาเพื่อพิสูจน์ว่าเรามีความรู้ที่มากพอในระดับหนึ่งก่อนที่จะไปทำงานในบริษัทต่าง ๆ คนที่เรียนไม่จบแล้วออกมาทำงานได้ประสบความสำเร็จก็คงมีแต่พวกบุคคลอัจฉริยะ เจ้าของธุรกิจใหญ่โต ไม่มีทางที่คนทั่วไปจะไม่เรียนหนังสือแล้วประสบความสำเร็จในชีวิตได้เหมือนคนดังเมืองนอกอย่างนั้นหรอก\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/3lbrt9E.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eหรือว่าจะเป็นไปได้\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องนิยามของความสำเร็จนั้นก็อย่างที่ทราบกันว่ามีหลากหลายขนาดและรูปแบบ หากหลาย ๆ ท่านได้อ่านบทความชิ้นแรกของเรา \u003ca href=\"/posts/interview-top-with-it-scholarship-for-4-years/\"\u003e(บทสัมภาษณ์พี่ท็อป จากคณะ IT กับความสำเร็จทุนเรียนป.ตรีฟรี)\u003c/a\u003e ก็คงจะได้พบกับคุณท๊อป หรือให้เรียกแบบเป็นกันเองว่า พี่ท็อป จากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ใช้ชีวิตในรั้วมหาลัยใกล้เคียงคำว่าประสบความสำเร็จได้อย่างดีเยี่ยม จากทั้งผลการเรียน การร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของคณะ และทุนเรียนฟรีตลอดระยะเวลาปริญญาตรีของเขา แต่ในวันนี้เราจะพาท่านผู้อ่านไปพบกับอีกบุคคลหนึ่งที่อายุน้อยกว่าพี่ท็อป แต่ความสำเร็จไม่ได้เล็กตามอายุของเขาเลย ทั้งความสามารถในการทำงาน ประสบการณ์อันโชกโชนในสายงานที่เขาอยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้เขาสามารถคว้ามาได้ โดย \u0026ldquo;ไม่จบมัธยมปลาย\u0026rdquo;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eโจทย์ของเราในวันนี้ คือ การสัมภาษณ์บุคคลที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในวงกว้าง ซึ่งเราก็ได้รับเกียรติจากคุณภูมิ หรือ น้องภูมิ ซึ่งเป็นนักพัฒนาซอร์ฟแวร์ซึ่งทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพ และยังเคยได้ไปพูดในเวทีด้านเทคโนโลยีซอร์ฟแวร์ในต่างแดนมาแล้ว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเพื่อเป็นการไม่เสียเวลาผู้อ่านกับบทนำยืดเยื้อ งั้นเรามาเริ่มอย่างเป็นมารยาทด้วยการแนะนำตัวกับน้องภูมิกันก่อนเลยครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eรบกวนสอบถามชื่อหน่อยครับ\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eชื่อภูมิครับ ภูมิปรินทร์ มะโน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eงั้นเดี๋ยวต่อจากนี้ขอเรียกว่าคุณภูมินะครับ\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eได้ครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eคุณภูมิเป็นคนจังหวัดอะไรครับ\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกรุงเทพมหานครครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eครอบครัวทำงานเกี่ยวกับอะไรครับ\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eคุณพ่อคุณแม่ เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ครุศาสตร์วิศวกรรมเทคโนลาดกระบัง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eอ๋อ คุณพ่อเป็นอาจารย์สินะครับ แล้วคุณภูมิทำงานเกี่ยวกับอะไรครับ\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e","title":"บทสัมภาษณ์น้องภูมิ โค้ดเดอร์รุ่นเยาว์ที่ขึ้นพูดในเวทีงาน JSConf ณ สิงค์โปร์ กับชีวิตความสำเร็จนอกระบบการศึกษา"},{"content":"พยายามนั่งอ่านงานวิจัยว่าด้วยเรื่องว่า ผู้ชาย กับ ผู้หญิง ใครฉลาดกว่ากัน เนื่องจากเมื่อวานก่อนมีคนใกล้ตัวแชร์และเขียนโพสต์เฟสบุ้คเรื่องงานเสวนาด้าน IT งานหนึ่งซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานเยอะมาก และเหมือนะจเป็นงานชั้นนำดูจากผู้สนับสนุน แทบไม่มีผู้พูดในงานเป็นผู้หญิงเลย ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการกีดกันทางเพศ และไม่สนับสนุนให้เพศหญิงมีพื้นที่ในการแสดงออก ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ถ้าการที่ไม่มีผู้พูดเพศหญิงในวงการไอทีนี่เกิดจากเพราะผู้หญิงไม่ถนัดด้านเทคโนโลยีจริง ๆ เนื่องด้วยปัญหาจากการ DNA หรือธรรมชาติของผู้หญิงอยู่แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ?\nก่อนอื่นต้องมาบอกก่อนว่าผมไม่ได้เป็นนักพิทักษ์สิทธิมนุษยชนอะไร ดังนั้นข้อมูลไม่ได้มีความแน่นหนาอะไรมาก แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็พยายามทำความเข้าใจปัญหาของความไม่เท่าเทียมทางเพศมาโดยตลอด ซึ่งหลาย ๆ ครั้งก็มีคำถามมักเกิดขึ้นมาว่า แล้วถ้าการกีดกันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่เป็นเพียงธรรมชาติของความถนัดหญิงและชายอยู่แล้วจะเกิดอะไรขึ้น\nพอเราพูดถึงเรื่องธรรมชาติของเพศชายและหญิง ตัวผมเองก็เข้าใจว่าตรงนี้เราอาจต้องชี้ความไปก่อนว่า บางครั้งที่ผู้หญิงในประเทศหนึ่งไม่เก่งเรื่อง A และผู้ชายในประเทศเดียวกันนั้น เก่ง เรื่อง A สิ่งนี่อาจไม่ได้หมายถึงว่าเป็นปัญหาจากธรรมชาติของเพศ แต่อาจเป็นปัญหาจากการเลี้ยงดูมาแบบกีดกันทางเพศตั้งแต่เด็ก เช่น อย่างในประเทศไทย ผู้ชายจะได้รับสิทธิ์และโอกาสในการศึกษามากกว่าเพศหญิงมาตั้งแต่สมัยก่อน ซึ่งในสมัยนี้คงมีน้อยครอบครัวมากที่ยังมีปัญหาแบบนี้เท่าที่ผมเข้าใจ หรือ เพศหญิงมักถูกชี้นำว่าไม่ควรเรียนสาขาอาชีพที่ดุดัน ดูไม่เรียบร้อย เช่น การช่าง งานเทคนิค หรือ สายวิศวะ เป็นต้น ทำให้จำนวนผู้เรียนในสายงานดันนี้น้อยอย่างที่ทราบกันอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้เกิดลักษณะบุคลิกแบบหมู่มาก ซึ่งทำให้อาจเข้าใจผิดว่าผู้หญิงไม่เก่งเรื่อง A เป็นเพราะธรรมชาติ ซึ่งความจริงอาจจะเพราะเกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เท่าเทียมกันทางเพศของสังคมนั้นก็ได้\nจากที่กล่าวไปข้างต้น เนื่องจากผมสงสัยเลยพยายามหาคำตอบโดยการไปค้นหางานวิจัยมาอ่าน ๆ ดู ซึ่งก็อ่านแบบผ่าน ๆ ไปได้ไม่กี่ตัว เพื่อจะพยายามหาว่าตกลงโดยธรรมชาติ ชายและหญิง ฉลาดต่างกันหรือไม่อย่างไร\nผมค้นหาไปเจอเรื่องนึง ชื่อ Sex differences in intelligence: A multi-measure approach using nationally representative samples from Romania [1] โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการสำรวจผู้คนมากกว่า 15,000 คนในโรมันเนีย ซึ่งอยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 2-99 ปี เพื่อหาว่าชายและหญิงใครฉลาดกว่ากัน ซึ่งในเอกสารวิจัยบอกว่าพยายามกระจายการเลือกผู้คนให้ไม่กระจุกอยู่ในแต่ละกลุ่มของสังคม\nผลออกมาว่า ทั้งชายและหญิง ไม่ได้ฉลาดต่างกันเท่าไหร่ หรือพูดติดตลกก็คือ สุดท้ายก็โง่เหมือนกันทั้งชายและหญิง\nแต่ผลการวิจัยนี้ได้นำไปเปรียบเทียบกับงานวิจัยอื่น ๆ เช่น Population sex differences in IQ at age 11: the Scottish mental survey 1932 [2] ซึ่งผลของงานวิจัยนั้นได้ค่าเฉลี่ยความฉลาดไม่ต่างจากงานวิจัยชิ้นแรก แต่ค่าการกระจายตัวต่างกัน ซึ่งในงานวิจัย [2] แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงจะมีความฉลาดทาง IQ ในเกณฑ์มาตรฐานดีกว่าผู้ชาย แต่ผู้ชายจะเป็นกลุ่มที่มีลักษณะ ถ้าไม่โงก็ฉลาดไปเลย โดยจำนวน IQ กลุ่มที่ได้น้อยมากและเยอะมากของผู้ชาย จะสูงกว่าผู้หญิงพอสมควร แต่ในงานวิจัย [1] ไม่ได้รูปแบบการกระจายตัวเหมือนกับงานวิจัย [2]\nทั้งนี้ทั้งนั้น งานวิจัย [2] ก็อ้างอิงจากข้อมูลที่เก่ามาก ตั้งแต่ปี 1932 ซึ่งตามความเห็นของผู้วิจัยในงาน [1] มองว่า อาจจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงว่าความฉลาดขึ้นอยู่กับสังคมและสภาพแวดล้อมของผู้คนด้วย\nโดยส่วนตัว ผมพึ่งอ่านงานวิจัยแค่สองฉบับคงบอกอะไรไม่ได้มาก แต่ความเห็นของผมแบบไม่ฟันธงอะไรหลังจากอ่านงานวิจัยก็คิดว่า จริง ๆ แล้วผู้หญิงกับผู้ชายนั้นฉลาดเท่ากันโดยพื้นฐาน แต่สภาพสังคมจะกีดกันให้ความฉลาดในแง่ต่าง ๆ ของทั้งสองเพศมีความแตกต่างกันไป ซึ่งทำให้เกิดปัญหาอย่างที่มีในงานเสวนาที่ได้เกริ่นไปตอนแรกครับ\nก็บทความนี้ผมเขียนแค่เพราะอ่านมาแล้วอยากแชร์ลงทวิตเตอร์ผม แต่คิดแล้วว่ามันยาวเกินไป เลยเขียนเป็นบล็อกแทน ซึ่งใครมาอ่านก็แสดงความเห็นได้นะครับ ผมอุตส่าห์ใส่กล่อง comment ไว้ในบล็อกผมแล้ว (ฮา) เพราะยิ่งถกเถียงกันน่าจะยิ่งดีกว่าเก็บเงียบ ๆ ไว้คนเดียว\n[1] https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0160289616301003\n[2] https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0160289603000539\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/men-or-women-who-is-the-most-clever/","summary":"\u003cp\u003eพยายามนั่งอ่านงานวิจัยว่าด้วยเรื่องว่า ผู้ชาย กับ ผู้หญิง ใครฉลาดกว่ากัน เนื่องจากเมื่อวานก่อนมีคนใกล้ตัวแชร์และเขียนโพสต์เฟสบุ้คเรื่องงานเสวนาด้าน IT งานหนึ่งซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานเยอะมาก และเหมือนะจเป็นงานชั้นนำดูจากผู้สนับสนุน แทบไม่มีผู้พูดในงานเป็นผู้หญิงเลย ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการกีดกันทางเพศ และไม่สนับสนุนให้เพศหญิงมีพื้นที่ในการแสดงออก ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ถ้าการที่ไม่มีผู้พูดเพศหญิงในวงการไอทีนี่เกิดจากเพราะผู้หญิงไม่ถนัดด้านเทคโนโลยีจริง ๆ เนื่องด้วยปัญหาจากการ DNA หรือธรรมชาติของผู้หญิงอยู่แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ?\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eก่อนอื่นต้องมาบอกก่อนว่าผมไม่ได้เป็นนักพิทักษ์สิทธิมนุษยชนอะไร ดังนั้นข้อมูลไม่ได้มีความแน่นหนาอะไรมาก แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็พยายามทำความเข้าใจปัญหาของความไม่เท่าเทียมทางเพศมาโดยตลอด ซึ่งหลาย ๆ ครั้งก็มีคำถามมักเกิดขึ้นมาว่า แล้วถ้าการกีดกันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่เป็นเพียงธรรมชาติของความถนัดหญิงและชายอยู่แล้วจะเกิดอะไรขึ้น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eพอเราพูดถึงเรื่องธรรมชาติของเพศชายและหญิง ตัวผมเองก็เข้าใจว่าตรงนี้เราอาจต้องชี้ความไปก่อนว่า บางครั้งที่ผู้หญิงในประเทศหนึ่งไม่เก่งเรื่อง A และผู้ชายในประเทศเดียวกันนั้น เก่ง เรื่อง A สิ่งนี่อาจไม่ได้หมายถึงว่าเป็นปัญหาจากธรรมชาติของเพศ แต่อาจเป็นปัญหาจากการเลี้ยงดูมาแบบกีดกันทางเพศตั้งแต่เด็ก เช่น อย่างในประเทศไทย ผู้ชายจะได้รับสิทธิ์และโอกาสในการศึกษามากกว่าเพศหญิงมาตั้งแต่สมัยก่อน ซึ่งในสมัยนี้คงมีน้อยครอบครัวมากที่ยังมีปัญหาแบบนี้เท่าที่ผมเข้าใจ หรือ เพศหญิงมักถูกชี้นำว่าไม่ควรเรียนสาขาอาชีพที่ดุดัน ดูไม่เรียบร้อย เช่น การช่าง งานเทคนิค หรือ สายวิศวะ เป็นต้น ทำให้จำนวนผู้เรียนในสายงานดันนี้น้อยอย่างที่ทราบกันอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้เกิดลักษณะบุคลิกแบบหมู่มาก ซึ่งทำให้อาจเข้าใจผิดว่าผู้หญิงไม่เก่งเรื่อง A เป็นเพราะธรรมชาติ ซึ่งความจริงอาจจะเพราะเกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เท่าเทียมกันทางเพศของสังคมนั้นก็ได้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eจากที่กล่าวไปข้างต้น เนื่องจากผมสงสัยเลยพยายามหาคำตอบโดยการไปค้นหางานวิจัยมาอ่าน ๆ ดู ซึ่งก็อ่านแบบผ่าน ๆ ไปได้ไม่กี่ตัว เพื่อจะพยายามหาว่าตกลงโดยธรรมชาติ ชายและหญิง ฉลาดต่างกันหรือไม่อย่างไร\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eผมค้นหาไปเจอเรื่องนึง ชื่อ \u003cem\u003eSex differences in intelligence: A multi-measure approach using nationally representative samples from Romania\u003c/em\u003e [1] โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการสำรวจผู้คนมากกว่า 15,000 คนในโรมันเนีย ซึ่งอยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 2-99 ปี เพื่อหาว่าชายและหญิงใครฉลาดกว่ากัน ซึ่งในเอกสารวิจัยบอกว่าพยายามกระจายการเลือกผู้คนให้ไม่กระจุกอยู่ในแต่ละกลุ่มของสังคม\u003c/p\u003e","title":"นั่งคุยกันว่า ตกลงแล้วชายกับหญิงใครฉลาดกว่ากัน ?"},{"content":" บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา SELF-EFFICIENCY AND CAREER MANAGEMENT สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง\nเอ่ยถึงคำว่าความสำเร็จ หลาย ๆ คนมักมองถึงภาพใหญ่โต ภาพแห่งความร่ำรวย การมีชีวิตที่ดี การใช้ชีวิตที่มีความสุข แต่จริง ๆ แล้วนั้นคำว่าความสำเร็จก็อาจหมายถึงสิ่งเล็ก ๆ เช่น การมีความสุขกับตัวเอง การได้บรรลุเป้าหมายเล็ก ๆ บางอย่างที่ได้ตั้งไว้ อย่างเช่นเดียวกับในกรณีของบทความชิ้นนี้ซึ่งทางเราได้พาผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับเพื่อนของทีมงานในโครงงานชิ้นนี้คนหนึ่ง เขาคนนี้ก็อาจถือได้ว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน จากผลงาน ทุนเรียนฟรีชั้นปริญญาตรี 4 ปีเต็มจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นอกจากความสำเร็จชิ้นนี้ หากมองในแง่การเรียนและสังคมเพื่อนฝูง เขาก็อาจถือได้ว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จที่ดีคนนึง ทั้งการเรียนที่ดีเยี่ยม ว่าที่เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และหากถามชื่อเขาในคณะไอทีนี้ ก็คงมีคนที่รู้จักไม่น้อย จากทั้งความเป็นมิตร เฮฮา และคอยเข้าร่วมงานกิจกรรมคณะเพื่อช่วยเหลือเพื่อนในสถาบัน\nในบทความนี้ทีมงานของเราจะขอนำเสนอบทสัมภาษณ์ของคุณชนภัทร ผิวคำ หรือ ท็อป ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แขนงวิศวกรรมซอร์ฟแวร์\nสิ่งที่ยืนยันคำกล่าวข้างต้นอย่างหนึ่งว่าคุณท็อปเป็นคนที่คอยช่วยเหลือกิจกรรมต่าง ๆ ของสถาบันนั้นคงไม่มีอะไรที่จะยืนยันได้ดีกว่าการที่เขามาสัมภาษณ์ขณะใส่เสื้อยืดสีส้มสว่างของสถาบันที่แจกให้ผู้ร่วมงานเป็นอาสาสมัครทำกิจกรรมเพื่อสังคมในวันที่เราสัมภาษณ์กัน\nหลังจากเตรียมพร้อมและอธิบายรายละเอียดคร่าว ๆ กันเสร็จเรียบร้อย ทีมงานของเราก็เริ่มจากการถามคำถามง่าย ๆ ทั่วไปกันก่อนเลย\nรบกวนแนะนำตัวด้วยครับ\nผมชื่อชนภัทร ผิวคำ นะครับ\nชื่อเล่นชื่ออะไรหรอครับ\nชื่อทอป ครับผม\nเดี๋ยวต่อจากนี้ขอเรียกคุณท็อปนะครับ\nได้ครับ\nคุณท็อปเป็นคนจังหวัดอะไรครับ\nกรุงเทพครับผม\nตอนนี้ครอบครัวทำงานเกี่ยวกับอะไรอยู่ครับ\nทำเป็นพนักงานบริษัทเครื่องตัดไฟนะครับ\nอ่อโอเคครับ แล้วตอนนี้เนี่ยทราบมาว่าคุณท็อปเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 ถูกไหมครับ\nใช่ครับ\nคณะอะไรหรอครับ\nคณะเทคโนโลยีสารสนเทศครับ\nและในระหว่างนี้มีการรับงานนอกหรือว่าทำอาชีพอื่นด้วยหรือเปล่า\nผมเคยทำฟรีแลนซ์กับเพื่อน\nเป็นฟรีแลนซ์เกี่ยวกับอะไรครับ\nเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์\nอ๋อ คือเป็นโปรแกรมเมอร์ และ ก็ Web Developer (พัฒนาเว็บไซต์) สินะครับ\nใช่ ใช่ครับผม\nคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดในอาชีพนี้ครับ\nคือการได้ลองเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่ๆที่เราไม่เคยทำมาก่อน\nแล้วทำไมคุณท็อปถึงชอบการเขียนโปรแกรม\nเพราะผมรู้สึกว่ามันสนุกเหมือนเราได้เล่นเกมอย่างหนึ่ง\nคือเหมือนกับว่าเวลาเราได้สร้างอะไรบางอย่างแล้วเจอปัญหา ก็เหมือนกับเราเล่นเกมแก้ไขปัญหา\nใช่ครับ เล่นเกมแก้ไข\nเราได้ยินมาว่าคุณท็อปเนี่ยได้ทุนของคณะในการเรียนฟรี 4 ปีเลย พอจะแบ่งปันให้น้องๆฟังได้ไหมครับว่ามีวิธีการเตรียมสอบอย่างไรครับ\nก็อย่างแรกนะครับต้องมีใจรักในคอมพิวเตอร์ก่อนนะครับ อาจจะใช้เวลาว่างสัก 1 ชั่วโมง แต่ทำทุกวัน หาความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อย่างนี้ละครับ\nแล้วก็ตอนได้รับทุนเรียนฟรี 4 ปี รู้สึกอย่างไรบ้าง\nก็รู้สึกดีใจมาก ๆ เลยครับผม\nเป็นอีก 1 คำถามนะครับ ทำไมถึงอยากเข้าคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ\nต้องบอกก่อนนะครับทีแรกคือผมไม่ได้สนใจจริง ๆ แต่ว่ามีเพื่อนชวนมาก็เลยลองมาสมัครดู\nแล้วก็เลยชอบไปด้วยเลยสินะครับ\nใช่ครับ\nถ้า ณ ตอนนี้ให้พูดถึงความสำเร็จในชีวิต คิดว่าอะไรคือสิ่งที่เราประสบความสำเร็จที่สุดครับ\nก็คงเป็นได้ทุนเรียน 4 ปีนี้แหละครับ\nการได้ทุนเรียน 4 ปีเนี่ย ผมเชื่อว่ามันจะต้องก้าวข้ามอุปสรรคหลายๆอย่างมา อะไรคือแรงผลักดัน หรือแรงบันดาลใจที่ทำให้เรามาถึงตรงนี้ได้\nก็\u0026hellip; (เริ่มใช้เวลาคิดนานพอควร) ก็คือผมก็ฐานะทางบ้านก็ไม่ดีอย่างนี้ครับ และค่าเทอมก็ค่อนข้างสูง ก็เลยพยายามให้ได้ทุน\nพูดถึงอุปสรรค พอจะแบ่งปันให้เราฟังได้ไหมครับว่า ครั้งที่ท้อแท้ที่สุดในชีวิตเลยเนี่ยคือครั้งไหน\nคือผมก่อนหน้านี้นะครับ เคยไปสอบที่มหาลัยเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่นนะครับไปสอบคณะวิศวะนะครับ และก็ได้ไปสัมภาษณ์กับอาจารย์ในรอบสัมภาษณ์ อาจารย์เขาก็ถามผมว่า คะแนนแบบเนี่ยไม่สนใจไปไอทีดูหรอ เพราะว่าผมไม่ค่อยเก่งฟิสิกส์เท่าไหร่\nคือจะเรียกว่าท้อแท้ก็ไม่เชิง แต่ว่ามันเหมือนกับหลงทางในชีวิตมากกว่า\nใช่ครับ หลงทาง\nทีนี้ครับแล้วก็ผมเชื่อว่าในการทำงานฟรีแลนซ์อย่างที่คุณท็อปบอกเนี่ยมันจะต้องมีสักครั้ง 2 ครั้งที่เคยทะเลาะกับเพื่อน มีการตัดสินใจที่ต่างจากคนอื่น หรือมีการมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ผมอยากทราบว่ามันเป็นอย่างไรครับ และก็มีวิธีการแก้ไขอย่างไรครับ\nก็ถ้าเราคิดไม่ตรงกันอย่างนี้นะครับ เราก็ต้องมีเหตุผลของเราใช่ไหมครับ เราก็ต้องพยายามอธิบายให้เพื่อนเข้าใจว่ามันเป็นอย่างนี้เพราะอะไร และก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของเพื่อนด้วยครับผม\nก็คือทีมเวิร์คสำคัญที่สุดสินะครับ\nใช่ครับ\nวิดีโอคำถามพิเศษ คำพูดจากคุณท็อปฝากถึงเพื่อน ๆ และรุ่นน้องที่ต้องการประสบความสำเร็จด้านการศึกษาเช่นเดียวกัน\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/interview-top-with-it-scholarship-for-4-years/","summary":"\u003cblockquote\u003e\n\u003cp\u003eบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา SELF-EFFICIENCY AND CAREER MANAGEMENT สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง\u003c/p\u003e\n\u003c/blockquote\u003e\n\u003cp\u003eเอ่ยถึงคำว่าความสำเร็จ หลาย ๆ คนมักมองถึงภาพใหญ่โต ภาพแห่งความร่ำรวย การมีชีวิตที่ดี การใช้ชีวิตที่มีความสุข แต่จริง ๆ แล้วนั้นคำว่าความสำเร็จก็อาจหมายถึงสิ่งเล็ก ๆ เช่น การมีความสุขกับตัวเอง การได้บรรลุเป้าหมายเล็ก ๆ บางอย่างที่ได้ตั้งไว้ อย่างเช่นเดียวกับในกรณีของบทความชิ้นนี้ซึ่งทางเราได้พาผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับเพื่อนของทีมงานในโครงงานชิ้นนี้คนหนึ่ง เขาคนนี้ก็อาจถือได้ว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน จากผลงาน ทุนเรียนฟรีชั้นปริญญาตรี 4 ปีเต็มจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นอกจากความสำเร็จชิ้นนี้ หากมองในแง่การเรียนและสังคมเพื่อนฝูง เขาก็อาจถือได้ว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จที่ดีคนนึง ทั้งการเรียนที่ดีเยี่ยม ว่าที่เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และหากถามชื่อเขาในคณะไอทีนี้ ก็คงมีคนที่รู้จักไม่น้อย จากทั้งความเป็นมิตร เฮฮา และคอยเข้าร่วมงานกิจกรรมคณะเพื่อช่วยเหลือเพื่อนในสถาบัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eในบทความนี้ทีมงานของเราจะขอนำเสนอบทสัมภาษณ์ของคุณชนภัทร ผิวคำ หรือ ท็อป ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แขนงวิศวกรรมซอร์ฟแวร์\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสิ่งที่ยืนยันคำกล่าวข้างต้นอย่างหนึ่งว่าคุณท็อปเป็นคนที่คอยช่วยเหลือกิจกรรมต่าง ๆ ของสถาบันนั้นคงไม่มีอะไรที่จะยืนยันได้ดีกว่าการที่เขามาสัมภาษณ์ขณะใส่เสื้อยืดสีส้มสว่างของสถาบันที่แจกให้ผู้ร่วมงานเป็นอาสาสมัครทำกิจกรรมเพื่อสังคมในวันที่เราสัมภาษณ์กัน\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/W7XsfAD.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eหลังจากเตรียมพร้อมและอธิบายรายละเอียดคร่าว ๆ กันเสร็จเรียบร้อย ทีมงานของเราก็เริ่มจากการถามคำถามง่าย ๆ ทั่วไปกันก่อนเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eรบกวนแนะนำตัวด้วยครับ\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eผมชื่อชนภัทร ผิวคำ นะครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eชื่อเล่นชื่ออะไรหรอครับ\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eชื่อทอป ครับผม\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eเดี๋ยวต่อจากนี้ขอเรียกคุณท็อปนะครับ\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eได้ครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eคุณท็อปเป็นคนจังหวัดอะไรครับ\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกรุงเทพครับผม\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eตอนนี้ครอบครัวทำงานเกี่ยวกับอะไรอยู่ครับ\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eทำเป็นพนักงานบริษัทเครื่องตัดไฟนะครับ\u003c/p\u003e","title":"บทสัมภาษณ์พี่ท็อป จากคณะ IT กับความสำเร็จทุนเรียนป.ตรีฟรี (และคลิปตอบคำถามพิเศษ)"},{"content":"บล็อกก่อนหน้านี้เขียนว่าจะเลิกกินไวน์แล้ว แต่ไม่กี่วันก็แหกแล้วเพราะซื้อไวน์ไปกินฉลองบ้านเพื่อนครับ และไวน์บางตัวกินแล้วชอบก็ต้องเขียนบันทึกจดไว้ ไม่งั้นเดี๋ยวจำไม่ได้ว่าตัวไหน เพราะเคยลืมเขียนไปแล้วตัวนึง เสียใจถึงทุกวันนี้\nชื่อเต็มน่าจะ Cantina Beato Bartolomeo Breganze Moscato Spumante Dolce, Veneto, Italy เพราะไปก๊อปมาจากเน็ต เป็นไวน์ขาวหวาน สปาร์คกิ้ง\nราคาซื้อคือ 689 บาท ซื้อที่ร้านไวน์ในกูเมตมาร์เก็ต ราคาประมาณนี้ไม่แพงมาก ซึ่งถ้าจะซื้อไวน์กินเล่น ปกติจะซื้อ Sweet lips gossip เพราะราคาอยู่ที่ 490 บาท ประมาณนี้ครับ\nเรื่องรสชาตินั้นต้องขอบอกเลยสุดยอดจริง ๆ สำหรับตัวผมที่ชอบกินหวาน เพื่อนหลายคนในวันนั้นซึ่งไม่เคยได้กินไวน์ พอได้จิบ ๆ ไปก็ออกปากชมกันหลายคนเลยว่าไม่ธรรมดา\nตัวไวน์มีแอลฯ ต่ำซึ่งอยู่ที่ 6.5% ถ้าจำไม่ผิดพลาด และด้วยความเป็นสปาร์คกิ้งและแช่เย็น (ไวน์ขาวควรกินเย็น ๆ) ทำให้รสชาติขมของแอลฯ ไม่แรงเกินไป กลายเป็นเครื่องดื่มกินเล่นสนุก ๆ เฮฮาได้ไม่ยากเลย\nรสชาติหวานหอมมค่อนข้างเนียนนุ่ม ไปทางเดียวกัน ไม่ดีดขึ้นมาจนรู้สึกแปลก ซึ่งรสหวานก็กำลังดี แต่อาจไม่เหมาะสำหรับคนไม่ชอบหวาน ซึ่งความซ่าและรสชาติของมันรวม ๆ กันแล้วนั้นสุดยอดมากครับ\nโดยรวมแล้วถ้าเทียบกับ Sweet lips gossip นั้น ขอบอกเลยว่าการบวกเงินมาแค่สองร้อยแต่ได้อะไรดี ๆ ขนาดนี้นั้นสุดยอดมากครับ ซึ่งรอบนี้ก็ต้องขอบคุณคุณพนักงานร้านที่แนะนำตัวนี้มาให้ เพราะผมถามหา moscato ที่ราคาไม่สูงเกินไป เขาก็หยิบขวดนี้มาให้แหละ\nสรุป: ถ้ากินข้าวกับเพื่อนแล้วมีเพื่อนหาร ก็ซื้อขวดนี้ไปเลยครับ รสชาติไม่เป็นสองรองใครสำหรับคนที่ชอบแนว ๆ ไวน์หวาน\nป.ล. ขอบคุณภาพจากกล้องของพี่ @awkwin ครับ ถ่ายโดย Pixel 2\nงานเลี้ยงครั้งนี้ต้องขอขอบคุณพี่โนนีนมากครับที่ชวนไป เอาจริง ๆ ตอนแรกก็กะซื้อเบียร์ญี่ปุ่นไป แต่นึกขึ้นมาได้ว่าเคยบอกกับพี่โนนีนไว้ว่าจะหาไวน์มาให้ลองสักครั้ง เลยกลายเป็นซื้อไวน์แทน (ฮา)\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/note-beato-bartolomeo-breganze-moscato-2/","summary":"\u003cp\u003eบล็อกก่อนหน้านี้เขียนว่าจะเลิกกินไวน์แล้ว แต่ไม่กี่วันก็แหกแล้วเพราะซื้อไวน์ไปกินฉลองบ้านเพื่อนครับ และไวน์บางตัวกินแล้วชอบก็ต้องเขียนบันทึกจดไว้ ไม่งั้นเดี๋ยวจำไม่ได้ว่าตัวไหน เพราะเคยลืมเขียนไปแล้วตัวนึง เสียใจถึงทุกวันนี้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eชื่อเต็มน่าจะ \u003ccode\u003eCantina Beato Bartolomeo Breganze Moscato Spumante Dolce, Veneto, Italy\u003c/code\u003e เพราะไปก๊อปมาจากเน็ต เป็นไวน์ขาวหวาน สปาร์คกิ้ง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eราคาซื้อคือ 689 บาท ซื้อที่ร้านไวน์ในกูเมตมาร์เก็ต ราคาประมาณนี้ไม่แพงมาก ซึ่งถ้าจะซื้อไวน์กินเล่น ปกติจะซื้อ Sweet lips gossip เพราะราคาอยู่ที่ 490 บาท ประมาณนี้ครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องรสชาตินั้นต้องขอบอกเลยสุดยอดจริง ๆ สำหรับตัวผมที่ชอบกินหวาน เพื่อนหลายคนในวันนั้นซึ่งไม่เคยได้กินไวน์ พอได้จิบ ๆ ไปก็ออกปากชมกันหลายคนเลยว่าไม่ธรรมดา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตัวไวน์มีแอลฯ ต่ำซึ่งอยู่ที่ 6.5% ถ้าจำไม่ผิดพลาด และด้วยความเป็นสปาร์คกิ้งและแช่เย็น (ไวน์ขาวควรกินเย็น ๆ) ทำให้รสชาติขมของแอลฯ ไม่แรงเกินไป กลายเป็นเครื่องดื่มกินเล่นสนุก ๆ เฮฮาได้ไม่ยากเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eรสชาติหวานหอมมค่อนข้างเนียนนุ่ม ไปทางเดียวกัน ไม่ดีดขึ้นมาจนรู้สึกแปลก ซึ่งรสหวานก็กำลังดี แต่อาจไม่เหมาะสำหรับคนไม่ชอบหวาน ซึ่งความซ่าและรสชาติของมันรวม ๆ กันแล้วนั้นสุดยอดมากครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eโดยรวมแล้วถ้าเทียบกับ Sweet lips gossip นั้น ขอบอกเลยว่าการบวกเงินมาแค่สองร้อยแต่ได้อะไรดี ๆ ขนาดนี้นั้นสุดยอดมากครับ ซึ่งรอบนี้ก็ต้องขอบคุณคุณพนักงานร้านที่แนะนำตัวนี้มาให้ เพราะผมถามหา moscato ที่ราคาไม่สูงเกินไป เขาก็หยิบขวดนี้มาให้แหละ\u003c/p\u003e","title":"บันทึก: ไวน์ Beato Bartolomeo Breganze Moscato"},{"content":"เกิดมาไม่เคยเขียนย้อนหลังเหตุการณ์ในปี ๆ นึงเลย สิ่งที่อยากทำในปีหน้าก็ไม่เคยเขียน แต่พอเริ่มโตขึ้นมาก็พบว่า การมองย้อนไปในอดีตนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างก็สนุกดีและก็ได้ทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะปีที่เจอประสบการณ์ใหม่ ๆ มากมายแบบปีนี้\nเขียนบรรยายไม่สนุก เขียนเป็นข้อ ๆ ละกัน\nเป็นปีที่ได้ทำงานแล้วก็รับเงินเดือนจริง ๆ กับเขาซะที แถมเป็นปีที่งานเข้ามาเยอะมาก ได้ประสบการณ์ และสำคัญที่สุด ได้เงินครับ ปีนี้ได้แข่ง NSC อันนี้เรื่องตอนต้นปีเลย ชนะมาด้วยรางวัลอันดับที่ 3 หลังจากนั้นก็คิดแล้วว่าจะเลิกแข่งไป ไม่อยากแข่งแล้วเพราะการเจอคำถามและคุณภาพในงานหลาย ๆ อย่าง (ไม่ดี ๆ ไม่แซะตอนเขียนเรื่องแบบนี้สิ) เราเริ่มกินไวน์เมื่อไหร่นะ ? จำไม่ได้ แต่ปีนี้คือปีที่เลิกกินไวน์ ด้วยเหตุผลว่า ไม่ไหว เงินไม่มีแล้วจ้า และพบว่าตนเองไม่ได้ชอบไวน์ คือ กินแล้วดีสุดหลาย ๆ อย่างที่ลองมาแล้วนะ แต่กินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังไงมันก็ฝืน ๆ สุดท้ายกินน้ำอัดลมนี่ดีสุดครับ กินได้เรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีน้ำหนักขึ้นเดือนละกิโล ต่อจากข้อ 3 จนกระทั่งได้มาเจอสาเก้ร้อน เลยคิดว่าสาเกร้อนดีกว่าไวน์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปีนี้การเรียนเป็นไง เกรด 3.5 + ขึ้นเหมือนเดิมทุกเทอมครับ เป็นปีที่พบกับความสุขที่แท้จริงของตัวเองครับ การกิน มีความสุขมากเวลาได้กินอะไรอร่อย ๆ ดี ๆ ไม่ต้องแพงก็ได้ ของอร่อยที่หาได้ง่ายสุดตอนนี้คือ การได้กินผัดซีอิ้วร้านพี่ฝนที่คณะตัวเอง กินเงียบ ๆ คนเดียวกลางฤดูหนาวนี่สุด ๆ แล้วครับ อีกเรื่องที่สำคัญที่เจอในปีนี้ คือได้รู้ว่า กัญชา ไม่ได้มาในรูปใบไม้ครับ มันมาในรูปอะไรก็ได้ที่กินแล้วเลิกไม่ได้ ตั้งแต่ บราวนี่กรอบที่เซเว่น ยัน ของแห้ง ๆ เค็ม ๆ ที่เพื่อนซื้อมาครับ กินแล้วหยุดไม่อยู่ ถือว่าเป็นกัญชา คนนิยามคือเพื่อนในกลุ่มครับ ทุกวันนี้เข้าเซเว่น จะซื้อบราวนี่กรอบ ก็เรียกบราวนี่กัญชากัน เพื่อนเคยแหกปากหากัญชาในเซเว่นมาแล้ว ช่วงนึงของปีนี้ได้ทำงานในบริษัทด้านกาแฟและชาแห่งนึง เปิดประสบการณ์การทำงานและเรื่องเครื่องดิ่มที่สุด นับเป็นประสบการณ์ดี ๆ ที่หาไม่ได้เลย ขอบคุณพี่ ๆ ในบริษัทมากครับที่ได้ให้ผมได้เข้าไปร่วมงานด้วย แม้จะเป็นเวลาไม่นาน ต่อจากข้อ 9 กาแฟดริปนี่มันสุดยอดเลยนะคุณ เป็นปีที่ได้เรียนรู้ว่ากาแฟเนี่ยมันมีมากกว่าลาเต้ มอคค่า ที่ขายในสตาร์บัคส์ ไม่แปลกใจเลยที่หลายคนบอกว่ากาแฟสตาบัคส์กาก เพราะของที่ดีมันไปอยู่ตามร้านอื่น ๆ ที่ขายแบบไม่แมสมาก (ไม่แมสระดับสตาร์บัคส์) ตอนนี้อยากดริปกาแฟกินเองทุกเช้าแทนเลย ต่อจากข้อ 9 เหมือนเดิม ปีนี้เสพติดชาครับ ชา เทพ ๆ นี่มันมากมาย กินแล้วหอมนวล เป็นปีที่ทำให้เริ่มติดชาชงใบแล้วครับ นอกจากบริษัทในข้อ 9 ปีนี้ก็ยังได้ร่วมงานกับบริษัทต่างชาติ ทำงานแบบ remote ทีมกระจายอยู่ในสามประเทศ ตอนเข้าทำงานครั้งแรกก็ตื่นเต้น เพราะต้องคุยอังกฤษล้วน เรานี่กากอังกฤษมาก จนตอนนี้ก็เริ่มชินละ คุยได้พอประมาณนึง ก็ขอบคุณอาจารย์ในคณะที่เปิดโอกาสดี ๆ แบบหาที่ไหนไม่ได้อย่างนี้จริง ๆ ครับ เป็นปีที่กลับมาดูอนิเมะ อันนี้สำคัญจริง ๆ นะ เราเลิกดูเมะไปตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย ตอนนั้นเริ่มดูน้อยลงเรื่อย ๆ จนใกล้จบม.ปลายก็ไม่ได้ดูอีกเลย ไม่รู้ทำไม จนก่อนจบปีสอง ก็คือต้นปีนี้ อยู่ ๆ นึกไงไม่รู้อยากเล่น Touhou ครับ จนกลับมาอ่านมังงะและก็หาอนิเมะดู จนกลับมาดูอนิเมะเป็นปกติ เป็นสิ่งดี ๆ ในปีนี้ เพราะเป็นพวกไม่ชอบเข้าสังคมมากเกิน เลยเอาตัวเองมาทิ้งกับตัวละคร 2D แทนครับ ขยายจากข้อ 13 ครับ Touhou นี่เปลี่ยนชีวิตไปพอควร เกิดมาไม่เคยเทสอบมาก่อน แต่ตอนนั้นเพราะติดโทโฮหนักมากหลังจากลองขอเพื่อนมาเล่น เลยตามอ่านโดจิน (ไม่เรทนะครับ) และตามอ่านข้อมูลตัวละคร จนติดมาถึงทุกวันนี้ กลับไปเป็นเหมือนสมัยม.ต้น คือ ตามเก็บภาพวาดที่ชอบเหมือนเดิม เหมือนได้ความสนุกสมัยม.ต้นกลับมา นับเป็นการฟื้นชีวิตที่ดีจริง ๆ ต่อจากข้อ 13 ครับ คือ เป็นปีที่เริ่มกลับมามีไฟคิดทำอะไรใหม่ ๆ อยากทำสิ่งที่ไม่เคยทำ เกี่ยวกับ computer vision + machine learning ถึงระดับไปหา paper มานั่งอ่านเองครั้งแรก ทั้งหมดในข้อนี้ได้แรงใจมาจากโทโฮครับ \u0026laquo; ดูคุมาก ก็เพราะโทโฮอีกเช่นเคย เพราะมีสิ่งที่อยากทำเกี่ยวกับ computer vision เลยเริ่มศึกษาเอง จนพบว่าคณะมีสอนวิชา computer vision ด้วยความอยากทำสิ่งที่ต้องการอยู่ เลยไปลงเรียน ซึ่งกลายเป็นได้เปิดโลกใหม่ที่ชอบ ได้ความรู้สึกอยากเขียนโค้ดแบบสมัยทำระบบตอนม.ปลายกลับมา ความคิดไอเดียออกมาเรื่อย ๆ หลังจากไม่รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว เรื่องนี้เคยเขียนไว้ในอีกบล็อกนึง ไปอ่านได้นะครับ \u0026raquo; http://blog.cloudian.in.th/2017/12/21/cv-ml-the-second-interdimensional/ ปีนี้ได้เตาอบมาประดับบารมีห้องครับ ตั้งแต่นั้นการกินอาหารก็ไม่เหมือนเคยอีกเลย แต่ทุกวันนี้ก็ใช้แค่ปิ้งขนมปังกินซะส่วนใหญ่ แต่แค่นั้นก็เทพแล้ว เพราะขนมปังปิ้งนั้นความสุดยอดของรสชาติมันยิ่งใหญ่กว่าการกินขนมปังธรรมดาหลายล้านเท่าจริง ๆ อ่อ อีกอย่าง ปีนี้กลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า หลังจากจบมาสองปีกว่า ปีนี้ได้เพื่อนมานั่งเล่นครับ ชื่อ อุมารุจัง ความจริงซื้อมาตั้งแต่ปีก่อนแล้วมั้งแต่พึ่งมาเปิดกล่องปีนี้แทน เกม ? เกมปีนี้ที่รู้สึกว่าพีคที่สุดในดวงใจคงต้องยกให้ Doki Doki Literature Club ครับ เกมจีบสาวน่ารักใสใส ทำเอาหัวใจเต้นตึกตักจนนอนไม่หลับเลยครับ J̵̛͍̱͔̪u̮̼͉̞͔̥͎͠s̸͖̻̖͟t̨͕̗̗̬̜͓̀ ̠̙̟͈͈̫ͅM̶̧͙̭͉̖ó͉̼͈̝ͅn̫̬̜͈̣̮̳͎̪͘i̛͟͏̼̲̩̪͕̞͉ķ͕͚͉̰̻a̝͕͔͍̟̠̜͙͘ อ่อ ใครยังไม่ได้เล่นก็ไปเล่นนะครับ เกมเขาดี เกมเขาฟรี ก็ไปเล่นซะ http://store.steampowered.com/app/698780/Doki_Doki_Literature_Club/ ให้อีกเกม เกมนี้ตอนเล่นจบแล้วตื่นตันมาก แบบอือหือ มันสุดยอดจริง ๆ ตอนนั้นเล่นจบแล้วรู้สึกแบบโลกนี้ดูสวยงามขึ้นมาทันที ยกให้นี่เลยครับ Highway Blossoms เกมดีแบบดีไม่ประชดครับ ไม่เหมือนข้อ 20 ก็ไปซื้อกันได้ครับ ดีทั้งภาพและเสียงเพลงประกอบ จนต้องตามหามาฟังใน spotify เลยครับ http://store.steampowered.com/app/451760/Highway_Blossoms/ เรื่องเสียงเพลงดีกว่า ถ้ามีคนเดินมาถามว่า ทุกวันนี้นายชอบฟังอะไร แต่ก่อนก็คงตอบไม่ได้เท่าไหร่ เพราะบอกได้แค่ฟังเพลงญี่ปุ่น แต่ถ้ามีคนมาถามตอนนี้ก็คงมีชื่อนึงขึ้นมาในหัวก่อนเลย คือ Snail\u0026rsquo;s house สุดยอด ชอบทุกเพลงที่พี่แกทำออกมาเลย เรื่องเงิน ๆ นี่ปีนี้ออกทางบวกพอควร เพราะงานเข้ามาด้วย เงินเลยไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ แล้วก็เลิกขอเงินแม่แล้วด้วยนะครับ เกือบลืม (เมื่อกี้เกือบจบบทความละ) ด้านอนิเมะ ปีนี้อนิเมะนี่ขอยกให้ Kemono friend เลยครับ สนุกมาก เป็นเมะต้นทุนทำที่ทำรถเคลื่อนที่ไปล้อมันยังไม่หมุนตามเลย แต่ต่อให้เรื่องนี้มันวนลูปภาพโง่ ๆ ซ้ำกันห้าวินาทีผมก็ไม่ด่ามันแน่นอน สุดยอดจริง ๆ สอนให้รู้ว่า อย่าดูถูกอนิเมะจากแค่ลายเส้นอย่างแท้จริง ก็คงจบเพียงเท่านี้สำหรับปีนี้ครับ เป็นปีที่เจออะไรมากมายเหมือนกัน แต่โดยรวมก็มีแต่เรื่องดี ๆ ซะส่วนใหญ่ ส่วนปีหน้าก็ตั้งเป้าหมายไม่มีอะไรมากมาย อยากตีพิมพ์เปเปอร์ให้ได้สักครั้ง และได้ไปญี่ปุ่นแบบไปด้านวิชาการอีกรอบครับ ก็ปีนี้ก็ใกล้จบลงแล้ว ก็ขอลากันไปก่อนครับ\nสวัสดีครับ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/2017-a-year-in-review/","summary":"\u003cp\u003eเกิดมาไม่เคยเขียนย้อนหลังเหตุการณ์ในปี ๆ นึงเลย สิ่งที่อยากทำในปีหน้าก็ไม่เคยเขียน แต่พอเริ่มโตขึ้นมาก็พบว่า การมองย้อนไปในอดีตนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างก็สนุกดีและก็ได้ทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะปีที่เจอประสบการณ์ใหม่ ๆ มากมายแบบปีนี้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเขียนบรรยายไม่สนุก เขียนเป็นข้อ ๆ ละกัน\u003c/p\u003e\n\u003col\u003e\n\u003cli\u003eเป็นปีที่ได้ทำงานแล้วก็รับเงินเดือนจริง ๆ กับเขาซะที แถมเป็นปีที่งานเข้ามาเยอะมาก ได้ประสบการณ์ และสำคัญที่สุด ได้เงินครับ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eปีนี้ได้แข่ง NSC อันนี้เรื่องตอนต้นปีเลย ชนะมาด้วยรางวัลอันดับที่ 3 หลังจากนั้นก็คิดแล้วว่าจะเลิกแข่งไป ไม่อยากแข่งแล้วเพราะการเจอคำถามและคุณภาพในงานหลาย ๆ อย่าง (ไม่ดี ๆ ไม่แซะตอนเขียนเรื่องแบบนี้สิ)\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eเราเริ่มกินไวน์เมื่อไหร่นะ ? จำไม่ได้ แต่ปีนี้คือปีที่เลิกกินไวน์ ด้วยเหตุผลว่า ไม่ไหว เงินไม่มีแล้วจ้า และพบว่าตนเองไม่ได้ชอบไวน์ คือ กินแล้วดีสุดหลาย ๆ อย่างที่ลองมาแล้วนะ แต่กินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังไงมันก็ฝืน ๆ สุดท้ายกินน้ำอัดลมนี่ดีสุดครับ กินได้เรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีน้ำหนักขึ้นเดือนละกิโล\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eต่อจากข้อ 3 จนกระทั่งได้มาเจอสาเก้ร้อน เลยคิดว่าสาเกร้อนดีกว่าไวน์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eปีนี้การเรียนเป็นไง เกรด 3.5 + ขึ้นเหมือนเดิมทุกเทอมครับ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eเป็นปีที่พบกับความสุขที่แท้จริงของตัวเองครับ การกิน มีความสุขมากเวลาได้กินอะไรอร่อย ๆ ดี ๆ ไม่ต้องแพงก็ได้ ของอร่อยที่หาได้ง่ายสุดตอนนี้คือ การได้กินผัดซีอิ้วร้านพี่ฝนที่คณะตัวเอง กินเงียบ ๆ คนเดียวกลางฤดูหนาวนี่สุด ๆ แล้วครับ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eอีกเรื่องที่สำคัญที่เจอในปีนี้ คือได้รู้ว่า \u003cstrong\u003eกัญชา\u003c/strong\u003e ไม่ได้มาในรูปใบไม้ครับ มันมาในรูปอะไรก็ได้ที่กินแล้วเลิกไม่ได้ ตั้งแต่ บราวนี่กรอบที่เซเว่น ยัน ของแห้ง ๆ เค็ม ๆ ที่เพื่อนซื้อมาครับ กินแล้วหยุดไม่อยู่ ถือว่าเป็นกัญชา คนนิยามคือเพื่อนในกลุ่มครับ ทุกวันนี้เข้าเซเว่น จะซื้อบราวนี่กรอบ ก็เรียกบราวนี่กัญชากัน เพื่อนเคยแหกปากหากัญชาในเซเว่นมาแล้ว\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eช่วงนึงของปีนี้ได้ทำงานในบริษัทด้านกาแฟและชาแห่งนึง เปิดประสบการณ์การทำงานและเรื่องเครื่องดิ่มที่สุด นับเป็นประสบการณ์ดี ๆ ที่หาไม่ได้เลย ขอบคุณพี่ ๆ ในบริษัทมากครับที่ได้ให้ผมได้เข้าไปร่วมงานด้วย แม้จะเป็นเวลาไม่นาน\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eต่อจากข้อ 9 กาแฟดริปนี่มันสุดยอดเลยนะคุณ เป็นปีที่ได้เรียนรู้ว่ากาแฟเนี่ยมันมีมากกว่าลาเต้ มอคค่า ที่ขายในสตาร์บัคส์ ไม่แปลกใจเลยที่หลายคนบอกว่ากาแฟสตาบัคส์กาก เพราะของที่ดีมันไปอยู่ตามร้านอื่น ๆ ที่ขายแบบไม่แมสมาก (ไม่แมสระดับสตาร์บัคส์) ตอนนี้อยากดริปกาแฟกินเองทุกเช้าแทนเลย\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eต่อจากข้อ 9 เหมือนเดิม ปีนี้เสพติดชาครับ ชา เทพ ๆ นี่มันมากมาย กินแล้วหอมนวล เป็นปีที่ทำให้เริ่มติดชาชงใบแล้วครับ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eนอกจากบริษัทในข้อ 9 ปีนี้ก็ยังได้ร่วมงานกับบริษัทต่างชาติ ทำงานแบบ remote ทีมกระจายอยู่ในสามประเทศ ตอนเข้าทำงานครั้งแรกก็ตื่นเต้น เพราะต้องคุยอังกฤษล้วน เรานี่กากอังกฤษมาก จนตอนนี้ก็เริ่มชินละ คุยได้พอประมาณนึง ก็ขอบคุณอาจารย์ในคณะที่เปิดโอกาสดี ๆ แบบหาที่ไหนไม่ได้อย่างนี้จริง ๆ ครับ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eเป็นปีที่กลับมาดูอนิเมะ อันนี้สำคัญจริง ๆ นะ เราเลิกดูเมะไปตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย ตอนนั้นเริ่มดูน้อยลงเรื่อย ๆ จนใกล้จบม.ปลายก็ไม่ได้ดูอีกเลย ไม่รู้ทำไม จนก่อนจบปีสอง ก็คือต้นปีนี้ อยู่ ๆ นึกไงไม่รู้อยากเล่น Touhou ครับ จนกลับมาอ่านมังงะและก็หาอนิเมะดู จนกลับมาดูอนิเมะเป็นปกติ เป็นสิ่งดี ๆ ในปีนี้ เพราะเป็นพวกไม่ชอบเข้าสังคมมากเกิน เลยเอาตัวเองมาทิ้งกับตัวละคร 2D แทนครับ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eขยายจากข้อ 13 ครับ Touhou นี่เปลี่ยนชีวิตไปพอควร เกิดมาไม่เคยเทสอบมาก่อน แต่ตอนนั้นเพราะติดโทโฮหนักมากหลังจากลองขอเพื่อนมาเล่น เลยตามอ่านโดจิน (ไม่เรทนะครับ) และตามอ่านข้อมูลตัวละคร จนติดมาถึงทุกวันนี้ กลับไปเป็นเหมือนสมัยม.ต้น คือ ตามเก็บภาพวาดที่ชอบเหมือนเดิม เหมือนได้ความสนุกสมัยม.ต้นกลับมา นับเป็นการฟื้นชีวิตที่ดีจริง ๆ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eต่อจากข้อ 13 ครับ คือ เป็นปีที่เริ่มกลับมามีไฟคิดทำอะไรใหม่ ๆ อยากทำสิ่งที่ไม่เคยทำ เกี่ยวกับ computer vision + machine learning ถึงระดับไปหา paper มานั่งอ่านเองครั้งแรก ทั้งหมดในข้อนี้ได้แรงใจมาจากโทโฮครับ \u0026laquo; ดูคุมาก\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eก็เพราะโทโฮอีกเช่นเคย เพราะมีสิ่งที่อยากทำเกี่ยวกับ computer vision เลยเริ่มศึกษาเอง จนพบว่าคณะมีสอนวิชา computer vision ด้วยความอยากทำสิ่งที่ต้องการอยู่ เลยไปลงเรียน ซึ่งกลายเป็นได้เปิดโลกใหม่ที่ชอบ ได้ความรู้สึกอยากเขียนโค้ดแบบสมัยทำระบบตอนม.ปลายกลับมา ความคิดไอเดียออกมาเรื่อย ๆ หลังจากไม่รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว เรื่องนี้เคยเขียนไว้ในอีกบล็อกนึง ไปอ่านได้นะครับ \u0026raquo; \u003ca href=\"/posts/cv-ml-the-second-interdimensional/\"\u003ehttp://blog.cloudian.in.th/2017/12/21/cv-ml-the-second-interdimensional/\u003c/a\u003e\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eปีนี้ได้เตาอบมาประดับบารมีห้องครับ ตั้งแต่นั้นการกินอาหารก็ไม่เหมือนเคยอีกเลย แต่ทุกวันนี้ก็ใช้แค่ปิ้งขนมปังกินซะส่วนใหญ่ แต่แค่นั้นก็เทพแล้ว เพราะขนมปังปิ้งนั้นความสุดยอดของรสชาติมันยิ่งใหญ่กว่าการกินขนมปังธรรมดาหลายล้านเท่าจริง ๆ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eอ่อ อีกอย่าง ปีนี้กลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า หลังจากจบมาสองปีกว่า\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eปีนี้ได้เพื่อนมานั่งเล่นครับ ชื่อ อุมารุจัง ความจริงซื้อมาตั้งแต่ปีก่อนแล้วมั้งแต่พึ่งมาเปิดกล่องปีนี้แทน\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eเกม ? เกมปีนี้ที่รู้สึกว่าพีคที่สุดในดวงใจคงต้องยกให้ Doki Doki Literature Club ครับ เกมจีบสาวน่ารักใสใส ทำเอาหัวใจเต้นตึกตักจนนอนไม่หลับเลยครับ J̵̛͍̱͔̪u̮̼͉̞͔̥͎͠s̸͖̻̖͟t̨͕̗̗̬̜͓̀ ̠̙̟͈͈̫ͅM̶̧͙̭͉̖ó͉̼͈̝ͅn̫̬̜͈̣̮̳͎̪͘i̛͟͏̼̲̩̪͕̞͉ķ͕͚͉̰̻a̝͕͔͍̟̠̜͙͘ อ่อ ใครยังไม่ได้เล่นก็ไปเล่นนะครับ เกมเขาดี เกมเขาฟรี ก็ไปเล่นซะ \u003ca href=\"http://store.steampowered.com/app/698780/Doki_Doki_Literature_Club/\"\u003ehttp://store.steampowered.com/app/698780/Doki_Doki_Literature_Club/\u003c/a\u003e\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eให้อีกเกม เกมนี้ตอนเล่นจบแล้วตื่นตันมาก แบบอือหือ มันสุดยอดจริง ๆ ตอนนั้นเล่นจบแล้วรู้สึกแบบโลกนี้ดูสวยงามขึ้นมาทันที ยกให้นี่เลยครับ Highway Blossoms เกมดีแบบดีไม่ประชดครับ ไม่เหมือนข้อ 20 ก็ไปซื้อกันได้ครับ ดีทั้งภาพและเสียงเพลงประกอบ จนต้องตามหามาฟังใน spotify เลยครับ \u003ca href=\"http://store.steampowered.com/app/451760/Highway_Blossoms/\"\u003ehttp://store.steampowered.com/app/451760/Highway_Blossoms/\u003c/a\u003e\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eเรื่องเสียงเพลงดีกว่า ถ้ามีคนเดินมาถามว่า ทุกวันนี้นายชอบฟังอะไร แต่ก่อนก็คงตอบไม่ได้เท่าไหร่ เพราะบอกได้แค่ฟังเพลงญี่ปุ่น แต่ถ้ามีคนมาถามตอนนี้ก็คงมีชื่อนึงขึ้นมาในหัวก่อนเลย คือ Snail\u0026rsquo;s house สุดยอด ชอบทุกเพลงที่พี่แกทำออกมาเลย\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eเรื่องเงิน ๆ นี่ปีนี้ออกทางบวกพอควร เพราะงานเข้ามาด้วย เงินเลยไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ แล้วก็เลิกขอเงินแม่แล้วด้วยนะครับ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eเกือบลืม (เมื่อกี้เกือบจบบทความละ) ด้านอนิเมะ ปีนี้อนิเมะนี่ขอยกให้ Kemono friend เลยครับ สนุกมาก เป็นเมะต้นทุนทำที่ทำรถเคลื่อนที่ไปล้อมันยังไม่หมุนตามเลย แต่ต่อให้เรื่องนี้มันวนลูปภาพโง่ ๆ ซ้ำกันห้าวินาทีผมก็ไม่ด่ามันแน่นอน สุดยอดจริง ๆ สอนให้รู้ว่า อย่าดูถูกอนิเมะจากแค่ลายเส้นอย่างแท้จริง\u003c/li\u003e\n\u003c/ol\u003e\n\u003cp\u003eก็คงจบเพียงเท่านี้สำหรับปีนี้ครับ เป็นปีที่เจออะไรมากมายเหมือนกัน แต่โดยรวมก็มีแต่เรื่องดี ๆ ซะส่วนใหญ่ ส่วนปีหน้าก็ตั้งเป้าหมายไม่มีอะไรมากมาย อยากตีพิมพ์เปเปอร์ให้ได้สักครั้ง และได้ไปญี่ปุ่นแบบไปด้านวิชาการอีกรอบครับ ก็ปีนี้ก็ใกล้จบลงแล้ว ก็ขอลากันไปก่อนครับ\u003c/p\u003e","title":"2017 Review \u003c\u003c คิดชื่อบทความไม่ออก แก้อยู่สิบรอบ"},{"content":"วันนี้นั่งคุยกับพี่ในแล็ปว่าตั้งแต่เริ่มเรียน computer vision เราก็ตื่นเต้นกับทุกอย่างมากขึ้นเยอะ เหมือนเดินไปในแดนสนธยา เป็นฟีลที่เหมือนสมัยเริ่มเขียนเว็บครั้งแรกตอน ม.4\nตอนนั้นจบ ม.ต้นมา เป็นยุคของการเรียนภาษา C เพราะพึ่งจบมาจาก สอวน.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีแต่จอดำ ๆ กับโจทย์แนวแก้ปัญหา เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะเอาภาษา C ไปทำอะไร ตอนนั้นพวกบอร์ดคอนโทรลก็ราคาหลักพันซะส่วนใหญ่ พวกหุ่นยนต์ก็แพงเอาการ (เอาจริงตอนนี้ก็พันกว่า ถ้าซื้อครบ ๆ มาทำอะไรให้ได้งานสักอย่าง) เงินสมัยนั้นไม่มีปัญญาไปซื้ออะไรพวกนั้นมาเล่น ก็เลยกลายเป็นเริ่มเบื่อภาษา C\nต่อมาก็ได้มาลองเขียนเว็บครั้งแรกตอน ม.4 รู้สึกเหมือนเดินไปในแดนสนธยา\n(หมายเลขหนึ่ง) ทุกอย่างมันดูน่าสนใจไปหมด การมีเว็บของตัวเองให้คนทั้งโลกเห็น การเขียนอะไรสักอย่างแล้วมันเด้งให้เราใช้ เขียนแล้วมันตอบโต้กับเราได้ ส่งไปให้เพื่อนใช้ได้ ทุกอย่างมัน wow มาก\nในที่สุดก็ได้งอกเว็บ PHP เว็บแรกออกมา คือ เว็บจับกลุ่มทำงานแบบสุ่ม (https://cloudian.in.th/random) เพราะเซ็งเพื่อนในห้องตอนนั้นที่ทำงานชอบจับกลุ่มแบบจับสลากแล้วเสียเวลาจับมาก กว่าจะจับเสร็จ โดยตอนนั้นรู้สึกว้าวมาก งานซอร์ฟแวร์ตัวแรกที่ให้เพื่อน ๆ ได้ใช้ ไม่ใช่ทำเพื่อแก้โจทย์ไปวัน ๆ ตั้งแต่นั้นก็ยาวเลยครับ จากเว็บจับกลุ่มเพื่อนในห้อง กลายเป็น ระบบลงทะเบียนชุมนุมโรงเรียน เป็นงานตัวแรกที่ได้ใช้ในจำนวนคนระดับเกือบพันคน ตั้งแต่นั้นมาก็จับงานสายทำเว็บมาโดยตลอด\nจนวันนี้ ก็ยังทำเว็บอยู่เหมือนเดิม หากินพอได้ด้วย แต่ก็เริ่มเฉย ๆ ไม่ตื่นเต้นเวลาเห็น Library ใหม่ ๆ ออก เห็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออก รู้สึกเบื่อเวลาคนแชร์ Framework ใหม่ ๆ ออกมา แบบ จะออกหอกอะไรมากันนักหนา ตามไม่ทันโว้ย (แต่ก็ขอบคุณที่ออกมาให้ใช้กันนะครับ)\nจนผ่านไปหลายปี ตอนนี้ปีสามได้ลงเรียน Computer Vision ตั้งแต่ลงเรียนนี่ฟีลลิ่งเหมือนตอนม.สี่เลย ว้าวไปหมด ว้าว มันจับตัวอักษรจากวัตถุอื่น ๆ ได้ ว้าว มันทำนี่ได้ ว้าว มันทำนั้นได้ ยิ่งอ่านพวกเปเปอร์ที่มันจับกับ machine learning ยิ่งทำให้รู้สึกว่าโลกที่เห็นมันกว้างขึ้นไปอีก เป็นการเปิดแดนสนธยา (หมายเลขที่สอง) รู้สึกสนุกกับทุกอย่างที่เป็น computer vision และ machine learning ซึ่งมันแก้ปัญหางานที่ดูเจ๋งมากขึ้นได้เยอะ เห็นเอกสารอะไรก็อยากอ่าน เมื่อคืนนั่งอ่าน stackoverflow เกี่ยวกับ computer vision ก่อนนอนยังสนุกเลย\nสุดท้ายคือ แค่บ่นแหละครับ ข้าม ๆ ไปเหอะ ถามว่าเลิกเขียนเว็บไหม ก็ไม่ครับ คนต้องทำมาหากิน แต่ก็มาเจออะไรใหม่ ๆ ที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเหมือนเด็กเดินเข้าสวนสนุกวันแรกได้อีกครั้งก็สนุกดีนะครับ\nป.ล. ถึงเพื่อนมิตรสหายในชั้นปีและรุ่นน้อง (คณะ IT ลาดกระบัง) ปีหน้าลงเรียน Computer vision ดูสิครับ แดนสนธยาตั้งแต่เนื้อหายันข้อสอบ ข้อสอบนี่เห็นแล้วอึ้งทุกรอบ (แต่สนุกนะ)\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/cv-ml-the-second-interdimensional/","summary":"\u003cp\u003eวันนี้นั่งคุยกับพี่ในแล็ปว่าตั้งแต่เริ่มเรียน computer vision เราก็ตื่นเต้นกับทุกอย่างมากขึ้นเยอะ เหมือนเดินไปในแดนสนธยา เป็นฟีลที่เหมือนสมัยเริ่มเขียนเว็บครั้งแรกตอน ม.4\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตอนนั้นจบ ม.ต้นมา เป็นยุคของการเรียนภาษา C เพราะพึ่งจบมาจาก สอวน.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีแต่จอดำ ๆ กับโจทย์แนวแก้ปัญหา เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะเอาภาษา C ไปทำอะไร ตอนนั้นพวกบอร์ดคอนโทรลก็ราคาหลักพันซะส่วนใหญ่ พวกหุ่นยนต์ก็แพงเอาการ (เอาจริงตอนนี้ก็พันกว่า ถ้าซื้อครบ ๆ มาทำอะไรให้ได้งานสักอย่าง) เงินสมัยนั้นไม่มีปัญญาไปซื้ออะไรพวกนั้นมาเล่น ก็เลยกลายเป็นเริ่มเบื่อภาษา C\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eต่อมาก็ได้มาลองเขียนเว็บครั้งแรกตอน ม.4 รู้สึกเหมือนเดินไปในแดนสนธยา\u003cbr\u003e\n(หมายเลขหนึ่ง) ทุกอย่างมันดูน่าสนใจไปหมด การมีเว็บของตัวเองให้คนทั้งโลกเห็น การเขียนอะไรสักอย่างแล้วมันเด้งให้เราใช้ เขียนแล้วมันตอบโต้กับเราได้ ส่งไปให้เพื่อนใช้ได้ ทุกอย่างมัน wow มาก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eในที่สุดก็ได้งอกเว็บ PHP เว็บแรกออกมา คือ เว็บจับกลุ่มทำงานแบบสุ่ม (\u003ca href=\"https://cloudian.in.th/random\"\u003ehttps://cloudian.in.th/random\u003c/a\u003e) เพราะเซ็งเพื่อนในห้องตอนนั้นที่ทำงานชอบจับกลุ่มแบบจับสลากแล้วเสียเวลาจับมาก กว่าจะจับเสร็จ โดยตอนนั้นรู้สึกว้าวมาก งานซอร์ฟแวร์ตัวแรกที่ให้เพื่อน ๆ ได้ใช้ ไม่ใช่ทำเพื่อแก้โจทย์ไปวัน ๆ ตั้งแต่นั้นก็ยาวเลยครับ จากเว็บจับกลุ่มเพื่อนในห้อง กลายเป็น ระบบลงทะเบียนชุมนุมโรงเรียน เป็นงานตัวแรกที่ได้ใช้ในจำนวนคนระดับเกือบพันคน ตั้งแต่นั้นมาก็จับงานสายทำเว็บมาโดยตลอด\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eจนวันนี้ ก็ยังทำเว็บอยู่เหมือนเดิม หากินพอได้ด้วย แต่ก็เริ่มเฉย ๆ ไม่ตื่นเต้นเวลาเห็น Library ใหม่ ๆ ออก เห็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออก รู้สึกเบื่อเวลาคนแชร์ Framework ใหม่ ๆ ออกมา แบบ จะออกหอกอะไรมากันนักหนา ตามไม่ทันโว้ย (แต่ก็ขอบคุณที่ออกมาให้ใช้กันนะครับ)\u003c/p\u003e","title":"computer vision + machine learning แดนสนธยาลำดับที่สองของข้าพเจ้า"},{"content":"ไม่ได้จงใจแปลมาลงบล็อกครับ แต่เป็นงานวิชา Information security system ซึ่งแปลเพื่อไปนำเสนอในห้องเรียน แต่ไหน ๆ แปลมาแล้วเลยหยิบมาลงบล็อก เผื่อผู้ใดสนใจครับ แปลผิดหรือเขียนอธิบายคลาดเคลื่อนอย่างไรขออภัยด้วยครับ หรือส่งหลังไมค์มาบอกก็ได้ครับว่าเขียนผิด\nIntro ในปัจจุบันมีการทำนำการระบุตำแหน่งภายในอาคารมาใช้หลากหลายแบบ เช่น การระบุตำแหน่งผู้ใช้งานภายในห้างร้านซึ่ง GPS ไม่สามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจน โดยการระบุตำแหน่งภายในอาคารสามารถทำได้หลายแบบ ซึ่งอย่างง่ายดายคือการใช้การทำงานของ Wireless LAN\nอย่างในกรณีนี้ ร้าน Starbuck ของประเทศเกาหลีใต้ได้นำการใช้งานเทคโนโลยีระบุตำแหน่งภายในอาคารเพื่อมาใช้ช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องยืนต่อคิวสั่งเมนู แต่สามารถเข้าไปนั่งรอในร้านแล้วใช้แอพพลิเคชั่นของ Starbuck สั่งกาแฟได้เลย โดยใช้การระบุตำแหน่งภายในร้านช่วยยืนยันว่าลูกค้าคนนั้นได้สั่งเมนูจากภายในร้านสาขาไหน\nการทำงาน Starbuck เกาหลีใต้ใช้วิธีการระบุตำแหน่งภายในอาคารของลูกค้าผ่านการใช้คลื่นเสียงสูง หรือ Ultrasound ซึ่งมีความถี่เสียงสูงกว่าที่มนุษย์จะได้ยินที่ถูกปล่อยออกมาจากอุปกรณ์กำเนิดคลื่นเสียงภายในร้าน โดยเสียงที่ถูกปล่อยออกมานั้นมีการแฝงข้อมูลระบุตัวตนประจำสาขาอยู่ ทำให้แอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการสั่งเมนูต่าง ๆ สามารถทราบได้ว่าผู้ใช้งานกำลังสั่งเมนูอยู่ที่สาขาใดของร้าน โดยขั้นตอนคร่าว ๆ จะมีดังนี้\nโดยเมื่อลูกค้าเดินเข้าร้านและทำการสั่งเมนูผ่านแอพพลิเคชั่น แอพฯ จะได้รับข้อมูลระบุตัวตนประจำสาขาจากเสียงความถี่สูงที่ได้รับจากตัวปล่อยสัญญาณภายในร้าน แอพฯ ส่งข้อมูลระบุตัวตนประจำสาขานั้นให้กับเซิร์ฟเวอร์ของสตาร์บัคส์ เซิร์ฟเวอร์ตอบกลับข้อมูลของร้านโดยละเอียดให้แอพฯ แอพฯ ส่งข้อมูลรายละเอียดการสั่งซื้อกลับไปให้เซิร์ฟเวอร์รับออเดอร์ เซิร์ฟเวอร์สำหรับรับออเดอร์ส่งเมนูของลูกค้าไปให้ระบบบริการของร้านสาขาที่ลูกค้าอยู่ ณ ตอนนั้น ปัญหาทางด้านความปลอดภัย เนื่องจากสัญญาณที่ถูกปล่อยมาในคลื่นความถี่สูงนั้นมีลักษณะเป็น Plain Text หรือข้อมูลที่ไม่ได้เข้ารหัส ทำให้ผู้โจมตีสามารถดักฟังสัญญาณแล้วปล่อยซ้ำในที่อื่น ๆ นอกเหนือจากร้านสาขาที่ติดตั้งเครื่องปล่อยสัญญาณนั้นได้\nสิ่งที่ผู้โจมตีทดลองทำคือ การนำสัญญาณคลื่นความถี่เสียงสูงจากสาขา A ไปปล่อยใส่เหยื่อที่สาขา B ทำให้แอพฯ ของเหยื่อคิดว่าเหยื่อกำลังสั่งเมนูที่สาขา A ดังนั้น เมื่อเหยื่อสั่งเมนู เมนูของเหยื่อจะถูกพนักงานจากสาขา A รับ และทำให้ผู้โจมตีอ้างตัวเป็นเหยื่อเพื่อรับออร์เดอร์นั้นแทนได้\nวิธีการโจมตี วิธีการโจมตีจำเป็นต้องใช้ผู้โจมตีสองคน ประจำอยู่ทั้งสองสาขา และจำเป็นต้องใช้เครื่องมือปล่อยคลื่นความถี่เสียงสูงเพื่อปล่อยสัญญาณลวงใส่เหยื่อ ซึ่งสัญญาณที่ถูกปล่อยออกมาต้องเข้มข้นกว่าสัญญาณของร้าน จึงจะทำให้แอพฯ ของเหยื่อรับข้อมูลลวงจากผู้โจมตีแทนสัญญาณจริงได้\nโดยสัญญาณที่รับมาได้นั้นสามารถกรองเสียงที่ไม่ต้องการออกโดยใช้เครื่องมือทั่วไปอย่าง Adobe Audition CC และส่งข้อมูลที่ดักมาได้ให้กับผู้โจมตีอีกคนผ่านการสื่อสารรูปแบบไหนก็ได้\nหลักการและขั้นตอนการโจมตีมีดังนี้\nผู้โจมตี หมายเลข 1 ประจำที่สาขา A และทำการดักรับและบันทึกสัญญาณความถี่เสียงสูงที่ถูกปล่อยออกมาภายในร้านสาขา A ผู้โจมตีหมายเลข 1 ส่งข้อมูลสัญญาณที่ได้ให้ผู้โจมตีหมายเลข 2 ผู้โจมตีหมายเลข 2 ปล่อยสัญญาณที่รับมาใส่เหยื่อในสาขา B แอพฯ ของเหยื่อซึ่งอยู่ในสาขา B ได้รับสัญญาณลวงจากผู้โจมตีหมายเลข 2 ซึ่งเป็นสัญญาณจากสาขา A แทนที่จะเป็นสัญญาณจากสาขา B แอพฯ รับข้อมูลระบุตัวตนสาขาส่งให้เซิร์ฟเวอร์ระบุตำแหน่งข้อมูลรายละเอียดของร้าน เซิร์ฟเวอร์ตำแหน่งนร้านส่งข้อมูลกลับมาให้แอพฯ ของเหยื่อ แอพฯ ของเหยื่อส่งข้อมูลคำสั่งซื้อไปให้เซิร์ฟเวอร์รับออเดอร์ ซึ่งส่งไปในสถานะการสั่งซื้อจากสาขา A แทนที่จะเป็น B วิธีการป้องกัน การป้องกันสามารถทำได้ด้วยการเข้ารหัสข้อมูล และ Timestamp โดยแทนที่จะส่ง Plain Text ของข้อมูลระบุตัวตนประจำสาขา แต่เปลี่ยนเป็นให้ส่งข้อมูลตัวตนสาขาและ Timestamp ของเวลาที่สัญญาณถูกปล่อยออกมาที่ถูกเข้ารหัสไว้ด้วยกุญแจแบบสมมาตร โดยคนที่อ่านได้ หรือมีกุญแจถอดรหัสมีเพียง อุปกรณ์ปล่อยสัญญาณและเซิร์ฟเวอร์ของ Starbuck\nการเข้ารหัส Timestamp และข้อมูลตัวตนสาขา จะช่วยให้ผู้โจมตีไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ ซึ่งข้อมูลชุดนี้จะใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบช่วงเวลาการส่งสัญญาณและการส่งออเดอร์ให้กับเซิร์ฟเวอร์ของระบบ Starbuck ซึ่งถ้าหาก Timestamp ของเวลาที่สัญญาณถูกปล่อยและ Timestamp ของเวลาที่มือถือส่งออเดอร์มาให้เซิร์ฟเวอร์มีความต่างกันมากกว่าค่าที่ตั้งไว้ก็จะทำการปฏิเสธเมนูที่สั่งมา\nจากข้างต้น จะเขียนเป็นสมการเข้ารหัสได้ดังนี้\nในช่วงของการส่งสัญญาณจากเครื่องกำเนิดหาผู้ใช้เพื่อระบุตำแหน่ง จะมีสมการดังนี้\nโดยที่ G คือ เครื่องกำเนิดสัญญาณความถี่ และ A คือแอพพลิเคชั่น Starbuck และ id กับ t คือ ข้อมูลตัวตนสาขาและ timestamp ตามลำดับ และ k คือ คีย์แบบสมมาตรที่แชร์กันระหว่างเครื่องกำเนิดสัญญาณและเซิร์ฟเวอร์\nและในส่วนของการส่งข้อมูลจากแอพฯ ไปสู่เซิร์ฟเวอร์ของ Starbuck\nโดยที่ S คือ เซิร์ฟเวอร์ของ Starbuck\nสรุป หลัก ๆ แล้วปัญหาทั้งหมดเกิดจากการที่ข้อมูลที่รับส่งจากเครื่องกำเนิดสัญญาณความถี่สูงไม่มีการเข้ารหัส และการส่งออเดอร์ไปหาเซิร์ฟเวอร์ไม่มีการยืนยันข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้สัญญาณถูกปลอมแปลงได้ง่าย โดยอันที่จริงแล้วการป้องกันนั้นมีหลายวิธี นอกกจากการเข้ารหัสข้อมูลและ Timestamp\nปิดด้วยวิดีโอของเจ้าของผลงานครับ เขาไปทดลองปลอมสัญญาณตามงานวิจัยที่เขาทำ\nอ้างอิงจาก: http://ieeexplore.ieee.org/document/7876970/\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/wrong-siren-a-location-spoofing-attack-on-indoor-positioning-systems-the-starbucks-case-study/","summary":"\u003cp\u003eไม่ได้จงใจแปลมาลงบล็อกครับ แต่เป็นงานวิชา Information security system ซึ่งแปลเพื่อไปนำเสนอในห้องเรียน แต่ไหน ๆ แปลมาแล้วเลยหยิบมาลงบล็อก เผื่อผู้ใดสนใจครับ แปลผิดหรือเขียนอธิบายคลาดเคลื่อนอย่างไรขออภัยด้วยครับ หรือส่งหลังไมค์มาบอกก็ได้ครับว่าเขียนผิด\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"intro\"\u003eIntro\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eในปัจจุบันมีการทำนำการระบุตำแหน่งภายในอาคารมาใช้หลากหลายแบบ เช่น การระบุตำแหน่งผู้ใช้งานภายในห้างร้านซึ่ง GPS ไม่สามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจน โดยการระบุตำแหน่งภายในอาคารสามารถทำได้หลายแบบ ซึ่งอย่างง่ายดายคือการใช้การทำงานของ Wireless LAN\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอย่างในกรณีนี้ ร้าน Starbuck ของประเทศเกาหลีใต้ได้นำการใช้งานเทคโนโลยีระบุตำแหน่งภายในอาคารเพื่อมาใช้ช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องยืนต่อคิวสั่งเมนู แต่สามารถเข้าไปนั่งรอในร้านแล้วใช้แอพพลิเคชั่นของ Starbuck สั่งกาแฟได้เลย โดยใช้การระบุตำแหน่งภายในร้านช่วยยืนยันว่าลูกค้าคนนั้นได้สั่งเมนูจากภายในร้านสาขาไหน\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"การทำงาน\"\u003eการทำงาน\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eStarbuck เกาหลีใต้ใช้วิธีการระบุตำแหน่งภายในอาคารของลูกค้าผ่านการใช้คลื่นเสียงสูง หรือ Ultrasound ซึ่งมีความถี่เสียงสูงกว่าที่มนุษย์จะได้ยินที่ถูกปล่อยออกมาจากอุปกรณ์กำเนิดคลื่นเสียงภายในร้าน โดยเสียงที่ถูกปล่อยออกมานั้นมีการแฝงข้อมูลระบุตัวตนประจำสาขาอยู่ ทำให้แอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการสั่งเมนูต่าง ๆ สามารถทราบได้ว่าผู้ใช้งานกำลังสั่งเมนูอยู่ที่สาขาใดของร้าน โดยขั้นตอนคร่าว ๆ จะมีดังนี้\u003c/p\u003e\n\u003col\u003e\n\u003cli\u003eโดยเมื่อลูกค้าเดินเข้าร้านและทำการสั่งเมนูผ่านแอพพลิเคชั่น\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eแอพฯ จะได้รับข้อมูลระบุตัวตนประจำสาขาจากเสียงความถี่สูงที่ได้รับจากตัวปล่อยสัญญาณภายในร้าน\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eแอพฯ ส่งข้อมูลระบุตัวตนประจำสาขานั้นให้กับเซิร์ฟเวอร์ของสตาร์บัคส์\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eเซิร์ฟเวอร์ตอบกลับข้อมูลของร้านโดยละเอียดให้แอพฯ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eแอพฯ ส่งข้อมูลรายละเอียดการสั่งซื้อกลับไปให้เซิร์ฟเวอร์รับออเดอร์\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eเซิร์ฟเวอร์สำหรับรับออเดอร์ส่งเมนูของลูกค้าไปให้ระบบบริการของร้านสาขาที่ลูกค้าอยู่ ณ ตอนนั้น\u003c/li\u003e\n\u003c/ol\u003e\n\u003ch2 id=\"ปญหาทางดานความปลอดภย\"\u003eปัญหาทางด้านความปลอดภัย\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eเนื่องจากสัญญาณที่ถูกปล่อยมาในคลื่นความถี่สูงนั้นมีลักษณะเป็น Plain Text หรือข้อมูลที่ไม่ได้เข้ารหัส ทำให้ผู้โจมตีสามารถดักฟังสัญญาณแล้วปล่อยซ้ำในที่อื่น ๆ นอกเหนือจากร้านสาขาที่ติดตั้งเครื่องปล่อยสัญญาณนั้นได้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสิ่งที่ผู้โจมตีทดลองทำคือ การนำสัญญาณคลื่นความถี่เสียงสูงจากสาขา A ไปปล่อยใส่เหยื่อที่สาขา B ทำให้แอพฯ ของเหยื่อคิดว่าเหยื่อกำลังสั่งเมนูที่สาขา A ดังนั้น เมื่อเหยื่อสั่งเมนู เมนูของเหยื่อจะถูกพนักงานจากสาขา A รับ และทำให้ผู้โจมตีอ้างตัวเป็นเหยื่อเพื่อรับออร์เดอร์นั้นแทนได้\u003c/p\u003e","title":"กรณีศึกษา Starbucks Korea: การปลอมแปลงสัญญาณระบุตำแหน่งของ Indoor Positioning Systems"},{"content":"สวัสดีครับ ไม่ได้มาเขียนบล็อกนาน งานเยอะมาก แล้วก็ติดทวิตเตอร์ด้วย พยายามเลิกอยู่\u0026hellip; ตอนนี้นั่งทำวิจัยและโปรเจ็กต์อยู่ พอดีพึ่งหาวิธีได้เลยพักด้วยการมานั่งเขียนบล็อกครับ รอบนี้เราขอเสนอให้พวกคุณพบกับ\u0026hellip; กาแฟใส\nใช่แล้วครับ กาแฟใส ใสจริง ๆ\nเอาจริง ๆ เพราะช่วงนี้ชานมใสกำลังเป็นกระแสอยู่ด้วย เลยคิดว่ากาแฟใสนี่ก็น่าจะน่าสนใจพอตัว แต่อันที่จริงแล้วเราไม่ได้ลงทุนขนาดไปหาซื้อมาเพื่อมารีวิวแข่งกับชานมใสนะครับ จนครับ ไม่มีเงินขนาดนั้น อันนี้ได้มาจากที่ทำงานเก่า เพราะลาออกมาพอดี เป็นบริษัทกาแฟ ขายทั้งเมล็ดกาแฟ, ชา และอุปกรณ์ต่าง ๆ สั่งบดได้เลย สะดวกสำหรับคนชอบดริปกาแฟชิว ๆ ฮิปสเตอร์ ถ่ายภาพเก๋ ๆ คู่แมคบุ้คส่วนตัว เชิญเลยครับ www.metacup.com (พื้นที่โฆษณา)\nกลับเข้าเรื่องต่อ ตัวกาแฟใสนี้ยี่ห้อ CLEAR COFFEE ราคา 300 บาทครับ ซึ่งไซส์ก็ขวดเท่านี้แหละ ไม่ได้ใหญ่มาก\nตัวสีก็ใส (ไม่รู้จะอธิบายยังไง คิดไม่ออกก็มองน้ำเปล่าละกัน) แต่กลิ่นนั้นแรงชัดเจนมาก แค่เปิดฝามา กลิ่นกาแฟก็ลอยอัดหน้ามาเลย ใช้แทนน้ำหอมน่าจะได้ ต่อมา เรื่องภาพสักษณ์กับกลิ่นจบแล้วเรามาลองชิมกันครับ\nอันนี้ไม่เกี่ยวแต่อยากเล่า นี่ผมกับเพื่อนผลัดกันชิม ตอนชิมก็แบบที่เห็นแหละครับ เทใส่ฝาสลับกันเทใส่ปาก เพราะมันแพง เลยไม่กล้าเทเยอะ แล้วจะให้เพื่อนลองหลายคนด้วย เลยต้องชิมกันทีละนิด 55555\nส่วนผลลัพธ์นั้น!! อิ้ววววว!!!! มันคือไงดี\u0026hellip;\nรสชาติไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่ กลิ่นหอมกาแฟก็จริงแต่รสชาติเหมือนน้ำที่เธออัดผ่านกากกาแฟมาแล้ว 3 รอบ หรือก็คือ วิญญาณกาแฟนั้นเอง รสกาแฟไม่ชัดเจน และรสชาติไม่ลงตัว ออกขมมากไปเลยเพี้ยนแปลก ๆ แถมตอนกินครั้งแรกก็คิดว่ามันผสมเหล้าด้วยนะ รสชาติบางส่วนเหมือนเหล้า คือ เป็นรสขมประหลาด ๆ นั้นแหละ\nสั้น ๆ เรื่องรสชาติคือ กินแล้ว ขอไม่กินอีก\u0026hellip;\nสรุป สำหรับคนขี้เกียจอ่านอะไรยาว ๆ เรามาสรุปเป็นคะแนนดีกว่า\nกลิ่น: 5/10\nรสชาติ: 1/10\nความตื่นตาตื่นใจ: 100/10\nฉะนั้น CLEAR COFFEE เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างความตื่นตาตื่นใจให้คนรอบข้างด้วยของแปลกนะครับ แต่ถ้าอยากได้รสชาติแล้ว\u0026hellip; ไปหาอย่างอื่นกินเหอะ\nจบการนำเสนอแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณที่มาอ่านครับ ป.ล. ขอบคุณพี่ ๆ จาก Metacup ด้วยนะครับที่ให้กาแฟมาลอง\nป.ล.ล. อย่าลืมไปแวะชมเว็บของร้านนะครับ 5555 www.metacup.com\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-clear-coffee/","summary":"\u003cp\u003eสวัสดีครับ ไม่ได้มาเขียนบล็อกนาน งานเยอะมาก แล้วก็ติดทวิตเตอร์ด้วย พยายามเลิกอยู่\u0026hellip; ตอนนี้นั่งทำวิจัยและโปรเจ็กต์อยู่ พอดีพึ่งหาวิธีได้เลยพักด้วยการมานั่งเขียนบล็อกครับ รอบนี้เราขอเสนอให้พวกคุณพบกับ\u0026hellip; กาแฟใส\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/24HmzxV.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eใช่แล้วครับ กาแฟใส ใสจริง ๆ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเอาจริง ๆ เพราะช่วงนี้ชานมใสกำลังเป็นกระแสอยู่ด้วย เลยคิดว่ากาแฟใสนี่ก็น่าจะน่าสนใจพอตัว แต่อันที่จริงแล้วเราไม่ได้ลงทุนขนาดไปหาซื้อมาเพื่อมารีวิวแข่งกับชานมใสนะครับ จนครับ ไม่มีเงินขนาดนั้น อันนี้ได้มาจากที่ทำงานเก่า เพราะลาออกมาพอดี เป็นบริษัทกาแฟ ขายทั้งเมล็ดกาแฟ, ชา และอุปกรณ์ต่าง ๆ สั่งบดได้เลย สะดวกสำหรับคนชอบดริปกาแฟชิว ๆ ฮิปสเตอร์ ถ่ายภาพเก๋ ๆ คู่แมคบุ้คส่วนตัว เชิญเลยครับ \u003ca href=\"https://www.metacup.com\"\u003ewww.metacup.com\u003c/a\u003e (พื้นที่โฆษณา)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกลับเข้าเรื่องต่อ ตัวกาแฟใสนี้ยี่ห้อ CLEAR COFFEE ราคา 300 บาทครับ ซึ่งไซส์ก็ขวดเท่านี้แหละ ไม่ได้ใหญ่มาก\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/5qFAJdH.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eตัวสีก็ใส (ไม่รู้จะอธิบายยังไง คิดไม่ออกก็มองน้ำเปล่าละกัน) แต่กลิ่นนั้นแรงชัดเจนมาก แค่เปิดฝามา กลิ่นกาแฟก็ลอยอัดหน้ามาเลย ใช้แทนน้ำหอมน่าจะได้ ต่อมา เรื่องภาพสักษณ์กับกลิ่นจบแล้วเรามาลองชิมกันครับ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/fEocJnn.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eอันนี้ไม่เกี่ยวแต่อยากเล่า นี่ผมกับเพื่อนผลัดกันชิม ตอนชิมก็แบบที่เห็นแหละครับ เทใส่ฝาสลับกันเทใส่ปาก เพราะมันแพง เลยไม่กล้าเทเยอะ แล้วจะให้เพื่อนลองหลายคนด้วย เลยต้องชิมกันทีละนิด 55555\u003c/p\u003e\n\u003ch6 id=\"สวนผลลพธนน\"\u003eส่วนผลลัพธ์นั้น!!\u003c/h6\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/j6ai2w6.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eอิ้ววววว!!!!\u003c/strong\u003e มันคือไงดี\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eรสชาติไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่ กลิ่นหอมกาแฟก็จริงแต่รสชาติเหมือนน้ำที่เธออัดผ่านกากกาแฟมาแล้ว 3 รอบ หรือก็คือ วิญญาณกาแฟนั้นเอง รสกาแฟไม่ชัดเจน และรสชาติไม่ลงตัว ออกขมมากไปเลยเพี้ยนแปลก ๆ แถมตอนกินครั้งแรกก็คิดว่ามันผสมเหล้าด้วยนะ รสชาติบางส่วนเหมือนเหล้า คือ เป็นรสขมประหลาด ๆ นั้นแหละ\u003c/p\u003e","title":"รีวิว CLEAR COFFEE กาแฟใสที่หยิบมาดื่มปุ๊ปเพื่อนทักปั๊ป"},{"content":"ส่วนนี้ข้ามได้นะครับ ทักทายกันเฉย ๆ\nสวัสดีครับ ไม่ได้กลับมาเขียนบล็อกนานมาก เคยมีคนขอไว้เมื่อนานมาแล้วว่าอยากให้อธิบายเรื่องกลไกภายในของแอป IamHere ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่ร่วมกับเพื่อนในมหาลัยพัฒนาขึ้นและนำไปส่งแข่งที่ประเทศญี่ปุ่น และการประกวดซอฟต์แวร์ระดับประเทศ (NSC) วันนี้เลยมานั่งเขียนอธิบายให้ฟังกัน พยายามเขียนแบบไม่มีเชิงเทคนิค แบบเดียวกับตอนอธิบายที่บูธการแข่งขันครับ\nจุดประสงค์และการใช้งาน IamHere เป็นแอปที่มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยกู้ภัยสามารถหาผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังได้รวดเร็วขึ้น โดยข้อกำหนดของแอปคือทั้งผู้ประสบภัยและหน่วยกู้ภัยต้องติดตั้งแอปนี้ไว้ตลอดเวลา ฝั่งของผู้ประสบภัยนั้นตัวแอปจะทำงานอัตโนมัติตั้งแต่การเปิดแอปเมื่อเปิดมือถือ และส่งสัญญาณระบุว่าตนอยู่บริเวณไหน\nกลไกของแอปไม่ได้พึ่งพาสัญญาณระบุตำแหน่งอย่าง GPS แต่ใช้สัญญาณเสียงที่เรียบง่าย โดยเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ หน่วยกู้ภัยจะเข้าพื้นที่เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต และเมื่อหน่วยกู้ภัยเปิดสัญญาณ WI-FI พิเศษผ่าน hotspot ของมือถือตนเอง (หน่วยกู้ภัย) และใช้ชื่อ WI-FI พิเศษที่แอปสร้างให้\nเมื่อมือถือผู้ประสบภัยได้ตรวจพบสัญญาณ WI-FI พิเศษนี้จะทำการถอดคำสั่งที่แฝงมาในชื่อ WI-FI เพื่อทำงานตามคำสั่ง ซึ่งคือการส่งเสียงร้องออกมา\nโดยเสียงร้องจากมือถือของผู้ประสบภัยจะช่วยให้หน่วยกู้ภัยตามหาผู้รอดชีวิตได้ง่ายขึ้น จากปกติที่ต้องตะโกนหาแล้วรอฟังเสียงตอบ\nเบื้องหลังแอปพลิเคชัน ตัวมือถือที่ลงแอปพลิเคชันฝั่งผู้ประสบภัยนั้นจำเป็นต้องเป็น Android 4.0 อย่างต่ำ\nตัวแอปนั้นมีความสามารถสำคัญอยู่ดังนี้ ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อด้านล่าง\nแอปพลิเคชันทำงานอัตโนมัติหลังเปิดเครื่อง ไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบโทรคมนาคม หรือจะถูกปิด cellular data / WI-FI ก็ทำงานได้ แอปฝั่งหน่วยกู้ภัยสามารถนับจำนวนมือถือที่ถูกตรวจพบได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบโทรคมนาคม (คำว่าโทรคมนาคมนี่พูดให้ดูเท่ เอาจริง ๆ คือแค่ไม่ใช่อินเตอร์เน็ตและสัญญาณมือถือครับ) ปกติแล้วมือถือ Android ไม่ได้ปิด WI-FI ของมือถือคุณจริง ๆ ทุกครั้งที่คุณกดปิด WI-FI ด้วยสัญลักษณ์หรือไอคอนบนหน้าจอมือถือ ตัวแอนดรอยด์แค่ทำการปิดไม่ให้คุณเห็นหรือต่อสัญญาณได้ แต่เบื้องหลังของระบบยังคงสามารถสแกนหาสัญญาณรอบ ๆ ตัวมือถือเองอยู่ตลอด นั้นหมายถึง ถึงแม้ผู้ใช้จะปิด WI-FI แต่มือถือยังรู้ว่ารอบตัวมันมีสัญญาณชื่ออะไรที่เปิดให้บริการอยู่บ้างนั้นเอง\nและเมื่อเราได้ชื่อสัญญาณรอบ ๆ มาแล้ว เราจึงนำมาแยกตรวจสอบหาสัญญาณที่เป็นสัญญาณพิเศษของแอปฝั่งหน่วยกู้ภัยได้นั้นเอง\nทำงานอัตโนมัติหลังเปิดเครื่อง เหมือนกับแอป Facebook หรืออื่น ๆ ที่เมื่อเปิดมือถือขึ้นมาพวกมันก็จะเริ่มทำงานอัตโนมัติทันที แล้วจึงแจ้งเตือนให้คุณอ่านหลังเปิดเครื่อง\nIamHere ก็เหมือนกัน ตัวแอปฝั่งผู้ประสบภัยจะเปิดการทำงานซ่อนไว้เบื้องหลังไม่ให้ผู้ใช้เห็น แต่หากเจอสัญญาณที่เป็นของฝั่งหน่วยกู้ภัยก็จะสั่งให้มือถือฝั่งผู้ประสบภัยทำงานตามคำสั่งที่ถูกแฝงมากับชื่อสัญญาณ\nนับจำนวนมือถือที่ถูกตรวจพบได้ วิธีที่จะสามารถนับมือถือที่ถูกตรวจพบได้คือการเชื่อมต่อกับสัญญาณของหน่วยกู้ภัย แต่เพราะมีโจทย์ว่ามือถือผู้ประสบภัยต้องทำงานได้แม้ปิดสัญญาณ WI-FI ดังนั้นเราจึงเขียนให้แอปของเราบังคับให้มือถือผู้ประสบภัยเปิดสัญญาณ WI-FI ขึ้นมาไม่ว่าจะปิดหรือเปิดอยู่ และต่อเข้าไปหาชื่อสัญญาณพิเศษของหน่วยกู้ภัย\nเมื่อเกิดการเชื่อมต่อขึ้นมา แอปฝั่งหน่วยกู้ภัยจะเรียกข้อมูล MAC Address (หมายเลขประจำอุปกรณ์บนเครือข่าย) มาบันทึกไว้และนับจำนวนว่ามีกี่หมายเลขที่ถูกบันทึกตอนนี้ จึงได้มาเป็นจำนวนมือถือที่ตรวจพบ\nสาเหตุที่เลือกใช้หมายเลข Mac Address เพราะเป็นหมายเลขที่มีโอกาสซ้ำกันน้อยที่สุดในกลุ่มข้อมูลที่เราจะหาได้จากเครือข่าย WI-FI ณ เวลานั้น\nอาจมีคนสงสัยว่าถ้าใช้วิธีต่อ WI-FI เรื่อย ๆ แบบนี้แต่ hotspot ของมือถือหน่วยกู้ภัยรับได้แค่ 5 คนพร้อมกัน แล้วคนอื่นจะต่อสัญญาณเข้ามาไง\nวิธีที่เราใช้แก้ปัญหานี้คือ ทุกครั้งที่แอปฝั่งผู้ประสบภัยเชื่อมต่อสัญญาณของหน่วยกู้ภัย แอปจะเก็บหมายเลขของสัญญาณนั้นไว้ ซึ่งเป็นหมายเลขเฉพาะของแต่ละอุปกรณ์ปล่อยสัญญาณ ซึ่งจะไม่ต่อซ้ำกับสัญญาณที่มาจากผู้ปล่อยสัญญาณเดิมกับที่เคยต่อมาก่อน และจากนั้นเมื่อการเชื่อมต่อสมบูรณ์จะทิ้งช่วงเวลาไม่กี่วินาทีแล้วตัดการเชื่อมต่อออก เพื่อให้มือถือของผู้ประสบภัยคนอื่นได้เข้ามาเชื่อมต่อด้วย และเพราะดังนี้ ต่อให้มีหลายอุปกรณ์ของหน่วยยกู้ภัยที่ปล่อยสัญญาณออกมา มือถือของผู้ประสบภัยก็จะไล่เชื่อมต่อไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ต่อซ้ำอันเดิมแน่นอน\nสรุป ทั้งหมดก็หมดเท่านี้ครับ ตัวแอปไม่ค่อยซับซ้อนเท่าไหร่ แต่กว่าจะหาวิธีมาได้ตอนแรกก็งงกันแทบแย่ว่าจะทำไงเพื่อให้ช่วยหาผู้ประสบภัยใต้ซากปรักหักพังได้โดยไม่ต้องพึ่งระบบโครงสร้างพื้นฐานเลย ที่อยากทำเกี่ยวกับภัยพิบัติเพราะตอนแรกเราจะไปแข่งที่ญี่ปุ่นกัน เลยคิดว่า ตามใจทางญี่ปุ่นหน่อยละกัน เรื่องแนว ๆ นี้น่าจะได้คะแนนเยอะครับ\nเว็บต้นฉบับ \u0026gt; http://iamhere.cloudian.in.th/\nภาพตัวอย่างแอป ฝั่งผู้ประสบภัย (สีส้ม) และหน่วยกู้ภัย (สีฟ้า)\nความจริงแล้วตัวแอปฝั่งผู้ประสบภัยจะส่งตำแหน่งของตนเองขึ้นไปบนเซิร์ฟเวอร์ของระบบด้วยวันละหนึ่งครั้ง แต่ตัวข้อมูลจะถูกลดรายละเอียดให้เหลือแค่ระดับอำเภอเพื่อความเป็นส่วนตัว แต่ความสามารถนี้ของระบบมันเล็กน้อย ผมเลยไม่ได้พูดถึงตอนแรกครับ\nด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างของหน้าแสดงผลข้อมูลตำแหน่งและจำนวนประชากรของแอปฝั่งผู้ประสบภัยครับ\nSource code: https://github.com/chin8628/IamHere\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/describe-background-of-iamhere-mechanism/","summary":"\u003cp\u003e\u003cem\u003eส่วนนี้ข้ามได้นะครับ ทักทายกันเฉย ๆ\u003c/em\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสวัสดีครับ ไม่ได้กลับมาเขียนบล็อกนานมาก เคยมีคนขอไว้เมื่อนานมาแล้วว่าอยากให้อธิบายเรื่องกลไกภายในของแอป IamHere ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่ร่วมกับเพื่อนในมหาลัยพัฒนาขึ้นและนำไปส่งแข่งที่ประเทศญี่ปุ่น และการประกวดซอฟต์แวร์ระดับประเทศ (NSC) วันนี้เลยมานั่งเขียนอธิบายให้ฟังกัน พยายามเขียนแบบไม่มีเชิงเทคนิค แบบเดียวกับตอนอธิบายที่บูธการแข่งขันครับ\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"จดประสงคและการใชงาน\"\u003eจุดประสงค์และการใช้งาน\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eIamHere เป็นแอปที่มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยกู้ภัยสามารถหาผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังได้รวดเร็วขึ้น โดยข้อกำหนดของแอปคือทั้งผู้ประสบภัยและหน่วยกู้ภัยต้องติดตั้งแอปนี้ไว้ตลอดเวลา ฝั่งของผู้ประสบภัยนั้นตัวแอปจะทำงานอัตโนมัติตั้งแต่การเปิดแอปเมื่อเปิดมือถือ และส่งสัญญาณระบุว่าตนอยู่บริเวณไหน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกลไกของแอปไม่ได้พึ่งพาสัญญาณระบุตำแหน่งอย่าง GPS แต่ใช้สัญญาณเสียงที่เรียบง่าย โดยเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ หน่วยกู้ภัยจะเข้าพื้นที่เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต และเมื่อหน่วยกู้ภัยเปิดสัญญาณ WI-FI พิเศษผ่าน hotspot ของมือถือตนเอง (หน่วยกู้ภัย) และใช้ชื่อ WI-FI พิเศษที่แอปสร้างให้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเมื่อมือถือผู้ประสบภัยได้ตรวจพบสัญญาณ WI-FI พิเศษนี้จะทำการถอดคำสั่งที่แฝงมาในชื่อ WI-FI เพื่อทำงานตามคำสั่ง ซึ่งคือการส่งเสียงร้องออกมา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eโดยเสียงร้องจากมือถือของผู้ประสบภัยจะช่วยให้หน่วยกู้ภัยตามหาผู้รอดชีวิตได้ง่ายขึ้น จากปกติที่ต้องตะโกนหาแล้วรอฟังเสียงตอบ\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"เบองหลงแอปพลเคชน\"\u003eเบื้องหลังแอปพลิเคชัน\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eตัวมือถือที่ลงแอปพลิเคชันฝั่งผู้ประสบภัยนั้นจำเป็นต้องเป็น Android 4.0 อย่างต่ำ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตัวแอปนั้นมีความสามารถสำคัญอยู่ดังนี้ ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อด้านล่าง\u003c/p\u003e\n\u003col\u003e\n\u003cli\u003eแอปพลิเคชันทำงานอัตโนมัติหลังเปิดเครื่อง\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบโทรคมนาคม หรือจะถูกปิด cellular data / WI-FI ก็ทำงานได้\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eแอปฝั่งหน่วยกู้ภัยสามารถนับจำนวนมือถือที่ถูกตรวจพบได้\u003c/li\u003e\n\u003c/ol\u003e\n\u003ch4 id=\"ไมจำเปนตองพงระบบโทรคมนาคม\"\u003eไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบโทรคมนาคม\u003c/h4\u003e\n\u003cp\u003e(คำว่าโทรคมนาคมนี่พูดให้ดูเท่ เอาจริง ๆ คือแค่ไม่ใช่อินเตอร์เน็ตและสัญญาณมือถือครับ) ปกติแล้วมือถือ Android ไม่ได้ปิด WI-FI ของมือถือคุณจริง ๆ ทุกครั้งที่คุณกดปิด WI-FI ด้วยสัญลักษณ์หรือไอคอนบนหน้าจอมือถือ ตัวแอนดรอยด์แค่ทำการปิดไม่ให้คุณเห็นหรือต่อสัญญาณได้ แต่เบื้องหลังของระบบยังคงสามารถสแกนหาสัญญาณรอบ ๆ ตัวมือถือเองอยู่ตลอด นั้นหมายถึง ถึงแม้ผู้ใช้จะปิด WI-FI แต่มือถือยังรู้ว่ารอบตัวมันมีสัญญาณชื่ออะไรที่เปิดให้บริการอยู่บ้างนั้นเอง\u003c/p\u003e","title":"เบื้องหลังแอปเพื่อการค้นหาผู้ประสบภัยโดยปราศจากระบบโทรคมนาคม IamHere"},{"content":"เดิมทีชอบกินชีสเค้กเป็นว่าเล่นอยู่แล้ว เห็นร้านไหนขายก็รีบซื้อตลอด จนตอนนี้คิดว่าร้านที่หาง่ายทั่วไปและอร่อยที่สุดไม่แพงด้วย คือ ชีสเค้กของ Amor ซึ่งกลายมาเป็นว่านึกสนุกอยากลองทำกินเองบ้าง แต่ปัญหาของเด็กหอทั่วไปอย่างผมก็คือ หอไม่มีครัวหรือเตาอบ ฉะนั้นการทำอาหารอบ ๆ แบบเค้กนี่แทบเป็นไปไม่ได้เลย\nแต่คำว่าเป็นไปไม่ได้น่าจะต้องเก็บไว้ใช้คราวหน้า นั้นเพราะผมไปหามาว่าชีสเค้กนั้นก็มีสูตรแบบไม่ต้องใช้เตาอบเหมือนกันนะ แต่ใช้เจลาตินเพื่อการอยู่ตัวของเค้กแทน\nหาไปหามาได้มาหลายสูตร แต่บางสูตรก็ใช้ปริมาณมากไป เลือกไปเลือกมาจนได้สูตรนี้มา เพราะปริมาณไม่เยอะมากเกิน\nต่อไปนี้จะเป็นเนื้อเรื่องของการเรียนรู้กับความอลหม่านของการลองทำเค้กกินเองครั้งแรกที่หอนะครับ แต่ก่อนอื่น ขอเชิญพบกับสูตรส่วนผสมที่ต้องใช้ก่อน\nส่วนผสม ส่วนผสมในนี้ผมคำนวนเป็นถ้วยตวงไม่ก็ช้อนโต๊ะทั้งหมด เพราะที่หอมีแต่ถ้วยตวง อาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ไม่เยอะ ไม่น่ามีปัญหาอะไรมากครับ\nโอริโอ้ 7 ชิ้น ครีมชีส 200-250 กรัม หรือ 20 ช้อนโต๊ะ ครีมสด 200 cc. หรือ 12 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 5 ช้อนโต๊ะ น้ำเลม่อน 1 1/2 ช้อนโต๊ะ (ผมใช้น้ำมะนาวแทน หาเลม่อนไม่เจอ รสชาติก็อร่อยดี ไม่ได้แย่มาก) เจลาตินผง 5 กรัม หรือ 2 ช้อนชา เนย 40 กรัม หรือ 3.2 ช้อนโต๊ะ บิสกิต หรือ แป้งโอริโอ้ 70 กรัม หรือ 12 ช้อนโต๊ะ ขั้นตอนกรรมวิธี นำบิสกิตใส่ลงไปในถุงพลาสติก แล้วใช้ไม้ทุบให้ละเอียด(หรือจะใช้เครื่องปั่นช่วยก็ได้) จากนั้นนำเนยไปอุ่นในไมโครเวฟซัก 30 วินาที นำมาคลุกกับแป้งบิสกิตให้เป็นเนื้อเดียวกัน กดแป้งบิสกิตลงบนพิมพ์หรือถาดให้เรียบเนียนกับ ใช้ช้อนช่วยกดก็ได้นะ จากนั้นให้นำไปแช่เย็นสักแป้งแข็งตัวประมาณ 2 ชั่วโมง หันมาตีครีมสดให้ขึ้นรูป จากนั้นนำไปผสมกับครีมชีส น้ำผึ้ง และน้ำเลมอน นำเจลาตินผสมกับน้ำ 2 ช้อนโต๊ะ แล้วใส่ในไมโครเวฟ 20-30 วินาที คนให้ละลาย จากนั้นนำไปผสมกับชามครีมชีสเมื่อกี้ คนให้เข้ากัน แล้วใส่โอริโอที่ทุบให้ละเอียดลงไปผสม คนให้เข้ากันอีกครั้ง เทลงไปบนส่วนฐานที่ทำไว้ จากนั้นแช่ไว้ในช่องฟรีสจนแข็งตัว ประมาณ 3 ชั่วโมง ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว! ครับ ทั้งหมดนี้คือสูตรกรรมวิธีนำมาจากต้นฉบับเลย (แหล่งที่มาท้ายบทความ) มีปรับเพิ่มเติมนิดหน่อย แต่ไม่เยอะมาก จบไปแล้วกับความจริงจัง กลับมาสู่ความวินาศเพราะตอนทำจริงมันพังครับ\u0026hellip; ด้วยเหตุผลหลายอย่างดังที่จะเล่าต่อไปนี้\nความพังของการทำเค้กแบบตามมีตามเกิด ครีมชีสเก็บนานเกิน ครีมชีสที่มีอยู่นั้นซื้อมานานมากแล้ว ตั้งแต่เริ่มมีไอเดียว่าอยากจะทำ แต่นั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือระหว่างความขี้เกียจและไม่ว่างทำให้ไม่ได้ทำเค้กนั้น ครีมชีสนี้ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากเกินแล้ว เพราะหลายเดือนที่ผ่านมาแม่ผมได้มาช่วยละลายน้ำแข็งในตู้เย็น ดังนั้นเลยต้องเอาของออก ๆ เข้า ๆ ตู้เย็นบ่อย ๆ แต่ตอนเปิดครีมชีสมาชิม ๆ ดูและสังเกตก็พบรสชาติไม่เน่าเสีย ไม่มีกลิ่นแปลก ๆ แต่เนื้อครีมชีสเป็นเม็ด ๆ\nคาดเดาว่าเป็นเพราะความเก่าและการนำเข้า ๆ ออก ๆ ตู้เย็นหลายรอบเกิน แต่ซีลปิดสนิทเลยไม่เกิดราหรือเสีย ขอบพระคุณความซีลดีเยี่ยมของครีมชีส Philadelphia\nแต่ไปค้นมาในอินเตอร์เน็ต ก็พบบางคนบอกว่าลองแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่นเอาเข้าอุ่นไมโครเวฟ (หืม) เพราะอาจจะเป็นเพราะละลายไม่มากพอ เป็นต้น (แต่ผมคิดว่าเพราะมันเก่า\u0026hellip;)\nปัญหาของการที่ครีมชีสเป็นเม็ด ๆ เนื้อเค้กจะไม่เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน กลายเป็นดังภาพด้านลาง เป็นเม็ด ๆ ก้อน ๆ ดูไม่น่ากิน\nโอริโอ้ซื้อมาน้อยเกิน ประเด็นต่อมา คือ ตอนแรกวางแผนว่าจะเอาโอริโอ้ทำเป็นฐาน ก็ซื้อมาห่อเดียว ห่อยาว ๆ เลยจำไม่ได้ว่ามีกี่ชิ้น แล้วต้องแบ่งเจ็ดชิ้นไว้หัก ๆ ใส่ในเค้ก ซึ่งปรากฏบดส่วนที่เหลือหลังจากแบ่ง 7 ชิ้นไปแล้ว\u0026hellip; ไม่พอครับ คือ สูตรต้องการ 12 ช้อนโต๊ะ แต่ผมได้แค่ 6 ช้อนโต๊ะ สุดท้ายเลยต้องลงไปมินิมาร์ทไปซื้อแครกเกอร์มา โชคดีแครกเกอร์ไซส์มัน 80 กรัม ใกล้เคียงสูตรพอดี เลยไม่ต้องตวง สรุปคือ ใช้แครกเกอร์แทน\nคำถามจากทางบ้าน (เพื่อนถาม) ทำไมไม่ผสมโอริโอ้ที่บดแล้วไปด้วยกับแครกเกอร์\nคำตอบ ผมอยากรู้ว่า 80 กรัม ของแครกเกอร์มันได้ 12 ช้อนโต๊ะตามที่ผมคำนวนจริงไหม ผมเลยยอมเอาแครกเกอร์ทั้งหมดเลย ซึ่งสุดท้ายได้ 13 ช้อนโต๊ะ เกินมาหน่อยเพราะมัน 80 กรัม สรุป คือ ผมคำนวนช้อนโต๊ะถูกต้องครับ !\nไม่มีตะกร้อคนแป้ง ห้องผมไม่มีอุปกรณ์พวกนี้เลย การตีแป้งเลยต้องใช้ส้อมตีแทน แต่ปัญหาคือส้อมก็ไมค่อยแข็งแรงมาก ตีก็ลำบาก แถมชามเล็กด้วยเลยตีแรง ๆ ไม่ได้เดี๋ยวหก เลยเกิดปัญหาว่าส่วนผสมไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้ตอนทำเสร็จแล้วเอาออกมากิน เจลาตินไปไม่ทั่ว เจลาตินเกาะอยู่บางจุด หรือบางที่เปรี้ยว บางที่หวาน อย่างนี้เป็นต้น\nผสมเจลาตินไม่ทั่วเนื้อเค้ก ที่ผมเจอคือ เจลาตินมันต้องอุ่นร้อนให้ละลาย ซึ่งการใช้ไมโครเวฟแทนตั้งเตาก็กำลังดี แต่ทำครั้งแรกเลยรู้สึกว่าละลายไม่ดีพอ ต้องคอยเช็คให้มั่นใจ หรืออุ่นหลายรอบเพื่อให้เจาลาตินละลายดีพอ\nสิ่งต่อมาคือเจลาตินเมื่อเทลงเนื้อเค้กควรรีบตีให้เร็ว ๆ เพื่อให้กระจายได้ทั่ว เพราะเมื่ออุ่นร้อนแล้วมาเจอความเย็นของเนื้อเค้กกลายเป็นจะจับตัวเป็นวุ้นเร็วมาก ตอนกินจะพบก้อนเจลาตินเป็นเม็ด ๆ เพราะคนไม่ทั่ว (ผมกากเองอันนี้)\nโอริโอ้ป่นทำเนื้อเค้กไม่หยาบเกิน จากเรื่อง โอริโอ้ซื้อมาน้อยเกิน ซึ่งตอนนั้นผมบดโอริโอ้ไปแล้ว แล้วเปลี่ยนมาใช้แครกเกอร์แทน เลยไม่รู้จะเอาผงโอริโอ้ไปทำอะไร แต่ด้วยความอยากรู้เพราะไม่เคยเห็นใครทำ เลยลองผสมโอริโอ้บดละเอียดลงในแป้ง สรุป พังครับ\u0026hellip; ปัญหาที่เกิดคือ ผงเล็ก ๆ ของโอริโอ้ทำให้เนื้อแป้งไม่เนียน เวลากินจะรู้สึกร่วน ๆ และสีมันก็ดูไม่ดีด้วย\nดังนั้นผมว่าควรทำตามสูตรมันไปเหอะ หัก ๆ เป็นชิ้นพอประมาณแล้วยัดลงส่วนผสมเค้ก ไม่ต้องป่นเป็นผง แต่การหักเป็นชิ้น ๆ ลงเนื้อเค้กผมพบปัญหาว่า เวลากินจะลำบาก เพราะตัดเค้กแล้วเจอชิ้นโอริโอ้นี่ปัญหาเลย เลยคิดว่าควรเปลี่ยนจากการใส่ลงในเนื้อเค้กเป็นแปะไว้บนหน้าเค้กดีกว่า\nรีวิวจากมิตรสหายท่านหนึ่ง อร่อยดี กินแล้วก็กินได้อีกเรื่อย ๆ คงให้ 9/10\nมิตรสหายผู้บอกว่าไม่เคยกินชีสเค้กมาก่อนเลยไม่รู้ของดี ๆ มันเป็นไง\nกินได้นะ แต่ควรเลิกเอาผงโอริโอ้ใส่ลงไป แล้วเดี๋ยวคราวหน้าให้ยืมตะกร้อคนแป้ง\nมิตรสหายผู้อำมาตย์กินของดี ๆ มาเยอะ\nรสชาติอร่อย แต่เค้กไม่แข็ง เจลาตินเกาะเป็นก้อน ฐานเค้กร่วนเกิน\nที่ปรึกษาส่วนตัวข้าพเจ้า\nรสชาติพอไปได้ อร่อยดี แต่คนให้ดีหน่อย มะนาวกระจุกกันเป็นก้อน ๆ เลย\nมิตรสหายย่านพญาไทอีกสองคน\nเนื้อไม่เนียนเลย\nแม่\nสรุปปัญหา อย่าใส่โอริโอ้ป่นละเอียดลงเค้กเลย เอาหักเป็นชิ้น ๆ โรยหน้าดีกว่า เกร๋ ๆ เทเจลาตินลงส่วนผสมแล้วควรรีบตีให้เร็วก่อนมันจับตัว ซื้อตะกร้อตีแป้งเหอะ ครีมชีสซื้อมาแล้วรีบทำควรจะดีกว่า ถ้าจะทำโอริโอ้เป็นฐานควรใช้สักสองสองใหญ่ สรุปค่าเสียหาย จำราคาไม่ได้ครับ\u0026hellip; ลืมหมดแล้ว ขอคร่าว ๆ ละกัน เขียนเฉพาะที่จำราคาได้ ที่ไม่ได้เขียนคือลืมราคาไปแล้วครับ ลืมจดเก็บไว้\nครีมชีส 150 บาท น้ำผึ้งหลอดใหญ่ 120 บาท (แต่ใช้ไม่เยอะ) เนยสดจืด 90 บาท (นี่ก็ใช้แค่ 1/5 ของก้อน) แคกเกอร์ 12 บาท มะนาว สามลูก 15 บาท (แพงเว้ย ใช้อยู่ลูกเดียว นี่ซื้อจาก Tops) ครีมสด 90 บาท สรุปจบจริง ๆ ล่ะ เค้กออกมาก็กินได้ครับ บางคนบอกอร่อย และสำคัญคือผ่านมายังไม่มีเพื่อนคนไหนเข้าโรงพยาบาลครับ\u0026hellip;\nสูตรโอริโอ้ชีสเค้ก ต้นฉบับ - http://sistacafe.com/summaries/1319-เมนูง่ายๆไม่ต้องใช้เตาอบOREOrarecheesecake\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/oreo-cheesecake-without-oven-in-dormitory/","summary":"\u003cp\u003eเดิมทีชอบกินชีสเค้กเป็นว่าเล่นอยู่แล้ว เห็นร้านไหนขายก็รีบซื้อตลอด จนตอนนี้คิดว่าร้านที่หาง่ายทั่วไปและอร่อยที่สุดไม่แพงด้วย คือ ชีสเค้กของ Amor ซึ่งกลายมาเป็นว่านึกสนุกอยากลองทำกินเองบ้าง แต่ปัญหาของเด็กหอทั่วไปอย่างผมก็คือ หอไม่มีครัวหรือเตาอบ ฉะนั้นการทำอาหารอบ ๆ แบบเค้กนี่แทบเป็นไปไม่ได้เลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eแต่คำว่าเป็นไปไม่ได้น่าจะต้องเก็บไว้ใช้คราวหน้า นั้นเพราะผมไปหามาว่าชีสเค้กนั้นก็มีสูตรแบบไม่ต้องใช้เตาอบเหมือนกันนะ แต่ใช้เจลาตินเพื่อการอยู่ตัวของเค้กแทน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหาไปหามาได้มาหลายสูตร แต่บางสูตรก็ใช้ปริมาณมากไป เลือกไปเลือกมาจนได้สูตรนี้มา เพราะปริมาณไม่เยอะมากเกิน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eต่อไปนี้จะเป็นเนื้อเรื่องของการเรียนรู้กับความอลหม่านของการลองทำเค้กกินเองครั้งแรกที่หอนะครับ แต่ก่อนอื่น ขอเชิญพบกับสูตรส่วนผสมที่ต้องใช้ก่อน\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"สวนผสม\"\u003eส่วนผสม\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eส่วนผสมในนี้ผมคำนวนเป็นถ้วยตวงไม่ก็ช้อนโต๊ะทั้งหมด เพราะที่หอมีแต่ถ้วยตวง อาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ไม่เยอะ ไม่น่ามีปัญหาอะไรมากครับ\u003c/p\u003e\n\u003col\u003e\n\u003cli\u003eโอริโอ้ 7 ชิ้น\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eครีมชีส 200-250 กรัม หรือ 20 ช้อนโต๊ะ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eครีมสด 200 cc. หรือ 12 ช้อนโต๊ะ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eน้ำผึ้ง 5 ช้อนโต๊ะ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eน้ำเลม่อน 1 1/2 ช้อนโต๊ะ (ผมใช้น้ำมะนาวแทน หาเลม่อนไม่เจอ รสชาติก็อร่อยดี ไม่ได้แย่มาก)\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eเจลาตินผง 5 กรัม หรือ 2 ช้อนชา\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eเนย 40 กรัม หรือ 3.2 ช้อนโต๊ะ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eบิสกิต หรือ แป้งโอริโอ้ 70 กรัม หรือ 12 ช้อนโต๊ะ\u003c/li\u003e\n\u003c/ol\u003e\n\u003ch2 id=\"ขนตอนกรรมวธ\"\u003eขั้นตอนกรรมวิธี\u003c/h2\u003e\n\u003col\u003e\n\u003cli\u003eนำบิสกิตใส่ลงไปในถุงพลาสติก แล้วใช้ไม้ทุบให้ละเอียด(หรือจะใช้เครื่องปั่นช่วยก็ได้)  จากนั้นนำเนยไปอุ่นในไมโครเวฟซัก 30 วินาที นำมาคลุกกับแป้งบิสกิตให้เป็นเนื้อเดียวกัน\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eกดแป้งบิสกิตลงบนพิมพ์หรือถาดให้เรียบเนียนกับ ใช้ช้อนช่วยกดก็ได้นะ จากนั้นให้นำไปแช่เย็นสักแป้งแข็งตัวประมาณ 2 ชั่วโมง\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eหันมาตีครีมสดให้ขึ้นรูป จากนั้นนำไปผสมกับครีมชีส น้ำผึ้ง และน้ำเลมอน\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eนำเจลาตินผสมกับน้ำ 2 ช้อนโต๊ะ แล้วใส่ในไมโครเวฟ 20-30 วินาที คนให้ละลาย จากนั้นนำไปผสมกับชามครีมชีสเมื่อกี้  คนให้เข้ากัน แล้วใส่โอริโอที่ทุบให้ละเอียดลงไปผสม คนให้เข้ากันอีกครั้ง\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eเทลงไปบนส่วนฐานที่ทำไว้ จากนั้นแช่ไว้ในช่องฟรีสจนแข็งตัว ประมาณ 3 ชั่วโมง  ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว!\u003c/li\u003e\n\u003c/ol\u003e\n\u003cp\u003eครับ ทั้งหมดนี้คือสูตรกรรมวิธีนำมาจากต้นฉบับเลย (แหล่งที่มาท้ายบทความ) มีปรับเพิ่มเติมนิดหน่อย แต่ไม่เยอะมาก จบไปแล้วกับความจริงจัง กลับมาสู่ความวินาศเพราะตอนทำจริงมันพังครับ\u0026hellip; ด้วยเหตุผลหลายอย่างดังที่จะเล่าต่อไปนี้\u003c/p\u003e","title":"มาทำชีสเค้กกินเล่นที่หอโดยไม่ต้องใช้เตาอบกันเถอะ"},{"content":"ส่งการบ้านครับ เป็นธรรมเนียมกันว่าเมื่อไปงานบาร์แคมป์มาแล้วก็ต้องเขียนบล็อกเล่าต่อ ผมไปมาปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว พึ่งได้มาเขียนบล็อกปกติขี้เกียจเขียน\u0026hellip; ส่งการบ้านสายไปประมาณสามปีกับอีกครึ่งเดือน\u0026hellip;\nบาร์แคมป์ คืออะไร บาร์แคมป์ คือ งานแลกเปลี่ยนความรู้ แบบไม่มีคนพูดหรือคนฟังแน่ชัด ทุกคนเป็นเพียงผู้ร่วมจัดงาน ไม่มีตารางเรื่องหรือหัวข้อพูดล่วงหน้า ทุกอย่างถูกจัดขึ้นมาเมื่องานเริ่ม ฟังเหมือนพิลึกใช่ไหม? ใช่มันพิลึกมาก (ฮา)\nทุกคนที่เข้ามาร่วมงานสามารถพูดได้หมด ไม่จำกัดสิทธิ์ ไม่จำกัดเรื่อง หากใครอยากพูดอะไรก็เสนอขึ้นมาแล้วนำไปแปะบนบอร์ดหรืออะไรที่ทางงานนั้น ๆ เสนอไว้ ส่วนใครอยากฟังอะไรก็ไปฟังได้ตามที่ต้องการ\nตามที่กล่าวมา ดังนั้นตารางงาน หัวข้อนำเสนอ ทุกอย่างจะถูกกำหนดขึ้นของวันจัดงาน ไม่มีการบอกก่อนล่วงหน้าเลย\nถ้าจากกรณีของบาร์แคมป์บางเขน จะมีกระดานหรือบอร์ดไว้ให้ผู้อยากแชร์แบ่งปันมาแปะหัวข้อที่ตนอยากพูดที่บอร์ด ส่วนใหญ่จะหนักไปทางเทคโนโลยีหรือ IT แต่ก็มีพวกเรื่องศาสนา เพลง เกม หนัง หรือแม้แต่มิติคู่ขนานเหมือนกัน พูดอีกนัยคือ อยากพูดอะไรก็พูดไปเหอะ\nเนื่องจากห้องของ IUP มหาลัยเกษตรศาสตร์มีจำกัด หัวข้อต่าง ๆ จึงจะถูกโหวต เพื่อจัดห้องให้ ห้องใหญ่ห้องเล็ก หัวข้อไหนได้โหวตน้อยก็อาจได้พูดช้าหน่อย หรืออาจไม่ได้พูดเลย โดยคนโหวตก็คือผู้ร่วมงานทุกคน ซึ่งปีหลัง ๆ (ปีแรก ๆ ไปไม่ทัน\u0026hellip;) ก็จะแจกสติ๊กเกอร์ให้ ชอบเรื่องไหนก็แปะ ๆ ไป\nบาร์แคมป์บางเขน เรื่องการโหวตของบาร์แคมป์บางเขนก็อย่างที่เล่าไปหัวข้อก่อนหน้านี้ แต่สำหรับผมและอาจคนอื่นด้วย บาร์แคมป์บางเขนมีจุดสนุกคือมีปาร์ตี้หลังจบงาน เปิดโอกาสได้รู้จักกับคนใหม่ ๆ และสำคัญสุดคือ ของกินฟรี!!\nงั้นมาเล่าเรื่องราวของผมเลยดีกว่าสำหรับการได้ไปบาร์แคมป์บางเขนครั้งที่สี่ในชีวิต\nผมมาแต่เช้า พึ่งเปิดลงทะเบียนไปได้ไม่นาน ลงทะเบียนก็ได้ป้ายไว้เขียนชื่อ แจกสติ๊กเกอร์ไว้โหวต เสื้อฟรี (สำคัญมาก) เป็นเสื้อธีมของงาน ทุกคนได้เหมือนกันหมด ปกติคือจะให้ใส่เลย แต่ปีนี้เสื้อไม่ค่อยดี ผมใส่แล้วร้อนมาก เลยไม่ใส่\nเปิดงานมาอย่างที่บอก ใครอยากพูดอะไรก็แปะเรื่องไว้ก่อนเลย อย่างปีนี้ให้แปะที่บอร์ด ส่วนใครอยากฟังอะไรก็โหวต ๆ ตามใจชอบ โหวตกี่เรื่องก็ได้ โดยเซสชั่นนึงประมาณ 25 นาที\nตัวอย่างการโหวตและหัวข้อพูด เห็นไหม เรื่องอย่าง Overwatch ยังพูดได้เลย แถมมีคนฟังพอสมควรด้วย (ฮา)\nพอโหวตเสร็จก็จะเริ่มเข้าพิธีเปิด เป็นอีกหนึ่งความพีคของงานเช่นกัน เพราะช่วงพิธีเปิดจะมีการสตรีมทวิตเตอร์ที่ติดแฮชแท็กของงาน โดยปีนี้ใช้ #bcbk7 ซึ่งก็ทวิตอะไรก็ได้ ของผมก็ขึ้นไปหลายอันเหมือนกัน เป็นช่วงที่เสียงหัวเราะลั่นห้อง\nช่วงนี้ของงานพิธีกรก็จะสุ่มทวิตขึ้นมาเพื่อเรียกไปบนเวทีเพื่อแจกของรางวัล สองปีก่อนผมได้ของรางวัลมาเพราะทวิตถูกใจพิธีกร ตอนนั้นทวิตประมาณว่า \u0026ldquo;ประยุทธ์อยู่ไหน\u0026rdquo; (ฮา) เป็นช่วงพึ่งรัฐประหารขอเกาะกระแสหน่อย\nส่วนปีนี้\u0026hellip; ผมก็ได้ขึ้นอีก (ฮา) โชคดีจริง ๆ ได้เสื้อฟรีเพิ่มมาอีกตัวนึง\nพิธีเปิดจบไป ออกมาทางทีมงานของบาร์แคมป์บางเขนซึ่งก็คือนักศึกษาเกษตรศาสตร์นี่แหละ ก็ได้รันตารางหัวข้อที่ถูกโหวตไว้แล้ว ทีนี้ใครอยากฟังอันไหนก็ไปตามหมายเลขห้องเลย\nเซสชั่นแรกเลยของพี่ @nunimadao พูดเรื่อง \u0026ldquo;ประสบการณ์การไปฝึกงานที่ญี่ปุ่น\u0026rdquo; ก็บอกเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิต ตั้งแต่การหุงข้าวยันการเดินทางไปทำงานและบรรยากาศร้านอาหารในมหาลัยกับเมนูสุดเด็ดอย่าง \u0026ldquo;แกงกะหรี่กล้วย\u0026rdquo;\nตอนแรกผมก็จะเปิดเซสชั่นเรื่องไปแข่งที่ญี่ปุ่นแต่เห็นซ้ำกับพี่นุนิ เลยไม่พูดดีกว่า ของผมไปแค่แปปเดียว\nต่อมาคือเรื่อง \u0026ldquo;ปรัชญาของปัญญาประดิษฐ์\u0026rdquo; ของคุณ @justmota เนื้อเรื่องไม่ได้เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือเทคนิคการสร้างปัญญาประดิษฐ์ deep learning พวกนั้น แต่เกี่ยวกับปรัชญาต่าง ๆ อะไรที่แบ่งระหว่าง AI กับ มนุษย์ หาก AI มีปัญญาเท่าเรา หรือหากเรากับ AI ฉลาดเท่ากันแล้วเราละเรียก AI ได้ไหม เป็นต้น เป็นเซสชั่นที่ผมชอบมากต้น ๆ เลย\nต่อมาเป็นเซสชั่นเฮฮาของ @ds41744 กับเรื่อง \u0026ldquo;How to มีแฟนก่อนเรียนจบ\u0026rdquo; เรียกเสียงหัวเราะได้ดี ชื่อเซสชั่นคงไม่ต้องเล่าอะไรแล้ว (ฮา) หลังฟังจบมีคนเอาไปใช้จนได้แฟนแล้วด้วย เซสชั่นนี้คนฟังเยอะพอสมควร แถมมีเทพ ๆ โค้ดดิ้งมาฟังหลายคนอย่าง @awkwin และ @dtinth\nจบเซสชั่นครึ่งเช้าก็เบรกข้าวเที่ยวครับ ข้าวนี่ทางบาร์แคมป์บางเขนก็แจกฟรีอีก ใครบอกของฟรรีไม่มีในโลก ให้เขามาบาร์แคมป์เลยนะครับ มีจริงและเยอะด้วย (ฮา)\nกลับเข้าเซสชั่นต่อในช่วงบ่าย เรื่องต่อมาที่ฟังคือ \u0026ldquo;บุกป่าฝ่าดง if\u0026rdquo; โดยคุณ Somkiat.cc ใครเขียนโค้ด if เป็นชั้น ๆ ขนาดนี้ก็แก้ด้วยนะครับ ปวดหัว สำคัญสุดคือ ควรมี test หากเมื่อไหร่โค้ดเละเราก็ refactor โค้ดใหม่ ไม่ต้องกลัวว่าเขียนใหม่แล้วพังแล้วเราไม่รู้ เพราะเรามีเทสไงละ!\nเรื่องต่อมาพีคไม่ซ้ำใครครับ \u0026ldquo;จักรวาลคู่ขนานในชีวิตจริง (สาเหตุที่ 20 ปี โคนันไม่โตสักที)\u0026rdquo; โดยเซเลปอย่าง @thanyakij มาฟังเซสชั่นนี้ควรใช้คำพูดที่ว่า \u0026ldquo;จินตนาการสำคัญกว่าความรู้\u0026rdquo; เพราะเป็นเซสชั่นที่คิดตามแทบไม่ทัน คำพูดนึงที่ผมชอบ พูดประมาณคือ \u0026ldquo;ในตลับเซฟเกมแต่ละคนก็เหมือนเป็นหนึ่งมิติจักรวาล ดังนั้นในโลกนี้ก็มีมิติคู่ขนานเป็นแสน ๆ ล้าน ๆ\u0026rdquo; ฟังแล้วอึ้ง\u0026hellip;\nโดยสรุปตามที่ผมเข้าใจในเซสชั่นมิติคู่ขนานคือ ความจริงแล้วเนื้อเรื่องโคนันไม่ได้เรียงเป็น timeline ไหลไปเรื่อย ๆ แต่สลับไปมาแต่ละมิติคู่ขนาน เนื้อเรื่องมันเลยดูแปลก ๆ\nต่อมาคือเซสชั่น \u0026ldquo;เรียนพาสาง่ายนิดเดียว\u0026rdquo; ของพี่ @onhz มาทีหลังบวกกับรำคาญคนที่นั่งข้าง ๆ ครับ พูดขัด ทำเสียงดังน่ารำคาญเลยฟังจับใจความไม่ได้ มัวแต่ก่นด่าในใจครับ ขอโทษที\u0026hellip;\nเซสชั่นต่อมาคือ \u0026ldquo;Evolutionary of Dev Culture\u0026rdquo; โดยคุณ @tanapoln จากบริษัท wongnai สารภาพเลยครับ อันนี้ฟังแล้วลืมแล้วว่าพูดเรื่องอะไร แต่จำได้แค่ว่าตอนเขาอวดบรรยากาศการทำงานใน wongnai น่าเข้าไปทำงานมาก บริษัทดูสบาย ๆ ของกินเยอะดี (ฮา)\nต่อมาก็เข้าช่วงพักเบรกบ่ายครับ ไม่มีอะไรนอกจากขนมกับน้ำแจกฟรี เขาให้หยิบแค่ชิ้นเดียว ผมไม่รู้ หยิบมาสอง ขอโทษทีครับ\u0026hellip; แต่ขนมอร่อยมากครับ อยากหยิบอีกหลาย ๆ ชิ้นแต่หน้าไม่ด้านพอ\u0026hellip;\nส่วนอันนี้เรื่อง \u0026ldquo;ทดลองสร้างงาน \u0026ldquo;ศิลปะ\u0026rdquo; ด้วยแรงบันดาลใจจาก #เล่าปจก.แสดงงานที่JAPAN AI\u0026rdquo; โดยคุณ @phoneee และ KD อันนี้ขอโทษจริง ๆ ครับสรุปให้ไม่ได้ ฟังแล้วงงมากครับ อาจจะเพราะไม่ได้เรียนศิลปะมาเท่าไหร่ แต่ที่เข้าใจคือ เขาใช้แนวคิดของปัญญาประดิษฐ์หรือพวก deep learning ไม่ก็ neural network มาสร้างชิ้นงานศิลปะ\nมาต่อกันที่เซสชั่นไอทีเหมือนเดิม กับเรื่อง \u0026ldquo;Contributing to Open Source\u0026rdquo; โดยคุณ @Kanitkornk เซสชั่นดี ๆ ชวนทำงานสังคมแบบไม่ต้องไปตากแดดกับการมาช่วยพัฒนา open source ที่เปิดอยู่ใน github ฟังแล้วรู้สึกอยากกลับไป fork โค้ดชาวบ้านมาช่วยแก้เลยครับ\nนี่เคยช่วยแก้บั๊กให้แต่ปลั๊กอินของ Sublime Text ตัวนึง ตอนนั้นภูมิใจมากเขารับ Pull Request (ฮา)\nเซสชั่นสุดท้าย ขอโทษครับอันนี้ลืมถ่ายภาพ ฟังเพลิน เป็นเซสชั่นมิตรสหายชื่อ \u0026ldquo;ใช้ password manager\u0026rdquo; โดยท่าน @awkwin พูดเรื่องการใช้โปรแกรมช่วยจำพาสเวิร์ด เพราะรหัสผ่านที่ดีไม่ควรจำได้ รวมถึงเราด้วย ดังนั้นให้โปรแกรมจำเถอะ พีคสุดก็คือประโยคที่ว่า\nหากโดนทหารจับไปขอรหัสผ่านเฟส ก็บอกทหาร ผมจำไม่ได้ ก็ผมจำไม่ได้จริง ๆ อะ\nจังหวะนั้นขำกันทั้งห้องเลยครับ (ฮา) ดังนั้น อย่าลืมกลับไปลองหาโปรแกรมจำรหัสผ่านดี ๆ มาใช้สักตัวแล้วเลิกตั้งรหัสผ่านเองนะครับ สุ่มรหัสผ่านเลย สุ่มให้เราจำไม่ได้ (ฮา)\nเซสชั่นทั้งหมดก็จบเพียงเท่านี้ พร้อมได้รับความรู้ดี ๆ กลับไปมากมาย แต่อย่าพึ่ง! เพราะงานยังไม่จบครับ\u0026hellip; ได้เวลาของพิซซ่าฟรี!!!\nคุณเห็นกองพิซซ่านั้นไหม กับ KFC ด้านล่าง เขาแจกฟรีให้ทุกคนที่มาร่วมงานครับ โต๊ะละชุด หนึ่งโต๊ะได้ KFC กับพิซซ่าอย่างละชุด อร่อยอิ่มไปเลย\nพิซซ่าฟรี!!!! ก็ตั้งกลุ่มกินของฟรีกันอย่างที่เห็นครับ บางคนมาแต่ไม่ค่อยสนิทกับใครก็ลองนั่ง ๆ หาเพื่อนคุย ได้รู้จักเพื่อนใหม่ดีครับ\nผมมางานบาร์แคมป์ครั้งแรกตอน BCBK4 ก็ได้มานั่งกินข้าวกับคนที่ไม่ค่อยสนิท แต่ก็ได้รู้จักรู้หน้าหลาย ๆ คนจนทุกวันนี้ก็ถือว่าสนิทขึ้นมาเยอะพอสมควร แนะนำครับ หากใครอยากไปลองเปิดโลกเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ ก็ลองไปดู ได้อะไรกลับมาเยอะเหมือนกัน รวมถึงอาหารและเสื้อฟรี!\nผมชอบพูดเล่น ๆ กับเพื่อนที่ไปงานบาร์แคมป์บางเขนว่า เหมือนเป็นงานรวมญาติเลย (ฮา)\nข้อเสนอแนะสำหรับผู้จัดงาน ปีหน้า ๆ อยากให้ลดเสียงเพลงลงหน่อยจะดีมาก เพราะตอนปาร์ตี้คุยกับเพื่อนแทบไม่รู้เรื่องเสียง ต้องคุยกันเสียงดังเจ็บคอครับ\u0026hellip; เสื้อปีนี้ไม่ค่อยดีเลย สกรีนทึบแล้วใส่แล้วร้อนมาก แถมไซส์เล็กกว่าความเป็นจริงด้วย เลยไม่ได้ใส่ ไม่น่าเปลี่ยนแฮชแท็กเลยครับ ปกติเป็น #bcbk ปีนี้เป็น #bcbk7 สับสนพอสมควร ขนมอร่อยดีครับ ชอบอันนี้! สุดท้ายก็ขอฝากไว้กับโควตอันนึงซึ่งได้มาจากเว็บของ Barcamp.org ครับ\nWhen you come, be prepared to share with barcampers.\nWhen you leave, be prepared to share it with the world.\nปีหน้าไปอีกแน่นอนครับ ไปจนกว่าจะเห็นใครสักคนโตจนพาลูกมาเดินบาร์แคมป์บางเขนด้วยกันครับ (ฮา)\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/share-barcampbangkhen-7/","summary":"\u003cp\u003eส่งการบ้านครับ เป็นธรรมเนียมกันว่าเมื่อไปงานบาร์แคมป์มาแล้วก็ต้องเขียนบล็อกเล่าต่อ ผมไปมาปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว พึ่งได้มาเขียนบล็อกปกติขี้เกียจเขียน\u0026hellip; ส่งการบ้านสายไปประมาณสามปีกับอีกครึ่งเดือน\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"บารแคมป-คออะไร\"\u003eบาร์แคมป์ คืออะไร\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eบาร์แคมป์ คือ งานแลกเปลี่ยนความรู้ แบบไม่มีคนพูดหรือคนฟังแน่ชัด ทุกคนเป็นเพียงผู้ร่วมจัดงาน ไม่มีตารางเรื่องหรือหัวข้อพูดล่วงหน้า ทุกอย่างถูกจัดขึ้นมาเมื่องานเริ่ม ฟังเหมือนพิลึกใช่ไหม? ใช่มันพิลึกมาก (ฮา)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eทุกคนที่เข้ามาร่วมงานสามารถพูดได้หมด ไม่จำกัดสิทธิ์ ไม่จำกัดเรื่อง หากใครอยากพูดอะไรก็เสนอขึ้นมาแล้วนำไปแปะบนบอร์ดหรืออะไรที่ทางงานนั้น ๆ เสนอไว้ ส่วนใครอยากฟังอะไรก็ไปฟังได้ตามที่ต้องการ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตามที่กล่าวมา ดังนั้นตารางงาน หัวข้อนำเสนอ ทุกอย่างจะถูกกำหนดขึ้นของวันจัดงาน ไม่มีการบอกก่อนล่วงหน้าเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eถ้าจากกรณีของบาร์แคมป์บางเขน จะมีกระดานหรือบอร์ดไว้ให้ผู้อยากแชร์แบ่งปันมาแปะหัวข้อที่ตนอยากพูดที่บอร์ด ส่วนใหญ่จะหนักไปทางเทคโนโลยีหรือ IT แต่ก็มีพวกเรื่องศาสนา เพลง เกม หนัง หรือแม้แต่มิติคู่ขนานเหมือนกัน พูดอีกนัยคือ อยากพูดอะไรก็พูดไปเหอะ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเนื่องจากห้องของ IUP มหาลัยเกษตรศาสตร์มีจำกัด หัวข้อต่าง ๆ จึงจะถูกโหวต เพื่อจัดห้องให้ ห้องใหญ่ห้องเล็ก หัวข้อไหนได้โหวตน้อยก็อาจได้พูดช้าหน่อย หรืออาจไม่ได้พูดเลย โดยคนโหวตก็คือผู้ร่วมงานทุกคน ซึ่งปีหลัง ๆ (ปีแรก ๆ ไปไม่ทัน\u0026hellip;) ก็จะแจกสติ๊กเกอร์ให้ ชอบเรื่องไหนก็แปะ ๆ ไป\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"บารแคมปบางเขน\"\u003eบาร์แคมป์บางเขน\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องการโหวตของบาร์แคมป์บางเขนก็อย่างที่เล่าไปหัวข้อก่อนหน้านี้ แต่สำหรับผมและอาจคนอื่นด้วย บาร์แคมป์บางเขนมีจุดสนุกคือมีปาร์ตี้หลังจบงาน เปิดโอกาสได้รู้จักกับคนใหม่ ๆ และสำคัญสุดคือ ของกินฟรี!!\u003c/p\u003e","title":"บอกเล่าส่งต่อ ไปงานบาร์แคมป์บางเขนกันเถอะ"},{"content":"คำเตือน บทความความนี้ไม่ใช่การรีวิวแบบเป็นทางการพร้อมข้อมูลรายละเอียดแม่นยำ เป็นเพียงบันทึกเล็ก ๆ ของคนที่พึ่งลองเลือกซื้อไวน์เองครั้งแรก\nIntro Bisol Desiderio Jeio \u0026lsquo;Colmei\u0026rsquo; ตัวนี้รุ่นน้องซื้อมาครับ แข่งแล้วชนะได้เงินมาเอาไปซื้อไวน์เพราะอยากลองแล้วมาช่วยกันลอง เป็นการใช้เงินที่คุ้มค่าคุ้มราคาจริง ๆ\nรอบนี้รุ่นน้องเขาบอกว่าคนขายบอกมาอีกทีว่าเป็น Dry ก็เลยหาข้อมูลละสงสัยว่าเป็นอะไร เพราะในรายละเอียดก็เขียนว่าเป็น Extra Dry ด้วย พบข้อมูลดังนี้\nBrut (บรูท) เป็นภาษาฝรั่งเศสที่มีความหมายเหมือนกับคำว่า ** Dry (ดราย)** ในภาษาอังกฤษ และเป็นที่นิยมพูดกันเมื่อพูดถึงสปาร์คลิ้งไวน์ (Sparkling wine) หมายถึงความหวานที่หลงเหลืออยู่ในตัวไวน์ในปริมาณน้อยมาก หรือ แทบจะไม่มีน้ำตาลเลย [1]\nReview แอลกอฮอล์ประมาณ 11% นิด ๆ พอกินแล้วก็ซ่า ๆ หน่อย (เป็นสปาร์คกิ้ง) รสชาติออกเปรี้ยวเบา ๆ หน่อย แต่ไม่ได้ชัดเจนมาก ความจริงรุ่นน้องผมเป็นคนบอกว่ามันเปรี้ยว ๆ ผมเลยต้องพยายามลิ้มรสหน่อยถึงรู้สึกว่า เออ มันมีรสเปรี้ยวอ่อน ๆ อยู่\nไม่มีรสหวานเลยสำหรับผม (แต่ทำไมไม่รู้อ่านรีวิวในเน็ตเขาบอกว่ามันก็หวานพอได้\u0026hellip;) แต่ความซ่าและเย็นของมันก็กลบรสขมจากรสแอลกอฮอล์ไปได้พอสมควรสำหรับผม แต่พอเริ่มหายเย็นรสแอลกอฮอล์ก็เด่นขึ้นมา โดยส่วนตัวคือผมไม่ค่อยชอบ เพราะไม่ชอบกินอะไรที่รสแอลกอฮอล์แรง ๆ\nสรุป ไม่ค่อยเหมาะกับคนอยากผม เพราะผมชอบไวน์หวาน แต่ก็คุ้มที่ได้ลอง เพราะซื้อมาตอนลดราคาพอดี จาก Q Wine Shop\nไวน์วันละคำ \u0026ldquo;BRUT\u0026rdquo; (บรูท) ↩︎ ","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/note-bisol-desiderio-jeio-colmei-extra-dry/","summary":"\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eคำเตือน\u003c/strong\u003e บทความความนี้ไม่ใช่การรีวิวแบบเป็นทางการพร้อมข้อมูลรายละเอียดแม่นยำ เป็นเพียงบันทึกเล็ก ๆ ของคนที่พึ่งลองเลือกซื้อไวน์เองครั้งแรก\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"intro\"\u003eIntro\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eBisol Desiderio Jeio \u0026lsquo;Colmei\u0026rsquo;\u003c/strong\u003e ตัวนี้รุ่นน้องซื้อมาครับ แข่งแล้วชนะได้เงินมาเอาไปซื้อไวน์เพราะอยากลองแล้วมาช่วยกันลอง เป็นการใช้เงินที่คุ้มค่าคุ้มราคาจริง ๆ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eรอบนี้รุ่นน้องเขาบอกว่าคนขายบอกมาอีกทีว่าเป็น Dry ก็เลยหาข้อมูลละสงสัยว่าเป็นอะไร เพราะในรายละเอียดก็เขียนว่าเป็น Extra Dry ด้วย พบข้อมูลดังนี้\u003c/p\u003e\n\u003cblockquote\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eBrut (บรูท)\u003c/strong\u003e เป็นภาษาฝรั่งเศสที่มีความหมายเหมือนกับคำว่า ** Dry (ดราย)** ในภาษาอังกฤษ และเป็นที่นิยมพูดกันเมื่อพูดถึงสปาร์คลิ้งไวน์ (Sparkling wine) หมายถึงความหวานที่หลงเหลืออยู่ในตัวไวน์ในปริมาณน้อยมาก หรือ แทบจะไม่มีน้ำตาลเลย \u003ca href=\"#fn1\"\u003e[1]\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003c/blockquote\u003e\n\u003ch2 id=\"review\"\u003eReview\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eแอลกอฮอล์ประมาณ 11% นิด ๆ พอกินแล้วก็ซ่า ๆ หน่อย (เป็นสปาร์คกิ้ง) รสชาติออกเปรี้ยวเบา ๆ หน่อย แต่ไม่ได้ชัดเจนมาก ความจริงรุ่นน้องผมเป็นคนบอกว่ามันเปรี้ยว ๆ ผมเลยต้องพยายามลิ้มรสหน่อยถึงรู้สึกว่า เออ มันมีรสเปรี้ยวอ่อน ๆ อยู่\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eไม่มีรสหวานเลยสำหรับผม (แต่ทำไมไม่รู้อ่านรีวิวในเน็ตเขาบอกว่ามันก็หวานพอได้\u0026hellip;) แต่ความซ่าและเย็นของมันก็กลบรสขมจากรสแอลกอฮอล์ไปได้พอสมควรสำหรับผม แต่พอเริ่มหายเย็นรสแอลกอฮอล์ก็เด่นขึ้นมา โดยส่วนตัวคือผมไม่ค่อยชอบ เพราะไม่ชอบกินอะไรที่รสแอลกอฮอล์แรง ๆ\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"สรป\"\u003eสรุป\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eไม่ค่อยเหมาะกับคนอยากผม เพราะผมชอบไวน์หวาน แต่ก็คุ้มที่ได้ลอง เพราะซื้อมาตอนลดราคาพอดี จาก Q Wine Shop\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/AR2Wbbg.jpg\"\n         alt=\"Imgur\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003chr\u003e\n\u003col\u003e\n\u003cli\u003e\u003ca href=\"https://www.wine-now.com/blog/wwlk-brut.html\"\u003eไวน์วันละคำ \u0026ldquo;BRUT\u0026rdquo; (บรูท)\u003c/a\u003e \u003ca href=\"#fnref1\"\u003e↩︎\u003c/a\u003e\u003c/li\u003e\n\u003c/ol\u003e","title":"บันทึกย่อ: ไวน์ Bisol Desiderio Jeio 'Colmei' Extra Dry"},{"content":"แข่งโปรเจ็กต์แดนปลาดิบครับ แต่แทบไม่ได้แตะปลาดิบเลย กลับมาไทยที่เสี้ยนมาก ต้องหาร้านไปนั่งกินโดนเอาเงินจากงบที่เหลือจากตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นมากิน\u0026hellip;\nย้อนไปหลายปีก่อน เอาจริง ๆ ก็แค่สองปีก่อนเคยมีเพื่อนชวนไปเที่ยวญี่ปุ่นนานประมาณสัปดาห์นึงด้วยงบประมาณห้าหมื่นหรือเจ็ดหมื่นนี่แหละ ผมจำไม่ได้ ที่บ้านผมก็พยายามดันให้ผมไป แต่ตอนนั้นงกครับ บอกว่าแพงอะ อยากไปฟรี แม่ผมนี่สวนเลย มันจะมีที่ไหนให้ไปญี่ปุ่นฟรีแบบไม่ต้องเสียอะไร (เออ ก็จริง\u0026hellip;) สองปีต่อมา ทะด๊า! เที่ยวญี่ปุ่นฟรีจ้า แต่ต้องไปนำเสนอโปรเจ็กต์ด้วย (ฮา)\nการแข่งขันนี้เป็นการแข่งระดับนานาชาติ ชื่อเต็ม ๆ คือ NAPROCK 8th International Programming Contest ซึ่งภายในงานแบ่งการแข่งเป็นสามประเภท คือ Competition เป็นการแข่งแก้ Puzzle game ต่อมาคือ Theme คือทางกรรมการจะกำหนดธีมโปรเจ็กต์มาให้ แล้วให้ทำภายใต้หัวข้อนั้น ๆ โดยปีนี้เป็นธีมกีฬา ส่วนหัวข้อสุดท้ายและเป็นหัวข้อที่ผมลงแข่งคือ Original ไม่กำหนดหัวข้อ ทำอะไรก็ได้ เน้นความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร\nเรื่องรายละเอียดโปรเจ็กต์ผมขอข้ามไปละกัน หากอยากรู้ให้ตามไปอ่านที่ลิงค์ท้ายบทความครับ ในบทความนี้ขอพูดเรื่องการไปท่องญี่ปุ่นอย่างเดียว\nIntro //อ้าว ก่อนหน้านี้มันไม่ใช่ Intro หรอ\u0026hellip;\nต้องบอกก่อนเลยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เดินทางไปญี่ปุ่น และเป็นทริปที่สองที่ได้นั่งเครื่องบิน ครั้งแรกของการนั่งเครื่องเป็นการไปลงแข่งหุ่นยนต์ที่ภาคใต้ คือ มันก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นนะ เพราะไม่รู้ตื่นเต้นอะไร แต่จริง ๆ ในใจลึก ๆ ก็ตื่นเต้น ออกอาการมากตอนกำลังจะขึ้นบินจากไทย (ฮา)\nทริปนี้จะยาวประมาณ 4 วัน เครื่องออกวันที่ 7 ตุลาคม ตอนเที่ยงคืนห้านาที กลับมาไทยวันที่ 11 ตุลาคม ออกจากญี่ปุ่นเที่ยงคืนสามสิบนาที\nปัญหาแรกของคนไม่เคยเที่ยวญี่ปุ่น ไม่รู้ต้องเตรียมเงินไปแค่ไหนครับ\u0026hellip; เป็นประเด็นมาก คุยกับที่บ้านตอนแรกก็กะเอาไปไม่กี่พัน เพราะเห็นว่าทางนั้นเลี้ยงข้าวและจ่ายค่าเดินทางให้หมด (ทางนั้น คือ ทางผู้จัดงานที่ญี่ปุ่น) สรุปไป ๆ มา ๆ เอาไปหมื่นหนึ่งพอดี ก็สามหมื่นเยน\nวันเครื่องออก วันที่เครื่องออกนี่ที่บ้านมาส่งกันประมาณสามคน คนในบ้านตื่นเต้นครับ ลูกหลานได้ไปแข่งต่างแดน ตื่นเต้นกว่าผมก็คนในบ้านนี่แหละ ก็พาไปกินข้าวก่อนไปแข่งที่ญี่ปุ่น พีคมากครับตอนหาร้านกิน คือวันรุ่งขึ้นก็ไปญี่ปุ่นแล้ว สรุปก่อนไปดันเลือกร้านอาหารญี่ปุ่น ไปกิน ZEN ครับ ให้เหตุผลว่า เป็นการเปรียบเทียบว่า อาหารญี่ปุ่นที่ไทยกับของที่ต้นฉบับรสชาติต่างกันไหม\u0026hellip;\nวันนี้ก็มีเพื่อน ๆ ที่คณะมาส่ง ก็ขอบพระคุณมาก ๆ ครับ\nเป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ ปลื้มมากครับตอนเดินเข้าไปที่เกต เดินผ่านโซน Duty Free (เรียกงี้ปะ) ไกลมาก อย่างกับทำไว้วิ่งมาราธอน\nสุดท้ายก็ไปนั่งรอเครื่อง แล้วต้องต่อรถบัสเพื่อไปขึ้นเครื่องอีกทีครับ มีอาการเงอะ ๆ งะ ๆ นิดหน่อย เพราะครั้งแรกที่ได้บินต่างประเทศ (ปกติไปต่างประเทศไปแต่ประเทศเพื่อนบ้าน ก็ไปด้วยรถยนต์หมด)\nวันแรก (จริง ๆ ละ) ไปถึงตอนแปดโมงกว่า ๆ ถ้าจำไม่ผิดครับ ไปลงสนามบิน Chubu ที่นาโกย่าครับ สนามบินบ้านเมืองเขาดูคลีน ดูเป็นระเบียบดีผมชอบ แต่น่าจะเพราะคนไม่เยอะด้วย เอาจริง ๆ คือน้อยมากแหละ เรื่องคน\nไปถึงก็รับกระเป๋า ผ่านตม. ได้เจอคนญี่ปุ่นจัง ๆ ครั้งแรกของทริปก็ตรงตม. ผ่านไปแบบไม่โดนกักตัว พอดีใสใส คนดีไรงี้ เขารับเข้าประเทศง่าย (อ้าวไม่ใช่หรอ)\nข้าวเช้าที่โดนกันมาแล้วบนเครื่องบินเลยไม่ค่อยหิว ออกมาจากสนามบินเลยไปต่อรถไฟเลย สนามบินที่ไปที่มีรถไฟต่อได้ทันที ก็เดินลาก ๆ กระเป๋าไปซื้อตั๋ว ผมกับเพื่อนที่ไปอีกคนที่ได้แต่ยืนอึ้งไม่รู้ต้องไปไหน ไม่มีภาษาอังกฤษ (ฮา) อาจารย์ก็จัดการเรื่องตั๋วให้ ถามประชาสัมพันธ์ ได้คำตอบเป็นอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่น จัดการซื้อตั๋วเสร็จสรรพก็เดินไปชานชาลารถไฟ\nครับ\u0026hellip; ปัญหาต่อมาคือ มันต้องไปขึ้นขบวนไหน คือ ยืนงงอยู่ตรงชานชาลานานมาก ผมกับเพื่อนกับอาจารย์ ยืนจ้องป้ายรถไฟตั้งนานว่าต้องขึ้นขบวนไหน กว่าจะหาพบว่าต้องไปขึ้นขบวนไหนก็ต้องรออีกสักพักกว่ารถไฟจะมา ซึ่งรถไฟเขาตรงเวลาจริง จริงจังมากนะอันนี้ คือแบบเข็มนาทีขยับปุป รถไฟมันมาทันที มีความ such wow มากครับ\nภาพอาจเบลอนิดนึงครับ ถ่ายตอนเดินกำลังจะไปขึ้น Express ตอนเดินขึ้นรถไฟนี่ชอบมากครับ อากาศเย็น ๆ วันนั้นไปเหมือนจะต่ำกว่า 25 นิดหน่อย เดินชิว ๆ เหมือนอยู่เชียงใหม่หน้าหนาว\nนั่งไปไม่นานก็ถึงสถานี ผมจำไม่ได้สถานีอะไร คือมาแค่เพื่อไปต่อรถแล้วนั่งต่อไปสถานี Ujiyamada ที่เมือง Ise ซึ่งนั่นคือปลายทางจริง ๆ\nพอมาถึงสถานีต่อรถ ก็เดินหาต่อครับว่าต้องไปขึ้นที่ไหน ตอนนี้แหละครับตัวป่วนเลย เพราะสถานีรถไฟดูซับซ้อนมีต้องลงลิฟต์ เดินไปมา แต่คือที่ญี่ปุ่นเขาป้ายชัดเจนละเอียดดีมาก ไม่ต้องถามทางเลย สุดท้ายก็ซื้อตั๋วสำเร็จพร้อมไปขึ้นขบวนต่อไป\nนอกเรื่องอย่างนึง คือ ผมชอบตัวประตูตรวจบัตรรถไฟญี่ปุ่นมาก มันดูล้ำแล้วใช้งานง่ายดี คือมันเดินเข้าไปแล้วหยอดบัตรแล้วเดินต่อได้เลย ไม่ต้องรอประตูปิดก่อน อย่าง BTS บ้านเราเคยมีคนบอกว่ามันก็ทาบบัตรแล้วเดินต่อได้เลยจากคนหน้าเรา แต่เคยลองแล้วพบว่ามันด่าใส่ผม คือแบบมันร้องอะ แล้วต้องถอยออกจากประตูก่อนแล้วค่อยทาบบัตรใหม่\nหน้าตาบัตรรถไฟเป็นแบบนี้จ้า เหมือนกระดาษธรรมดา แต่ความจริงเป็นแผ่นแทบแม่เหล็ก อีกด้านจะเป็นสีดำ ๆ ญี่ปุ่นหมด อ่านไม่ออกเลยจ้า\nไม่ได้ถ่ายวิวระหว่างนั่งเลยครับ เพราะหลับตลอดทาง มือถือแบตหมดด้วย นึกว่าบนเครื่องบินมีที่ชาร์ต สุดท้ายก็มาตื่นตอนท้าย ๆ หลังจากนั่งยาวมาสองชั่วโมง สู่เป้าหมายปลายทาง Ujiyamada\nลงมาจากรถไฟก็ประมาณเที่ยง ๆ แล้ว เลยหาข้าวกินกันก่อนในสถานีรถไฟ ซึ่งโชคดีสถานีรถไฟที่ผมมาถึงใหญ่พอสมควร มีร้านของฝากร้านอาหารอะไรบ้าง เลยได้ลองไปกินร้านนึง\nแต่ข้อเสียอย่างหนึ่งของการมากินร้านทั่วไปที่ญี่ปุ่นคือ\u0026hellip; ไม่มีพนักงานพูดอังกฤษได้เลย เมนูก็ญี่ปุ่นหมด\nคือพออาจารย์พูดอังกฤษใส่พนักงาน พนักงานทำหน้างง ๆ แล้วพูดอะไรสักอย่างกลับมาแล้วเดินหนีไปเลย เราก็แบบ อ้าวละไง ต้องจิ้ม ๆ ละหรอ แล้วเหมือนพนักงานก็กลับมาพร้อมกับตัวแทน คือพนักงานอีกคน แต่พอกันครับ ญี่ปุ่นกลับมารัว ๆ สุดท้ายต้องกลับสู่พื้นฐาน ภาษามือ\u0026hellip;\nก็จิ้ม ๆ ไป ผมก็มึน ๆ ก็สั่งอะไรที่คุ้นเคย สั่งคัตสึด้งไป อยากรู้มากกว่าของที่นี่เขาเป็นไง (ผมเสียดายมากที่ผมไม่สั่งปลาดิบ เพราะเป็นโอกาสครั้งเดียวในทริปที่ได้เห็นปลาดิบในเมนู)\nรีวิวครับ อาหารญี่ปุ่นแท้ ๆ ไม่รู้เลือกร้านผิดหรืออย่างไร เลี่ยนมาก\u0026hellip; คือทุกวันนี้เวลาไปกินร้านญี่ปุ่นในไทยเขาจะมีผักดองมาให้ ผมไม่เคยกินเลย ไม่รู้กินทำไม แต่รอบนี้คือแบบต้องขอผักดองอาจารย์มากินเพิ่มแก้เลี่ยนอะ เลี่ยนจริง ๆ เลี่ยนระดับเพื่อนลองชิมแล้วหันมาถามว่า กินไปได้ไงครึ่งชาม\u0026hellip;\n//ยังการันตีครับ คัตสึด้งถูกไม่แพงอร่อย ๆ ของไทยต้องไปคัตสึยะ (ได้ค่าโฆษณาไหม)\nกินเสร็จก็จบ ไม่มีอะไร ไปลงทะเบียนครับ\nลงทะเบียนเสร็จเขาก็พาเราไปห้องพัก ห้องรอ หรืออะไรก็ช่าง เขาเรียกว่า Waiting Room อะครับ ผมไม่รู้ควรแปลว่าอะไร ห้องรับรองหรอ ? รอตั้งแต่บ่ายสอง ยันห้าโมงเย็น\u0026hellip; คือรอรถเขามารับไปเก็บของที่โรงแรมแล้วพาไปกินข้าว\nอวดโรงแรมนิดนึง\nห้องค่อนข้างเล็ก แต่ไม่ได้แปลกใจอะไร ตามสไลต์ประเทศเกาะกลางทะเลไม่ค่อยมีพื้นที่ใช้สอย แต่ห้องน้ำอะคุณ เล็กมาก 2m x 1.5m เห็นจะได้ มีที่แค่หมุนตัว การใส่เสื้อผ้าในห้องน้ำบอกเลยว่าลำบาก\nสุดท้ายเก็บของเสร็จก็ไปกินข้าว แต่ขออภัยครับ ไม่ได้ถ่ายมา พอดีกินรวม ก็เกรงใจเขา มากินข้าวแล้วถ่ายรูป บรรยากาศมาคุ ๆ ด้วยเพราะมานั่งกินกับทีมต่างชาติ แล้วพึ่งรู้จักกัน ก็ไม่รู้จะคุยอะไร\nบรรยายแปป ตอนกินข้าว แบบเห็นในอนิเมะเลยครับ ห้องส่วนตัว มีโต๊ะเตี้ย ๆ นั่งเบียด ๆ นั่งขัดสมาธิยังแทบไม่ได้ครับ แต่อาหารที่ระรานตามาก มาเต็มโต๊ะ มีอันนึงติดตาผมมาก ผมเรียกมันว่าไข่พะแนง จินตนาการไข่เจียวอยู่ในกระทะพอดีไซส์แล้วราดด้วยแกงพะแนงแต่ไม่มีเครื่องครับ นั่นเลย แต่รสชาติไม่คล้าย\nกินเสร็จ สุดท้ายพากลับที่พัก แต่ระหว่างกลับที่พักผมสักเกตอย่าง คือ ถนนเมืองที่ผมไปนี่มันเล็กมาก คือ อารมณ์ประมาณซอยรถวิ่งได้ทางเดียวแบบบ้านเรา แต่ญี่ปุ่นเขารถเล็กมาก (รถบัสที่ผมนั่งก็เล็ก) มันเลยวิ่งสวนกันได้\nกินเสร็จกลับมาที่พัก ก็ลองไปเดินห้าง Aeon Mall ที่อยู่ตรงข้าม\nก็ห้างอะคุณ คือผมไปผมก็ไม่รู้จะคาดหวังอะไร แต่ก็ยังอยากไป พลาดมาก ไม่ได้ซื้อขนมหลายอย่างที่อยากกิน เพราะคิดว่ามีเวลามาอีก แต่มันไม่มี\u0026hellip;\nพีคสุดคือตอนจ่ายตัง ผมซื้อของไม่เกินพันเยนมั้ง แล้วจ่ายแบงค์หมื่นเยนไป คิดว่าพนักงานคงจะมองแรงใส่นิดนึง แต่ไม่เลย พอให้แบงค์หมื่นไปเขาสอดเข้าเครื่อง แล้วเครื่องนั้นมันก็พ่นเงินทอนออกมาให้เลย คือแบบ โอ้ว นี่หรือประเทศพัฒนาแล้ว ว้าวมากจริง ๆ ตอนนั้นอึ้งเลยว่าโลกเรามีเครื่องแบบนี้ด้วยหรอ\nสุดท้ายก็กลับมาอาบน้ำ นอน หมดวันแรกแต่เพียงเท่านี้\nวันที่สอง (วันแข่ง) ตื่นหกโมงครึ่งครับ ตามเวลาญี่ปุ่น ไม่อาบน้ำครับ ย้ำครับ ไม่อาบน้ำ คิดว่าคงเป็นธรรมดาของคนญี่ปุ่นที่เขาไม่อาบน้ำบ่อย ไหน ๆ เหงื่อก็ไม่ออก\nข้าวเช้าของโรงแรมเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ที่ดูไม่เหมือนบุฟเฟต์ คือ เขาให้ตักได้ตามใจชอบนะครับ แต่ที่เห็นคือทุกคนก็จะถือถาดแล้วเดินไปตักเรื่อย ๆ หยิบทีละอย่าง แล้วค่อย ๆ เดิน พอหยิบครบทุกอย่างก็กลับมานั่งที่ แต่คือไม่รู้ผมไม่สังเกตหรืออะไร ผมไม่เห็นคนไปเดินตักซ้ำ ถ้าเป็นบุฟเฟ่ต์แบบอาหารในโรงแรมในไทย ก็คืออยากกินอะไรหยิบ ๆ มาก่อน เดี๋ยวค่อยเดินไปตักใหม่\nเอาจริงมันก็คงไม่ได้เรียกว่าบุฟเฟต์แหละ แต่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร\n//กินไปสักพักแล้วพึ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องถ่าย\nกินเสร็จก็ขึ้นรถแล้วเดินทางไปที่แข่งขันต่อ\nส่วนพีคสุดของทริปมันคือตรงนี้ คือ อยากให้ท่องคำว่า งาน International ไว้ครับ ภาพที่มโนขึ้นมาคือ ภาษาอังกฤษมันคือภาษากลาง ป้ายต้องมีภาษาอังกฤษ แต่ปรากฏว่าเข้าไปในงานปุป\u0026hellip; ทุกอย่างภาษาญี่ปุ่นหมดเลยจ้า\u0026hellip; พอเดินเข้าไปก็เหมือนติดสตั๊น ไม่รู้ต้องทำไงต่อ ทางคนญี่ปุ่นที่คอยดูแลทีมต่างชาติ เขาก็เชิญ ๆ บอกให้ไปชั้นสี่ อะชั้นสี่ เดินไปถึงปุป หนักกว่าเดิม ทุกคนพูดญี่ปุ่นใส่ ป้ายก็ไม่มีอังกฤษเช่นเดิม ยิ่งไปกว่านั้น พอถึงช่วงอธิบายกฎระเบียบของงาน เขาจัดเต็มมาเลย! ญี่ปุ่นล้วนไม่มีอิงผสม!! คือจังหวะนั้นคือทุกอย่างตีกันมากครับ เอาไงดี ต้องทำไง แล้วเขาพูดอะไรอยู่ เขาเรียกเราหรือเปล่า\u0026hellip;\nจนทางผู้จัดงานพูดเสร็จ ทีมผมก็หันไปถามทีมนานาชาติที่มาจากสิงค์โปร์ว่าเขาใจไหม ทางนั้นก็ตกที่นั่งลำบากแบบเดียวกับเรา ไม่เข้าใจเหมือนกัน คือผมก็มั่นใจนะว่าเขาต้องรู้ว่ามีทีมนานาชาติมาแข่ง แต่คงคิดไว้แล้วว่าไม่ใช้ภาษาอังกฤษแน่ ๆ นี่ญี่ปุ่นไง ญี่ปุ่นล้วน ๆ\nสุดท้ายก็เจอบูตครับ แม้แต่ชื่อบูธทีมนานาชาติ ยังไม่มีภาษาอังกฤษ ต้องขอบคุณที่มันยังมีหมายเลขแปะบอกให้\nมาถึงก็เห็นทีมอื่นเริ่มจัดบูธ เราก็เริ่มจัดบ้าง ก็เป็นแค่โปสเตอร์ไซส์ A3 สี่แผ่น ง่าย ๆ แบบทั่วไป และก็ QR code ของเว็บเพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม\nแต่ตอนจัดไปสักพักพวกผมคือเริ่มเครียดตอนเห็นทีมญี่ปุ่น คือเขาจัดเต็มมาก มากแบบมากจริง ๆ\nมีทีมตรงข้ามผม ผมเรียกว่าว่าทีมต้นส้ม เพราะพี่แกเอาต้นส้มมาตั้งโชว์ไว้บนโต๊ะเลย! ไม่รู้ของจริงหรือปลอม แถมใส่ชุดเกษตรกร (มั้ง) มาด้วย\nมีทีมนึงครับ ไม่ติดโปสเตอร์ โปสเตอร์อะไรไร้สาระครับ เขาจัดเต็มเลย ทีวีจอแบบใหญ่มาก ไม่รู้ตอนนี้ใหญ่สุดมันแค่ไหน แต่คือมันยาวเกือบเท่าโต๊ะขนาด 1.5 เมตรได้เลย คือใช้แทนโปสเตอร์เลย\nอีกทีมครับ ทำเกมเต้น พี่แกเหมือนแทบยกตู้เกมเต้นที่ทำเองมาโชว์เลย เป็นเกมที่น่าจะใช้ Kinect จับท่าเต้น แล้วก็วัดคะแนน คล้าย ๆ พวก Just Dance แต่อันนี้เขายัดทีวีไว้ในกระจกอีกที ก็เกร๋ดีครับ\nมีอยู่ทีมนึง แข่งหมวด Theme ผมยอมใจเลย เขาทำเก้าอี้นั่งชมวิดีโอแบบขยับได้ คล้าย ๆ พวกโรงหนัง 4มิติ คือเก้าอี้จะอยู่บนแกนไฮโดรลิกส์ ซึ่งขยับได้ 8 ทิศ แล้วตั้งทีวีล้อมไว้ 180 องศา แต่ก็ให้ผู้ที่ไปนั่งใส่ Google Cardboard ไว้ คืออันนี้ยอมใจจริง ๆ เห็นแล้วกราบ\nที่ผมสังเกตคือ ทีมญี่ปุ่นชอบทำอะไรที่มันจับต้องได้ เล่นได้ในชีวิตจริง หรือไม่ก็พวก VR เข้าใจว่าอาจจะเพราะเป็นสายวิชาชีพส่วนใหญ่ด้วย การทำงานช่างอะไรพวกนี้น่าจะถนัดและสนุกกว่าสำหรับพวกเขา\nทีมภาพใต้นี้ ทำคล้าย ๆ โปรแกรมตรวจจับการออกกำลังกาย หรืออะไรสักอย่าง ผมไม่ได้ถาม แต่ทีมนี้เขาฮารด์เซลมาก คือผมเคยเห็นแบบในอนิเมะที่พนักงานขายของจะใส่เสื้อคลุมแล้วออกมายืนตะโกนหน้าร้าน \u0026ldquo;มาลองชิมกันได้นะคร้าบบบ\u0026rdquo; แล้วทีมนี้เขาก็แบบนี้เลย เวลามีคนเดินผ่านเขาฮาร์ดเซลมาก แทบลากคนเข้าไปลอง\nส่วนย้อนกลับมาทีมตัวเอง เราก็เน้นความ Minimal ครับ เรียบง่าย\u0026hellip; ไม่ใช่อะไร มันแบกจอคอมมาด้วยไม่ได้ ไม่งั้นคงแตกตอนขนมาแน่ ๆ\nระหว่างจัดบูธก็มีคนญี่ปุ่นเดินเข้ามาถาม โดนส่วนใหญ่คนที่เดินมาแล้วทำท่าจะถามจริงจังนี่เขาจะพูดอังกฤษได้ คล่องด้วย อาจมีบางคนที่ฟังยากหน่อย เช่นผมมีปัญหากับการฟังคำว่า Worker ซึ่งผมฟังเป็น Waka\nแต่ในกรณีที่เขาแคเดินมาทำท่าสนใจ ไปถามว่าสนใจหรอ ถามได้นะงี้ มีโอกาสเจอคนพูดอิงไม่ได้สูงมาก เช่น ผมเจอกลุ่มนึง พูดฟังอังกฤษพอได้นะ แต่ก็น้อยมากเทียบกับชั้นมัธยมไทย ก็ต้องอธิบายช้ามาก ๆ คำต่อคำ แล้วก็เปิด Google Translate จากอังกฤษเป็นญี่ปุ่นให้ดู\nในส่วนของมื้อเที่ยงวันแข่งวันแรก ทางผู้จัดงานเตรียมข้าวกล่องไว้ให้แล้ว เป็นข้าวกล่องที่ดูไฮโซมากครับ อร่อยใช้ได้\nมาสู่ตอนบ่ายก็เป็นช่วงการต้องไปนำเสนอ รอบนี้เพื่อนผมนำเสนอเดี่ยว เพราะะผมพูดอังกฤษไม่เก่ง และตอนแรกผมเป็นคนกดสไลด์ แต่ว่ากรรมการอนุญาติให้ทำคนเดียวทั้งหมดได้ ซึ่งเพื่อนก็ทั้งพูดและเลื่อนสไลด์คนเดียวเลย เพราะจัดการง่ายกว่า\nก็ไม่มีอะไรแปลกมาก ให้เวลาพูด และช่วงถามตอบกรรมการ แต่จากการคาดเดาของผม ผมคิดว่าในห้องนั้นซึ่งมีกรรมการอยู่ประมาณเกือบ 20 คน มีแค่คนเดียวที่ฟังและพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะที่เหลือดูไม่ถามไม่สงสัยอะไรเลย และอีกคนคือฟังออกบ้าง แต่พูดไม่ได้ เพราะต้องใช้ล่าม(พิธีกรในงาน) แปลให้เวลาถามตอบ สุดท้ายส่วนใหญ่ก็เลยจะหนักไปที่พิธีกรต้องคอยแปลให้ตลอด\nนำเสนอเสร็จ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไร เดินชมงานเล่น ลงไปกดน้ำกินเล่น (ฮา) ชอบตู้กดน้ำอัตโนมัติญี่ปุ่นมากครับ น้ำหลากหลายชนิดมาก และเครื่องก็เยอะมากด้วย มีแทบทุกมุมตึก\nพอจบว่า สุดท้ายก็เดินเล่นครับ ออกมาจากงานกะว่าจะไปหาอะไรกิน และเดินเล่นนิดหน่อย\nผมชอบอย่างเวลาเดินเล่นในเมืองเขา ทุกอย่างมันดูสะอาด โล่งสบายตา เป็นระเบียบ การต้องรอสัญญาณไฟข้ามถนนทั้ง ๆ ที่ไม่มีรถเลยสักคัน หรือกระเบื้องที่วางสนิททุกแผ่นไม่มีหญ้าแทรกขึ้นมา อีกทั้งวันนั้นอากาศก็เย็นสบายด้วยครับ เดินเรื่อย ๆ ไม่ร้อน ไม่มีเหงื่อ\nมีแวะไปเดินเข้าไปดูศาลเจ้าข้างทางหน่อย แต่เงียบหมด ไม่มีคน และไม่ค่อยใหญ่มากด้วย\nมีแต่น้องแมวมาเฝ้าศาลเจ้า หลายตัวนะครับ แต่ถ่ายชัดสุดคือตัวนี้\nสุดท้ายไม่รู้จะกินอะไรครับ เดินไปมากะไปหาอะไรกินที่สถานีรถไฟเหมือนเดิม แต่ดันไปเจอทีมชาติสิงค์โปร์ที่เขาแข่งข้างบูธพวกผม ก็เลยขอติดสอบห้อยตามไปด้วย เพราะเหมืองทางทีมนั้นจะมีคนที่เรียนอยู่ญี่ปุ่น รู้ทางอยู่แล้ว น่าจะสบาย ซึ่งสรุปว่าเขาจะไปห้างกันครับ ห่างไปหนึ่งสถานีรถไฟ\nสุดท้ายก็คือต้องกดตั๋วรถไฟไปกับทีมสิงค์โปร์ ก็ได้ไปเปิดหูเปิดตาลองหาอะไรกิน หาเพื่อนด้วย (ฮา) ตอนแรกเหมือนจะไปกินเนื้อกัน แต่มีคนกินเนื้อไม่ได้ เลยเปลี่ยนแผน\nจากสถานีรถไฟก็เดินไปอีกสักนิด คือ อากาศไม่ร้อน เพราะพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว เป็นห้างขนาดใหญ่พอสมควรครับ แต่ไม่เท่ากับพวกเซนทรัล หรือเดอะมอล์ในบ้านเรา\nมื้อนี้กินในห้าง ร้านในห้างครับ ผมสั่ง ทงคัตสึกับกุ้งเทมปุระ (เรียกงี้ปะ) มา\nคือเอาจริงเมืองที่ผมไปเนี่ย กุ้งเป็นของขึ้นชื่อของเขามากนะ แต่ไม่รู้ทำไม อาจจะไม่เป็นร้านธรรมดาในห้าง กุ้งมันเละแทบจะรวมตัวกับแป้ง ตอนกัดนี้ไม่รู้สึกถึงกายหยาบกุ้งเลย\u0026hellip; หรือคนญี่ปุ่นเขากินงี้\u0026hellip;\nกินเสร็จก็แยกย้าย พวกผมกับเพื่อนไป Game Center กัน ซึ่งก็มีแต่ตู้คีบตุ๊กตาเป็นหลัก\nอันนี้เป็นประเด็นครับ! คือ ตู้คีบ ของที่นี่มันกวนตีนครับ ของทุกชิ้นมันวางล่อตาล่อใจมาก มันวางปาก ๆ ช่องที่ให้ของมันตกลงไปครับ มันจะมีฟิลลิ่งว่า เห้ย หยอดทีเดียวของตกแน่นอน ซึ่งมันเป็นจิตวิทยามากครับ สุดท้ายผมหยอดไปสิบกว่าเหรียญมันไม่มีตู้ไหนตกให้ผมเลย\u0026hellip; แต่ทีมสิงค์โปร์ดันเล่นไงไม่รู้ ได้ตุ๊กตาตัวใหญ่มาหนึ่งตัว เทพจริง!\nเล่นเสร็จ เดินซื้อของกันสักพัก ก็เดินกลับ ตอนเดินปลับก็มีประเด็นครับ เอาจริง ๆ คือมาทริปนี้มีประเด็นทั้งทริปแหละครับ\nตอนเดินกลับก็ให้คนเวียดนามที่มาเรียนญี่ปุ่นเขาพาเดิน แต่ไหงไม่รู้เขาเดินตาม Google Maps แต่แอพมันดันพาเดินเข้าบ้านคนครับ\u0026hellip; คือเข้าบ้านคนจริง ๆ อะ มันตรงไปในซอยแคบ ๆ แอพบอกเดี๋ยวไปทะลุถนน แต่สรุปตันครับเป็นบ้านคนตั้งอยู่ แถมตอนเดินไปถึงเจ้าของบ้านก็ขับรถกลับบ้านมาพอดี\u0026hellip;\nสุดท้ายเดินวนออกมาแล้วหาเส้นทางใหม่ ก็ลัดเลาะไปตามซอยเล็ก ๆ เรื่อย ๆ เงียบมากจริง ๆ ครับญี่ปุ่น ในกรุงเทพผมว่าดึก ๆ แล้วยังมีรถวิ่ง คนเดินไปมา แต่ของประเทศเขาเดินดึก ๆ แล้วมันมีความรู้สึกปลอดภัย และก็น่าเดินด้วย คือพื้นถนนมันน่าเดินไรงี้ และก็วันนั้นอากาศเย็นด้วย\nสุดท้ายก็กลับเข้าเส้นทางที่คุ้นเคย\u0026hellip;\nก่อนเข้าที่พักก็ได้ไปแวะห้างอีกแห่งนิดหน่อย ไปดูของเผื่อซื้อฝากเพื่อน แต่เพื่อนดันได้เกมมาครับ ไพ่นกกระจอกแบบเป็นไพ่ สุดท้ายโดนมันบังคับให้เล่นด้วยก่อนนอน\u0026hellip;\nวันที่สาม (วันสุดท้ายของการแข่ง) เหมือนเดิมครับ ตื่นเช้าหกโมงครึ่ง ไม่อาบน้ำเช่นเคย เปลี่ยนเสื้อลงไปกินข้าว เมนูอาหารที่ห้องอาหารวันนี้มีแตกต่างไปหน่อย\nเออคุณ พูดถึงอาหารญี่ปุ่นแล้วผมสงสัยอย่างนึง มันมีอาหารอย่างนึงที่ผมตัก ในภาพบนคือชุดแป้งทอดกลม ๆ อะ ด้านในมันเป็นแป้ง คือผมสงสัยจุดประสงค์ของการเอาแป้งมาชุบแป้งทอดอีกที\u0026hellip; แล้วก็มีเหมือนเอาอะไรสักอย่างเละ ๆ คล้าย ๆ เผือกบดหรืออะไรนี่แหละมาชุบแป้งทอดด้วย คือ กินแล้วเละเลี่ยนมาก\nส่วนอุด้งที่เห็นในภาพ กินแล้วแป้งมันเละมาก เละแบบเละจริง ๆ และท้ายสุด นัทโตะ ขึ้นชื่อมาก แค่คีบมันขึ้นมาก็กลัวแล้ว ยืด ๆ เหนียว ๆ เหมือนขึ้นรา (กลัวละจ้า นัทโตะ)\nกินเสร็จก็เดินทางไปสถานที่แข่งเหมือนเดิม วันนี้รู้ทาง ผ่านมาแล้วหนึ่งวัน วันนี้เลยไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ส่วนกำหนดการของวันนี้คือ รอประจำบูธรอกรรมการมาถามตอบ\nกรรมการแบ่งเป็นหลายกลุ่ม จะคอยทยอย ๆ มาถามเรื่อย ๆ ซึ่งพีคสุดมีกลุ่มนึง ในกลุ่มนั้นกรรมการไม่มีใครเข้าใจภาษาอังกฤษเลย สุดท้ายต้องให้คนที่พูดญี่ปุ่นอังกฤษได้ของกลุ่มสิงค์โปร์ข้าง ๆ มาเป็นล่ามให้ ซึ่งก็ขอบคุณเพื่อนคนนี้มากครับ เขาคอยช่วยแปลเวลาคนมาถามแล้วพูดอังกฤษไม่ได้บ่อยมาก\nผ่านครึ่งเช้าไปแบบสบาย ๆ กรรมการถามตอบทั่วไป อาจจะเพราะกรรมการซัดมาแล้วกันตั้งแต่รอบเมื่อวานที่เป็นการนำเสนอ Presentation\nส่วนอาหารเที่ยงของวันนี้ครับ เป็นข้าวกล่องเหมือนเดิม แต่มีหลากหลายขึ้น แบ่งเป็นช่อง ๆ อร่อยดี ไม่สิ ต้องบอกว่าอร่อยมากเลย อยากสอยกลับมาไทยสักกล่อง แต่ยกเว้นไข่หวานที่รสชาติเหมือนไข่เจียว\u0026hellip; เหมือนมากจริง ๆ นะคุณ จนผมเริ่มต้องมาทบทวนการใช้คำเรียก \u0026ldquo;ไข่หวาน\u0026rdquo; ของผมละ\nระหว่างกินข้าวกับอาจารย์อยู่นั้นก็มีทีมฮ่องกงมากินข้าวด้วยพอดี ซึ่งพอดีเขาแข่งหมวด Puzzle ก็เลยมีโอกาสคุยกันนิดหน่อย (อาจารย์คุย ผมโฟกัสอยู่แต่กับอาหาร\u0026hellip; มันอร่อยเกิน) เขาก็ให้เกมที่เป็นโจทย์แข่งขันมาให้ลองทำ ซึ่งเขาบอกว่าอันนี้จัดอยู่ในเลเวลง่าย ไม่ยาก\nโดย Puzzle คือเป็นจิ๊กซอว์แบบไม่มีรูปร่างตายตัว อย่างที่เห็นครับ ขอบดำ ๆ นั่นคือรอยตัด ทุกชิ้นจะแยกส่วนกันมา ต้องประกอบให้เป็นรูปร่างให้ได้ ซึ่งผมกับอาจารย์ใช้เวลารวมไป 30 นาที แต่\u0026hellip; ทีมที่แข่งเขาทำแบบยากกว่านี้ใช้เวลาแค่ 10 นาที\nยอมใจ\u0026hellip;\nตอนบ่ายก็เริ่มไม่มีอะไรละ สุดท้ายก็นั่งคุยเล่นกับทีมสิงค์โปร์ เพราะก่อนหน้านี้ผมแทบไม่ได้คุยเลย ทีมสิงค์โปร์ แต่จริง ๆ ทีมนี้มีเพื่อนมาด้วย มีทั้งอินโดนีเซีย และเวียดนาม\nสุดท้ายก็ปิดการแข่งจ้า จบการแข่งแต่เพียงเท่านี้ เก็บบูธ เก็บโปสเตอร์ ในท้ายที่สุดก็ผ่านมาได้ถึงสองวันกับการต้องพูดทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ คือ สำหรับผมนี่ตื่นเต้นมาก พูดอิงไม่เก่ง แต่เพื่อนผมนี่คล่องมาก\nเข้าสู่ช่วงการแจ้งผลการแข่งขันและรับรางวัล\nขอบอกเลยว่านี่เป็นการรับรางวัลที่แปลกใหม่ที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ โดยปกติในไทยเวลารับรางวัลเขาก็ให้ประธานงานหรือคนมอบรางวัลยืนกลางเวที แล้วค่อยเรียกชื่อให้เดินขึ้นไปรับรางวัล แล้วก็ลงมา แต่ของที่ญี่ปุ่น หรือเฉพาะงานนี้ไม่รู้นะครับ ประธานงานแขกอาวุโสก็นั่งอยู่บนเวทีกันหมด แล้วจะมีคนถือป้ายตำแหน่งรางวัลให้ แล้วพิธีกรจะประกาศชื่อรางวัล แล้วเราค่อยวิ่งขึ้นไปยืนหลังคนถือป้ายตำแหน่ง หลังจากนั้นพิธีกรค่อยเรียกอีกครั้งให้ออกไปรับรางวัลกับผู้มอบรางวัล\nพอรีบเสร็จแล้วก็เดินกลับมายืนที่เดิม รอคนอื่นรับเสร็จ ละก็เข้าสู่ช่วง ถ่ายรูป อารมณ์ เปลี่ยนมายืนข้างหน้าคนถือป้ายตำแหน่งแทน แล้วใครใครถ่ายก็วิ่งมาถ่ายกันเองหน้าเวที\nแต่ผมมีประเด็นอย่างนึง คือเวลาผู้มอบรางวัลมอบให้ทีมต่างชาติ เขาจะทำเสียงนิดนึง เสียง \u0026ldquo;อืม\u0026rdquo; ครับ คือถ้าเป็นทีมญี่ปุ่น เขาก็อ่านชื่อรางวัลแล้วก็พูดแสดงความยินดีให้ แต่ถ้าทีมต่างชาติเขาจะอ่านชื่อรางวัล แล้ว \u0026ldquo;อืม\u0026rdquo; เน้น ๆ หนัก ๆ ทีนึงแล้วค่อยพูดแสดงความยินดี อันนี้ไม่รู้ทำไมครับ\nซึ่งการแข่งขันก็จบลงเพียงเท่านี้จ้า สองวันกับการนำเสนอผลงาน และพบปะผลงานเทพ ๆ ของทีมอื่น ๆ แต่พอจบการแข่งแล้วยังไม่ถือว่าจบทริป ทางญี่ปุ่นพาไปเลี้ยงอาหารที่ห้องอาหารในโรงแรมต่อครับ ไฮโซมาก\nโรงแรมห่างงไม่มากจากที่แข่งขัน เขาเลยพาเดินไปเรื่อย ๆ จนไปถึงโรงแรม ทีนี้ก็จัดให้นั่งแยกกัน ทีมผมได้นั่งกับคนคุ้นเคย ทีมสิงค์โปร์และคนจากมหาลัยโทบะ (คนที่ช่วยแปลอังกฤษญี่ปุ่นให้) ครับ\nอาหารก็ค่อนข้างแหวกดี ส่วนใหญ่เป็นของที่ไม่เคยกินมาก่อน พร้อมธรรมเนียมที่ไม่เคยเจอ เช่น ห้ามดื่มห้ามกินอะไรเลยก่อนประธานในงานจะกล่าวพูดเสร็จ\nเอ้า เชียรส์~\nอาหารอร่อย ๆ ก็มีแซลม่อนกับพายฝักทอง และชีส จานนี้อร่อยจริง ๆ อร่อยมากครับ\nละก็มีพวกเนื้อย่างเสิร์ฟกับมันฝรั่งทอด อันนี้ผมกินเนื้อแล้วมันดิบไป เลยขอบาย\nและก็มีเมนูอื่นอีกที่ผมไม่ได้ถ่ายรูป เช่น ปลาดิบ ซึ่งมันไม่ใช่ปลาแบบที่อยู่บนหน้าซูชินะ และผมก็ไม่เข้าใจด้วยว่ามันคืออะไร\nระหว่างกินทางญี่ปุ่นก็จัดกิจกรรมให้เล่นสนุก ๆ เช่นใช้ช้อนถือลูกปิงปองเดินอ้อมเส้น หรือให้เดาว่าจานไหนเป็นหมูเกรดดี\nถือว่าเป็นงานเลี้ยงที่สนุกครับ ตอนกลับได้คุยกับเพื่อนต่างชาติเยอะขึ้น อ่อ และพอพูดถึงประเทศไทย ที่ทุกคนพูดถึงก่อนเลยคือ Ladyboy ครับ\u0026hellip;.\nพอกลับถึงที่พัก ก็ชวนครับ คุยกันว่าวันสุดท้ายละ ไป Game Center ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน พอดีผมดูไว้ใน Google maps แต่แรก ก็เปิดตี้มาได้ผม เพื่อนผม และคนสิงค์โปร์อีกสองคน\nมาถึงก็พบว่า Game Center มันใหญ่มากครับ ใหญ่จริงจัง เป็นอาคารหลังนึงเลย\nสุดยอดแห่งเกมเซ็นเตอร์ ตู้คีบนับสิบ ปาจิงโกะ แล้วอื่น ๆ อีกมากมาย มีพวก MaiMai ด้วยแต่เห็นคนเทพ ๆ เขาเล่นกัน ผมกากมาก ไม่กล้าไปเล่น อายเขา (ฮา)\nเพื่อนกับผมนี่โดนไปกันคนละ 5,000 เยน รวมค่าขนมไปด้วยนิดหน่อย มีตู้กดขายไอติมอัตโนมัติในเกมเซ็นเตอร์ครับ ลองกดมากินอร่อยดี เป็นไอศกรีมวะนิลาไส้ถั่วแดง\nเล่นเสร็จก็แวะไปซื้อของฝากกันนิดหน่อยละเดินกลับที่พัก\nวันที่สี่ (วันสุดท้าย วันเที่ยว) วันนี้ตื่นเท่าเดิมครับ แต่ออกช้ากว่าเดิม 20 นาที เก็บกระเป๋าแล้วไปเช็คเอ้าต์ กินข้าวแล้วขึ้นรถเตรียมเดินทาง วันนี้เขาจะพาไปเที่ยวที่สำคัญ ๆ ต่าง ๆ แล้วพาไปส่งถึงนาโกย่าเลยครับ\nที่แรกคือศาลเจ้า Ise เห็นเขาบอกว่าเป็นศาลเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น แล้วมีส่วนลับที่ห้ามคนธรรมดาเข้าไปด้วย ทางเดินเข้าคือธรรมชาติมากครับ สวยงาม เย็นมากด้วย วันนี้อุณหภูมิตกลงมาเหลือ 16 องศาเซลเซียส\nแม่น้ำลำธารบ้านเขาใสจริงจังมาก เขาบอกว่าเหนือไปทางต้นน้ำไม่มีบ้านเรือนหรืออะไรตั้งอยู่เลย เพราะงั้นสะอาดแน่นอน\nส่วนภาพในวัดแทบไม่มีครับ เขาไม่ให้ถ่าย อ่อ แต่ผมได้ลองล้างมือ หรือชำระล้างสิ่งสกปรก หรือแล้วแต่เขาจะเรียกแบบที่เห็นกันในอนิเมะด้วย ที่ใช้กระบอกไม้ไผ่ตักน้ำมาล้าง อันที่จริงเขาว่ามันมีวิธีล้างของมันด้วยนะครับ\nล้างมือซ้าย มือขวา แตะปาก น่าจะประมาณนี้ครับเท่าที่จำได้\nอันนี้เดินผ่านบ่อปลาสุภาพครับ ปลาคาร์ฟ /ตึ่งโป๊ะ\nอันนี้เดินขากลับครับ ถ่ายจากบนสะพาน\nหลังจากออกมาจากวัด เขาก็ปล่อยให้เดินตลาดต่อ ซึ่งมันก็ตั้งอยู่ข้าง ๆ ทางเข้าวัดนั่นแหละ แต่อันที่จริงผมไม่รู้ว่ามันควรเรียกว่าตลาดไหม เอาจริง ๆ ก็เหมือนพวกตลาดอัมพวาไรงี้ ขายของที่ระลึก ของกินทั่วไปไรงี้\nตอนเดินไปกิน ผมสอยไอติมมาอันนึง ไม่ได้ถ่ายรูปมา ตอนสั่งก็เห็นมันเหมือนพวกไอติมโคน KFC ไรงี้เลยลองสั่ง ตอนชี้ ๆ พนักงานเขาก็มองหน้าแล้วบอก \u0026ldquo;โปเตโต้ โปเตโต้\u0026rdquo; ผมก็แบบ เออ ๆ อะไรไม่รู้เอามาเหอะ เดี๋ยวลองเอง\nสรุป พอกินไปก็เข้าใจ มันน่าจะเป็นไอติมมันฝรั่งครับ เพราะรสชาติไม่เหมือนพวกไอติโคน KFC มันออกรสหวานแปลก ๆ หน่อย ๆ อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน\nตลาดค่อนข้างใหญ่ครับ แต่ไปสาย ๆ วันจันทร์ ร้านเลยเปิดไม่หมด แถมทางญี่ปุ่นเขาให้เวลาเดินแค่ชั่วโมงเดียว เลยรีบ ๆ เดินละต้องรีบกลับขึ้นรถ ไม่กล้าเลทกลัวโดนเขาด่าว่าไม่ตรงเวลา\nหลังจากกลับมาจากเดินตลาด เป้าหมายต่อไปคือกินข้าวเที่ยงครับ ก็เดินทางระยะนึง พอได้หลับสักงีบ ตื่นมาอีกทีคุณก็จะพบว่าตัวเองอยู่ในซอยเล็ก ๆ ตามฉบับหมู่บ้านริมทะเล อันพบเห็นได้ทั่วไปตามสัตหีบ อีกสักพักก็ถึงริมชายหาด\nมานั่งกินอาหารทะเลครับ ตามฉบับสไตล์ของเขา คือ มานั่งกินอาหารคุณป้าทำ\u0026hellip; คุณป้าทำนี่แบบไม่ใช่แค่ชื่อร้านนะ แต่ป้าแกมานั่งปิ้งให้ดูแล้วเสิร์ฟให้กินเลยจริง ๆ เสิร์ฟแบบคีบจากเตาที่ย่างอยู่นั่นมาใส่จานให้\nอาหารทะเล ถามว่าสดไหม? ผมคิดว่าแต่ละอย่างที่ผมกิน เมื่อเช้ามันน่าจะยังว่ายอยู่ในทะเลอะ เห็นป้า ๆ แกบอกว่าทุกวันจะลงทะเลไปจับกันตอนเช้า ๆ เลย\nอาหารก็เป็นข้าวคลุกไข่หอยเม่น สาหร่าย ซุปญี่ปุ่น น้ำชา ปลาย่าง หอย และปลาหมึกครับ\nพวกของอย่างแรก ๆ ที่เสิร์ฟมาก็เฉย ๆ พอกินได้ครับ แต่แปลก ๆ นิดหน่อย เพราะปกติคนไทยเวลากินอาหารทะเลต้องมีน้ำจิ้มซีฟู้ดเปรี้ยว ๆ นี่กำลังดีเลย แต่อันนี้เขากินเพียว ๆ ไม่แคร์น้ำจิ้ม /อยากจะขอวาซาบิเขามาบีบมะนาวไรงี้มาก\nแต่ของท้าย ๆ มาเริ่มเครียดครับ คือ หอย\u0026hellip; หอยอะไรไม่รู้ คล้าย ๆ หอยสังข์\nคือไม่กล้ากินครับ น่ากลัวมาก กัดไปนิด ๆ แล้วรู้สึกว่าขม เลยขอบาย น่ากลัว ตอนนั้นนั่งคิดเลยว่าถ้าเขาถามว่าทำไมไม่กิน เราจะตอบเขากลับไปไงไม่ให้เสียน้ำใจ แต่พอหันไปหาโต๊ะข้าง ๆ ที่เป็นทีมต่างชาติเหมือนเรา ทุกคนก็ทำแบบเราครับ\u0026hellip; ไม่กล้ากิน\nภาพชัด ๆ อีกภาพ\nสุดท้ายก็วางหอยทิ้งไว้แล้วขอบาย ครับ\nต่อจากกินข้าวเที่ยงฝีมือคุณป้าปรุง เป้าหมายต่อไปในการเดินทาง คือ การไปโดนวัฒนธรรมการชงชาแบบญี่ปุ่นครับ โดยเขาจัดให้เราไปเรียนกับพระในวัด แต่วัดพุทธในญี่ปุ่นเขานี่ไม่เหมือนวัดไทยที่ใหญ่ ๆ นะครับ วัดที่ผมไปจะเล็ก ๆ สงบ ๆ\nเอาจริงเหมือนมีพระอยู่คนเดียว เงียบ ๆ อารมณ์เหมือนในอนิเมะที่วัดเป็นธุรกิจครอบครัวไรงั้น (เอาจริงตอนเดินตลาดก็เจอพระมาขอบริจาคด้วย แต่คนน่าจะให้น้อย ถ้าเทียบกับไทย)\nพิธีชงชาของเขานี่ซับซ้อนมากครับ คือ ไม่ได้แบบชง ๆ ดื่ม ๆ จบ ๆ ขอบคุณมากกลับละน้า ไรแบบนั้น แต่ละเอียดยังการจับแก้ว การหมุนแก้ว ต้องพูดคำไหนก่อนกินหลังกิน\nพระเป็นคนอธิบายครับ อธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่น แล้วล่ามแปลให้อีกที คือ พระอธิบายรัวมากจริง ๆ อารมณ์โดนเทศน์ไปในตัว ซึ่งเอาจริงก็คือโดนเทศน์ครับ\nการชงชาของญี่ปุ่นที่ผมไปโดนมาคือ เขาไม่ชงแล้วเท ๆ ให้ทุกคนทีเดียวครับ เขา (เจ้าบ้าน) จะบรรจงชงแยกให้ทีละคน แล้วพอเรา (คนดื่ม) ได้รับมาก็ต้องหันไปหาคนที่นั่งต่อจากเราแล้วบอกว่า \u0026ldquo;ขอก่อนนะ\u0026rdquo; ทางคนที่นั่งต่อจากเราก็จะตอบว่า \u0026ldquo;เชิญ ๆ\u0026rdquo; แล้วเราก็หันไปขอบคุณเจ้าบ้านที่ชงให้ แล้วค่อยดื่ม\nการดื่มนี่ก็ไม่ใช่ว่าจะยกดื่มได้เลย ต้องหมุนแก้ว 45 องศาไปทางขวาสองรอบก่อน แล้วค่อยยกซด ตอนดิ่มต้องดื่มให้หมดห้ามเหลือ ไม่ว่าจะขมแค่ไหน\nพอดื่มเสร็จ เจ้าบ้านจะชงแก้วใหม่เสร็จพอดี (อารมณ์ประมาณกะเวลามาดีแล้ว) เจ้าบ้านจะยกแก้วใหม่มาให้ เขาจะถามเราว่าอิ่มไหม ถ้าพอแล้วเขาจะให้คนต่อไป แต่ถ้าไม่ก็ให้เราดื่มต่อ ผมก็ต้องบอกว่าพอครับ เกรงใจคนข้าง ๆ ซึ่งเป็นอาจารย์ผม (ฮา) แล้วเราก็หันไปบอกเจ้าบ้านว่าชาอร่อยนะ อะไรงี้\nเอาจริง ๆ คือจำไม่ได้หมดครบถ้วนทุกประการครับ เพราะตอนเขาพูดเป็นอังกฤษมา ผมก็อังกฤษไม่แข็ง แรก ๆ ก็ฟังรู้เรื่อง สักพักเริ่มงงครับ พอมันงงปุป ที่เหลือจะเละเลย สุดท้ายแทบไม่เข้าใจ (ฮา)\nพระเทศน์ว่าการกินชาแบบนี้จะทำให้เราใจเย็น สงบ และกระตุ้นให้เราซาบซึ้งในตัวผู้อื่น ทั้งคนที่ทำให้เรากิน และคนที่รอให้เรากินเสร็จ เป็นต้น (ซับซ้อนและดูมีอะไร ๆ มากครับ)\nพอดื่มชาเสร็จ เป้าหมายต่อไปในการเดินทางคือ พิพิฒภัณฑ์รถไฟ ซึ่งต้องนั่งรถไปไกลพอสมควร หลับยาวเลยครับอันนี้ zzZZ\nประมาณเกือบสองชั่วโมงเห็นจะได้ครับ ก็มาถึง พิพิฒภัณฑ์รถไฟ\nด้านในก็เป็นประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรถไฟ โดนที่นี่ดีหน่อย เพราะรับนักท่องเที่ยว พวกป้ายอะไรต่าง ๆ เลยมีภาษาอังกฤษ และก็มีเครื่องบรรยายให้ฟังด้วย บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ เราเดินไปตรงไหน เราก็กดเลือกส่วนที่เรายืนอยู่ มันก็จะเล่นเสียงบรรยายให้เรา\nตัวเครื่องน่าจะเป็นแค่ไอโฟนใส่เคส แล้วล็อกแอพไว้ หรือไม่ก็ล็อกปุ่มกด กดไปหน้าโฮมไม่ได้\nส่วนใหญ่จะเป็นประวัติและข้อมูลของพวกรถไฟความเร็วสูง รถไฟหัวกระสุน เช่น จัดการไงไม่ให้รถไฟวิ่งเร็วจนชนตูดกัน หรือเกิดแผ่นดินไหวแล้วรถไฟรู้ได้ไงว่าต้องหยุดก่อนแผ่นดินไหวมาถึง\nส่วนที่ผมชอบที่สุดคือห้องรถไฟแม่เหล็ก คือ รู้แค่ว่ารถไฟแม่เหล็กใช้แม่เหล็กดันให้มันวิ่งได้ แต่ไม่รู้เลยว่ารายละเอียดเป็นไง มาครั้งนี้รู้หมดเลยว่าทำงานวิ่ง ตั้งแต่เริ่มวิ่งจากต้นทาง ไปยันปลายทาง /เออ พึ่งรู้ครับว่ารถไฟแม่เหล็กมีล้อ แต่ล้อจะถูกยกขึ้นเมื่อรถไฟวิ่งได้ความเร็วหนึ่ง แล้วรถไฟมันจะลอยเหนือพื้นเอง\nห้องรถไฟแม่เหล็กมีให้นั่งรถไฟจำลองด้วยนะครับ จำลองตั้งแต่ความรู้สึกเวลารถไฟออกจากสถานี จนถึงปลายทาง ตอนเริ่มวิ่งรถจะสั่น ๆ หน่อยเพราะวิ่งเร็วมากและล้อยังไม่ถูกยก พอวิ่งไปสักพักล้อจะถูกยก รถไฟจะนิ่มมาก เพราะลอยอยู่กลางอากาศ (ลอยไม่สูงมากนะ แต่ไม่รู้สูงแค่ไหน)\nแล้วส่วนตรงพื้นที่โล่งหลักก็มีขบวนรถไฟต่าง ๆ มาโชว์ให้ดู แบบรถไฟจริง ๆ เลยมาโชว์ให้ดู\nจบ สุดท้ายก็เดินกลับมาจุดนัดพบ ซื้อของฝากแล้วขึ้นรถบัสเตรียมไปกินข้าวเย็น ข้าวเย็นรอบนี้เขาพาไปเลี้ยงที่โรงแรมในนาโกย่าเลย ได้เดินตัวเมืองครั้งแรก เมืองเขาน่าเดินมากอันนี้ ยอมใจเลย\nมื้อเย็นครั้งสุดท้ายนี้ เป็นอาหารจีน (มาญี่ปุ่น แต่พามากินอาหารจีน นี่ผมคิดว่าแปลก ๆ มาก\u0026hellip;) รอบนี้จัดโต๊ะแยก ได้นั่งกับทีมมาเลเซียที่ตอนแรกไม่ค่อยได้คุยเลย\nเบียร์ในภาพผมไม่ได้กินครับ เขาแค่มาเสิร์ฟ แต่ความจริงเขาให้กินเฉพาะอาจารย์เท่านั้น\nมื้อสุดท้ายก็กินกันไม่เยอะ หนักคุยกันส่งลา เพราะทีมผมต้องนั่งเครื่องบินกลับไทยคืนนี้ สุดท้ายก็แลกเฟสบุ้คกันมา แล้วก็พูดคุยส่งท้ายกิน สนุกดีครับ เป็นความทรงจำดี ๆ ครั้งนึงที่มาแข่งอะไรแบบนี้ สุดท้ายก็ต้องลาแล้วรีบไปขึ้นรถไฟเพื่อไปสนามบิน\nมาสถานีรถไฟอีกครั้ง\nนั่งตรงยาวจากโรงแรมที่กินข้าวไปสู่สนามบิน Chubu เพื่อบินกลับแผ่นดินไทย\nรอเช็คอินครับ แถวยาวมาก เทียบกับขามา (แต่สรุปตอนขึ้นเครื่อง คนน้อยกว่าขามามาก ที่นั่งแถวผมมีแค่ผมกับเพื่อน ว่างไปที่นึง)\nลาก่อนเจแปน บนเครื่องก็นอนไปนิดหน่อย เล่นเกมบ้าง แล้วก็ดูหนัง รู้ไหมครับดูอะไร\u0026hellip; ผมดู Space odyssey 2001 ครับ แรงกว่ายานอนหลับอีกครับ ดูไปไม่นานก็หลับเลย\nตื่นมาอีกทีคือเริ่มเข้าไทย เขาปลุกมาเพื่อเสิร์ฟอาหารเช้า\u0026hellip; เช้าตอนตีสามไทย\nอาหารก็เฉย ๆ ไม่ต้องรีวิวหรอกเนาะ\u0026hellip; ก็สั่งแซลม่อนกับข้าว ก็กิน ๆ พออิ่มครับ /เออ ชาบนเครื่องบินจืดมาก ชาฝรั่งอะ จืดแบบนึกว่ากินน้ำร้อนเปล่า ๆ\nก้อนกลม ๆ บนซ้ายนี่เละมากครับ กินเข้าไปเกือบคายออกมา\u0026hellip; แต่รวม ๆ ก็กินได้ ไม่ได้แย่\nสุดท้ายเครื่องก็ลงจอดที่สุวรรณภูมิ ถึงก่อนเวลาซะด้วย แหม่\nสวัสดี ประเทศไทย ตอนตีสี่กว่า ๆ\nครับ สุดท้ายก็จบเพียงเท่านี้ ทริปการเดินทางไปแข่งวิชาการครั้งแรกที่ต่างแดน บล็อกนี้ถือว่าเป็นบล็อกที่ยาวที่สุดรองมาจากบล็อกเขาชนไก่ซึ่งอันนั้นแบ่งเป็น 6 ภาคด้วยกัน ยาวจริง อันนี้เขียนรวมในบทความเดียวไปเลย แต่ใช้เวลาเขียนประมาณสามวันครับ\u0026hellip; ตอนเขียนย่อหน้านี้คือเที่ยงคืนครึ่งครับ zzZZ\nหากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ เผื่อเผลอไปพาดพิงใครโดยผมไม่รู้ตัว ส่วนของบทความนี้ก็ขอลาก่อนครับ จะนอนละครับ สวัสดีครับ\nป.ล. อ่อเกือบลืมครับ ขาดไปได้ไง ภาพรวมของทีมนานาชาติที่ร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ได้เพื่อนมาหลายคนครับ สนุกมาก ๆ ได้เพื่อนใหม่ต่างแดน ก็ถ้ามีโอกาสก็อยากเจอกันอีกสักครั้งครับ กระจาย ๆ กันอยู่ในอาเซียนนี่แหละ\nป.ล.ล. เกือบลืมอีกภาพ!! ทีมผมครับ (ฮา) ผมและเพื่อนกับอาจารย์ที่ปรึกษา\nขอบคุณภาพบางส่วนจากอาจารย์ที่ปรึกษาผม และเพื่อนร่วมทีมของผมนะครับ ไม่ได้ถ่ายเองคนเดียวหมด\nสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับโปรเจ็กต์ที่ผมและเพื่อนทำไปแข่งครับ อ่านได้ตามลิงค์นี้เลย \u0026raquo; Cloudian.in.th/iamhere\nท้ายที่สุด ขอขอบคุณฟิวส์ เพื่อนสนิทสูงสุดและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คนแรกและคนเดียวในชีวิตของผม (เพื่อนสนิทนะไม่ใช่แฟน) ให้คำปรึกษาทุกอย่างตั้งแต่แก้แกรมม่าภาษาอังกฤษ ให้ความเห็นเรื่องดีไซน์ และอื่น ๆ อีกมากมายมากเกินกว่าจะนึกออก ขอบพระคุณมากครับ ไว้มีโอกาสจะเลี้ยงข้าวนะ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/story-project-competition-in-japan-firsttime/","summary":"\u003cp\u003eแข่งโปรเจ็กต์แดนปลาดิบครับ แต่แทบไม่ได้แตะปลาดิบเลย กลับมาไทยที่เสี้ยนมาก ต้องหาร้านไปนั่งกินโดนเอาเงินจากงบที่เหลือจากตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นมากิน\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eย้อนไปหลายปีก่อน เอาจริง ๆ ก็แค่สองปีก่อนเคยมีเพื่อนชวนไปเที่ยวญี่ปุ่นนานประมาณสัปดาห์นึงด้วยงบประมาณห้าหมื่นหรือเจ็ดหมื่นนี่แหละ ผมจำไม่ได้ ที่บ้านผมก็พยายามดันให้ผมไป แต่ตอนนั้นงกครับ บอกว่าแพงอะ อยากไปฟรี แม่ผมนี่สวนเลย มันจะมีที่ไหนให้ไปญี่ปุ่นฟรีแบบไม่ต้องเสียอะไร (เออ ก็จริง\u0026hellip;) สองปีต่อมา ทะด๊า! เที่ยวญี่ปุ่นฟรีจ้า แต่ต้องไปนำเสนอโปรเจ็กต์ด้วย (ฮา)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eการแข่งขันนี้เป็นการแข่งระดับนานาชาติ ชื่อเต็ม ๆ คือ NAPROCK 8th International Programming Contest ซึ่งภายในงานแบ่งการแข่งเป็นสามประเภท คือ Competition เป็นการแข่งแก้ Puzzle game ต่อมาคือ Theme คือทางกรรมการจะกำหนดธีมโปรเจ็กต์มาให้ แล้วให้ทำภายใต้หัวข้อนั้น ๆ โดยปีนี้เป็นธีมกีฬา ส่วนหัวข้อสุดท้ายและเป็นหัวข้อที่ผมลงแข่งคือ Original ไม่กำหนดหัวข้อ ทำอะไรก็ได้ เน้นความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องรายละเอียดโปรเจ็กต์ผมขอข้ามไปละกัน หากอยากรู้ให้ตามไปอ่านที่ลิงค์ท้ายบทความครับ ในบทความนี้ขอพูดเรื่องการไปท่องญี่ปุ่นอย่างเดียว\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"intro\"\u003eIntro\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003e//อ้าว ก่อนหน้านี้มันไม่ใช่ Intro หรอ\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eต้องบอกก่อนเลยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เดินทางไปญี่ปุ่น และเป็นทริปที่สองที่ได้นั่งเครื่องบิน ครั้งแรกของการนั่งเครื่องเป็นการไปลงแข่งหุ่นยนต์ที่ภาคใต้ คือ มันก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นนะ เพราะไม่รู้ตื่นเต้นอะไร แต่จริง ๆ ในใจลึก ๆ ก็ตื่นเต้น ออกอาการมากตอนกำลังจะขึ้นบินจากไทย (ฮา)\u003c/p\u003e","title":"บอกเล่าเก้าสิบ ประสบการณ์แข่งโปรเจ็กต์ที่แดนปลาดิบ"},{"content":"เมื่อกี้อึอยู่ในห้องแห่งความคิด (ห้องน้ำ) ละคิดว่าถ้าเราทำระบบที่ดึงทวิตของเราเป็นฐานการค้นหาแล้วไปดึงทวิตคนอื่นมาเทียบเพื่อหาเนื้อคู่ หรือคนที่เข้ากับเราได้จะเป็นไปได้ไหม\nส่วนที่บอกว่า \u0026ldquo;เอาทวิตมาเทียบ\u0026rdquo; ไม่ได้หมายถึงดึงคำแล้วมาเช็คว่าทวิตคำในหัวข้อไหนเหมือน ๆ กันบ่อยไหม แต่เทียบกันในระดับความหมายของประโยค ผมไม่มั่นใจว่ามันสามารถเรียกว่าเป็นการทำ Natural Language Processing (NLP) ได้ไหม คือไม่ได้เทียบคำต่อคำ แต่เทียบในสิ่งที่เจ้าของทวิตนั้นพยายามสื่อ\nแล้วทำไมต้องเป็นทวิตเตอร์ เพราะจากการที่เล่นทวิตเตอร์ (Twitter) มายาวนาน (ห้าปีนานพอไหม) โดยส่วนตัวคิดว่า ทวิตเตอร์เป็น Social Network ที่สามารถดึงเอกลักษณ์, ความคิด ของตัวบุคคลออกมาได้ดีกว่าสื่อออนไลน์อื่น ๆ เช่น Facebook ที่คนมักสรรสร้างภาพลักษณ์เพื่อพยายามอวดชาวบ้านชาวช่อง ซึ่งในกรณีนี้ก็นับเฉพาะคนที่เล่นทวิตเตอร์ และทวิตข้อความจริง ๆ ไม่ใช่พวกเข้ามาสไลด์อ่านไปวัน ๆ แล้ว Retweet หรือพวกปั่นเทรนด์\nอย่างที่ผมเข้าใจ ผมคิดว่ามันน่าจะมีงานวิจัยหรือระบบทำนองนี้อยู่แล้ว ที่ดึงหัวข้อหรือความหมายของประโยคสักประโยคขึ้นมา แต่เท่าที่เห็นเหมือนจะมีแต่ภาษาอังกฤษเป็นหลัก และปัญหาของปัญหานี่ (ปัญหาเซปชั่น) ก็คือมันคงดึงแค่ความหมายของประโยคมาหาเนื้อคู่ด้วยไม่ได้ แต่ต้องดึงอารมณ์หรือความรู้สึกที่แฝงอยู่ในนั้นออกมาด้วย เพราะคนเราจะคบกันคงไม่ได้คบกันแค่เพราะคุยเรื่องเดียวกัน แต่ต้องคุยเพราะอารมณ์เข้ากันได้ด้วย\nแต่คำถามที่เด้งในหัวต่อมาคือ คนเราเลือกเนื้อคู่ด้วยเหตุผลไหนมากกว่ากันระหว่าง เลือกคนที่เหมือนกับเรา เพราะเข้ากันได้ดี หรือเลือกคนที่ต่างกับเราพอสมควรเพื่อเรียนรู้กันและะสนุกไปด้วยกัน เอาจริง ๆ ถ้าต้องการทำระบบแบบนี้จริง ๆ และมีความรู้เรื่อง NLP, Machine learning หรือศาสตร์ทำนองนี้ก็อาจจะยังไม่พอ ก็คงต้องมีประสบการณ์ความรัก หรือไปหางานวิจัย, สถิติ และประสบการณ์ตรงจากคนที่ประสบความสำเร็จทางความรักอีกอยู่ดี (นี่ไม่เคยมีแฟนจ้า สรุปและให้เหตุผลแง่ความรักไม่ได้เลย)\nแต่พอคิดไปคิดมา เริ่มสงสัยละว่าถ้าทำแบบนั้นจริงมันจะได้เนื้อคู่หรือฝาแฝดกันแน่ ซึ่งอันนี้ก็วกกลับไปที่ย่อหน้าก่อนหน้านี้ว่าสุดท้ายเราต้องการเนื้อคู่แบบไหนกันแน่ เอาจริงแต่ละคนก็คงมีวิธีการเลือกเนื้อคู่ของตนเองอยู่แล้วแหละ แต่โดยความเห็นส่วนตัว (ไม่สามารถกล่าวว่าเป็นจริงได้เพราะไม่เคยพิสูจน์) การหาคนที่เข้ากันได้ คุยเรื่องเหมือน ๆ กันได้ นิสัยเข้ากันได้ น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ชีวิตคู่ยืนยาวที่สุด เพราะหน้าตามันไม่คงกระพัน มันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่สันดานนี่สิมันคงอยู่กันไปนาน ผมคิดว่าบางคนที่เลิกกันเพราะคำพูดว่า เธอเปลี่ยนไป นี่อาจจะไม่ได้เปลี่ยนกันจริง ๆ แต่แค่สันดานของจริงมันโผล่\nให้อีกย่อหน้า\u0026hellip; เกิดสงสัยระหว่างเขียนบทความนี้พอดี คำว่านิสัย สันดานเข้ากันได้จนเรียกได้ว่าเป็นคนรักกันนี่ให้พูดกันแบบวิทยาศาสตร์ หรือเหตุและผลนี่คือมันเข้ากันยังไง เข้ากันได้นี่คือเหมือนกัน คล้ายกัน หรือต่างกันแต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ? สมมติว่ามีกลุ่มคนที่มีสเป็คคือ นิสัยต่างกันในช่วงขอบเขตที่รรับได้ ก็จะกลายเป็นปัญหาว่าระบบจะรู้ได้ไงว่า รับได้ ของคุณนี่มันแค่ไหน\nก็ไม่มีอะไรมากสำหรับบทความนี้ พอดีมันปิ๊งมาในหัว ตอนแรกอยากจะทวิตเฉย ๆ แต่มันยาว เลยมาเขียนบล็อกแทนครับ คิดซะว่าเป็นคำบ่นของมิตรสหายท่านหนึ่งก็ได้\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/can-be-possible-to-find-soulmate-by-programmatically/","summary":"\u003cp\u003eเมื่อกี้อึอยู่ในห้องแห่งความคิด (ห้องน้ำ) ละคิดว่าถ้าเราทำระบบที่ดึงทวิตของเราเป็นฐานการค้นหาแล้วไปดึงทวิตคนอื่นมาเทียบเพื่อหาเนื้อคู่ หรือคนที่เข้ากับเราได้จะเป็นไปได้ไหม\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eส่วนที่บอกว่า \u0026ldquo;เอาทวิตมาเทียบ\u0026rdquo; ไม่ได้หมายถึงดึงคำแล้วมาเช็คว่าทวิตคำในหัวข้อไหนเหมือน ๆ กันบ่อยไหม แต่เทียบกันในระดับความหมายของประโยค ผมไม่มั่นใจว่ามันสามารถเรียกว่าเป็นการทำ Natural Language Processing (NLP) ได้ไหม คือไม่ได้เทียบคำต่อคำ แต่เทียบในสิ่งที่เจ้าของทวิตนั้นพยายามสื่อ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eแล้วทำไมต้องเป็นทวิตเตอร์ เพราะจากการที่เล่นทวิตเตอร์ (Twitter) มายาวนาน (ห้าปีนานพอไหม) โดยส่วนตัวคิดว่า ทวิตเตอร์เป็น Social Network ที่สามารถดึงเอกลักษณ์, ความคิด ของตัวบุคคลออกมาได้ดีกว่าสื่อออนไลน์อื่น ๆ เช่น Facebook ที่คนมักสรรสร้างภาพลักษณ์เพื่อพยายามอวดชาวบ้านชาวช่อง ซึ่งในกรณีนี้ก็นับเฉพาะคนที่เล่นทวิตเตอร์ และทวิตข้อความจริง ๆ ไม่ใช่พวกเข้ามาสไลด์อ่านไปวัน ๆ แล้ว Retweet หรือพวกปั่นเทรนด์\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอย่างที่ผมเข้าใจ ผมคิดว่ามันน่าจะมีงานวิจัยหรือระบบทำนองนี้อยู่แล้ว ที่ดึงหัวข้อหรือความหมายของประโยคสักประโยคขึ้นมา แต่เท่าที่เห็นเหมือนจะมีแต่ภาษาอังกฤษเป็นหลัก และปัญหาของปัญหานี่ (ปัญหาเซปชั่น) ก็คือมันคงดึงแค่ความหมายของประโยคมาหาเนื้อคู่ด้วยไม่ได้ แต่ต้องดึงอารมณ์หรือความรู้สึกที่แฝงอยู่ในนั้นออกมาด้วย เพราะคนเราจะคบกันคงไม่ได้คบกันแค่เพราะคุยเรื่องเดียวกัน แต่ต้องคุยเพราะอารมณ์เข้ากันได้ด้วย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eแต่คำถามที่เด้งในหัวต่อมาคือ คนเราเลือกเนื้อคู่ด้วยเหตุผลไหนมากกว่ากันระหว่าง เลือกคนที่เหมือนกับเรา เพราะเข้ากันได้ดี หรือเลือกคนที่ต่างกับเราพอสมควรเพื่อเรียนรู้กันและะสนุกไปด้วยกัน เอาจริง ๆ ถ้าต้องการทำระบบแบบนี้จริง ๆ และมีความรู้เรื่อง NLP, Machine learning หรือศาสตร์ทำนองนี้ก็อาจจะยังไม่พอ ก็คงต้องมีประสบการณ์ความรัก หรือไปหางานวิจัย, สถิติ และประสบการณ์ตรงจากคนที่ประสบความสำเร็จทางความรักอีกอยู่ดี (นี่ไม่เคยมีแฟนจ้า สรุปและให้เหตุผลแง่ความรักไม่ได้เลย)\u003c/p\u003e","title":"เป็นไปได้ไหมถ้าจะหาเนื้อคู่ด้วยวิธีแบบ Programmatically ?"},{"content":"คำเตือน บทความความนี้ไม่ใช่การรีวิวแบบเป็นทางการพร้อมข้อมูลรายละเอียดแม่นยำ เป็นเพียงบันทึกเล็ก ๆ ของคนที่พึ่งลองเลือกซื้อไวน์เองครั้งแรก\nIntro ส่วนนี้มีแต่น้ำ ข้ามได้ครับ ถ้าไม่อยากอ่าน\nผมรู้จักไวน์ตัวนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนก่อน หลังจากไปมวกเหล็กแล้วเพื่อนแม่ได้ซื้อไวน์มาให้ผมกินระหว่างนั่งกินข้าว แต่คราวนั้นเป็น Gossips Sweet Lips Syrah \u0026amp; Dolcetto 2013 ตอนได้ชิมครั้งแรกก็รู้สึกชอบ เพราะออกรสหวาน (ซึ่งผมชอบกินรสหวานอยู่แล้ว) และไม่แรงเท่าไหร่\nเมื่อหลายวันก่อน ระหว่างเดินหาซื้อขนมปังใน Villa market ก็พบตัว Gossips Sweet Lips Moscato 2014 นี้เข้า ซึ่งสาเหตุหลักที่ซื้อคือ อยากลอง เพราะตัวผมเองก็ไม่เคยกินไวน์ขาวหวานมาก่อน ตัวนี้ซื้อจาก Villa market ราคา 490 บาท ซึ่งไม่ชัวร์ว่ามันถูกหรือแพงตามมาตรฐานทั่วไป แต่อย่างน้อยก็ถูกกว่าขวดก่อนที่เจียดเงินไปซื้อเองในราคา 700 หรือ 900 บาท\nหลังจากผ่านไปเกือบสัปดาห์ ก็หาเพื่อนมาร่วมกินได้ เลยถือโอกาสเปิด ซึ่งปัญหาของผมคือไม่มีถังแช่ไวน์ - เพราะอย่างที่เข้าใจคือ ไวน์ขาวต้องแช่ในอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส - และถังเดียวในห้องผมคือ ถังสำหรับซักผ้า เลยไม่ขอใช้ดีกว่า ในท้ายที่สุด ผมจึงใช้วิธีเอาผ้าชุบน้ำ หุ้มขวดและนำเข้าช่องฟรีสไว้ ก็ไม่มั่นใจว่าดีหรือแย่ แต่ตอนนำออกมาก็เย็นในระดับนึง แต่ไม่เย็นจัด\nรสชาติ ในเรื่องรสชาติ สำหรับผมก็ค่อนข้างใช้ได้ ตัวผมไม่ใช่คนกินเหล้า เลยไม่ชอบเครื่องดื่มที่แอลกอฮอล์เข้มเกิน ซึ่งสำหรับขวดนี้ก็เบาใช้ได้ กินกันไปครึ่งขวดก็ไม่รู้สึกอะไร\nรสหวานออกกลบรสขมของแอลกอฮอล์ กินง่ายไม่เหมือนเหล้าที่เขาผสมโซดา หรือเบียร์ทั่วไป กินง่ายดีครับ อาจจะเหมาะสำหรับคนไม่ชอบกินสุรา หรือเกลียดรสแอลกอฮอล์\nโดยรวมผมว่ามันเหมาะกับการกินกันเล่น ๆ ในกลุ่มเพื่อนฝูง ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากเรื่องรสชาติที่ละเมียดละไม และเข้าใจว่าน่าจะหาซื้อได้ง่ายอีกด้วย ในราคาที่ไม่เกินห้าร้อยบาท\nสุดท้ายนี้ ใครมีความเห็นอะไรบอกได้นะครับ เผื่อผมแช่ไวน์ผิดวิธีหรืออะไร ขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วยครับ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/note-gossips-sweet-lips-moscato-2014/","summary":"\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eคำเตือน\u003c/strong\u003e บทความความนี้ไม่ใช่การรีวิวแบบเป็นทางการพร้อมข้อมูลรายละเอียดแม่นยำ เป็นเพียงบันทึกเล็ก ๆ ของคนที่พึ่งลองเลือกซื้อไวน์เองครั้งแรก\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"intro\"\u003eIntro\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eส่วนนี้มีแต่น้ำ ข้ามได้ครับ ถ้าไม่อยากอ่าน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eผมรู้จักไวน์ตัวนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนก่อน หลังจากไปมวกเหล็กแล้วเพื่อนแม่ได้ซื้อไวน์มาให้ผมกินระหว่างนั่งกินข้าว แต่คราวนั้นเป็น Gossips Sweet Lips Syrah \u0026amp; Dolcetto 2013 ตอนได้ชิมครั้งแรกก็รู้สึกชอบ เพราะออกรสหวาน (ซึ่งผมชอบกินรสหวานอยู่แล้ว) และไม่แรงเท่าไหร่\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเมื่อหลายวันก่อน ระหว่างเดินหาซื้อขนมปังใน Villa market ก็พบตัว Gossips Sweet Lips Moscato 2014 นี้เข้า ซึ่งสาเหตุหลักที่ซื้อคือ อยากลอง เพราะตัวผมเองก็ไม่เคยกินไวน์ขาวหวานมาก่อน ตัวนี้ซื้อจาก Villa market ราคา 490 บาท ซึ่งไม่ชัวร์ว่ามันถูกหรือแพงตามมาตรฐานทั่วไป แต่อย่างน้อยก็ถูกกว่าขวดก่อนที่เจียดเงินไปซื้อเองในราคา 700 หรือ 900 บาท\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหลังจากผ่านไปเกือบสัปดาห์ ก็หาเพื่อนมาร่วมกินได้ เลยถือโอกาสเปิด ซึ่งปัญหาของผมคือไม่มีถังแช่ไวน์ - เพราะอย่างที่เข้าใจคือ ไวน์ขาวต้องแช่ในอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส - และถังเดียวในห้องผมคือ ถังสำหรับซักผ้า เลยไม่ขอใช้ดีกว่า ในท้ายที่สุด ผมจึงใช้วิธีเอาผ้าชุบน้ำ หุ้มขวดและนำเข้าช่องฟรีสไว้ ก็ไม่มั่นใจว่าดีหรือแย่ แต่ตอนนำออกมาก็เย็นในระดับนึง แต่ไม่เย็นจัด\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"รสชาต\"\u003eรสชาติ\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eในเรื่องรสชาติ สำหรับผมก็ค่อนข้างใช้ได้ ตัวผมไม่ใช่คนกินเหล้า เลยไม่ชอบเครื่องดื่มที่แอลกอฮอล์เข้มเกิน ซึ่งสำหรับขวดนี้ก็เบาใช้ได้ กินกันไปครึ่งขวดก็ไม่รู้สึกอะไร\u003c/p\u003e","title":"บันทึกย่อ: ไวน์ Gossips Sweet Lips Moscato 2014"},{"content":"เป็นความเห็นของผมจากเฟสบุ้คครับ คิดว่ามันยาวพอเอามาตั้งเป็นโพสต์ได้ เป็นความเห็นต่อกระทู้นี้ครับ http://pantip.com/topic/35499064\nเอาจริงล่ารายชื่อนี่ก็ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้แสดงความเห็นไป จริง ๆ แล้วตามเนื้อหาภายในกระทู้นี้บอก ล่ารายชื่อมันไม่ได้สร้างความรู้จักขึ้นมามากพอเป็นประเด็นสำคัญ แต่คิดว่ามันมีเพื่อให้รุ่นพี่ได้เจอน้อง เพราะรุ่นพี่อยากเจอแต่ไม่กล้าเข้าหาหรือโอกาสการพบเจอก็น้อย เพราะงั้นการให้น้องเข้ามาหาคงเป็นวิธีที่ง่ายกว่า และตามที่จขกท.กล่าวไว้ ความสัมพันธ์บางอย่างและการเผยชื่อให้ มันเป็นเพียง \u0026ldquo;ความสัมพันธ์ฉาบฉวย แค่ความแปลกหน้า ไม่ได้เรียกสนิทกันเลยเราจะกล้าเรียกหากัน\u0026rdquo;\nอีกประเด็นที่พบเห็นบ้างในรั้วมหาลัยตอนนี้คือ ป้ายชื่อใหญ่ ๆ อันนี้สรุปโดยส่วนตัวว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับการที่พี่อยากรู้ว่าน้องเป็นใครหรอก มันเป็นการอยากกดทับผู้ด้อยกว่าทางอำนาจและดันตัวเองให้ดูมีอำนาจผ่านกรรมวิธีการกดทับบางอย่าง\nสาเหตุนึงที่ปฏิเสธไม่เอาสายรหัสเพราะไม่อยากเจอเควสแปลก ๆ เอาจริงแค่ให้เดินไปทำอะไรแปลก ๆ กลางที่สาธารณะหรือให้ใส่อะไรที่ระบุไว้แปลก ๆ ก็ดูแย่พอแล้ว มีเพื่อนที่เป็นมิตรสหายจากมหาลัยชื่อดังในกทม.แห่งหนึ่งเล่าว่าโดนพี่รหัสให้ไปเล่นมุกเสี่ยวให้ชายแปลกหน้า เป็นเราเราคงขอตัดสายจบ ทะด๊า ไม่เคารพความรู้สึกนึกคิดส่วนบุคคล\nสุดท้ายเรื่องการทักทายทำความรู้จักก็คงเป็นทางเลือกส่วนบุคคล บางคนอาจชอบการล่าลายเซ็นเพราะทำให้รู้จักคนเยอะ บางคนอาจไม่ชอบเพราะมันต้องไปรู้จักคนแบบโดนบังคับ แต่ก็ถ้าไม่ชอบก็ปฏิเสธเลิกทำโดยตรง อันนี้ก็แล้วแต่คนลงไปอีก แต่สำหรับเรา เรารู้จักเพื่อนในคณะท่านหนึ่งเพราะเห็นสติ๊กเกอร์ที่แล็ปท็อปเลยเดินเข้าไปทักเรื่อง Docker หรือ AngularJS นี่แหละ\nทั้งหมดมันก็เท่านั้นแหละครับ\nป.ล. กระทู้นี่จขกท.ส่งมาให้ผมโดยที่ผมไม่รู้จักเขา ตัวผมก็งงว่าเขาเป็นใครอยู่เลย\u0026hellip;\nป.ล.ล. อ่อ เอาจริงนี่เห็นการพกสมุดเชียร์แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นการกดทับทางอำนาจหรือชนชั้นแบบนั้นโดนมาจากจิตสำนึกซึ่งไม่ได้ยั้งคิดด้วยหรือไม่ เหมือนเป็นการแบ่งแยกว่าใครมาใหม่ใครอยู่ก่อนมากกว่า ไม่ได้มีความสำคัญเชิงขนบธรรมเนียมอันดีงามอะไรนั่นเลย\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/my-opinion-of-activities-under-sotus/","summary":"\u003cp\u003eเป็นความเห็นของผมจากเฟสบุ้คครับ คิดว่ามันยาวพอเอามาตั้งเป็นโพสต์ได้ เป็นความเห็นต่อกระทู้นี้ครับ \u003ca href=\"https://pantip.com/topic/35499064\"\u003ehttp://pantip.com/topic/35499064\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเอาจริงล่ารายชื่อนี่ก็ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้แสดงความเห็นไป จริง ๆ แล้วตามเนื้อหาภายในกระทู้นี้บอก ล่ารายชื่อมันไม่ได้สร้างความรู้จักขึ้นมามากพอเป็นประเด็นสำคัญ แต่คิดว่ามันมีเพื่อให้รุ่นพี่ได้เจอน้อง เพราะรุ่นพี่อยากเจอแต่ไม่กล้าเข้าหาหรือโอกาสการพบเจอก็น้อย เพราะงั้นการให้น้องเข้ามาหาคงเป็นวิธีที่ง่ายกว่า และตามที่จขกท.กล่าวไว้ ความสัมพันธ์บางอย่างและการเผยชื่อให้ มันเป็นเพียง \u0026ldquo;ความสัมพันธ์ฉาบฉวย แค่ความแปลกหน้า ไม่ได้เรียกสนิทกันเลยเราจะกล้าเรียกหากัน\u0026rdquo;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอีกประเด็นที่พบเห็นบ้างในรั้วมหาลัยตอนนี้คือ ป้ายชื่อใหญ่ ๆ อันนี้สรุปโดยส่วนตัวว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับการที่พี่อยากรู้ว่าน้องเป็นใครหรอก มันเป็นการอยากกดทับผู้ด้อยกว่าทางอำนาจและดันตัวเองให้ดูมีอำนาจผ่านกรรมวิธีการกดทับบางอย่าง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสาเหตุนึงที่ปฏิเสธไม่เอาสายรหัสเพราะไม่อยากเจอเควสแปลก ๆ เอาจริงแค่ให้เดินไปทำอะไรแปลก ๆ กลางที่สาธารณะหรือให้ใส่อะไรที่ระบุไว้แปลก ๆ ก็ดูแย่พอแล้ว มีเพื่อนที่เป็นมิตรสหายจากมหาลัยชื่อดังในกทม.แห่งหนึ่งเล่าว่าโดนพี่รหัสให้ไปเล่นมุกเสี่ยวให้ชายแปลกหน้า เป็นเราเราคงขอตัดสายจบ ทะด๊า ไม่เคารพความรู้สึกนึกคิดส่วนบุคคล\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสุดท้ายเรื่องการทักทายทำความรู้จักก็คงเป็นทางเลือกส่วนบุคคล บางคนอาจชอบการล่าลายเซ็นเพราะทำให้รู้จักคนเยอะ บางคนอาจไม่ชอบเพราะมันต้องไปรู้จักคนแบบโดนบังคับ แต่ก็ถ้าไม่ชอบก็ปฏิเสธเลิกทำโดยตรง อันนี้ก็แล้วแต่คนลงไปอีก แต่สำหรับเรา เรารู้จักเพื่อนในคณะท่านหนึ่งเพราะเห็นสติ๊กเกอร์ที่แล็ปท็อปเลยเดินเข้าไปทักเรื่อง Docker หรือ AngularJS นี่แหละ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eทั้งหมดมันก็เท่านั้นแหละครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eป.ล. กระทู้นี่จขกท.ส่งมาให้ผมโดยที่ผมไม่รู้จักเขา ตัวผมก็งงว่าเขาเป็นใครอยู่เลย\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eป.ล.ล. อ่อ เอาจริงนี่เห็นการพกสมุดเชียร์แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นการกดทับทางอำนาจหรือชนชั้นแบบนั้นโดนมาจากจิตสำนึกซึ่งไม่ได้ยั้งคิดด้วยหรือไม่ เหมือนเป็นการแบ่งแยกว่าใครมาใหม่ใครอยู่ก่อนมากกว่า ไม่ได้มีความสำคัญเชิงขนบธรรมเนียมอันดีงามอะไรนั่นเลย\u003c/p\u003e","title":"ความเห็นต่อของข้าพเจ้าต่อกิจกรรมภายใต้ขอบเขตโซตัสและรับน้อง"},{"content":"เนิ่นนานมาแล้วมีตำนานกล่าวว่า ยิ่งทำงานนานแปลว่ายิ่งขยัน เพราะยิ่งทำงานนานก็แปลว่ายิ่งทำงานได้เยอะ แต่ตามความจริงมนุษย์เราไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดนาน ๆ มากได้ อย่างมากสุดก็ราว ๆ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นร่างกายจะเริ่มเบลอ และต้องการพักผ่อน ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามสมควร เพราะฉะนั้น การทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่าที่ควร (ยกเว้นแต่ต้องการหลอกหัวหน้างานว่าเรานั่งทำงานติดโต๊ะตลอด)\n\u0026hellip;แล้ว ทำยังไงถึงจะเป็นวิธีที่ดีในการนั่งทำงานนาน ๆ และคงประสิทธิภาพในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ ครับ วันนี้ TV Direct ขอนำเสนอเทคนิคการจัดการเวลาแบบ Pomodoro เป็นสินค้าที่คุณต้องชอบแน่นอน\nมาเริ่มทำความรู้จัก Pomodoro กัน Pomodoro คืออะไร Pomodoro เป็นชื่อเรียกเทคนิคการบริหารเวลา ถูกคิดขึ้นมาโดย Francesco Cirillo สมัยเรียนหนังสือ โดยพี่แกบอกว่า สมัยเรียนหนังสือรู้สึกว่ากลับบ้านมาเหมือนไม่ได้อะไรเลยกับการเรียน เพราะถูกรบกวนและถูกดึงความสนใจจากสภาพแวดล้อมรอบตัวบ่อยครั้ง พี่แกจึงคิดว่า จะสามารถเรียนแบบไม่วอกแวกสัก 10 นาทีแบบ เรียนจริง ๆ ไม่สนอย่างอื่นรอบตัวเลยได้ไหม พี่แกเลยพยายามหาอุปกรณณ์ที่จะเช็คว่าพี่แกเรียนได้ 10 นาทีจริง ๆ จึงไปพบกับอุปกรณ์ในห้องครัว เป็นนาฬิกาจับเวลาทรงมะเขือเทศ เรียกกันว่า Pomodoro (มาจากภาษาอิตาเลี่ยนแปลว่ามะเขือเทศ) เลยกลายเป็นที่มาของการใช้คำนี้นั่นเอง\nเทคนิคของ Pomodoro คือ การทำงานต่อเนื่องยาว 25 นาที และพักช่วงสั้นก่อนกลับไปทำงานต่อ ซึ่งจะเรียกหนึ่งรอบนี้ว่า Pomodoro\nสาเหตุว่าทำไมต้องเป็น 25 นาที เป็นเพราะมีผลการศึกษารับรองว่าช่วง 25 นาทีเป็นช่วงเวลาที่เราจะมีสมาธิกับงานได้ดีที่สุด หลังจากนั้นสมองจะเริ่มเสียสมาธิและไม่สามารถจดจ่อกับงานได้\nมาลอง Pomodoro แบบง่าย ๆ วางแผนว่าจะทำอะไร อย่างไร และพยายามแบ่งงานใหญ่ ๆ เป็นส่วนย่อย ๆ เช่นเราต้องเขียนบทความยาวห้าหน้ากระดาษ เราอาจจะแบ่งว่าหนึ่ง Pomodoro เราจะเขียนประมาณ 3 ย่อหน้า เริ่มจับเวลาทำงาน 25 นาที ซึ่งช่วงเวลานี้ต้องจดจ่อกับงานอย่างเดียวไม่สนใจอย่างอื่น ครบ 25 นาทีให้พักเบรกช่วงสั้น ๆ ประมาณ 5 นาที ทำอย่างนี้ไปจนครบ 4 รอบ และเริ่มพักยาวประมาณ 15 นาที แล้วจึงค่อยกลับไปทำข้อ 1 ใหม่ ข้อแนะนำสำหรับแต่ละช่วงเวลา ทำงาน ในช่วง 25 นาทีนี้ข้อสำคัญ คือ ต้องพยายามจดจ่อกับงาน ไม่วอกแวก อย่างผมจะฟังเพลงไปด้วย เพราะตัดสิ่งรบกวนภายนอกได้ดี ระหว่างทำงานต้องห้ามหยิบโทรศัพท์ หรือนั่งเหม่อว่าเย็นนี้จะกินอะไรดีเลย ง่าย ๆ คือมีสมาธิกับงานให้ได้มากที่สุด\nพักเบรก ช่วงพักเบรกคือช่วงละสมองออกจากงาน ให้สมองพักเบรกผ่อนคลาย พักร่างกายเตรียมพร้อมทำงานรอบต่อไป ซึ่งในช่วงพักก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปนอนเล่นเฟสบุ้คหรืออะไรอย่างนั้น ช่วงพักก็มีสิ่งที่ควรทำไม่ควรทำเป็นข้อแนะนำตามนี้\nข้อไม่ควรทำ\nกลับไปนั่งคิดเรื่องงานต่อว่าจะทำอะไรต่อดี เช็คเฟสบุ้ค ทวิตเตอร์ หรือเล่นมือถือทั้งหลาย จ้องหน้าจอมือถือ โทรทัศน์ ควรทำอะไร\nหลับตาพักผ่อนให้สายตาได้หยุดพัก มองดูวิวนอกหน้าต่างไกล ๆ เป็นการบริหารสายตาไม่ให้สายตาติดจอหรือสั้นง่ายจากการมองวัตถุใกล้ตัวนาน ๆ ปล่อยวางความคิด อย่าไปคิดเรื่องที่เครียด เป็นการคลายสมองที่ดีอีกวิธีหนึ่ง แล้วแต่บุคคลครับอันนี้ ลุกออกมายืดเส้นยืดสาย เดินไปกินน้ำ เข้าห้องน้ำ อย่าอยู่กับที่ สำคัญอย่างยิ่งสำหรับพนักงานออฟฟิศ ป้องกันโรค Office Syndrome พยายามควบคุมเวลา ขณะใช้ Pomodoro ควรควบคุมเวลาให้ดี ห้ามใช้นิสัย \u0026ldquo;อีกแปปเดียวละกัน\u0026rdquo; เพื่อทำงานต่อให้เสร็จ หรือพักเบรกเพิ่ม เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพของ Pomodoro ลดต่ำลงและทำงานได้น้อยลง\nแต่ก็ไม่ควรจ้องนาฬิกามากไปเพื่อเฝ้าว่าครบ 25 นาทีหรือยัง หรือหมดเวลาพักแล้วไหมเพราะจะทำให้เสียสมาธิในการทำงาน วิธีที่แนะนำคือหานาฬิกาจับเวลา หรือในสมัยนี้ที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนกันจำนวนมาก ก็มีแอพหรือเว็บรองรับการทำงานด้วย Pomodoro จำนวนมากเหมือนกัน ผมเอามาบางส่วนสำหรับแอพและเว็บไซต์สำหรับจัดการเวลา ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลย\nสำหรับเว็บไซต์\nMoosti Tomatoi สำหรับ Android\nProductivity Challenge Timer (ผมใช้ตัวนี้อยู่) ClearFocus Brain Focus Productivity Timer สำหรับ iOS\nPomodoro Keeper Free Droptime. A Pomodoro Timer Orange รีวิวจากการใช้งานจริงส่วนตัว ความจริงรู้จักเทคนิคนี้มาประมาณปีกว่าแล้ว เพราะอาจารย์ในคณะแนะนำระหว่างสอน เลยสนใจและหาข้อมูลเพิ่มเติม ปกติผมจะใช้ Pomodoro เวลาทำงานโปรเจ็กต์ หรืออ่านหนังสือ แต่ตอนนี้ต้องมาฝึกงานด้วย เลยนำ Pomodoro มาใช้งานด้วย เพราะต้องจ้องหน้าจอคอมนาน ๆ ทำให้ล้าและมีอาการปวดหัว\nปกติถ้าไม่ใช้ Pomodoro แล้วทำงานติดต่อกันยาว ๆ จะได้ประสิทธิภาพดีในตอนช่วงเช้า เพราะร่างกายยังมีพลังงานเหลือเฟือ ไม่ล้า แต่เข้าช่วงบ่ายจะเริ่มล้า มึน ๆ ไม่ค่อยอยากทำอะไร ทั้งอ่านหนังสือ หรือทำงาน แต่หลังจากลองมาใช้ Pomodoro ก็กลายเป็นสามารถทำงานต่อได้ทั้งวันถึงเย็นโดยไม่ปวดหัวเลย และสมองจะสดชื่นตลอด ไม่ค่อยล้ามากในตอนบ่าย (ตอนเขียนบทความนี้อยู่ก็ใช้ Pomodoro อยู่)\nโดยรวมแล้วข้อดีของ Pomodoro ไม่ได้มีแค่เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ทำงานได้ตลอดทั้งวันอย่างเดียว แต่ยังช่วยเรื่องสุขภาพ ป้องกัน Office syndrome จากการนั่งทำงานหน้าโต๊ะนาน ๆ ลดอาการล้าของสายตาและอาการปวดหัวสำหรับคนที่ต้องทำงานหน้าคอมด้วย\nของแถม มารู้จัก Reverse Pomodoro อันนี้ผมได้มาตอนหาข้อมูล Pomodoro โดยไปอ่านเจอใน medium (Multiply Your Productivity with Pomodoro ลิงค์อยู่ด้านล่าง)\nปกติเราจะใช้ Pomodoro ในเวลาทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่เขาคนนี้ได้ลองเอามาปรับใช้กับการพักผ่อน โดยแทนที่ 25 นาทีทำงานแล้วพักเบรก 5 นาที ก็ทำกลับกันโดยพักหรือทำเรื่องไร้สาระ 25 นาที อาจจะนอนเล่น อ่านการ์ตูน เล่นเกม วิ่งเล่นหรืออะไรก็ได้ และมาทำเรื่องมีประโยชน์(ที่ไม่ใช่งานใหญ่) 5 นาที อาจจะเช็คอีเมล์นิดหน่อย เช็คโนติเฟสบุ้ค ซึ่งวิธีนี้อาจจะช่วยให้วันสบาย ๆ แถมฝนตกที่อาจทำให้คุณขี้เกียจไปทั้งวันดูพอมีสาระขึ้นมาบ้าง\nจบละ สรุปก็คือ Pomodoro จะทำให้ตัวคุณไม่ล้าในการทำงานติดต่อกันนาน ๆ ช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นมากกว่าการทำงานติดต่อกันยาว ๆ แบบไม่พักเลย แต่อย่างไรก็ตามมวิธีนี้ก็อาจไม่เหมาะกับคนที่อยู่ในสถานการณ์ไฟลนก้น Deadline พรุ่งนี้แล้วงานยังไม่ได้เริ่มเลย\nหากใครสนใจก็ลองใช้วิธีนี้สักวันสองวันก่อน แล้วคิดดูว่าชอบไหมก็ค่อยทำต่อก็ได้ (Pomodoro ใช้แล้วไม่เสียตัง) ซึ่งผมก็แนะนำมากสำหรับพนักงานออฟฟิศ โปรแกรมเมอร์ ใครก็ตามที่ทำงานหน้าคอม เพราะช่วยเรื่องสุขภาพได้ดีมาก\nอ้างอิง\nComplete Guide to the Pomodoro Technique Multiply Your Productivity with Pomodoro The science behind concentration and improved focus Pomodoro Technique The Pomodoro Technique เครดิตรูปภาพ\nPomodoro thechnique ","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/improve-working-performance-with-pomodoro/","summary":"\u003cp\u003eเนิ่นนานมาแล้วมีตำนานกล่าวว่า ยิ่งทำงานนานแปลว่ายิ่งขยัน เพราะยิ่งทำงานนานก็แปลว่ายิ่งทำงานได้เยอะ แต่ตามความจริงมนุษย์เราไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดนาน ๆ มากได้ อย่างมากสุดก็ราว ๆ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นร่างกายจะเริ่มเบลอ และต้องการพักผ่อน ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามสมควร เพราะฉะนั้น การทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่าที่ควร (ยกเว้นแต่ต้องการหลอกหัวหน้างานว่าเรานั่งทำงานติดโต๊ะตลอด)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u0026hellip;แล้ว ทำยังไงถึงจะเป็นวิธีที่ดีในการนั่งทำงานนาน ๆ และคงประสิทธิภาพในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ ครับ วันนี้ TV Direct ขอนำเสนอเทคนิคการจัดการเวลาแบบ Pomodoro เป็นสินค้าที่คุณต้องชอบแน่นอน\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/VAjVZgS.png\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch3 id=\"มาเรมทำความรจก-pomodoro-กน\"\u003eมาเริ่มทำความรู้จัก Pomodoro กัน\u003c/h3\u003e\n\u003ch4 id=\"pomodoro-คออะไร\"\u003ePomodoro คืออะไร\u003c/h4\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003ePomodoro\u003c/strong\u003e เป็นชื่อเรียกเทคนิคการบริหารเวลา ถูกคิดขึ้นมาโดย \u003cstrong\u003eFrancesco Cirillo\u003c/strong\u003e สมัยเรียนหนังสือ โดยพี่แกบอกว่า สมัยเรียนหนังสือรู้สึกว่ากลับบ้านมาเหมือนไม่ได้อะไรเลยกับการเรียน เพราะถูกรบกวนและถูกดึงความสนใจจากสภาพแวดล้อมรอบตัวบ่อยครั้ง พี่แกจึงคิดว่า จะสามารถเรียนแบบไม่วอกแวกสัก 10 นาทีแบบ เรียนจริง ๆ ไม่สนอย่างอื่นรอบตัวเลยได้ไหม พี่แกเลยพยายามหาอุปกรณณ์ที่จะเช็คว่าพี่แกเรียนได้ 10 นาทีจริง ๆ จึงไปพบกับอุปกรณ์ในห้องครัว เป็นนาฬิกาจับเวลาทรงมะเขือเทศ เรียกกันว่า Pomodoro (มาจากภาษาอิตาเลี่ยนแปลว่ามะเขือเทศ) เลยกลายเป็นที่มาของการใช้คำนี้นั่นเอง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eเทคนิคของ Pomodoro\u003c/strong\u003e คือ การทำงานต่อเนื่องยาว 25 นาที และพักช่วงสั้นก่อนกลับไปทำงานต่อ ซึ่งจะเรียกหนึ่งรอบนี้ว่า Pomodoro\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสาเหตุว่าทำไมต้องเป็น 25 นาที เป็นเพราะมี\u003cstrong\u003eผลการศึกษารับรองว่าช่วง 25 นาทีเป็นช่วงเวลาที่เราจะมีสมาธิกับงานได้ดีที่สุด\u003c/strong\u003e หลังจากนั้นสมองจะเริ่มเสียสมาธิและไม่สามารถจดจ่อกับงานได้\u003c/p\u003e","title":"ทำงานได้มากกว่าเดิม ในเวลาเท่ากันด้วย Pomodoro"},{"content":"สวัสดีครับ ชื่อบล็อกเพื่อนตั้งให้ครับ\u0026hellip; คิดไม่ออก ไม่รู้หาอะไรเกร๋ ๆ ตั้งเป็นชื่อบทความเด็กฝึกงานแบบผมดี เพื่อนเลยให้ชื่อนี้มา\nก็สวัสดีครับ ตอนนี้อยู่ในสถานะเด็กฝึกงานที่ BEM หรือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตำแหน่งอะไรผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน\u0026hellip; คือต้องบอกว่าไม่ได้รับแจ้งตำแหน่งเป็นทางการ เลยไม่กล้าสรุปเองว่าตัวเองอยู่ตำแหน่งอะไร แต่ถ้าพูดกันจริง ๆ ก็คือตอนนี้เป็น Web Developer (PHP)\nเริ่มฝึกมาประมาณหนึ่งสัปดาห์ครับ เลยถือว่าบล็อกนี้เป็นบล็อกเปิดงานเลยเกี่ยวกับการฝึกงานในชีวิตเด็กปึหนึ่งขึ้นปีสอง เรื่องการเข้ามาฝึกไงและได้เงินตอบแทนเท่าไหร่ขอข้ามไปละกันครับ ไปพูดว่าใช้ชีวิตยังไงกันดีกว่า ตอนนี้ก็กลายเป็นพนักงงานออฟฟิศเต็มตัว ต้องตอกบัตรเช็คเวลาเข้าออกเหมือนทั่วไปเป๊ะ เข้างาน 8.30 น. ออกงาน 17.30 น.\nการเดินทาง ตอนนี้เหมือนมีบ้านสองหลังครับ หอ กับ บ้านจริง ๆ เวลาเดินทางมาทำงาน ถ้ามาจากบ้านก็ต้องสี่ต่อกันเลย คือ วินมอเตอร์ไซค์ - เรือ - BTS - ARL ส่วนถ้ามาจากทางหอที่ลาดกระบังก็จะเหลือสองต่อครับ คือ สองแถว - ARL ถึงเลย แต่ส่วนใหญ่กลายเป็นแม่ไปรับไปส่งแทน เพราะใกล้ที่ทำงานแม่ด้วย\nปกติเรียน 9.00 น. ตื่นเจ็ดโมง ชิล ๆ ไปเรียนไม่เคยสาย แต่ตอนนี้ต้องเปลี่ยนมาตื่นตีห้าครึ่ง หรือหกโมงถ้ามาจากลาดกระบัง พึ่งผ่านมาสัปดาห์เดียวก็รู้สึกแล้วว่าเหนื่อยมากกับการต้องตื่นเช้าแล้วเบียดผ่านผู้คนเพื่อไปเข้างาน เพราะสมัยมัธยมอยู่โรงเรียนประจำไม่เคยเจอแบบนี้เลย กลายเป็นเหมือนมาเข้าใจความรู้สึกมนุษย์เงินเดือนที่ต้องตื่นเช้าเข้างาน ไม่แปลกใจเลยว่าตอนเย็น ๆ เลิกงานทำไมคนเหล่านี้ดูเหนื่อยหน่ายกันนัก\nการใช้ชีวิตในบริษัท ผมทำงานอยู่แผนก\u0026hellip; เรียกให้เข้าใจง่ายคือ Developer ละกัน คอยพัฒนาดูแลระบบซอฟต์แวร์ที่ไว้ใช้ภายในบริษัท (EasyPass ผมไม่เกี่ยว ถ้ามีปัญหาอย่าหลังไมค์มาด่าผมนะครับ) ก็ได้นั่งทำงานแบบใกล้ชิดกับคนอื่น โต๊ะคล้าย ๆ สำนักงานทั่วไปแค่ไม่มีที่กั้นฉากแบบสำนักงาน\nแต่ตัวแบบปกติคือเชิ้ตกับกางเกงสแล็ก วัน ๆ ก็นั่งหน้าคอมเขียนโปรแกรมเป็นส่วนใหญ่ มีงานเอกสารบ้างนิดหน่อย ก็จำพวกการรายงานว่า โปรแกรมที่เราออกแบบเป็นอย่างไรงี้ครับ\nพวกอาหารการกินก็สบายดีครับ ในแผนกผมเขาจะรวม ๆ กันสั่งสำหรับคนไม่อยากออกไปกินข้างนอก เข้าทางคนขี้เกียจอย่างผมเลย สั่งรัว ๆ ทุกวันแล้วมานั่งกินที่โต๊ะ\nตอนนี้ชีวิตการเป็นเด็กฝึกงานก็เข้าที่ขึ้นเรื่อย ๆ ปรับเวลานอน ตื่นเช้าขึ้น ทำความรู้จักคนมากขึ้น ตอนนี้คือพยายามจำชื่อพี่ ๆ ในแผนกให้ได้ทั้งหมดก่อนเลย (ฮา) เพราะตนเองเป็นคนจำหน้าคนและชื่อไม่ค่อยเก่ง\nทุกวันนี้ก็เหมือนเข้าใจมนุษย์ออฟฟิศ หรือมนุษย์เงินเดือนขึ้นนิดนึง กับการต้องตื่นเช้า มาเบียดกับคนในรถไฟ หรือไม่ก็หนีการจราจรที่ฉิบหายเละเทะในกรุงเทพเมืองเทพประทานนี้ สมัยเป็นเด็ก ภาพมนุษย์วัยทำงานที่พบเห็นในละคร หรือหนังก็คือ ทำงานเสร็จไปแดนซ์ต่อกันในผับ กลายเป็นทำให้ไปเผลอคิดว่า เออ ทำงานคงดูไม่เหนื่อย ก็แค่นั่งอยู่บนโต๊ะตัวเองทำงานของตัวเองเรื่อย ๆ แต่พอมาเป็นจริง ๆ เออแหะ มันเหนื่อยนะคุณ ผมเลิกงานผมอยากกลับบ้านอย่างเดียวเลย อยากไปนอน\nเข้าเสาร์ อาทิตย์แรกของการฝึกงาน ผมได้ตื่นสายครั้งแรก รู้สึกเหมือนรักวันหยุดมามากขึ้นเป็นเท่าตัว รู้ซึ้งเลยทำไมคนวัยทำงานเขาโหยหวนกับวันจันทร์ และตื่นเต้นกับเสาร์ อาทิตย์อย่างกับเด็กเห็นของเล่น เพราะมันเหนื่อยกันมากนี่เอง\nความรู้สึกของการฝึกงานมันไม่เหมือนการไปนั่งเรียนเช้า ๆ เย็น ๆ กลับอย่างที่เคยคิดตอนแรกเลย เวลาเรียน คุณมาเรียน คุณหลับหรือหันไปคุยกับเพื่อนชิล ๆ เล่นมือถือไปด้วยก็ได้ แต่พอมาทำงาน เหมือนรู้สึกว่าทุกเวลาที่อยู่ในออฟฟิศเราควรทำงานให้เสร็จ ไม่รู้เพราะผมคิดมากแล้วเกร็งไปคนเดียวหรือเปล่า กลัวแบบเดี๋ยวบริษัทจ้างมาไม่คุ้ม (เด็กฝึกงานทำงานอย่างกับพนักงานประจำ) ผมเลยไม่กล้าลุกไปเดินเล่นที่ไหนเวลางาน จะนั่งทำงานตลอด\nทำไมต้องรีบฝึกงาน ผมก็สงสัยตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงอยากรีบฝึกงาน แต่ด้วยนิสัยอยากนำเพื่อน หรือง่าย ๆ ชอบเอาชนะคนอื่นในเรื่องที่ทำได้ (ถ้าทำไม่ได้ก็ช่างมันขี้เกียจไปเอาชนะ\u0026hellip;) เลยอยากฝึกงานตั้งแต่ปีหนึ่ง เพราะปกติคนอื่น ๆ จะเริ่มฝึกกันปีสอง (สายไอทีอาจฝึกงานง่ายหน่อย ถ้าพอเขียนโปรแกรมเป็น) ซึ่งยิ่งถ้าเราเริ่มอะไรเร็วกว่าเพื่อน เราก็จะยิ่งมีโอกาสในการเรียนรู้มากกว่า วิ่งนำไปก่อนนั้นเอง\nอีกประการ คือ ยิ่งคุณเป็นเด็กฝึกงานที่อายุน้อย คนในบริษัทเขา (น่าจะ) คาดหวังกับคุณน้อยลง คือมันไม่แย่นะ เพราะถ้าจุดหนึ่ง เราทำอะไรผิดพลาด เขาจะไม่ด่าเรามาก เพราะสุดท้าย เราก็ยังเป็นเพียงเด็กฝึกงาน จุดประสงค์ของเราก็คือเข้ามาเรียนรู้ เพราะฉะนั้นคนในบริษัทจะตั้งอยู่บนความคิดว่า เรายังทำอะไรไม่ค่อยเป็นอยู่แล้ว (แม่สอนมาอันนี้) แต่ถ้าเรากลายเป็นพนักงานเต็มตัว หรือพนักงานฝึกงาน เขาจะถือว่าคุณต้องทำงานเป็นมาแล้ว\nสรุป (คิดอะไรไม่ออกเลยตัดจบ) ถ้าใครมีโอกาสก็อยากให้ลองไปฝึกงานบ้าง ย้ำครับ ฝึกงาน ไม่ใช่รับ Part-time ร้านกาแฟหรือร้านขายขนม มันไม่เหมือนกันเลย การเป็นพนักงานในบริษัท กับการไปเดินเช็ดโต๊ะ คิดเงินนี่มันคนละฟิลมาก (ในความคิดผม) มันจะเห็นการทำงานเป็นระบบของบริษัทและการทำงานในชีวิตจริงมากขึ้นเยอะเลย และได้เรียนรู้ในการใช้ชีวิตอะไรหลาย ๆ อย่างที่ห้องเรียนและการทำงานในรั้วมหาลัยมันไม่มีด้วย\nป.ล. สองคำถามโดนถามบ่อยสุดระหว่างการฝึกงานสัปดาห์แรกคือ ทำไมถึงมาฝึกงาน กับ มาฝึกงานเก็บหน่วยกิตหรือเปล่า\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/who-are-wannabe-intern-since-first-year/","summary":"\u003cp\u003eสวัสดีครับ ชื่อบล็อกเพื่อนตั้งให้ครับ\u0026hellip; คิดไม่ออก ไม่รู้หาอะไรเกร๋ ๆ ตั้งเป็นชื่อบทความเด็กฝึกงานแบบผมดี เพื่อนเลยให้ชื่อนี้มา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eก็สวัสดีครับ ตอนนี้อยู่ในสถานะเด็กฝึกงานที่ BEM หรือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตำแหน่งอะไรผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน\u0026hellip; คือต้องบอกว่าไม่ได้รับแจ้งตำแหน่งเป็นทางการ เลยไม่กล้าสรุปเองว่าตัวเองอยู่ตำแหน่งอะไร แต่ถ้าพูดกันจริง ๆ ก็คือตอนนี้เป็น Web Developer (PHP)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเริ่มฝึกมาประมาณหนึ่งสัปดาห์ครับ เลยถือว่าบล็อกนี้เป็นบล็อกเปิดงานเลยเกี่ยวกับการฝึกงานในชีวิตเด็กปึหนึ่งขึ้นปีสอง เรื่องการเข้ามาฝึกไงและได้เงินตอบแทนเท่าไหร่ขอข้ามไปละกันครับ ไปพูดว่าใช้ชีวิตยังไงกันดีกว่า ตอนนี้ก็กลายเป็นพนักงงานออฟฟิศเต็มตัว ต้องตอกบัตรเช็คเวลาเข้าออกเหมือนทั่วไปเป๊ะ เข้างาน 8.30 น. ออกงาน 17.30 น.\u003c/p\u003e\n\u003ch4 id=\"การเดนทาง\"\u003eการเดินทาง\u003c/h4\u003e\n\u003cp\u003eตอนนี้เหมือนมีบ้านสองหลังครับ หอ กับ บ้านจริง ๆ เวลาเดินทางมาทำงาน ถ้ามาจากบ้านก็ต้องสี่ต่อกันเลย คือ วินมอเตอร์ไซค์ - เรือ - BTS - ARL ส่วนถ้ามาจากทางหอที่ลาดกระบังก็จะเหลือสองต่อครับ คือ สองแถว - ARL ถึงเลย แต่ส่วนใหญ่กลายเป็นแม่ไปรับไปส่งแทน เพราะใกล้ที่ทำงานแม่ด้วย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eปกติเรียน 9.00 น. ตื่นเจ็ดโมง ชิล ๆ ไปเรียนไม่เคยสาย แต่ตอนนี้ต้องเปลี่ยนมาตื่นตีห้าครึ่ง หรือหกโมงถ้ามาจากลาดกระบัง พึ่งผ่านมาสัปดาห์เดียวก็รู้สึกแล้วว่าเหนื่อยมากกับการต้องตื่นเช้าแล้วเบียดผ่านผู้คนเพื่อไปเข้างาน เพราะสมัยมัธยมอยู่โรงเรียนประจำไม่เคยเจอแบบนี้เลย กลายเป็นเหมือนมาเข้าใจความรู้สึกมนุษย์เงินเดือนที่ต้องตื่นเช้าเข้างาน ไม่แปลกใจเลยว่าตอนเย็น ๆ เลิกงานทำไมคนเหล่านี้ดูเหนื่อยหน่ายกันนัก\u003c/p\u003e","title":"เพิ่งอยู่ปีหนึ่งใครเค้าเริ่มฝึกงานกัน ก็เราไง *ยกมือ*"},{"content":"ถ้าถามว่าให้ยกเลิกกิจกรรมรับน้องไหม (เหมารวม ๆ ไปกับเชียร์) ก็ต้องขอบอกว่า \u0026ldquo;ไม่\u0026rdquo; เพราะกิจกรรมพวกนี้ทำให้คนเจอกันได้มากขึ้น และต้องคำนึงถึงว่ามีกลุ่มคนที่ไม่สามารถทำความรู้จักกับผู้อื่นได้โดยไม่มีกิจกรรมเป็นตัวเชื่อมโยง\nแต่ในทางกลับกันก็ต้องมองถึงความแตกต่างว่ามีคนอีกหลายคนที่ไม่ต้องการร่วมกิจกรรม และไม่อยากมีส่วนร่วมกับกิจกรรมแบบนี้ เช่น สันทนาการ (คนมักเข้าใจว่าแค่ได้ร้องเล่นเต้นรำก็หายเครียด ได้พักผ่อน แต่นี่คือตัวอย่างของคนที่ความคิดแคบ เพราะสำหรับบางคนการได้พักผ่อนคือการได้อยู่คนเดียว หรือนั่งเล่นเกมกับเพื่อนในกลุ่ม)\nทุกวันนี้ตัวกิจกรรม (มองจากภายในคณะตัวเอง) ไม่สามารถประเมินได้ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะไม่สามารถคำนึงถึงเป้าหมายได้ โดยตัวกิจกรรมยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า คำว่า \u0026ldquo;สามัคคี\u0026rdquo; คืออะไร มันเลยไม่สามารถบอกได้ว่าบรรลุเป้าหมาย อีกทั้งกิจกรรมใช้การบีบบังคับเชิงสังคม (เช่น การใช้คำว่า ว่าที่รุ่น XX) จึงตัดสินไม่ได้ว่าจำนวนคนที่เข้ามา คือ จำนวนคนที่สนใจจริง ๆ\nอีกประการ คือ เรื่องสายรหัสนิดหน่อย (อันนี้สงสัยส่วนตัว) ตัวสายรหัสโดยพื้นฐานของกิจกรรมนี้ในภาพรวม (หลาย ๆ มหาลัยในประเทศนี้) คือการสร้างความคุ้นเคยและความช่วยให้เด็กใหม่ที่เข้ามา แต่สายรหัสของบางมหาลัย ต้องผ่านกิจกรรมเชียร์หรือรับน้องก่อน ทำให้เกิดการขัดแย้งว่า จะช่วยให้ปรับตัวได้ดีขึ้น แต่ต้องผ่านพิธีกรรม / กิจกรรม บางอย่างก่อน ดังนั้นมันเลยไม่ทำให้วัตุประสงค์ของสายรหัสสำเร็จได้ ? เป็นเพียงการรับเด็กใหม่ที่ผ่านการยอมรับทางพิธีกรรม\nความจริงย้อนไปแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่มัธยม (มีสายรหัสเหมือนกันทั้งห้องและสายโรงเรียนและสายห้องวิทย์ เยอะมาก) ก็ไม่ได้เห็นด้วยเรื่องสายรหัสอยู่แล้ว เพราะมองว่าดูเป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ให้เกิดการสนับสนุนช่วยเหลือเพียงเฉพาะคนภายใต้สายตนเอง คิดว่าการสร้างสภาวะแบบนี้คล้ายการสร้างเส้นสาย หรือตามแต่จะคิดกัน ตนเองเคยได้อ่านบทความเรื่องการจัดการเด็กใหม่โดยปราศจากสายรหัสของมหาลัยแห่งหนึ่งในยุโรป ใช้วิธีการให้นศ.เก่าที่อยู่มาก่อน (ไม่อยากใช้คำว่ารุ่นพี่เพราะ นศ.ใหม่บางคนก็แก่กว่า) เข้าไปนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับนศ.ใหม่เพื่อการรู้จักอย่างทั่วถึงแทน\nตอนแรกกะเขียนนิดเดียวแล้วยาวเลย ความจริงเคยพูดคุยประเด็นรับน้องหรือเชียร์กับมิตรสหายท่านหนึ่งว่า ถ้าเด็กไทยและคนไทย มีวิจารณญาณมากพอ และคิดวิเคราะห์เป็นกว่านี้จะเห็นว่ากิจกรรมเชียร์ที่ทำอยู่นี้มันไม่ได้ให้ผลดีชัดเจนและควรเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างในตัวกิจกรรม เช่น เลิกคิดได้แล้วว่าการให้ทุกคนมานั่งเต้นทำกิจกรรมฐานด้วยกัน จะสร้างความ Unity ได้ในระยะยาว เพราะความเป็นอันหนึ่งอันเดียว กับ ความสามัคคียามทำงาน เป็นคนละอย่างกัน ทุกคนคิดต่างกันจึงต้องมีการโต้เถียงกัน ไม่ถูกกัน มันจึงไม่มีทางเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ แต่ทุกคนสามารถเกิดความสามัคคีกันและมองข้ามเรื่องส่วนตัวเพื่อทำงงานของภาพรวมให้สำเร็จได้\nสุดท้าย คือ ฝากไว้ นับวันเด็กจะต่อต้านและคิดสงสัยในกิจกรรมจะมากขึ้น กิจกรรมเหล่านี้ควรเปลี่ยนตามกาลเวลา เพราะสิ่งใดที่ต้านกาลเวลามักจะถูกทำลายไปในที่สุด\nป.ล. มีความเห็นกันอย่างไรก็เถียงกันได้ใต้คอมเม้นท์ ความจริงทุกความเห็นไม่ว่าจะสนับสนุนเชียร์หรือไม่ ก็ไม่ผิด ถ้ามีเหตุและผลที่ดีพอ ไม่ใช่อ้างผู้อาวุโส อดีตเก่า ๆ และหลักการที่ถูกปลูกฝังมาโดยไม่ได้คิด\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/my-opinion-to-first-junior-activitiy/","summary":"\u003cp\u003eถ้าถามว่าให้ยกเลิกกิจกรรมรับน้องไหม (เหมารวม ๆ ไปกับเชียร์) ก็ต้องขอบอกว่า \u0026ldquo;ไม่\u0026rdquo; เพราะกิจกรรมพวกนี้ทำให้คนเจอกันได้มากขึ้น และต้องคำนึงถึงว่ามีกลุ่มคนที่ไม่สามารถทำความรู้จักกับผู้อื่นได้โดยไม่มีกิจกรรมเป็นตัวเชื่อมโยง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eแต่ในทางกลับกันก็ต้องมองถึงความแตกต่างว่ามีคนอีกหลายคนที่ไม่ต้องการร่วมกิจกรรม และไม่อยากมีส่วนร่วมกับกิจกรรมแบบนี้ เช่น สันทนาการ (คนมักเข้าใจว่าแค่ได้ร้องเล่นเต้นรำก็หายเครียด ได้พักผ่อน แต่นี่คือตัวอย่างของคนที่ความคิดแคบ เพราะสำหรับบางคนการได้พักผ่อนคือการได้อยู่คนเดียว หรือนั่งเล่นเกมกับเพื่อนในกลุ่ม)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eทุกวันนี้ตัวกิจกรรม (มองจากภายในคณะตัวเอง) ไม่สามารถประเมินได้ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะไม่สามารถคำนึงถึงเป้าหมายได้ โดยตัวกิจกรรมยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า คำว่า \u0026ldquo;สามัคคี\u0026rdquo; คืออะไร มันเลยไม่สามารถบอกได้ว่าบรรลุเป้าหมาย อีกทั้งกิจกรรมใช้การบีบบังคับเชิงสังคม (เช่น การใช้คำว่า ว่าที่รุ่น XX) จึงตัดสินไม่ได้ว่าจำนวนคนที่เข้ามา คือ จำนวนคนที่สนใจจริง ๆ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอีกประการ คือ เรื่องสายรหัสนิดหน่อย (อันนี้สงสัยส่วนตัว) ตัวสายรหัสโดยพื้นฐานของกิจกรรมนี้ในภาพรวม (หลาย ๆ มหาลัยในประเทศนี้) คือการสร้างความคุ้นเคยและความช่วยให้เด็กใหม่ที่เข้ามา แต่สายรหัสของบางมหาลัย ต้องผ่านกิจกรรมเชียร์หรือรับน้องก่อน ทำให้เกิดการขัดแย้งว่า จะช่วยให้ปรับตัวได้ดีขึ้น แต่ต้องผ่านพิธีกรรม / กิจกรรม บางอย่างก่อน ดังนั้นมันเลยไม่ทำให้วัตุประสงค์ของสายรหัสสำเร็จได้ ? เป็นเพียงการรับเด็กใหม่ที่ผ่านการยอมรับทางพิธีกรรม\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eความจริงย้อนไปแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่มัธยม (มีสายรหัสเหมือนกันทั้งห้องและสายโรงเรียนและสายห้องวิทย์ เยอะมาก) ก็ไม่ได้เห็นด้วยเรื่องสายรหัสอยู่แล้ว เพราะมองว่าดูเป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ให้เกิดการสนับสนุนช่วยเหลือเพียงเฉพาะคนภายใต้สายตนเอง คิดว่าการสร้างสภาวะแบบนี้คล้ายการสร้างเส้นสาย หรือตามแต่จะคิดกัน ตนเองเคยได้อ่านบทความเรื่องการจัดการเด็กใหม่โดยปราศจากสายรหัสของมหาลัยแห่งหนึ่งในยุโรป ใช้วิธีการให้นศ.เก่าที่อยู่มาก่อน (ไม่อยากใช้คำว่ารุ่นพี่เพราะ นศ.ใหม่บางคนก็แก่กว่า) เข้าไปนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับนศ.ใหม่เพื่อการรู้จักอย่างทั่วถึงแทน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตอนแรกกะเขียนนิดเดียวแล้วยาวเลย ความจริงเคยพูดคุยประเด็นรับน้องหรือเชียร์กับมิตรสหายท่านหนึ่งว่า ถ้าเด็กไทยและคนไทย มีวิจารณญาณมากพอ และคิดวิเคราะห์เป็นกว่านี้จะเห็นว่ากิจกรรมเชียร์ที่ทำอยู่นี้มันไม่ได้ให้ผลดีชัดเจนและควรเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างในตัวกิจกรรม เช่น เลิกคิดได้แล้วว่าการให้ทุกคนมานั่งเต้นทำกิจกรรมฐานด้วยกัน จะสร้างความ Unity ได้ในระยะยาว เพราะความเป็นอันหนึ่งอันเดียว กับ ความสามัคคียามทำงาน เป็นคนละอย่างกัน ทุกคนคิดต่างกันจึงต้องมีการโต้เถียงกัน ไม่ถูกกัน มันจึงไม่มีทางเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ แต่ทุกคนสามารถเกิดความสามัคคีกันและมองข้ามเรื่องส่วนตัวเพื่อทำงงานของภาพรวมให้สำเร็จได้\u003c/p\u003e","title":"ความเห็นของข้าพเจ้า: อยากยกเลิกกิจกรรมรับน้องไหม"},{"content":"กำลังจะอ่านหนังสือแล้วขี้เกียจเลยเดินไปดูต้นไม้ตัวเองที่ระเบียงแล้วคิดอะไรบางอย่างออก\nวิชาโครงงาน หรือ IS หรือแล้วแต่พวกคุณจะเรียกกัน ผมก็ไม่รู้มันมีขึ้นมาเพื่ออะไร แต่ถ้าใช้ความโนส่วนตัวคิดว่ามีเพื่อการสอนให้เด็กเรียนรู้ และฝึกสังเกต สรุปผลตามแนวทางหลักวิทยาศาสตร์ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ\nปัญหาของวิชานี้ที่เจอสมัยอยู่โรงเรียนเก่า คือ ทำโครงงานง่ายไปไม่ผ่าน เลยตั้งข้อสงสัยว่า ในเมื่อจุดประสงค์คือการให้ได้ฝึกสังเกต วิเคราะห์ สรุปผล แล้วทำไมความยากง่ายของหัวข้อโครงงานถึงมาเกี่ยวข้องด้วย ทำไมโรงเรียนต้องพยายามผลักดันให้เด็กทำโครงงานที่ดูยาก ทั้ง ๆ ที่เริ่มจากโครงงานง่าย ๆ ก่อนแล้วค่อยดันเด็กไปสู่รายละเอียดที่น่าสนใจขึ้นก็ได้\nประสบการณ์ตรงจากการเห็นอาจารย์ปฏิเสธโครงงานวัดปริมาณวิตามินซีในน้ำผลไม้ ชื่อหัวข้ออาจดูง่ายสำหรับโครงงานม.หก เพราะทำกันมาตั้งแต่ม.สาม แต่ทำไมอาจารย์ที่ปรึกษาในตอนนั้นไม่ให้เด็กลองทำหัวข้อนี้ดูก่อน แล้วค่อยเสริมรายละเอียดที่น่าสนใจขึ้น เช่น ได้ปริมาณวิตามินซีในน้ำผลไม้มาแล้ว ทีนี้ลองมานั่งหาความสัมพันธ์กับส่วนประกอบของเครื่องดื่ม\nสรุป สุดท้ายวิชาโครงงานได้อะไร ได้โครงงานเจ๋ง ๆ ไว้แข่งกับโรงเรียนอื่น หรือ ได้โปรดักส์ดี ๆ มาไว้ใช้งาน หรืออยากให้เด็กฝึกวิเคราะห์ปัญหากันแน่\nป.ล. ความจริงความยากง่ายของโครงงานไม่ได้เกี่ยวกับผลกระทบต่อสังคม เช่น ย้อนไปหลายปีก่อนมีประเด็นเด็กประถมในต่างประเทศทำโปรเจ็กต์วิทยาสตร์ดังไปทั่วประเทศ เรื่อง วัดคุณภาพน้ำแข็งในร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังกับน้ำในชักโครก ซึ่งผลออกมาคือ สกปรกเท่ากัน\u0026hellip; แต่โครงงานนี้สร้างผลกระทบเป็นข่าวไปได้ในวงกว้างพอสมควรเลย\nข่าวเกี่ยวกับโครงงานตรวจเชื้อในน้ำแข็ง http://abcnews.go.com/GMA/OnCall/story?id=1641825\u0026amp;page=1\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/we-study-is-forwhat/","summary":"\u003cp\u003eกำลังจะอ่านหนังสือแล้วขี้เกียจเลยเดินไปดูต้นไม้ตัวเองที่ระเบียงแล้วคิดอะไรบางอย่างออก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวิชาโครงงาน หรือ IS หรือแล้วแต่พวกคุณจะเรียกกัน ผมก็ไม่รู้มันมีขึ้นมาเพื่ออะไร แต่ถ้าใช้ความโนส่วนตัวคิดว่ามีเพื่อการสอนให้เด็กเรียนรู้ และฝึกสังเกต สรุปผลตามแนวทางหลักวิทยาศาสตร์ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eปัญหาของวิชานี้ที่เจอสมัยอยู่โรงเรียนเก่า คือ ทำโครงงานง่ายไปไม่ผ่าน เลยตั้งข้อสงสัยว่า ในเมื่อจุดประสงค์คือการให้ได้ฝึกสังเกต วิเคราะห์ สรุปผล แล้วทำไมความยากง่ายของหัวข้อโครงงานถึงมาเกี่ยวข้องด้วย ทำไมโรงเรียนต้องพยายามผลักดันให้เด็กทำโครงงานที่ดูยาก ทั้ง ๆ ที่เริ่มจากโครงงานง่าย ๆ ก่อนแล้วค่อยดันเด็กไปสู่รายละเอียดที่น่าสนใจขึ้นก็ได้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eประสบการณ์ตรงจากการเห็นอาจารย์ปฏิเสธโครงงานวัดปริมาณวิตามินซีในน้ำผลไม้ ชื่อหัวข้ออาจดูง่ายสำหรับโครงงานม.หก เพราะทำกันมาตั้งแต่ม.สาม แต่ทำไมอาจารย์ที่ปรึกษาในตอนนั้นไม่ให้เด็กลองทำหัวข้อนี้ดูก่อน แล้วค่อยเสริมรายละเอียดที่น่าสนใจขึ้น เช่น ได้ปริมาณวิตามินซีในน้ำผลไม้มาแล้ว ทีนี้ลองมานั่งหาความสัมพันธ์กับส่วนประกอบของเครื่องดื่ม\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสรุป สุดท้ายวิชาโครงงานได้อะไร ได้โครงงานเจ๋ง ๆ ไว้แข่งกับโรงเรียนอื่น หรือ ได้โปรดักส์ดี ๆ มาไว้ใช้งาน หรืออยากให้เด็กฝึกวิเคราะห์ปัญหากันแน่\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eป.ล. ความจริงความยากง่ายของโครงงานไม่ได้เกี่ยวกับผลกระทบต่อสังคม เช่น ย้อนไปหลายปีก่อนมีประเด็นเด็กประถมในต่างประเทศทำโปรเจ็กต์วิทยาสตร์ดังไปทั่วประเทศ เรื่อง วัดคุณภาพน้ำแข็งในร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังกับน้ำในชักโครก ซึ่งผลออกมาคือ สกปรกเท่ากัน\u0026hellip; แต่โครงงานนี้สร้างผลกระทบเป็นข่าวไปได้ในวงกว้างพอสมควรเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eข่าวเกี่ยวกับโครงงานตรวจเชื้อในน้ำแข็ง \u003ca href=\"http://abcnews.go.com/GMA/OnCall/story?id=1641825\u0026amp;page=1\"\u003ehttp://abcnews.go.com/GMA/OnCall/story?id=1641825\u0026amp;page=1\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e","title":"ตกลงเราเรียนวิชาโครงงานไปเพื่ออะไร ?"},{"content":"ผ่านมาประมาณสองสัปดาห์นับจากเริ่มปลูกต้นไม้แบบจริง ๆ จัง ๆ ครั้งแรก ก็ลองพยายามฝึกสังเกตอะไรให้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อสัปดาห์ก่อนดอกมะลิดอกแล้วก็บานแล้ว (มันบานตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แต่พึ่งมาเขียนบล็อกสัปดาห์นี้\u0026hellip;)\nสังเกตการรดน้ำ ก่อนหน้านี้ต้นมะลิมีดอกติดมาประมาณสี่ดอกได้ แต่ว่าเป็นเรื่องน่าสังเกต (ซึ่งตอนสุดท้ายเป็นความผิดตนเอง) ว่าดอกมะลิเมื่อกำลังจะบาน จะเป็นรอยแดง ๆ ประกอบกับใบไม้มีอาการหงิกงอนิดหน่อย ในตอนแรกผมไปหาข้อมูลว่าและคาดว่าอาจจะติดพวกแมลงบางอย่างมา แต่หลังจากลองไปเรื่อย ๆ สังเกตเห็นว่า ดอกไม้ที่กำลังจะบานแล้วร่วง เป็นดอกที่ผมรดน้ำในช่วงมันกำลังบานพอดี ส่วนดอกที่เหลือรอดมาดอกเดียว (ดอกในรูปล่าง) ผมไม่เคยรดน้ำที่ตัวดอกมันเลย เพราะกิ่งมันยื่นออกมานอกกระถาง ผมกลัวรดแล้วทำให้พื้นเปียก\nสรุป จากการสังเกตข้างต้นผมเลยได้ข้อสรุปแบบบ้าน ๆ มาว่า เวลาต้นมะลิติดดอก (กรณีนี้ต้นเล็กพึ่งโต) ถ้าดอกพึ่งติดแล้วเป็นดอกตูม ๆ แบบรูปด้านล่าง คือให้รดน้ำได้ตามปกติ (ปกติผมลดจากยอดต้นเลยเพราะยังไม่สูงมาก) แต่ถ้าดอกเริ่มกำลังจะบานแล้ว เริ่มแตกออกต้องพยายามเลี่ยงไม่รดน้ำโดนดอกเหล่านั้น\nเท่ากับว่าก็เหมือนจะได้ความรู้ใหม่ ๆ จากการสังเกตการปลูกต้นไม้มา ซึ่งผมไม่รู้ว่าพวกหลักการรดน้ำต้นไม้พวกนี้มันอาจจะมีเขียนในตำราที่ไหนอยู่แล้ว แต่ผมหาจากเน็ตไม่ค่อยเจอคนพูดถึงผมเลยมาลองสังเกตเอง\nส่วนต้นโป๊ยเซียน (Poi~) ตอนนี้ก็กำลังโตไปได้ดี นอกเสียแต่ว่าต้นดอกเหลือตอนนี้ใบเหลืองไปหน่อย อาจจะเพราะผมรดน้ำเยอะไป ตอนนี้พยายามรดน้ำน้อยลง (กะไม่ค่อยถูก\u0026hellip;) แล้วก็เหมือนจะดีขึ้น\nเรื่องของแสงแดด ตอนนี้นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะแดดที่ส่องมายังระเบียงตอนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนทำให้ต้นไม้โตดีขึ้น ต้นมะลิที่ผมลองแต่งกิ่งไปก็เหมือนจะแตกกิ่งอ่อนออกมาโตขึ้น (อ่านมาเหมือนเขาบอกต้นที่พึ่งปลูกไม่ควรตัดแต่งกิ่งมาก เหมือนผมจะไปตัดมันมาแล้ว\u0026hellip;) ส่วนโป๊ยเซียนก็กำลังสูงขึ้นและออกใบใหม่เรื่อย ๆ ครับ\nป.ล. ล่าสุดผมลองเอากากกาแฟที่ขอมาจากร้านกาแฟที่คณะผมมาลองผสมน้ำรดน้ำต้นไม้ดู แต่รดไปได้แค่ครั้งเดียว\u0026hellip;\nผมเผอิญเจอสูตรผสมปุ๋ยกาแฟแบบไม่ต้องหมัก คือ แค่ผสมกากกาแฟที่เปียกประมาณ 1 กระป๋องนมผสมน้ำ 5 ลิตร ไว้รดต้นไม้ที่ชอบความเป็นกรด\nส่วนของผมลองผสมนิดเดียวแล้วลองรดน้ำกะลองดูว่าเป็นอย่างไร ก็เดี๋ยวกะว่าจะไปขอกากกาแฟอีกรอบแล้วกลับมาลองรดน้ำต้นไม้ดูอีกทีครับ\nแหล่งที่มา\nภาพมะลิที่ยังไม่บาน http://pirun.ku.ac.th/~b5310102841/page3.html สูตรปุ๋ยกากกาแฟ http://www.bansuanporpeang.com/node/4516 ","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/noob-gardener-1/","summary":"\u003cp\u003eผ่านมาประมาณสองสัปดาห์นับจากเริ่มปลูกต้นไม้แบบจริง ๆ จัง ๆ ครั้งแรก ก็ลองพยายามฝึกสังเกตอะไรให้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อสัปดาห์ก่อนดอกมะลิดอกแล้วก็บานแล้ว (มันบานตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แต่พึ่งมาเขียนบล็อกสัปดาห์นี้\u0026hellip;)\u003c/p\u003e\n\u003ch4 id=\"สงเกตการรดนำ\"\u003eสังเกตการรดน้ำ\u003c/h4\u003e\n\u003cp\u003eก่อนหน้านี้ต้นมะลิมีดอกติดมาประมาณสี่ดอกได้ แต่ว่าเป็นเรื่องน่าสังเกต (ซึ่งตอนสุดท้ายเป็นความผิดตนเอง) ว่าดอกมะลิเมื่อกำลังจะบาน จะเป็นรอยแดง ๆ ประกอบกับใบไม้มีอาการหงิกงอนิดหน่อย ในตอนแรกผมไปหาข้อมูลว่าและคาดว่าอาจจะติดพวกแมลงบางอย่างมา แต่หลังจากลองไปเรื่อย ๆ สังเกตเห็นว่า ดอกไม้ที่กำลังจะบานแล้วร่วง เป็นดอกที่ผมรดน้ำในช่วงมันกำลังบานพอดี ส่วนดอกที่เหลือรอดมาดอกเดียว (ดอกในรูปล่าง) ผมไม่เคยรดน้ำที่ตัวดอกมันเลย เพราะกิ่งมันยื่นออกมานอกกระถาง ผมกลัวรดแล้วทำให้พื้นเปียก\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/piDghpo.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch4 id=\"สรป\"\u003eสรุป\u003c/h4\u003e\n\u003cp\u003eจากการสังเกตข้างต้นผมเลยได้ข้อสรุปแบบบ้าน ๆ มาว่า เวลาต้นมะลิติดดอก (กรณีนี้ต้นเล็กพึ่งโต) ถ้าดอกพึ่งติดแล้วเป็นดอกตูม ๆ แบบรูปด้านล่าง คือให้รดน้ำได้ตามปกติ (ปกติผมลดจากยอดต้นเลยเพราะยังไม่สูงมาก) แต่ถ้าดอกเริ่มกำลังจะบานแล้ว เริ่มแตกออกต้องพยายามเลี่ยงไม่รดน้ำโดนดอกเหล่านั้น\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://pirun.ku.ac.th/~b5310102841/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B4.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเท่ากับว่าก็เหมือนจะได้ความรู้ใหม่ ๆ จากการสังเกตการปลูกต้นไม้มา ซึ่งผมไม่รู้ว่าพวกหลักการรดน้ำต้นไม้พวกนี้มันอาจจะมีเขียนในตำราที่ไหนอยู่แล้ว แต่ผมหาจากเน็ตไม่ค่อยเจอคนพูดถึงผมเลยมาลองสังเกตเอง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eส่วนต้นโป๊ยเซียน (Poi~) ตอนนี้ก็กำลังโตไปได้ดี นอกเสียแต่ว่าต้นดอกเหลือตอนนี้ใบเหลืองไปหน่อย อาจจะเพราะผมรดน้ำเยอะไป ตอนนี้พยายามรดน้ำน้อยลง (กะไม่ค่อยถูก\u0026hellip;) แล้วก็เหมือนจะดีขึ้น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องของแสงแดด ตอนนี้นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะแดดที่ส่องมายังระเบียงตอนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนทำให้ต้นไม้โตดีขึ้น ต้นมะลิที่ผมลองแต่งกิ่งไปก็เหมือนจะแตกกิ่งอ่อนออกมาโตขึ้น (อ่านมาเหมือนเขาบอกต้นที่พึ่งปลูกไม่ควรตัดแต่งกิ่งมาก เหมือนผมจะไปตัดมันมาแล้ว\u0026hellip;) ส่วนโป๊ยเซียนก็กำลังสูงขึ้นและออกใบใหม่เรื่อย ๆ ครับ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/UVPGSUd.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eป.ล. ล่าสุดผมลองเอากากกาแฟที่ขอมาจากร้านกาแฟที่คณะผมมาลองผสมน้ำรดน้ำต้นไม้ดู แต่รดไปได้แค่ครั้งเดียว\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eผมเผอิญเจอสูตรผสมปุ๋ยกาแฟแบบไม่ต้องหมัก คือ แค่ผสมกากกาแฟที่เปียกประมาณ 1 กระป๋องนมผสมน้ำ 5 ลิตร ไว้รดต้นไม้ที่ชอบความเป็นกรด\u003c/p\u003e","title":"Noob Gardener #1 : บุษบาเกิดมากับความสดใส"},{"content":"ช่วงนี้ Stardew Valley กำลังฮิตอย่างแรงมาก เกิดเป็นกระแสทั่วบ้านทั่วเมือง ทั่วราชอาณาจักร เปิด Steam ทีก็ออนเกมนี้พร้อมกันเป็นห้าหกคน นับว่าเป็นกระแสเกมปลูกผักที่มาแรงมากจริง ๆ ผมก็ซื้อมาเล่นประมาณสัปดาห์กว่าแล้ว แต่ก็หยุดเล่นไปก่อนเพราะงานกำลังยุ่ง (งานท่วม แต่ก็ขี้เกียจทำ\u0026hellip;)\nตอนที่พึ่งเลือกหอ กำลังจะเข้าปีหนึ่ง เคยคิดเล่น ๆ ไว้ว่าอยากปลูกต้นไม้ตรงระเบียงสวย ๆ ทำสวนเล็ก ๆ แบบพวกอยู่คอนโดเขาทำกัน ระเบียงหอมันมีพื้นที่ประมาณ 3.1 x 1 เมตร และอีกอย่างคือส่วนตัวแล้วชอบต้นไม้ ชอบอะไรเขียว ๆ ชอบป่าอะไรพวกนี้ ที่บ้านก็มีที่ปลูกต้นไม้อยู่บ้าง แต่ก็แทบไม่เคยไปช่วยรดน้ำเลยตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลายมา\nช่วงย้ายหอมาอยู่แรก ๆ ก็เลยลองทำตามที่อยากจากการลองฝึกปลูกต้นไม้เองดูก่อน เป็นต้นไม้ที่เหมือนจะปลูกง่าย ๆ มี\nพลูด่าง 1 ต้น ตะบองเพชร 3 ต้น คุณนายตื่นสาย 1 กระถาง อัพเดตจากวันนี้ คือ ตะบองเพชรตายไปสอง\u0026hellip; คุณนายตื่นสายโดนนกพิราบคาบไปกินเรียบ\u0026hellip; ก็นับว่าเป็นการเรียนรู้ที่เหมือนจะดีครับ ส่วนพลูด่างนี่งอกเอางอกเอา ตัดไปหลายรอบละ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีวิธีตัดแบบดี ๆ ไหม แต่ไม่ได้อ่าน ก็เลยตัดเถาวัลย์ที่ยื่นออกมาทิ้ง แล้วกะว่าจะหาไม้มาปักให้มันเลื้อยแล้ว จะดูเป็นระเบียบ\nล่าสุดหลังจากต้นไม้ตายไปสามต้น! ก็เริ่มอยากหาหนูทดลองมาเพิ่มอีก (ฮา) และแล้วก็เหมือนจังหวะดีที่มหาลัยจัดงานพืชสวน คล้าย ๆ งานตลาดขายของกิน แต่มีขายต้นไม้พวกนี้ด้วย เลยได้ไปเดินดูกับแม่ เผื่อกะหาต้นไม้มาปลูกเพิ่ม\nก็เดินดูกันก็มีให้เลือกเยอะแยะ พึ่งเคยมาสนใจส่วนจัดขายต้นไม้ก็วันนี้ ปกติจะเดินตามอากงกับยายดูต้นไม้ แล้วนี่ก็กดมือถือเล่น\u0026hellip; ที่คิดไว้คืออยากลองปลูกพวกที่ออกดอก เพราะปลูกพวกมีแต่ใบ เช่น พลูด่าง แล้วไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย เห็นมันงอกยาวเรื่อย ๆ แค่นั้น แต่คิดว่าปลูกพวกพืชดอกแล้วเวลามันออกดอก น่าจะดูตื่นเต้น และคิดว่าปลูกพวกนี้น่าจะง่ายกว่าปลูกพืชสายกินได้ เช่น พริก (ฮา) (ปลูกต้นไม้ดรอปไอเทมแล้วโยนลงถังรอแซ็กมาเก็บไปขายตอนห้าโมง /ผิด)\nสรุปเดินทั่วงานก็ได้ ต้นไม้มาสามต้น คือ มะลิซ้อน (นี่ชื่อมันปะ หรือมีชื่ออื่น) กับโป๊ยเซียนดอกสีแดงและเหลืออย่างละต้น รวมกันก็ไม่ถึงสองร้อยบาทมั้ง ถ้าจำไม่ผิด\nต้นโป๊ยเซียนตอนนี้ก็มีดอกตั้งแต่ก่อนซื้ออยู่แล้ว (เขาบอกใส่ปุ๋ยเร่งดอก) ก็เป็นต้นเล็ก ๆ สูงประมาณ 15 เซนติเมตร เวลารดน้ำเขาบอกห้ามโดนดอกเพราะจะร่วงง่าย นี่ก็เลยพยายามรดน้ำอย่างระมัดระวังมาก กลัวโดนดอกไม้ ดูเป็นคนที่มือใหม่มาก (ฮา)\nส่วนทางด้านต้นมะลิ ก็มึดอกแล้ว แต่ยังไม่บาน สูงประมาณฟุตนึงพอดี มีดอกแล้วประมาณสามสี่ดอกเห็นจะได้ นี่ก็ลุ้นอยู่ว่าระหว่างดอกร่วงกับบาน อันไหนจะเกิดก่อนกัน เพราะกลัวตอนแรกมีดอกอยู่แล้ว ดูแลไปมากลายเป็นดอกร่วงหมดต้น อันนี้อ่านมาเขาบอกรดให้ชุ่ม ๆ ก็รดเยอะนะครับ แต่ก็กลัวจะมากเกิน\nปัญหาสำคัญสุดตอนนี้มีสองเรื่องคือ การขยายกระถาง กำลังคิดว่าควรรีบเอากระถางใหญ่เลยใหม่ หรือรอมันโต แต่ถ้าต้องใช้กระถางใหญ่ก็สงสัยว่า จะเอากระถางแบบไหนดี เพราะนี่ก็ปลูกในหอ ไม่ใช่ลานบ้าน\nส่วนปัญหาอีกข้อคือเรื่องแดด ตอนนี้พึ่งเข้าฤดูร้อน มุมแดดเบนไปทางหลังตึก ทำให้ระเบียงห้องแสงแดดตรง ๆ จากดวงอาทิตย์จะส่องถึงน้อยมาก ก็ต้องภาวนากันไปอันนี้ว่า ให้แดดกลับมาเร็ว ๆ เพราะช่วงใกล้หน้าฝน แดดจะส่องตรงเข้าห้องอย่างแรงเลย\nล่าสุดครับ ไปเดิน Daiso มาแล้วเจอพลั่ว มันสวยมากเลย แล้วเหมือนเด็กเห่อของเล่นใหม่ ก็เลยอยากได้อะไรไว้ใช้งานครบ ๆ ซึ่งจากขนาดกระถางก็ไม่รู้ซื้อมาทำไมนะบางที แต่ตอนเห็นพลั่วที่ไดโซะคิดในใจว่าสวยมาก แต่ถ้าแปะชื่อยี่ห้อ MUJI ไปราคาคงเหยียบสองพันกว่าแน่นอน\nสุดท้ายก็ไม่มีอะไรละ ก็จะพยายามดูแลไปเรื่อย ๆ เอาจริง ๆ สาเหตุที่มาเขียนบล็อกเพราะตอนแรกคิดว่าจะจริงจังกับการลองปลูกต้นไม้ กะเขียนจดใส่สมุดเลยว่าวันนี้เป็นไง ๆ แต่ด้วยนิสัยชอบเล่าเรื่องก็คิดว่าเขียนลงบล็อกไปเลยดีกว่าว่าเป็นไงบ้างแล้ว ก็เลยกลายมาเป็น Noob Gardener ขึ้นมา (คิดชื่ออื่นไม่ออก ไม่รู้ด้วยว่ามันมีศัพท์ที่ดีกว่าคำว่า Gardener ไหม)\nตัดจบละครับ\u0026hellip;\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/noob-gardener-0-stardew-valley-in-real-life/","summary":"\u003cp\u003eช่วงนี้ Stardew Valley กำลังฮิตอย่างแรงมาก เกิดเป็นกระแสทั่วบ้านทั่วเมือง ทั่วราชอาณาจักร เปิด Steam ทีก็ออนเกมนี้พร้อมกันเป็นห้าหกคน นับว่าเป็นกระแสเกมปลูกผักที่มาแรงมากจริง ๆ ผมก็ซื้อมาเล่นประมาณสัปดาห์กว่าแล้ว แต่ก็หยุดเล่นไปก่อนเพราะงานกำลังยุ่ง (งานท่วม แต่ก็ขี้เกียจทำ\u0026hellip;)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตอนที่พึ่งเลือกหอ กำลังจะเข้าปีหนึ่ง เคยคิดเล่น ๆ ไว้ว่าอยากปลูกต้นไม้ตรงระเบียงสวย ๆ ทำสวนเล็ก ๆ แบบพวกอยู่คอนโดเขาทำกัน ระเบียงหอมันมีพื้นที่ประมาณ 3.1 x 1 เมตร และอีกอย่างคือส่วนตัวแล้วชอบต้นไม้ ชอบอะไรเขียว ๆ ชอบป่าอะไรพวกนี้ ที่บ้านก็มีที่ปลูกต้นไม้อยู่บ้าง แต่ก็แทบไม่เคยไปช่วยรดน้ำเลยตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลายมา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eช่วงย้ายหอมาอยู่แรก ๆ ก็เลยลองทำตามที่อยากจากการลองฝึกปลูกต้นไม้เองดูก่อน เป็นต้นไม้ที่เหมือนจะปลูกง่าย ๆ มี\u003c/p\u003e\n\u003cul\u003e\n\u003cli\u003eพลูด่าง 1 ต้น\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eตะบองเพชร 3 ต้น\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eคุณนายตื่นสาย 1 กระถาง\u003c/li\u003e\n\u003c/ul\u003e\n\u003cp\u003eอัพเดตจากวันนี้ คือ ตะบองเพชรตายไปสอง\u0026hellip; คุณนายตื่นสายโดนนกพิราบคาบไปกินเรียบ\u0026hellip; ก็นับว่าเป็นการเรียนรู้ที่เหมือนจะดีครับ ส่วนพลูด่างนี่งอกเอางอกเอา ตัดไปหลายรอบละ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีวิธีตัดแบบดี ๆ ไหม แต่ไม่ได้อ่าน ก็เลยตัดเถาวัลย์ที่ยื่นออกมาทิ้ง แล้วกะว่าจะหาไม้มาปักให้มันเลื้อยแล้ว จะดูเป็นระเบียบ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eล่าสุดหลังจากต้นไม้ตายไปสามต้น! ก็เริ่มอยากหาหนูทดลองมาเพิ่มอีก (ฮา) และแล้วก็เหมือนจังหวะดีที่มหาลัยจัดงานพืชสวน คล้าย ๆ งานตลาดขายของกิน แต่มีขายต้นไม้พวกนี้ด้วย เลยได้ไปเดินดูกับแม่ เผื่อกะหาต้นไม้มาปลูกเพิ่ม\u003c/p\u003e","title":"Noob Gardener #0 : Stardew valley in real life"},{"content":"ไม่นานมานี้พึ่งผ่านไปกับการแข่ง Thailand CTF ซึ่งเป็นการแข่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยแข่งมาเลย ทั้งเรื่องงบประมาณ และการทำงานของผู้จัดงาน นี่ก็เลยเอามาเขียนบล็อกเล่าให้ฟัง เก็บไว้เป็นประสบการณ์\nCTF คืออะไร CTF นั้นย่อมา Capture The Flag โดยธงที่ว่านี้ไม่ใช่ธงผ้าใบสี ๆ นะครับ แต่เป็นข้อความที่ซ่อนอยู่ ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องหามาให้ได้ โดยในการแข่ง CTF ธงเหล่านี้จะซ่อนอยู่ในโจทย์ต่าง ๆ ในโปรแกรมหรือข้อมูลที่ให้มา ผู้เข้าแข่งขันมีหน้าที่ ทำอย่างไรก็ได้ ถอดรหัส, Reverse engineering หรือวิธีการต่างๆ เพื่อเอาธงที่ว่านี้ออกมาจากไฟล์ โปรแกรม ชุดข้อมูล หรืออะไรก็ตามแล้วส่งให้กรรมการ\nการแข่งขัน Thailand CTF การแข่งขัน Thailand CTF ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด น่าจะจัดปีนี้เป็นปีแรก จัดโดย สพธอ. (สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์) หรือ ETDA หลายคนอาาจจะไม่คุ้น (ตอนแรกผมก็ไมคุ้น) แต่ถ้าพูดชื่อ ThaiCERT น่าจะคุ้นๆหูกัน ซึ่ง ThaiCERT ก็เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับดูแล ETDA นั้นเอง โดยทั้งสองหน่วยงานนี้เป็นผู้จัดการแข่งขันนี้ขึ้นมา\nการแข่งขัน Thailand CTF แข่งเป็นทีมไม่เกินสามคน โดยแบ่งเป็นสองรอบ คือ รอบออนไลน์ เป็นรอบคัดเลือกทีมจากทั่วประเทศให้เหลือเพียง 8 ทีม เพื่อเข้าแข่งในรอบตัดสิน โดยให้แข่งผ่านทางเว็บไซต์ โดยให้เวลาทำ 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ 11.00 น. ของวันที่ 5 กันยายน 2558 ถึงเวลา 11.00 น. ของวันที่ 6 กันยายน 2558 ซึ่งโจทย์ก็มีประมาณ การเข้ารหัสข้อมูล, การวิเคราะห์ข้อมูล, การทำ Reverse Engineering และเกี่ยวกับ Website เมื่อคัดได้ทีมชนะเลิศคะแนนสูงสุดของประเทศแล้ว ก็จะนำมาแข่งต่อในรอบชิงชนะเลิศที่ ETDA เลย แข่งเป็นเวลาประมาณหกชั่วโมงติดกัน (ผมจำเวลาเป๊ะ ๆ ไม่ได้) โดยรอบนี้จะเป็นโจทย์จากทางทีมงานต่างประเทศที่จัดแข่ง CTF ระดับนานาชาติที่ญี่ปุ่นมาช่วยออกให้ ซึ่งผู้ชนะเลิศสองอันดับแรกจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันต่อที่อินโดนีเซีย\nต่อจากนี้จะเป็นการเล่าเรื่องตอนที่แข่งนะครับ อาจจะหาสาระไม่ค่อยได้ (ฮา)\nรอบแรก Thailand CTF รอบแรกตามที่กล่าวไว้ มันจัดแข่งวันเสาร์อาทิตย์ คนในทีมผมมีสามคน ผม มาจากสจล. (เทคโนฯ ลาดกระบัง) ส่วนอีกสองคนในทีมเป็นเพื่อนและรุ่นพี่จากจุฬา ซึ่งครับ สองมหาลัยนี้ห่างกันมาก เลยต้องหาที่แข่งกันเป็นที่อื่น สิ่งที่เป็นเกณฒ์หาคือ นั่งนานได้ มีปลั๊กไฟ มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ มีแอร์ แค่นั้นแหละครับ หลังจากวางแผนไปมาจึงได้ NE8T เป็นที่แข่งขันในรอบนี้\nนัดกันประมาณ 11 โมงเช้า ก็ประมาณนั้นก็เจอกันหน้า NE8T ซึ่งทั้งทีมไม่เคยมีใครเข้าร้าน NE8T มาก่อนเลยตอนเข้าครั้งแรกเลยเกี่ยง ๆ กันหาคนเข้าก่อน (ฮา) ก็เข้าไปสั่งน้ำอะไรนิดหน่อย แล้วหาที่นั่งที่ใกล้ปลั๊กไฟ แล้วเริ่มเปิดคอมขึ้นมาแข่งละ\nโจทย์ก็เปิดขึ้นมา ส่วนใหญ่ปริมาณโจทย์จะหนักไปทางเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล และการถอดรหัสข้อมูล ถ้าจำไม่ผิด หมวด Reverse Engineering จะมีสามข้อ และหมวดเว็บไซต์จะมีเพียงข้อเดียว! ซึ่งเพื่อนคนนึงในทีมเตรียมเรื่อง Website มาอย่างมาก ก็เหมือนจะผิดหวังหน่อย ๆ ส่วนรุ่นพี่ในทีมตอนชวน พี่เขาบอกว่า เขาอาจจะช่วยอะไรมากไม่ได้ก็เพราะลืม ๆ หมดแล้ว แต่ครับ พี่คนนี้แหละที่เป็นคนแรกในทีมที่ทำโจทย์ได้และพาทีมกระโดดเข้าสู่ 8 อันดับแรกของประเทศทันที ตอนนั้นที่ทำได้ผมกับเพื่อนนี่กราบรัว ๆ เลย (ฮา) ส่วนผม ? เหมือนจะเป็นคนที่ทำอะไรไม่ค่อยได้เลย (ฮา) ทำได้ไปข้อนึงคือข้อถอดรหัสไฟล์เสียง ซึ่งเป็นรหัสมอร์สแฝงอยู่ ซึ่งคะแนนก็น้อยครับ เพราะง่าย\nทีมของผมนั่งทำตั้งแต่ประมาณเกือบ ๆ เที่ยง เดินเข้าออกห้องน้ำ น้ำหมดก็สั่งเพิ่ม เพราะทางร้านมีนโยบายให้เน็ตหนึ่งชั่วโมงต่อการสั่งของหนึ่งใบเสร็จ ตอนนั้นก็สั่งน้ำไปสองแก้ว เพื่อนอีกคนละแก้วมั้งครับ เท่าที่จำได้ ซึ่งแน่นอนอินเตอร์เน็ตไม่พอแน่นอน เลยต้องพึ่งเน็ตโทรศัพท์เปิดแชร์ให้คอมพิวเตอร์กันไป\nนั่งทำกันมาเรื่อย ๆ จนถึงประมาณสามทุ่ม ร้านกำลังจะปิด (ปกติร้านปิดสี่ทุ่ม แต่วันนี้เขาบอกขอปิดสามทุ่มครึ่ง) ตอนนั้นคนในร้านจากเต็มร้านตอนกลางวัน ตอนนั้นเหลือแค่โต๊ะผมโต๊ะเดียว ถ้าไม่นับอีกโต๊ะที่ออกก่อนผมไปไม่นาน\nณ ตอนนั้นคนในทีมไม่ได้กินข้าวกันเลย ผมก็เห็นว่าเมนูในร้านมันน่ากินเหลือเกิน จังหวะนั้นคือดึกแล้ว บวกกับการที่ไม่ได้กินข้าวเย็นเลย ก็เริ่มไม่มีใครคิดโจทย์ออกละ สุดท้ายผมเลยสั่งพิซซ่ามากินเล่น ซึ่งตอนที่สั่งเขากำลังเก็บครัวพอดี ต้องกราบขอโทษร้าน NE8T มา ณ ที่นี้ด้วยครับ (ฮา) ซึ่งระหว่างรอพิซซ่าเนี่ย บอกเลยว่ากลิ่นมันหอมมากเลย อาจเพราะไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่กลางวัน\nน่าเสียดายไม่ได้ถ่ายตอนพิซซ่ามา เพราะตอนที่พิซซ่ามา ทุกคนยืนขึ้นจกกันอย่างเดียว เลยไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ เดินออกมาจาก NE8T ตอนสามทุ่มครึ่งกว่า ๆ ในสภาพพิซซ่าที่ไม่อิ่มท้อง เพราะแบ่งกันสามคน เลยมานั่งกินผัดไทหน้าร้าน NE8T เสียเลย เพราะขี้เกียจจะหาที่ไปแล้ว\nกินเสร็จกันประมาณสี่ทุ่มกว่า สุดท้ายก็แยกย้ายกลับบ้าน แล้วคิดว่าค่อยมาทำต่อวันรุ่งขึ้น ต้องขอบอกเลยว่าไม่เคยกลับบ้านดึกขนาดนี้มาก่อน แบบกลับคนเดียว ตอนเช็คอินแถวนั้น มีแค่คนแซวว่าเที่ยวกลางคืนหรอ ไปโคโค่วอร์คหรอประมาณนี้ (ฮา) ตอนนั้นกลับ BTS มาด้วยสภาพแบบอยากจะหลับคาเสาในรถไฟเลยจริง ๆ\nวันรุ่งขึ้นผมตื่นประมาณ 7 โมงเช้า เมื่อคืนนอนประมาณตีสาม เพราะพยายามแก้โจทย์ แต่ก็ทำไม่ได้เพิ่มเลย ตื่นเช้ามาเป็นช่วงตื่นเต้นมาก เนื่องจากทีมอื่นก็เริ่มตื่นมาทำ ทีมผมเลยถูกตบตกอันดับลงมา ผมเลยไม่กินข้าวเช้าแล้วนั่งทำต่อ ตอนที่เวลาเริ่มน้อยเข้ามานี่ตื่นเต้นมากจริง ๆ ทั้งที่ตอนแรกบอกไม่ซีเรียสกับการแข่ง แข่งสนุก ๆ แต่พอรู้ว่ามีสิทธิ์ชนะได้ก็ยิ่งอยากได้เข้ารอบ เช้านั้นทำได้เพิ่มอีกประมาณ 2-3 ข้อ ทุกครั้งที่ส่งแล้วผ่าน แล้วอันดับตัวเองดีดขึ้นมา ก็เป็นช่วงที่สนุกกัน (ผมสนุก คนในทีมสนุกไหมไม่รู้อันนี้) ทำกับไปเรื่อย ๆ จนจบเวลาการแข่งที่ 11 นาฬิกา ตอนนั้นผลคือผ่านเข้ารอบ รู้สึกแบบดีใจมาก ตอนนั้นผมนี่โพสต์ขึ้นเฟสเลยว่าหมดเวลาแล้วจ้าาาาาาาาา สุดท้ายคือ ผ่านเข้ารอบ ไม่นานจากนั้นทาง ThaiCert ก็โทรมเรื่องผ่านเข้ารอบ และขอข้อมูลพร้อมแจ้งการยืนยันข้อมูล\nอันนี้บ่นหน่อย ตอนวันที่รายงานตัว คือหลังจากวันแข่งเสร็จประมาณไม่กี่วัน คือทาง ThaiCERT เร่งเรื่องการเซ็นเอกสารยอมเข้าแข่งขันรอบต่อไปมาก ซึ่งในทีมผมคือแข่งข้ามมหาลัย เลยลำบากมากเรื่องนี้ เพราะต้องนั่งรถไปให้เพื่อนเซ็นแบบรีบ ๆ แต่พอตอนวันรายงานตัว นี่ขอรายงานตัวผ่านทาง Hangout ไปตอนสิบโมง แต่ได้สิบโมงสี่สิบ\u0026hellip; อันนี้เข้าใจว่าทางนั้นคนน้อย แต่ก็อยากให้เพิ่มคนมากขึ้นตอนลงทะเบียน ถ้าปีหน้ายังจัดนะครับ ไม่งั้นผู้เข้าแข่งก็ลำบากเหมือนกัน\nรอบชิงชนะเลิศ รอบนี้แข่งขันที่ ETDA เลย ตึกเดอะไนน์ ทาวเวอร์ ซึ่งแข่งจันทร์อังคาร ที่ 5 และ 6 ตุลาคม ทางทีมงานเลยมีโรงแรมไว้ให้นอน เข้าพักได้ตั้งแต่วันอาทิตย์ และกลับได้ช้าสุดวันพุธ แต่นี่เห็นใจกลัวเขางบไม่พอ เลยขอนอนแค่คืนเดียวคือ เข้าจันทร์ออกอังคาร\nเช้าวันจันทร์ออกจากบ้านมาขึ้นรถไฟฟ้า เดินทางไปถึงที่แข่งประมาณ 10 โมง ซึ่งอันที่จริงเขาเริ่มเก้าโมง แต่เห็นเขาบอกว่าวันแรกแค่บรีฟงานแข่ง เลยไม่อยากไปเช้า เพราะต้องเบียดเสียดกับคนที่จะเข้าบริษัท ไปถึงตอนนั้นสิบโมง นี่เดินงงๆ อยู่หน้าเซนทรัลพระรามเก้า หาซอยเข้าตึกไม่เจอ\u0026hellip; พอเข้าไปถึงตึกก็เข้าห้องประชุมเลย บอกเลยว่าตึกหรูมาก ไม่ค่อยได้มาพวกตึกสำหนักงานที่หรู ๆ แบบนี้ มาทีก็แบบว้าว เหมือนเด็กอนุบาลได้ของเล่น (ฮา) ไปถึงก็ตามคาดหมาย ทุกคนนั่งฟังหมดแล้ว\nตอนช่วงเช้าไม่มีอะไรมาก ฟังถึง 11 โมงก็กลับ ออกมาจากห้อง ก็ได้ของกินเล่น (ของว่าง) มาคนละกล่อง นี่หยิบมาสองกล่องเผื่อคนในทีมอีกคนที่ยังไม่มา\nจากนั้นก็ตรงไปโรงแรมเลย โรงแรมที่ทางทีมงานจองให้คือโรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน หรูมาก หรูแบบร้องว้าวเลย เข้าไปก็ตอนแรกคิดว่าจะเช็คอินไม่ได้ เพราะเขาบอกจะเช็คได้ตอนบ่ายโมง แต่ลอง ๆ เสี่ยงไปเช็คก็โชคดีเหมือนเคลียร์ห้องเสร็จแล้ว\nเข้าห้อมานี่แบบ โอ้ คุณพระ ทำไมไม่เข้าพักตั้งแต่วันอาทิตย์ คือ ห้องนอนหรูมากจริง ๆ เกิดมาไม่เคยแข่งอะไรแล้วได้ห้องพักหรูขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต นี่แบบถ่ายรูปเยอะมาก ตื่นเต้น ถ่ายทุกมุม เดินเปิดทุกบานประตูเลย แล้วแถมยังมีห้องซาวน่าให้ใช้ด้วย\nสักประมาณเที่ยงกว่า ตามที่ทางทีมงานนัดหมายคือเขาจะเอาข้าวเที่ยงมาส่งให้ เห็นบอกว่าเป็นเบนโตะ นี่ก็ไม่คิดว่าจะหรูอะไรมาก แต่ก็ยังมีพูดติดตลกกับเพื่อนอีกทีมว่า อาจจะเป็นปลาดิบก็ได้ เพราะเหมือน ETDA เขาจะงบเยอะ (ฮา) แต่พอได้เอาจริง ๆ ก็ดีกว่าที่คิดเยอะครับ เป็นข้าวกล่องของโออิชิ มาเป็นเซ็ตเลย\nที่เห็นเยอะ ๆ นั้นคือถ่ายติดกับรกะจกนะครับ บอกเลยว่ายอมรับจริง ๆ ว่าเขาจัดหรูจริงการแข่งนี้ พวกผมนี่นั่งกินเพลินเลย วันี้ไม่มีอะไร ส่วนมากหมดเวลากับการเล่นเกม และเตรียมตัวแข่ง แล้วเอาเวลาที่เหลือไปเล่นเกมตู้ที่ห้างเซนทรัล อ่อ แต่มีอย่างนึง พึ่งเคยได้พักโรงแรมที่เขาเอาผลไม้มาแจกฟรีตามห้องพักด้วย นี่ได้แอปเปิ้ลมากิน อร่อยดี\nวันรุ่งขึ้นก็ตื่นมาเตรียมเก็บของเพราะเช็คเอ้าต์วันนี้ ตื่นเช้ามาเจอวางหนังสือพิมพ์ไว้ให้หน้าห้อง สอดมาทางใต้ประตู นาน ๆ ทีเจอโรงแรมหรูบริการแบบนี้ นี่เห็นอะไรก็ว้าวไปหมด ตื่นมาอาบน้ำ แล้วลงไปชวนคนในทีมกินข้าว อาหารเช้าแน่นอนก็หรู สรุปครับ หรูทุกสิ่งทุกอย่างเลยโรงแรม\nเปิดมาตอนเช้า ก็มีงานเปิด งานแข่งผมเป็นงานเล็ก แต่เขาเอามารวมกับงานเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งมารัฐมนตรีไอซีทีมาร่วมงานด้วย งานเลยดูยิ่งใหญ่หน่อย ก็มีกล่าวเปิดงานอะไรนิดหน่อย ลงทะเบียน รับของที่ระลึก\nสักพักก็พาผู้เข้าแข่งปลีกตัวออกมาไปห้องแข่งขัน แล้วก็เริ่มแข่งทันที ตอนแข่งนี้จะไม่มีภาพเลย เพราะว่าไม่มีเวลาถ่ายภาพเล่น แต่บอกเลยว่าการแข่งจัดดีมาก คือแยกโต๊ะให้ นั่งห่างกันพอสมควร แถมมีส่วนของกิน เป็นพวกขนมนมเนย กาแฟ ชา สำหรับใครหิวเดินไปกินได้ แต่นั้นยังไม่พอ เพราะหลังจากแข่งไปไม่ถึงชั่วโมง ทางทีมงานก็เอาของลับออกมา\u0026hellip; พิซซ่าถาดใหญ่ สองถาด คนในทีมผมนี่มองตากันเลย จะกินหมดได้ไง พึ่งกินข้าวเช้าไปแบบเต็มลิมิต\nแต่ที่ตลกอยู่หน่อยคือ ขณะเริ่มแข่ง เพื่อนที่รู้จักกันแต่อยู่อีกทีมเขาพูดคุยกันในทีมเขา แต่เสียงดังไปหน่อยว่า \u0026ldquo;ไม่มีชาเลย\u0026rdquo; ตอนนั้นคือเหมือนยังไม่มีชาที่โต๊ะของกิน ทางทีมงานได้ยินเข้า เขาก็ตอบกลับมา \u0026ldquo;เอาชาอะไร ชาวัน หรือ ชา256\u0026rdquo; ตอนนั้นในห้องแข่งนี่มองหน้ากันเลย ทีมผมมีขำนิดหน่อย (มุกของสายIT หลายคนอาจจะไม่เก็ต)\nรอบนี้โจทย์ก็เหมือนรอบแรกเลย แค่จำนวนข้อเยอะขึ้น และข้อง่ายมากขึ้น แต่ข้อที่ยากก็มี แบบบางข้อไม่มีคนทำได้เลยก็มี แข่งกันไปห้าชั่วโฒง ผ่านตอนเที่ยงมา ทีมผมแทบไม่แตะพิซซ่า มีมาแตะกันช่วงท้าย ๆ อารมณ์ตอนแรกที่เริ่มแข่งคือรีบทำมาก เพราะมีคะแนนพิเศษสำหรับคนที่ทำได้แต่ละข้อเป็นคนแรก ซึ่งพอมาท้าย ๆ มันเริ่มตันละ ผมทำข้อพวกไฟล์แพ็กเกจของ wireshark ไป กับพวก RE บางข้อ เพื่อนอีกคนที่สอยข้อเว็บหมดเลย ผมยังไม่ทันอ่านโจทย์\u0026hellip; พี่ในทีมก็สอยหมด สรุป ผมกราบคนในทีมหมดครับ โหด ๆ กันทั้งนั้น\nตอนห้านาทีสุดท้ายของการแข่ง ทีมผมคิดแล้วว่าคงไม่มีใครในทีมทำข้อไหนเพิ่มได้ละ เพราะเหลือแต่ข้อยาก ๆ นาทีสุดท้ายผมปล่อยเลย เปลี่ยนไปดูกระดานคะแนน ซึ่งตอนนั้นทีมผมได้เป็นที่ 3 อยู่ กลัวมากจะมีใครปล่อยของ ผมกด F5 รีเฟรชเว็บคะแนนรัว ๆทางทีมงานเขาเห็นผม F5 รัว ๆ เขาก็แซวผมว่าทำไปไม่ช่วยอะไรหรอก ระบบไม่ล่ม (ช่วงนั้นมีเรื่อง F5 ถล่มเว็บไซต์รัฐบาลกัน) สุดท้ายจบการแข่ง ครับ ทีมผมได้ที่ 3\nตอนได้ที่ 3 คือดีใจมาก เห้ย รองชนะเลิศอันดับสองของประเทศเลยนะเว้ย ครับ แต่ดันผิดหวังมากตอนเขาแจ้งว่าไม่มีรองชนะเลิศอันดับสอง\u0026hellip;. เขาสนใจแค่ที่หนึ่ง กับสอง แล้วที่เหลือเขาให้ชมเชยหมดเลย แข่งจบก็ผ่อนคลาย บิดตัวกันนิดหน่อย แล้วก็ไปรอรับรางวัลกับท่านรัฐมนตรีไอซีที\nตอนรับรางวัลไม่มีอะไรมาก ก็ตามพิธีการทั่วไป ประธานในพิธีกล่าวนู่นนี่ พอรับเสร็จถ่ายรูปเสร็จ ก็พากลับมาห้องแข่งหมือนเดิม นั่นแหละครับถึงเป็นเวลาได้ถ่ายรูป และได้กินพิซซ่าเสียที\nหลังจากนั่งพัก กินพิซซ่าไปสักพัก ของที่ไม่คาดฝันก็มาอีกครับ\u0026hellip; KFC อีกทีมละถัง คือแบบพิซซ่ายังไม่หมดเลยครับ ให้จัดเต็มมากจริง ๆ งานนี้\nสรุปรางวัลก็คือได้กันทีมละหมื่นสำหรับชมเชย สำหรับที่หนึ่งกับสองเหมือนจะได้รางวัลเพิ่มด้วย แต่ทีมผมดีหน่อย เพราะเพื่อนในทีมทำข้อพิเศษได้ เลยได้กล้องคล้าย ๆ GoPRO กลับบ้านไปอีกตัว\nหลังจากนั่งกินพิซซ่าไปสักพัก แต่อะ ๆ ยังไม่หมด หลังจากนี้มีงานเลี้ยงต่อ เป็นบุฟเฟต่เลย อย่างที่บอกงานนี้เขางบแน่นจริง ๆ แต่ตอนไปนั่งกินเสียดายมาก ของเขาอร่อยจริงนะ มีทั้งมันบดอบชีส ขนมอีกเยอะ ทุกอย่างฟรีหมด! แต่ผมกินได้ไม่เยอะ เพราะพึ่งอิ่มพิซซ่ามา ซึ่งระหว่างงานก็มีการเล่นกิจกรรมนิดหน่อย แนะนำตัวไปเรื่อย ๆ ให้ทุกคนรู้จักกัน แล้วก็รอง.ผอ. ETDA ก็มาพูดคุยด้วย ก็ถือว่าเป็นการจบงานที่สนุกดีเหมือนกันครับ\nจบงาน ก็ถ่ายรูปเล่นนิดหน่อย แล้วแยกย้ายกลับบ้าน ซึ่งทางผมขอป้ายรางวัลเขากลับมาด้วย เพราะเป็นที่แรกเลยที่ให้ป้ายรางวัล ผมเลยแบกกลับจากแถวพระรามเก้า กลับมาลาดกระบัง เพราะวันต่อไปมีเรียน เลยกลับบ้านไม่ได้ ลำบากพอตัว ระหว่างแบกไปนี้ คนเขาก็มองกันนะครับแบบ เด็กนี้แบกอะไรกลับมา\nสรุป สุดท้ายแล้ว คงต้องขอบอกเลยว่าการแข่งขัน Thailand CTF เป็นการแข่งที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลย คือไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องงบประมาณนะ แต่ทีมงานที่จัดเขาใส่ใจผู้ร่วมแข่งขันมาก เขารู้ว่าคนแข่งเป็นอย่างไร เข้าใจว่าเขาทำงานกับคนสายนี้มาเยอะ เลยเดาทางนิสัยออก เพราะของบอกเสมอว่าเขาพยายามไม่ให้ส่วนการแข่งขันต้องเป็นทางการมาก เพราะรู้ว่าคนสายงานนี้ไม่ชอบอะไรที่ต้องมาเป็นทางการ ๆ\nขอบคุณ ต้องกล่าวหน่อย ให้เป็นบทความที่ดูดี (ฮา)\nทั้งนี้นี่ต้องขอบคุณร้าน NE8T มากเลยครับที่ขนาดทีมผมเข้าไปนั่งตั้งแต่เกือบเที่ยง ยันร้านปิด ขอรหัสเน็ตทุกครั้งที่สั่งบิล แล้วเขาไม่มาแบบจิกสายตาประมาณนี้ หรืออาจจะด่าในใจแต่ไม่รู้ (ฮา)\nขอบคุณ ETDA ครับ ที่จัดการแข่งดี ๆ แบบนี้ แต่ก็อยากให้ปรับปรุงเรื่องตอนตอบรับเอกสารยืนยันเข้าแข่งขันด้วย กระฉับเวลามากเกินจนพวกผมก็ลำบากเลย\nขอบคุณอาจารย์ในคณะที่สอนวิชา Latex ครับ เพราะ โจทย์ข้อนึงชื่อ Unknown Laguage ซึ่งไฟล์ที่ให้มาเป็น Latex คือแบบ เห็นแล้วอึ้งมาก ออกโจทย์อะไรมา (ฮา) โชคดีที่ได้เรียนไป เลยทำข้อนี้ผ่านในไม่กี่นาทีเลย\nปีหน้าถ้าจัดอีกแข่งอีกครั้งแน่นอนครับ :)\nป.ล. ปีหน้าขอมีรางวัลรองชนะเลิศอันดับสองด้วยจะดีมากครับ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/thailand-ctf-story/","summary":"\u003cp\u003eไม่นานมานี้พึ่งผ่านไปกับการแข่ง Thailand CTF ซึ่งเป็นการแข่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยแข่งมาเลย ทั้งเรื่องงบประมาณ และการทำงานของผู้จัดงาน นี่ก็เลยเอามาเขียนบล็อกเล่าให้ฟัง เก็บไว้เป็นประสบการณ์\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"ctf-คออะไร\"\u003eCTF คืออะไร\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eCTF นั้นย่อมา Capture The Flag โดยธงที่ว่านี้ไม่ใช่ธงผ้าใบสี ๆ นะครับ แต่เป็นข้อความที่ซ่อนอยู่ ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องหามาให้ได้ โดยในการแข่ง CTF ธงเหล่านี้จะซ่อนอยู่ในโจทย์ต่าง ๆ ในโปรแกรมหรือข้อมูลที่ให้มา ผู้เข้าแข่งขันมีหน้าที่ ทำอย่างไรก็ได้ ถอดรหัส, Reverse engineering หรือวิธีการต่างๆ เพื่อเอาธงที่ว่านี้ออกมาจากไฟล์ โปรแกรม ชุดข้อมูล หรืออะไรก็ตามแล้วส่งให้กรรมการ\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"การแขงขน-thailand-ctf\"\u003eการแข่งขัน Thailand CTF\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eการแข่งขัน Thailand CTF ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด น่าจะจัดปีนี้เป็นปีแรก จัดโดย สพธอ. (สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์) หรือ ETDA หลายคนอาาจจะไม่คุ้น (ตอนแรกผมก็ไมคุ้น) แต่ถ้าพูดชื่อ ThaiCERT น่าจะคุ้นๆหูกัน ซึ่ง ThaiCERT ก็เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับดูแล ETDA นั้นเอง โดยทั้งสองหน่วยงานนี้เป็นผู้จัดการแข่งขันนี้ขึ้นมา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eการแข่งขัน Thailand CTF แข่งเป็นทีมไม่เกินสามคน โดยแบ่งเป็นสองรอบ คือ รอบออนไลน์ เป็นรอบคัดเลือกทีมจากทั่วประเทศให้เหลือเพียง 8 ทีม เพื่อเข้าแข่งในรอบตัดสิน โดยให้แข่งผ่านทางเว็บไซต์ โดยให้เวลาทำ 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ 11.00 น. ของวันที่ 5 กันยายน 2558 ถึงเวลา 11.00 น. ของวันที่ 6 กันยายน 2558 ซึ่งโจทย์ก็มีประมาณ การเข้ารหัสข้อมูล, การวิเคราะห์ข้อมูล, การทำ Reverse Engineering และเกี่ยวกับ Website เมื่อคัดได้ทีมชนะเลิศคะแนนสูงสุดของประเทศแล้ว ก็จะนำมาแข่งต่อในรอบชิงชนะเลิศที่ ETDA เลย แข่งเป็นเวลาประมาณหกชั่วโมงติดกัน (ผมจำเวลาเป๊ะ ๆ ไม่ได้) โดยรอบนี้จะเป็นโจทย์จากทางทีมงานต่างประเทศที่จัดแข่ง CTF ระดับนานาชาติที่ญี่ปุ่นมาช่วยออกให้ ซึ่งผู้ชนะเลิศสองอันดับแรกจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันต่อที่อินโดนีเซีย\u003c/p\u003e","title":"บอกเล่าเก้าสิบ ประสบการณ์แข่ง Thailand CTF"},{"content":" ทวนประโยคเปิดเรื่องอีกรอบละกัน\nถาม: How to ทำโรงเรียนเสื่อมเสียชื่อเสียง\nตอบ: ออกมาปกป้องโรงเรียนแล้วยัดขยะกลับเข้าใต้พรมให้มิดไงล่ะ!\nความจริงเวลาเกิดเรื่องแบบนี้ในโรงเรียน เช่น โรงเรียนเกิดเรื่องแย่ๆ มีคนเอามาแฉแล้วคนแฉกลับโดนด่าว่าทำลายชื่อเสียงโรงเรียน ไม่รักดี ลอบกัด หรืออย่างไรก็ตามทีเห็นกันทั่วไป ตัวผมมักไม่อยากที่จะโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเด็กเลย ถึงแม้อยากจะโทษใจจะขาดก็ตาม แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเด็กเหล่านี้โตมากับการสั่งสอนในสังคมที่นิยมการหมกความผิดไว้ใต้พรม และดูถูกคนที่เอาเรื่องแย่ๆขององค์กรตัวเองมาแฉ\nอันที่จริงบทความนี้เขียนเพราะได้เข้าไปอ่านในกระทู้หนึ่งในพันทิปมา (https://pantip.com/topic/34246709) ผมขอย่อความสั้นๆละกัน ประเด็นคือมีเด็กออกมาตั้งกระทู้ว่า \u0026ldquo;ครูให้ทำคะแนนเสริมโดยการไปดูหนังในโรงเรื่องหนึ่งเพื่อแลกกับคะแนน\u0026rdquo; ประเด็นแรกเริ่มอาจจะเป็นเพียงแค่ ทำไมครูต้องให้งานที่บังคับให้เสียเงินเพื่อเข้าไปดูหนังโรงด้วย แทนที่จะมอบหมายงานที่เป็นสื่อการเรียนรู้ที่เด็กทุกฐานะหากันได้ง่าย เช่น หนังสือ นิตยสาร หรือสื่อตามอินเตอร์เน็ต แต่เรื่องกลับบานปลายเมื่อเด็ก(ผู้มีความรักครูและโรงเรียน) ออกมาเม้นท์หาว่า \u0026ldquo;เจ้าของกระทู้ทำลายชื่อเสียงโรงเรียน และทำให้ครูเสื่อมเสีย แทนที่จะได้คะแนนพิเศษกันง่ายๆ\u0026rdquo; กลายเป็นปัญหาบานปลายเมื่อหลายคนเห็นว่าเด็กส่วนใหญ่อยากได้คะแนนง่ายๆโดยไม่ต้องทำอะไรให้ยาก จากปัญหาแค่เรื่องเงินและงาน ตอนนี้กลายเป็นการถกเถียงเรื่องปัญหาการศึกษาและสังคม\nเราเห็นอะไรจากตัวอย่างที่เล่ามาเมื่อกี้? คนที่ถูกตราหน้าว่าทำโรงเรียนเสื่อมเสีย หรือตั้งประเด็นเอง กลายเป็นไม่ได้ทำอะไร ส่วนคนที่ไม่อยากให้แฉ หรือเป็นคนที่รักโรงเรียน กลับมาแฉตัวเองโดยมิได้ตั้งใจไปเสียงั้น\nก็เป็นอย่างที่เขาว่าเด็กส่วนใหญ่มักไม่ได้นึกคิดอะไรก่อนเอาความคิดตัวเองออกสู่โลกสาธารณะและสื่อออนไลน์ จึงไม่แปลกที่ทุกครั้งเวลาเกิดเรื่องหรือปัญหากับโรงเรียน เรามักเห็นเด็กออกมาโวยวายแบบจับประเด็นกันไม่ได้ และสุดท้ายกลายเป็นหน้าที่ครูที่ต้องรีบตามเก็บประเด็นให้หมด\nอย่างที่เกริ่มไปตอนแรก สังคมสมัยนี้ชอบให้เอาปัญหายัดใต้พรมทำให้ดูเหมือนทุกอย่างสะอาดใส แต่ทุกครั้งที่ปัญหาหลุดออกมา มันก็เหมือนจะทะลักออกมาเป็นกองๆ ทุกวันนี้สังคมเราขาดการกระตุ้นให้คนในสังคมเอาปัญหาต่างๆออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างทั่วถึงเพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาและจัดการกับปัญหาอย่างตรงเป้าหมาย ผลสุดท้ายของการที่เราไม่เอาปัญหาออกมาพูดแล้วไปรุมโทษคนที่เอาปัญหามาพูดก็จะเป็นเพียงการไม่เอาหนองออก ปล่อยให้มันเน่าไปเรื่อยๆเท่านั้น\nปิดท้ายกับตัวอย่างที่คนแฉไม่ได้แฉ แต่คนไม่อยากแฉดันมาแฉเสียเอง (ประเด็นดราม่ารุ่นพี่ทำร้ายรุ่นน้องในจุฬาภรณ์ เชียงราย)\n#pcccr มีระบบดงตีนอยู่ในนั้นจริงๆแหละ หรือว่าไม่จริง pic.twitter.com/DC8dXIH759\n— 「พัสวี」 (@pspspd) September 28, 2015\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/how-to-destroy-school-honor/","summary":"\u003cp\u003e\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/IE3rZ7Q.png\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\u003cbr\u003e\nทวนประโยคเปิดเรื่องอีกรอบละกัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eถาม: How to ทำโรงเรียนเสื่อมเสียชื่อเสียง\u003cbr\u003e\nตอบ: ออกมาปกป้องโรงเรียนแล้วยัดขยะกลับเข้าใต้พรมให้มิดไงล่ะ!\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eความจริงเวลาเกิดเรื่องแบบนี้ในโรงเรียน เช่น โรงเรียนเกิดเรื่องแย่ๆ มีคนเอามาแฉแล้วคนแฉกลับโดนด่าว่าทำลายชื่อเสียงโรงเรียน ไม่รักดี ลอบกัด หรืออย่างไรก็ตามทีเห็นกันทั่วไป ตัวผมมักไม่อยากที่จะโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเด็กเลย ถึงแม้อยากจะโทษใจจะขาดก็ตาม แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเด็กเหล่านี้โตมากับการสั่งสอนในสังคมที่นิยมการหมกความผิดไว้ใต้พรม และดูถูกคนที่เอาเรื่องแย่ๆขององค์กรตัวเองมาแฉ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอันที่จริงบทความนี้เขียนเพราะได้เข้าไปอ่านในกระทู้หนึ่งในพันทิปมา (\u003ca href=\"https://pantip.com/topic/34246709\"\u003ehttps://pantip.com/topic/34246709\u003c/a\u003e) ผมขอย่อความสั้นๆละกัน ประเด็นคือมีเด็กออกมาตั้งกระทู้ว่า \u0026ldquo;ครูให้ทำคะแนนเสริมโดยการไปดูหนังในโรงเรื่องหนึ่งเพื่อแลกกับคะแนน\u0026rdquo; ประเด็นแรกเริ่มอาจจะเป็นเพียงแค่ ทำไมครูต้องให้งานที่บังคับให้เสียเงินเพื่อเข้าไปดูหนังโรงด้วย แทนที่จะมอบหมายงานที่เป็นสื่อการเรียนรู้ที่เด็กทุกฐานะหากันได้ง่าย เช่น หนังสือ นิตยสาร หรือสื่อตามอินเตอร์เน็ต แต่เรื่องกลับบานปลายเมื่อเด็ก(ผู้มีความรักครูและโรงเรียน) ออกมาเม้นท์หาว่า \u0026ldquo;เจ้าของกระทู้ทำลายชื่อเสียงโรงเรียน และทำให้ครูเสื่อมเสีย แทนที่จะได้คะแนนพิเศษกันง่ายๆ\u0026rdquo; กลายเป็นปัญหาบานปลายเมื่อหลายคนเห็นว่าเด็กส่วนใหญ่อยากได้คะแนนง่ายๆโดยไม่ต้องทำอะไรให้ยาก จากปัญหาแค่เรื่องเงินและงาน ตอนนี้กลายเป็นการถกเถียงเรื่องปัญหาการศึกษาและสังคม\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเราเห็นอะไรจากตัวอย่างที่เล่ามาเมื่อกี้? คนที่ถูกตราหน้าว่าทำโรงเรียนเสื่อมเสีย หรือตั้งประเด็นเอง กลายเป็นไม่ได้ทำอะไร ส่วนคนที่ไม่อยากให้แฉ หรือเป็นคนที่รักโรงเรียน กลับมาแฉตัวเองโดยมิได้ตั้งใจไปเสียงั้น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eก็เป็นอย่างที่เขาว่าเด็กส่วนใหญ่มักไม่ได้นึกคิดอะไรก่อนเอาความคิดตัวเองออกสู่โลกสาธารณะและสื่อออนไลน์ จึงไม่แปลกที่ทุกครั้งเวลาเกิดเรื่องหรือปัญหากับโรงเรียน เรามักเห็นเด็กออกมาโวยวายแบบจับประเด็นกันไม่ได้ และสุดท้ายกลายเป็นหน้าที่ครูที่ต้องรีบตามเก็บประเด็นให้หมด\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอย่างที่เกริ่มไปตอนแรก สังคมสมัยนี้ชอบให้เอาปัญหายัดใต้พรมทำให้ดูเหมือนทุกอย่างสะอาดใส แต่ทุกครั้งที่ปัญหาหลุดออกมา มันก็เหมือนจะทะลักออกมาเป็นกองๆ ทุกวันนี้สังคมเราขาดการกระตุ้นให้คนในสังคมเอาปัญหาต่างๆออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างทั่วถึงเพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาและจัดการกับปัญหาอย่างตรงเป้าหมาย ผลสุดท้ายของการที่เราไม่เอาปัญหาออกมาพูดแล้วไปรุมโทษคนที่เอาปัญหามาพูดก็จะเป็นเพียงการไม่เอาหนองออก ปล่อยให้มันเน่าไปเรื่อยๆเท่านั้น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eปิดท้ายกับตัวอย่างที่คนแฉไม่ได้แฉ แต่คนไม่อยากแฉดันมาแฉเสียเอง (ประเด็นดราม่ารุ่นพี่ทำร้ายรุ่นน้องในจุฬาภรณ์ เชียงราย)\u003c/p\u003e\n\u003cblockquote\u003e\n\u003cp\u003e\u003ca href=\"https://twitter.com/hashtag/pcccr?src=hash\"\u003e#pcccr\u003c/a\u003e มีระบบดงตีนอยู่ในนั้นจริงๆแหละ หรือว่าไม่จริง \u003ca href=\"https://t.co/DC8dXIH759\"\u003epic.twitter.com/DC8dXIH759\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e— 「พัสวี」 (@pspspd) \u003ca href=\"https://twitter.com/pspspd/status/648378824405618688\"\u003eSeptember 28, 2015\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003c/blockquote\u003e","title":"How to ทำโรงเรียนเสื่อมเสียชื่อเสียง? ก็ปกป้องโรงเรียนไงล่ะ!"},{"content":"สวัสดีหลังจากดองบล็อกมานาน ก่อนหน้านี้ยุ่งมากไม่มีเรื่องอะไรมาให้เขียนเท่าไหร่ ว่างจากงานไม่ทันใดก็ไปเที่ยวซะแล้ว แต่ครั้งนี้ไปเที่ยวดันได้ร้านอาหารเด็ดกลับมาด้วย เลยหยิบมาเขียนแนะนำกัน\nตอนนั้นหาร้านอาหารกินกันช่วงเย็น ก็ไปเจอรีวิวแนะนำในเน็ตมาชื่อร้าน \u0026ldquo;ร้านวิวทะเลซีฟู้ดชะอำ\u0026rdquo; ทุกคนที่ไปกินบอกอร่อยมาก บางคนเขียนว่าอร่อยน้อยกว่านี้ได้ไหม ทนไม่ไหวอยากกินต่อเรื่อยๆ คือเห็นเขียนขนาดนี้แน่นอนมากคนในบ้านทุกคนต้องอยากไปกิน ก็จัดเลยขับรถไปกินกัน\nขับรถจากที่พักไม่นานก็ถึง เป็นร้านที่เล็กกว่าที่คิดมาก เพราะจากรีวิวทุกคนเขียนกันจนคิดว่าร้านอาจจะใหญ่โต ไฮโซ อาหารชั้นเลิศ แต่เปล่าเลย ร้านตั้งอยู่แค่ตรงหัวมุมทางแยกในซอยเล็กๆ โต๊ะรวมกันไม่ถึง 10 โต๊ะด้วยซ้ำ แถมตอนที่ไปถึงร้านไม่มีคนเลย ตอนนั้นคนในครอบครัวก็เริ่มคิดกันแล้วว่าจะกินดีไหม เพราะภาพที่คิดไว้ร้านจะดูอลังกว่านี้ แต่ก็นะ\u0026hellip; ต้องลองเข้าไปกินดูก่อนตัดสินใจ\nเดินเข้าไปในร้านมีพนักงานแค่สองคน คุณลุงกับคุณป้า ซึ่งทั้งสองคนนี้ก็เป็นทุกตำแหน่งในร้าน คนคิดเงิน เสิร์ฟอาหาร รับเมนู ทำครัว ฯลฯ ตอนนั้นก็ต้องทำใจละ เพราะก็มานั่งในร้านแล้ว จะอร่อยเหมือนที่คนเล่าลือกันไหมต้องลองดู\nก็สั่งอาหารไป เมนูมีให้เลือกเยอะพอสมควร คุณป้าเข้าจองร้านที่ตอนนี้มาเป็นพนักงานเสิร์ฟก็บริการดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เรื่องบริการให้ไปเลยเต็มสิบ จากนั้นก็รออาหาร รอไม่นานมาก แต่ก็ไม่เร็วมาก เพราะคนในร้านมีแค่สองคน\u0026hellip;\nจานแรกมาถึงเลย ปลากระพงราดน้ำปลา\nได้ตักเข้าไปปุ๊ป คุณจะต้องอึ้ง! /ผิด จะบอกว่าคือ ปลาสด เนื้อแน่น ทอดกรอบนอกนุ่มในมาก ราดด้วยน้ำที่รสชาติกำลังดี กินกับข้าวสวยร้อนๆ บอกเลย จานนี้จานแรกมาก็ลืมความกังวลระหว่างรออาหารไปเลยว่าจะอร่อยไหม เพราะอร่อยมาก!\nจากต่อมา ปลาดุกทะเลผัดฉ่า\nจานนี้อร่อยไหมไม่รู้ แต่ก็ทำให้คนอาวุโสสุดในบ้านอย่างอากง(ตา) ผมต้องสั่งเผื่อไว้อีกจานห่อกลับบ้าน แล้วก็เตรียมจะมากินร้านนี้อีกในวันพรุ่งนี้เพื่อเมนูนี้โดยเฉพาะ ก็ลองคิดดูละกันว่าเมนูนี้มันอร่อยขนาดไหน (อากงผมบอกว่า อร่อยแบบนี้ไม่ได้กินมานานมากแล้ว หากินตามในกรุงเทพไม่ได้เลยจริงๆ)\nกุ้งชุบแป้งทอด ที่มีถั่วฝักยาวมาให้ด้วย\nเมนูนี้เป็นเมนูพื้นๆ แต่หลายร้านมักจะทำไม่อร่อย แต่สำหรับร้านนี้บอกเลยว่าอร่อยมากเช่นเดิม แป้งกรอบ ชิ้นใหญ่ ไม่ลวงโลกเหมือนบางร้านที่แป้งใหญ่กุ้งเล็กนิดเดียว แต่นี่บอกเลยว่ากุ้งตัวโต กัดเต็มปากเต็มคำแน่นอน\nต้มยำปลาสำลีน้ำข้น\nเมนูนี้พลาดไปอย่าง คุณลุงเขาบอกว่าตอนทำลืมใส่กุ้งมาให้ แต่คนในบ้านก็ไม่ซีเรียสอะไร เพราะเขาก็ขอโทษ และอีกอย่างก็เต็มอิ่มกับกุ้งชุบแป้งทอดไปแล้วด้วย! ทีนี้มาจดจ่อกับปลากัน เมนูนี้บอกเลยว่าปลาเนื้อแน่น ไม่ร่วนเหมือนบางที่ ชิ้นใหญ่ ให้เยอะ สด! แถมน้ำซุปต้มยำก็รสชาติดีไม่แพ้กัน เปรี้ยวเผ็ดครบรส ไม่มีรสไหนโดดจนกลบรสอื่น แต่ก็ไม่จืดชืดไร้รสชาติเช่นกัน ถือว่าเป็นอีกเมนูที่คนในบ้านติดใจกันทุกคน\nยำหอยแครง\nเมนูนี้ตอนกินครั้งแรกนี่กลัวท้องเสียมาก เพราะหอยกับยำ ก็ดูเป็นของที่จะทำให้ท้องเสียง่ายๆ แต่ดันมาอยู่รวมกัน (ฮา) ซึ่งอันนี้กินแล้วกลับมาบ้านก็ไม่เป็นอะไร\nเมนูนี้เหมือนกับเมนูอื่นๆ ของสด! ยำรสชาติเยี่ยม แต่หอยมันนิ่มๆ ที่บ้านผมก็สงสัยว่าทำไม ตอนแรกคิดว่ามันไม่สดหรือเปล่า แต่ไม่ใช่เพราะไม่มีกินคาวเลย ก็เลยถามคุณป้าเขา เขาบอกว่า เขาไม่กล้าลวกนาน เพราะเดี๋ยวแข็งเกินจะไม่ชอบ แต่ถ้าชอบแบบแข็งๆ ก็ให้บอกตอนสั่งก่อนเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นเมนูนี้ ถ้าใครไปกินก็อย่าลืมบอกแบบที่ชอบกัน สรุปโดยรวม เมนูนี้อร่อย!\nต่อกันที่ กรรเชียงปูนึ่ง\nถึงแม้ปูอาจจะไม่ตัวใหญ่มาก แต่ความสดและเรื่องรสชาติ บอกเลยว่ายกนิ้วให้\nหมึกไข่แดดเดียว\nเมนูนี้ผมไม่ได้กิน เลยไม่รู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร แต่คนในบ้านก็พูดเหมือนเดิมว่าอร่อยไม่แพ้เมนูอื่นๆเลย\nสรุปเรื่องรสชาติอาหารโดยรวม อร่อย! ระดับยกนิ้วให้ โดยเฉพาะเมนูปลากระพงราดน้ำปลา เป็นเมนูเด็ดที่ถ้าไปต้องสั่ง รสชาติอร่อยมากจริงๆ\nเมื่อเรื่องรสชาติให้ผ่านกันทุกคน ต่อมาเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ค่าเสียหาย!\nราคารวม 2,175 บาท แพงไหม? ถือว่าไม่แพงเลยสำหรับอาหารน้ำ 12 รายการ เพราะกินอิ่มแน่นท้องกันทุกคน ก็ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าใช้ได้เลย แต่ในกรณีผมได้รับส่วนลด 10% เหลือ 1,965 บาท เพราะมีส่วนลดของ Wongnai ครับ\nสำหรับใครที่สนใจรับส่วนลดของ Wongnai ก็สามารถกดรับง่ายๆเพียงไปที่ Wongnai ของร้านวิวทะเลซีฟู้ด (กดที่นี่) แล้วถ่ายภาพอาหารของร้านและอัพโหลดขึ้นไป จากนั้นก็กดรับส่วนลดที่อยู่บนหน้า Wongnai จากนั้นรอโค้ดส่วนลดจาก SMS สำหรับใครจะไปก็อย่าลืมใช้ส่วนลดนี้ด้วย ใช้ได้ถึง 31 ธ.ค. 2015 ครับ!\nส่วนเรื่องแผนที่\u0026hellip; ก็กดเข้าไปดูได้ตาม ลิ้งค์นี้ นะครับ\nอ่อ แล้วสำหรับใครที่คิดจะไปกินจริงๆ ทางร้านเขาบอกว่า บางทีร้านคนจองเต็ม หรือบางทีก็มีแบบคนไปถึงร้านแล้วไม่มีที่นั่งเลยก็มีนะครับ (สรุปที่ผมไปแล้วไม่เจอคนเลย คือแจ็กพ็อต) ก็ทางร้านมีเบอร์โทรอยู่ 0875324145 หรือ 0898372787 สามารถโทรไปสอบถามเช็คโต๊ะว่างก่อนไปได้ จะได้ไม่ผิดหวังเมื่อไปถึง\nนอกจากนี้ทางร้านก็มีเพจเฟสบุ้คของตัวเอง สำหรับคนที่อยากไปลองดูภาพเมนูอาหารน่ากินอื่นๆก็เข้าไปชมกันได้นะครับ facebook: วิวทะเลซีฟู้ดชะอำ\nป.ล. สรุป ร้านนี้ให้ไปเลยคะแนน 10/10\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-view-talay-seafood-chaam/","summary":"\u003cp\u003eสวัสดีหลังจากดองบล็อกมานาน ก่อนหน้านี้ยุ่งมากไม่มีเรื่องอะไรมาให้เขียนเท่าไหร่ ว่างจากงานไม่ทันใดก็ไปเที่ยวซะแล้ว แต่ครั้งนี้ไปเที่ยวดันได้ร้านอาหารเด็ดกลับมาด้วย เลยหยิบมาเขียนแนะนำกัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตอนนั้นหาร้านอาหารกินกันช่วงเย็น ก็ไปเจอรีวิวแนะนำในเน็ตมาชื่อร้าน \u0026ldquo;ร้านวิวทะเลซีฟู้ดชะอำ\u0026rdquo; ทุกคนที่ไปกินบอกอร่อยมาก บางคนเขียนว่าอร่อยน้อยกว่านี้ได้ไหม ทนไม่ไหวอยากกินต่อเรื่อยๆ คือเห็นเขียนขนาดนี้แน่นอนมากคนในบ้านทุกคนต้องอยากไปกิน ก็จัดเลยขับรถไปกินกัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eขับรถจากที่พักไม่นานก็ถึง เป็นร้านที่เล็กกว่าที่คิดมาก เพราะจากรีวิวทุกคนเขียนกันจนคิดว่าร้านอาจจะใหญ่โต ไฮโซ อาหารชั้นเลิศ แต่เปล่าเลย ร้านตั้งอยู่แค่ตรงหัวมุมทางแยกในซอยเล็กๆ โต๊ะรวมกันไม่ถึง 10 โต๊ะด้วยซ้ำ แถมตอนที่ไปถึงร้านไม่มีคนเลย ตอนนั้นคนในครอบครัวก็เริ่มคิดกันแล้วว่าจะกินดีไหม เพราะภาพที่คิดไว้ร้านจะดูอลังกว่านี้ แต่ก็นะ\u0026hellip; ต้องลองเข้าไปกินดูก่อนตัดสินใจ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเดินเข้าไปในร้านมีพนักงานแค่สองคน คุณลุงกับคุณป้า ซึ่งทั้งสองคนนี้ก็เป็นทุกตำแหน่งในร้าน คนคิดเงิน เสิร์ฟอาหาร รับเมนู ทำครัว ฯลฯ ตอนนั้นก็ต้องทำใจละ เพราะก็มานั่งในร้านแล้ว จะอร่อยเหมือนที่คนเล่าลือกันไหมต้องลองดู\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eก็สั่งอาหารไป เมนูมีให้เลือกเยอะพอสมควร คุณป้าเข้าจองร้านที่ตอนนี้มาเป็นพนักงานเสิร์ฟก็บริการดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เรื่องบริการให้ไปเลยเต็มสิบ จากนั้นก็รออาหาร รอไม่นานมาก แต่ก็ไม่เร็วมาก เพราะคนในร้านมีแค่สองคน\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/VPZeiu2.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\u003cbr\u003e\nจานแรกมาถึงเลย \u003cstrong\u003eปลากระพงราดน้ำปลา\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eได้ตักเข้าไปปุ๊ป คุณจะต้องอึ้ง! /ผิด จะบอกว่าคือ ปลาสด เนื้อแน่น ทอดกรอบนอกนุ่มในมาก ราดด้วยน้ำที่รสชาติกำลังดี กินกับข้าวสวยร้อนๆ บอกเลย จานนี้จานแรกมาก็ลืมความกังวลระหว่างรออาหารไปเลยว่าจะอร่อยไหม เพราะอร่อยมาก!\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/8BBpuIq.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\u003cbr\u003e\nจากต่อมา \u003cstrong\u003eปลาดุกทะเลผัดฉ่า\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eจานนี้อร่อยไหมไม่รู้ แต่ก็ทำให้คนอาวุโสสุดในบ้านอย่างอากง(ตา) ผมต้องสั่งเผื่อไว้อีกจานห่อกลับบ้าน แล้วก็เตรียมจะมากินร้านนี้อีกในวันพรุ่งนี้เพื่อเมนูนี้โดยเฉพาะ ก็ลองคิดดูละกันว่าเมนูนี้มันอร่อยขนาดไหน (อากงผมบอกว่า อร่อยแบบนี้ไม่ได้กินมานานมากแล้ว หากินตามในกรุงเทพไม่ได้เลยจริงๆ)\u003c/p\u003e","title":"[Review] ร้านวิวทะเลซีฟู้ดชะอำ อร่อยจนลืมกลับบ้าน (มีส่วนลด 10%)"},{"content":"คำนำ โดยปกติเวลาไปงานรวมกลุ่มฟังบรรยาย เขาจะกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมกลับมาบ้านมาเขียนบล็อกด้วย แต่ผมก็ดองบล็อกไปประมาณเดือนนึงและพึ่งโดนเพื่อนไล่มาเขียน ก็ขอเชิญอ่านกันได้ ณ บัดนี้\nเนื้อเรื่อง งานจัดที่ม.กรุงเทพ ที่มันมีตึกสวยๆอยู่นะ ไม่ใช่ตรงปทุมนะ! ไปกันถึงประมาณงานเริ่มพอดี งานครั้งนี้จัดดีขึ้น สถานที่ดีขึ้น แอร์เย็น (นี่คือประเด็นสำคัญ) ห้องประชุมก็ใหญ่โอ่อ่าดี\nตอนนั้นนั่งข้างๆสมาชิกกลุ่ม 2600 คุณพิชญะ โมริโมโตะ ก็ตอนแรกก็เป็นนั่งฟังเขาพูดเปิดงาน โดยครึ่งเช้าจะเป็นเซสชั่นบังคับ คือ มีให้ฟังอย่างเดียว เลือกไม่ได้ เท่าที่จำได้คือ คนของ Microsoft มาพูด (อันนี้ขอติ พูดเป็นอังกฤษล้วน ไม่มีคนแปล ซึ่งมันควรจะมีหน่อย เพราะหลายคนเขาก็พูดกันว่าฟังไม่ออก คร่อก~)\nต่อมาคือเซสชั่นของเด็กจุฬา พูดเรื่อง Sport Programming และ โอลิมปิกวิชาการสาขาคอมพิวเตอร์ เซสชั่นนี้ผมไม่ค่อยชอบ เขาเน้นเรื่องว่าเขาได้ไปโอลิมปิกนู่นนี้ เรื่องแบบนี้ความเห็นผมคือ\u0026hellip; ควรไปพูดให้เด็กฟัง เพราะผมคาดเดานะ ผมว่าผมคือคนที่เด็กสุดในงานละ ซึ่งก็เลยวัยที่จะเข้าแข่งโอลิมปิกวิชาการละ ตอนนี้ที่แข่งได้คงเป็น Codejam หรือการแข่งนานาชาติมากกว่า เซสชั่นนี้ก็เลยบรั่ย (คร่อก~)\nต่อมาก็เป็นเรื่องการแฮ็กเว็บโดยอยู่ในสถานการณ์ที่ Browser ไม่สามารถกดใส่ค่ายิงเข้าไปได้ เซสชั่นนี่ซับซ้อนพอสมควรเท่าที่จำได้คือการเขียนสคริปต์โจมตีจากคุ้กกี้หรืออะไรสักอย่าง (ลืม ๆ ไปละ)\nเรื่องสุดท้ายของภาคเช้าคืองานวิจัยจากคนของม.กรุงเทพ เรื่องการทำระบบที่ครอบคลุมในการใช้ Kinect เข้าทำเกมต่อสู้ (ประมาณนี้มั้ง นานมากลืม) น่าสนใจ ก็ดูเขาโชว์เรื่องการตรวจจับความเคลื่อนไหว และการแก้ปัญหาเมื่อต้องทำท่าปล่อยคอมโบ (หลายๆคนน่าจะเคยคิดว่าพวกเกมที่มีคอมโบ ขึ้นซ้ายซ้ายขวาลง แบบนี้จะทำท่าแบบไหนกัน)\nเที่ยงแล้วจ้า เอาบัตรไปทานอาหารกลางวันได้ฟรี ที่โรงอาหาร อาหารพอได้ ไม่มีเรื่องให้บ่น มีแต่ภาพตึกให้ถ่ายเล่น\nช่วงบ่ายนี่แหละของจริง เพราะเขาเปิดหลายเซสชั่นให้คนเลือกได้ว่าอยากไปอันไหน ก็ไปเลยอันแรก แนะนำ Nodejs และอนาคตของ Nodejs\nพูดถึงความสามารถของ nodejs ทำอะไรได้ จุดเด่นตรงไหน โชว์โค้ดสดนิดหน่อย เห็นแล้วก็น่าสนใจ แต่นั่งหลังมากมองไม่ค่อยเห็น เซสชั่นนี้คนเยอะพอสมควรนะครับ อ่อ ที่น่าสนใจที่เขาพูดเกี่ยวกับ nodejs อย่างนึงคือ เขาโชว์ว่า nodejs นี่มันเท่นะคุณ! มันไม่ต้องทำ process ตามลำดับ อันไหนเสร็จก่อนมันก็ทำฟังค์ชั่นนั้นก่อน ไม่สนว่าเราเรียกทำงานอันไหน (อันนี้ฟังไม่ละเอียดมาก แต่รู้ว่าเขาบอกว่ามันทำได้) โดยการโชว์ทำฟังค์ชั่นแล้วตั้งหน่วงเวลา แล้วโชว์เลยว่า อันไหนที่หน่วงเวลาน้อยกว่าก็ทำก่อน\nเซสชั่นต่อมาเลย ของเซเลปทวิตเตอร์ชื่อดังแห่งวงการ IT ลุงไอซ์ (@icez) นั้นเอง กราบๆๆๆๆ บอกเลยพึ่งรู้ว่าชื่อแกลุงเขาชื่อ \u0026ldquo;คเชนท์\u0026rdquo; ตอนแรกเห็นชื่อก็งงว่าใคร? ก็พูดเกี่ยวกับการสร้าง CDN ด้วย Ansible ซึ่งน่าเสียดายเป็นอย่างมากเพราะลุงไอซ์เหมือนจะเตรียมตัวมาไม่เยอะ ทำให้การนำเสนอตะกุกตะกัก แล้วช่วงปล่องเงียบนาน (ตอนลุงไอซ์โชว์โค้ดสดทำ CDN บรรยากาศห้องเงียบนานเกิน ผมนี่เกือบหลับ\u0026hellip; ขอโทษลุงไอซ์มา ณ ที่นี้ครับ)\nเซสชั่นต่อมาคือพีคสุด ถือว่าถ้าไม่มีเซสชั่นนี้ งาน Codemania ไม่มีอะไรน่าสนเลยคือเซเลปอีกท่านนึง นามว่า เทพไท(ปัง) (@dtinth) จ้า มาโชว์โค้ดสดด้วย HTML5/ Javascript ในชื่อเซสชั่นว่า \u0026ldquo;Web Development ในยุค 2015\u0026rdquo; พี่ไทโชว์การนำเทคโนโลยีต่างๆในการทำเว็บในปัจจุบันมาใช้งานเพื่อสร้างเว็บไซต์ เช่นในคราวนี้พี่ไทโชว์การทำเว็บแชต และโชว์ของเล่นต่างๆมากมาย เช่น React, Websocket ฯลฯ ซึ่งเจ๋งมากเลยครับอันนี้ ชื่นชม ฟังกี่ทีไม่เคยผิดหวังครับ\nเซสชั่นต่อมา พูดเรื่อง Design Pattern ในหัวข้อ \u0026ldquo;ประวัติศาสตร์ของ Enterprise Design Pattern\u0026rdquo; ก็ตามชื่อ พูดเกี่ยวกับการวางรูปแบบการออกแบบโครงสร้างโค้ดเพื่อให้ใช้งานง่าย ลดความซับซ้อน และการเขียนปรับปรุงได้ง่ายในอนาคต ก็เป็นเรื่องทั่วไปที่ควรจะรู้ (มั้งนะ) ซึ่งจุดเด่นของเซสชั่นนี้คือ ตลกครับ ฟังเพลินๆได้ความรู้\nซึ่งระหว่างเปลี่ยนเซสชั่นตรงนี้มีเรื่องนิดหน่อย เขามีตัวแทนจากบริษัทอะไรสักอย่าง อ่านๆแล้วเขาทำพวกระบบสารสนเทศในไทยมานานมาก บริษัทใหญ่พอสมควร เขาถามว่าใครอยากได้ปากกาไหม แจกฟรี แค่กรอกอะไรนิดหน่อย แต่คุณ ผมไม่ได้ยกมือนะ เขายื่นมาให้ผมเฉยเลย\u0026hellip; ผมก็คิดว่าใครจะเอา หันซ้ายขวามันก็ไม่มี ผมก็เลยกะ อะๆ กรอกก็กรอก ครับ\u0026hellip; มันคือใบสมัครงาน ช่องวุฒิต่ำสุดคือปริญญาตรี โถ่ววคุณ แจกเอกสารมองหน้าคนรับหน่อยครับ นี่พึ่งเข้ามหาลัย ยังไม่เปิดเรียนเลยด้วย! สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ เลยเนียนๆเอาปากกาเก็บ แล้วยัดเอกสารใส่กระเป๋า (กราบขอโทษบริษัทนั้นมา ณ ที่นี้ด้วย)\nเซสชั่นต่อมา อันตรายครับ เขาเอาคนมีประวัติมาพูด /ผิด เซสชั่นนี้เป็นของ \u0026ldquo;ตาเล็ก วินโด้เก้าแปดเอสอี\u0026rdquo; คนในกลุ่มวงการความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์น่าจะรู้จักหมด ยิ่งถ้าอยู่กลุ่ม 2600 ยิ่งต้องรู้จัก เป็นคนที่เขาบอกว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์เว็บไทยโดนเจาะ ตำรวจพุ่งเป้ามาหาก่อนเลย (เจ้าตัวเขาบอกเอง) เซสชั่นนี้เหมือนเมื่อเช้า เกี่ยวกับความปลอดภัยในระบบคอมพิวเตอร์ แต่เนื้อหาง่ายลงมาหน่อย พูดโดยพื้นฐาน\nจบ แล้วก็มีถึงช่วงสุดท้ายของงานละครับ ในการเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง \u0026ldquo;วิกฤตโปรแกรมเมอร์ไทย: เรื่องจริงหรือมโน\u0026rdquo; พูดโดยตัวแทนจากทั้งอาจารย์ เจ้าของภาคธุรกิจ และเซเลปอย่าง หนูเนย (@nuuneoi) ก็สรุปได้ว่าปัญหาอาจจะมาจากทั้งฝั่งเจ้าของธุรกิจและฝ่ายโปรแกรมเมอร์เองด้วย เพราะฉะนั้นถ้าทำงานที่ไหนแล้วหัวหน้าบริหารงานแย่ๆ ก็ลาออกไปหาที่อื่นซะ เพราะในไทยบริษัทดีๆก็มี\nแต่ขอติหน่อย คือตองเสวนาเขาเปิด Q\u0026amp;A ซึ่งตอนนั้นมันก็เลยกำหนดเลิกงานมาแล้วละ แต่ไม่เท่าไหร่จนมาให้คนนู่นคนนี่ถามเรื่อยๆ เยอะไปละ แล้วเจอคนนึงถามนานมาก ทางพิธีกรก็ไม่ยอมดูเวลา ปล่อยให้ถามยาวมาก กว่าจะบอกให้ถามสั้นๆ ก็กินเวลามานานมาก\u0026hellip; แย่มากครับอันนี้\nจบงาน รับเสื้อฟรีและแฟลชไดร์ฟฟรี ก็ไม่มีอะไรละ เพราะตอนนั้นก็ทุ่มกว่าไปเรียบร้อยแล้ว (ปกติเป็นคนไม่กลับบ้านดึก)\nสรุป สรุปการจัดการยังแย่อยู่ มีตอนแจกของว่าง กว่าของว่างจะมาให้หยิบได้เซสชั่นต่อไปก็เกือบจะเริ่มแล้ว อันนี้แย่มาก แต่ก็เป็นกำลังใจให้ทีมงานพัฒนางานนี้ต่อไป เพราะงานนี้ก็พึ่งจัดมาเป็นครั้งที่สอง โดยรวมก็ถือว่าพอใช้ละกัน ได้อะไรกลับมาบ้างพอสมควร ครั้งหน้าไปอีกไหม? อันนี้อาจจะต้องดูอีกที\nป.ล. เผื่อใครสงสัยว่างานครั้งที่ 2 แต่เขียนว่า Codemania 10 นั้นก็เพราะ 10 เป็นเลขฐานสองครับ เปลี่ยนเป็นฐานสิบก็จะเป็น 2\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/event-codemania-10/","summary":"\u003ch3 id=\"คำนำ\"\u003eคำนำ\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eโดยปกติเวลาไปงานรวมกลุ่มฟังบรรยาย เขาจะกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมกลับมาบ้านมาเขียนบล็อกด้วย แต่ผมก็ดองบล็อกไปประมาณเดือนนึงและพึ่งโดนเพื่อนไล่มาเขียน ก็ขอเชิญอ่านกันได้ ณ บัดนี้\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"เนอเรอง\"\u003eเนื้อเรื่อง\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eงานจัดที่ม.กรุงเทพ ที่มันมีตึกสวยๆอยู่นะ ไม่ใช่ตรงปทุมนะ! ไปกันถึงประมาณงานเริ่มพอดี งานครั้งนี้จัดดีขึ้น สถานที่ดีขึ้น แอร์เย็น (นี่คือประเด็นสำคัญ) ห้องประชุมก็ใหญ่โอ่อ่าดี\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/pe4K5I9.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eตอนนั้นนั่งข้างๆสมาชิกกลุ่ม 2600 คุณพิชญะ โมริโมโตะ ก็ตอนแรกก็เป็นนั่งฟังเขาพูดเปิดงาน โดยครึ่งเช้าจะเป็นเซสชั่นบังคับ คือ มีให้ฟังอย่างเดียว เลือกไม่ได้ เท่าที่จำได้คือ คนของ Microsoft มาพูด (อันนี้ขอติ พูดเป็นอังกฤษล้วน ไม่มีคนแปล ซึ่งมันควรจะมีหน่อย เพราะหลายคนเขาก็พูดกันว่าฟังไม่ออก คร่อก~)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eต่อมาคือเซสชั่นของเด็กจุฬา พูดเรื่อง Sport Programming และ โอลิมปิกวิชาการสาขาคอมพิวเตอร์ เซสชั่นนี้ผมไม่ค่อยชอบ เขาเน้นเรื่องว่าเขาได้ไปโอลิมปิกนู่นนี้ เรื่องแบบนี้ความเห็นผมคือ\u0026hellip; ควรไปพูดให้เด็กฟัง เพราะผมคาดเดานะ ผมว่าผมคือคนที่เด็กสุดในงานละ ซึ่งก็เลยวัยที่จะเข้าแข่งโอลิมปิกวิชาการละ ตอนนี้ที่แข่งได้คงเป็น Codejam หรือการแข่งนานาชาติมากกว่า เซสชั่นนี้ก็เลยบรั่ย (คร่อก~)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eต่อมาก็เป็นเรื่องการแฮ็กเว็บโดยอยู่ในสถานการณ์ที่ Browser ไม่สามารถกดใส่ค่ายิงเข้าไปได้ เซสชั่นนี่ซับซ้อนพอสมควรเท่าที่จำได้คือการเขียนสคริปต์โจมตีจากคุ้กกี้หรืออะไรสักอย่าง (ลืม ๆ ไปละ)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องสุดท้ายของภาคเช้าคืองานวิจัยจากคนของม.กรุงเทพ เรื่องการทำระบบที่ครอบคลุมในการใช้ Kinect เข้าทำเกมต่อสู้ (ประมาณนี้มั้ง นานมากลืม) น่าสนใจ ก็ดูเขาโชว์เรื่องการตรวจจับความเคลื่อนไหว และการแก้ปัญหาเมื่อต้องทำท่าปล่อยคอมโบ (หลายๆคนน่าจะเคยคิดว่าพวกเกมที่มีคอมโบ ขึ้นซ้ายซ้ายขวาลง แบบนี้จะทำท่าแบบไหนกัน)\u003c/p\u003e","title":"Codemania 10 งานรวมเหล่ากีคและคนที่เกือบกีค (มั้งนะ)"},{"content":" เกริ่นกันนิดนึง ก่อนหน้านี้ได้เห็นท่าน @dtinth โพสต์วิดีโอเกี่ยวกับปลั๊กอินของ Atom ซึ่งเป็นปลั๊กอินที่เพิ่มเสียงให้คีย์บอร์ดเรา ดูได้ตามวิดีโอนี้เลย https://www.facebook.com/dtinth/videos/10203609511112531/\nซึ่งบอกเลยว่าเห็นแล้วชอบมาก อยากได้บ้าง แต่ตัวผมนั้นทำงานบน Windows เป็นหลัก (อยากได้ Mac นะแต่แพง\u0026hellip;) และตัว Atom เนี่ย มันคุยไม่ค่อยรู้เรื่องบน Windows มันจะไปใช้งานได้ดีบน Mac มากกว่า ผมเลยยังไม่หยุดใช้ Sublime Text ก็เลยเป็นปัญหาว่าอยากได้ปลั๊กอินแบบ Atom มาใช้ใน Sublime บ้าง\nหลังจากลองค้นหาใน Google อยู่ไม่กี่นาทีก็เจอว่าทาง Sublime Text ก็มีคนทำปลั๊กอินแบบนี้เช่นกัน ชื่อว่า Sublime-Sound และสามารถลงได้ผ่าน Package Control ได้เลย\nโดยเสียง Default ของปลั๊กอินคือเสียงเอฟเฟ็คของ Minecraft เช่น ถ้าคุณกำลังพิมพ์ มันจะเป็นเสียงเหมือนเวลาคุณขุดดิน ถ้าคุณเปิดปิดไฟล์ มันจะเสียงเหมือนเวลาคุณเปิดปิดประตูใน minecraft ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบเสียงพวกนี้ แต่ไม่เป็นไร เพราะมันก็ยังมีเสียงแบบอื่นๆให้เลือก (ลิงค์ท้ายบทความ) โดยฝั่ง Mac ปลั๊กอินจะมีคำสั่งให้สามารถลงไฟล์เสียงเพิ่มได้ทันที ส่วนทางฝั่ง Windows จะมีคำสั่ง Replace sounds ให้ ซึ่งจะเป็นโฟลเดอร์ให้เราเอาโหลดไฟล์เสียงจากแหล่งมาใส่เอง (กันดารยังไงไม่รู้)\nกรณีที่เสียงทั้งหมดทั้งมวลที่ปลั๊กอินให้คุณใช้มันไม่ถูกใจ คุณก็สามารถหาเสียงที่คุณต้องการมาใช้แทนได้เลย โดยการเปิดโฟล์เดอร์ของปลั๊กอิน (ฝั่ง Mac ผมไม่รู้ว่าโฟลเดอร์อยู่ไหน แต่ฝั่ง Windows Preference \u0026gt; Package Settings \u0026gt; Sound \u0026gt; Replace Sounds ได้เลย มันจะเปิดโฟลเดอร์ให้) จากนั้นก็ยัดเสียงที่คุณต้องการลงโฟลเดอร์ตาม Event เลย โดยชื่อโฟลเดอร์จะตั้งตามเหตุการ์ที่มันทำงานเช่น On_Load, On_New อะไรงี้เป็นต้น แต่ระวัง เสียงที่คุณจะเอามาใช้ไม่ควรใหญ่เกินไป\nก็ใครเบื่อๆอยากหาอะไรแปลกๆก็ลองเล่นดูได้ครับ //มีวิดีโอให้ดูหากยังอยากเห็นตัวอย่างเพิ่มเติม\nLink: https://github.com/airtoxin/Sublime-Sound\nปล. ใครใช้ Sublime-sounds แล้วใช้เสียง Default ที่เป็น Minecraft ผมก็แนะนำให้เปิดคลิปนี้คู่กันไปด้วย ฟิลลิ่งมามากครับ https://www.youtube.com/watch?v=bIOiV4d1SVI\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/add-sound-by-plugin-sublime-sound/","summary":"\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/pYCro2d.png\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเกริ่นกันนิดนึง ก่อนหน้านี้ได้เห็นท่าน @dtinth โพสต์วิดีโอเกี่ยวกับปลั๊กอินของ Atom ซึ่งเป็นปลั๊กอินที่เพิ่มเสียงให้คีย์บอร์ดเรา ดูได้ตามวิดีโอนี้เลย \u003ca href=\"https://www.facebook.com/dtinth/videos/10203609511112531/\"\u003ehttps://www.facebook.com/dtinth/videos/10203609511112531/\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eซึ่งบอกเลยว่าเห็นแล้วชอบมาก อยากได้บ้าง แต่ตัวผมนั้นทำงานบน Windows เป็นหลัก (อยากได้ Mac นะแต่แพง\u0026hellip;) และตัว Atom เนี่ย มันคุยไม่ค่อยรู้เรื่องบน Windows มันจะไปใช้งานได้ดีบน Mac มากกว่า ผมเลยยังไม่หยุดใช้ Sublime Text ก็เลยเป็นปัญหาว่าอยากได้ปลั๊กอินแบบ Atom มาใช้ใน Sublime บ้าง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหลังจากลองค้นหาใน Google อยู่ไม่กี่นาทีก็เจอว่าทาง Sublime Text ก็มีคนทำปลั๊กอินแบบนี้เช่นกัน ชื่อว่า Sublime-Sound และสามารถลงได้ผ่าน Package Control ได้เลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eโดยเสียง Default ของปลั๊กอินคือเสียงเอฟเฟ็คของ Minecraft เช่น ถ้าคุณกำลังพิมพ์ มันจะเป็นเสียงเหมือนเวลาคุณขุดดิน ถ้าคุณเปิดปิดไฟล์ มันจะเสียงเหมือนเวลาคุณเปิดปิดประตูใน minecraft ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบเสียงพวกนี้ แต่ไม่เป็นไร เพราะมันก็ยังมีเสียงแบบอื่นๆให้เลือก (ลิงค์ท้ายบทความ) โดยฝั่ง Mac ปลั๊กอินจะมีคำสั่งให้สามารถลงไฟล์เสียงเพิ่มได้ทันที ส่วนทางฝั่ง Windows จะมีคำสั่ง Replace sounds ให้ ซึ่งจะเป็นโฟลเดอร์ให้เราเอาโหลดไฟล์เสียงจากแหล่งมาใส่เอง (กันดารยังไงไม่รู้)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกรณีที่เสียงทั้งหมดทั้งมวลที่ปลั๊กอินให้คุณใช้มันไม่ถูกใจ คุณก็สามารถหาเสียงที่คุณต้องการมาใช้แทนได้เลย โดยการเปิดโฟล์เดอร์ของปลั๊กอิน (ฝั่ง Mac ผมไม่รู้ว่าโฟลเดอร์อยู่ไหน แต่ฝั่ง Windows Preference \u0026gt; Package Settings \u0026gt; Sound \u0026gt; Replace Sounds ได้เลย มันจะเปิดโฟลเดอร์ให้) จากนั้นก็ยัดเสียงที่คุณต้องการลงโฟลเดอร์ตาม Event เลย โดยชื่อโฟลเดอร์จะตั้งตามเหตุการ์ที่มันทำงานเช่น On_Load, On_New อะไรงี้เป็นต้น \u003cstrong\u003eแต่ระวัง เสียงที่คุณจะเอามาใช้ไม่ควรใหญ่เกินไป\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e","title":"แต่งเติมเสียงให้ Sublime Text ด้วย Sublime-Sound | มีคลิปตัวอย่าง"},{"content":"ประมาณสี่วันก่อนวันนัดหมาย\nเรา: อยากไปถ่ายรูปเล่นจังเลยยยย\nเพื่อน: มาสิๆ มา\nเรา: ไปไหนอะ\nเพื่อน: ส่งรายชื่อวัดที่จะไป\nเรา: จัดลำดับวัดอะไรเนี่ย เดี๋ยวเราจัดให้มา เดี๋ยวไปด้วยเลยละกัน\nสรุปเสร็จสรรพนัดกันเก้าโมงเช้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มาแล้วให้โทรหา\nทั้งหมดเป็นจุดเริ่มต้นของการเที่ยวในครั้งนี้ครับ\u0026hellip;\nสี่วันต่อมา\nขณะนั้นเก้าโมงเช้าผมยังอยู่ที่ท่าเรือแถวบ้าน\u0026hellip; กว่าจะถึงที่อนุฯก็ตั้งเกือบเก้าโมงครึ่ง เจอหน้าเพื่อนก็ต้องขอโทษขอโพยกัน (ปกติผมนี่ตรงเวลามากเลยนะ เลทมากๆก็สิบนาที) ครับ แต่ปัญหาไม่ใช่ผมที่มาสายแค่คนเดียว เพื่อนอีกคนนึงยังติดแหงกอยู่แถวบ้านอยู่เลย\u0026hellip; เพื่อนบอกว่ารถติดมากไม่ขยับเลย ก็นะ\u0026hellip; ไม่รู้ทำไงก็เลยไปหาอะไรกินกันก่อนเพราะเพื่อนบางคนที่มาแล้วยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย ก็ไปนั่งกินข้าวมันไก่กันแถวนั้น\nเกือบจะยี่สิบนาทีผ่านไปแล้ว เพื่อนอีกท่านหนึ่งยังไม่มีวี่แววว่าจะโผล่มาเลยก็เลยต้องโทรไปเรียนสอบถามกัน ครับ\u0026hellip; เธอบอกว่าจากจุดที่โทรไปครั้งแรกยังขยับมาไม่เกินสามร้อยเมตรเลย! พวกเราก็คงจะพอทราบกันแล้วละครับว่าคงต้องหาอะไรทำรอล่ะ เพราะจากจุดที่เพื่อนคนนั้นมา (เดอะมอลล์งาม) มาอนุฯด้วยความเร็วเท่านั้นไม่ใช่เรื่องตลก\nเปิดวงประชุมเร่งด่วน ไปไหนดีละ\u0026hellip; สุดท้ายตัวผมก็เสนอให้เพื่อนๆไปที่หอศิลป์กัน เพราะมันมีนิทรรศการก็อยากชวนเพื่อนไปด้วย จากอนุฯก็นั่ง BTS ไปลงที่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติเพื่อเข้าไปเดินเล่นหอศิลป์กัน\nเดินวนไปวนมากัน ผมนี่อยากเดินดูเรื่อยๆนะครับ แต่เพื่อนผมไม่ค่อยชอบกัน ก็เลยเดินไปสลับคุยเล่นไปจนกว่าเพื่อนอีกคนจะมา\nครับ\u0026hellip; กว่าเพื่อนอีกคนจะมาตอนนั้นก็เลยเวลาไปกว่าชั่วโมงแล้ว แต่ไม่ว่าครับ เราคนดีต้องให้กำลังใจเพื่อน สู้ต่อไปคราวหน้าอย่าเลทอีก! (เพราะเลทอีกผมขอกลับบ้านละ)\nเพื่อนครบ ทุกอย่างครบ ได้เวลาเริ่มทริปจริงๆละ โดยวัดแรกที่เราจะไปคือวัดภูเขาทอง หรือ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร นั้นเอง จากหอศิลป์ก็เดินทางด้วยรถแท็กซี่ นั่งกันห้าคน ไปถึงวัดก็ตกคนละ 11 บาทได้\nเมื่อถึงวัดก็ไหว้พระอะไรนิดหน่อยแล้วเดินขึ้นภูเขาทอง\nด้วยอากาศที่อภิมหาสุดยอดร้อนของประเทศไทยอยู่แล้วผนวกรวมกับการเดินขึ้นบันไดด้วยทำให้ตอนนั้นเหมือนกำลังอบไอน้ำยังไงยังงั้นเลย เหงื่อนี่ท่วมตัวแหวะแหยะไปหมด แถมแดดแรงมากด้วยถึงแม้จะมีเมฆก็ตาม\nไม่นานก็เดินขึ้นไปถึงโบสถ์(เขาเรียกโบสถ์ปะ) ด้านบนสุด ตอนที่เข้าไปในโบสถ์นี่ก็รู้สึกดีขึ้นมาทันที เพราะด้านบนนั้นลมเย็นมาก แถมวิวสวยด้วย เห็นได้ทั้งกรุงเทพเลย!\nไหว้พระ นั่งพัก กินน้ำ อะไรเสร็จก็จะลงละแต่ดันเห็นว่ามันมีทางขึ้นไปอีก เขียนว่า ทางขึ้นสวรรค์ ก็รู้แหละว่าเป็นเจดีย์บนด้านบนแต่ก็คิดว่าร้อนมากเลยไม่อยากไป แต่ดันมีคุณป้าได้ยินเราคุยกันว่าจะขึ้นหรือไม่ดี เขาก็แนะนำให้ขึ้นไป เพราะถือว่ามาแล้วก็มาให้ครบ! อะ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจขึ้นกัน บันไดค่อนข้างชันและเพดานต่ำช่วงทางขึ้น\nก็ไม่มีอะไรมาก มีแค่เจดีย์และวิวที่สวยมาก อ่อ! มีอีกอย่างครับ\u0026hellip; Free WIFI อันนี้ไม่ได้พูดเล่นนะ มันมีจริงๆ\nคือก็เข้าใจนะว่าเป็นการเข้ากับยุคสมัย ที่ท่องเที่ยวระดับนี้ก็ควรจะมี Free WIFI แต่\u0026hellip; ทำไมมามีอะไนด้านบน มันมีคนมานั่งเล่นหรือไง ร้อนตับจะแตก! (หรือเป็นไปด้าน เย็นๆอาจจะมีคนมานั่งเล่น)\nสุดท้ายก็ลงมา ตอนนั้นเป็นเวลาจะบ่ายโมงกว่าๆละ ก็นั่งหาของกินแถวนั้นระหว่างกินก็เริ่มตั้งวงประชุมละ เนื้อเรื่องของการประชุมคือ ไปไหนต่อดี? เพราะเริ่มไม่ไหวละ อากาศร้อนมากจริงๆ อยากจะตาย ตอนนี้ต้องการแอร์เย็นๆมาก\nสรุปครับ\u0026hellip; ไป JJ Mall และแล้วทริปเก้าวัดก็จบเป็นอันเท่านี้\nจากวัดภูเขาทอง ตอนแรกกะจะนั่งรถแท็กซี่ไป BTS แต่ก็เจอคนแถวนั้นแนะนำว่าให้ขึ้นเรือไป (ว้าวมาก เกิดมาไม่เคยนั่งเรือคลองแสนแสบ) ก็เลยพากันไปลงเรือกันซึ่งก็ไม่มีใครเคยนั่งเลย เลยต้องไปหาคนแถวนั้นสอบถามว่านั่งไง ราคาเท่าไหร่ อะไรยังไงไปลงที่ไหนถ้าจะไปสยาม?\nจากจุดนั้นนั่งเรือไปแถวสยาม (จำชื่อท่าเรือไม่ได้) และขึ้น BTS ไปจตุจักรต่อ แล้วเดินเท้าไป JJ Mall ซึ่งขอบอกว่าไม่เคยมีใครเดินไป ก็เลยหลงตลอดทางต้องถามทางว่าไป JJ Mall ไปทางไหน\u0026hellip;\nแต่สุดท้ายก็มาถึง ซึ่งจังหวะนั้นก็เดินเล่นละ ปล่อยผู้หญิงช๊อปกัน ผมนี่ก็เดินถ่ายรูปตามไปเรื่อยๆ\nสรุป ทริปเก้าวัด แต่เหนื่อยครับ เลยทริปล้มไปที่อื่นแทนกลายเป็นทริปนี้ได้สามรสเลย ศิลปะ(หอศิลป์), วัฒนธรรม(วัด), ช็อปปิ้ง(JJ Mall) ก็ถือว่าสนุกดีครับถ้าไม่นับว่าเสียค่า BTS ไปเยอะพอสมควร\nป.ล. ไปเที่ยวเก้าวัดเอารถไปเหอะ ไม่ก็ไปฤดูหนาว\nสุดท้ายขอฝากภาพนี้ไว้หน่อย เห็นว่าสวยดี (ถ่ายเองหมดแหละ) สถานที่คือหอศิลป์กรุงเทพจ้าาาา\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/the-best-9-temples-trip/","summary":"\u003cp\u003e\u003cem\u003eประมาณสี่วันก่อนวันนัดหมาย\u003c/em\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรา: อยากไปถ่ายรูปเล่นจังเลยยยย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเพื่อน: มาสิๆ มา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรา: ไปไหนอะ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเพื่อน: \u003cem\u003eส่งรายชื่อวัดที่จะไป\u003c/em\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรา: จัดลำดับวัดอะไรเนี่ย เดี๋ยวเราจัดให้มา เดี๋ยวไปด้วยเลยละกัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสรุปเสร็จสรรพนัดกันเก้าโมงเช้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มาแล้วให้โทรหา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eทั้งหมดเป็นจุดเริ่มต้นของการเที่ยวในครั้งนี้ครับ\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cem\u003eสี่วันต่อมา\u003c/em\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eขณะนั้นเก้าโมงเช้าผมยังอยู่ที่ท่าเรือแถวบ้าน\u0026hellip; กว่าจะถึงที่อนุฯก็ตั้งเกือบเก้าโมงครึ่ง เจอหน้าเพื่อนก็ต้องขอโทษขอโพยกัน (ปกติผมนี่ตรงเวลามากเลยนะ เลทมากๆก็สิบนาที) ครับ แต่ปัญหาไม่ใช่ผมที่มาสายแค่คนเดียว เพื่อนอีกคนนึงยังติดแหงกอยู่แถวบ้านอยู่เลย\u0026hellip; เพื่อนบอกว่ารถติดมากไม่ขยับเลย ก็นะ\u0026hellip; ไม่รู้ทำไงก็เลยไปหาอะไรกินกันก่อนเพราะเพื่อนบางคนที่มาแล้วยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย ก็ไปนั่งกินข้าวมันไก่กันแถวนั้น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเกือบจะยี่สิบนาทีผ่านไปแล้ว เพื่อนอีกท่านหนึ่งยังไม่มีวี่แววว่าจะโผล่มาเลยก็เลยต้องโทรไปเรียนสอบถามกัน ครับ\u0026hellip; เธอบอกว่าจากจุดที่โทรไปครั้งแรกยังขยับมาไม่เกินสามร้อยเมตรเลย! พวกเราก็คงจะพอทราบกันแล้วละครับว่าคงต้องหาอะไรทำรอล่ะ เพราะจากจุดที่เพื่อนคนนั้นมา (เดอะมอลล์งาม) มาอนุฯด้วยความเร็วเท่านั้นไม่ใช่เรื่องตลก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเปิดวงประชุมเร่งด่วน ไปไหนดีละ\u0026hellip; สุดท้ายตัวผมก็เสนอให้เพื่อนๆไปที่หอศิลป์กัน เพราะมันมีนิทรรศการก็อยากชวนเพื่อนไปด้วย จากอนุฯก็นั่ง BTS ไปลงที่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติเพื่อเข้าไปเดินเล่นหอศิลป์กัน\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/GHFdbEk.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเดินวนไปวนมากัน ผมนี่อยากเดินดูเรื่อยๆนะครับ แต่เพื่อนผมไม่ค่อยชอบกัน ก็เลยเดินไปสลับคุยเล่นไปจนกว่าเพื่อนอีกคนจะมา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eครับ\u0026hellip; กว่าเพื่อนอีกคนจะมาตอนนั้นก็เลยเวลาไปกว่าชั่วโมงแล้ว แต่ไม่ว่าครับ เราคนดีต้องให้กำลังใจเพื่อน สู้ต่อไปคราวหน้าอย่าเลทอีก! (เพราะเลทอีกผมขอกลับบ้านละ)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเพื่อนครบ ทุกอย่างครบ ได้เวลาเริ่มทริปจริงๆละ โดยวัดแรกที่เราจะไปคือวัดภูเขาทอง หรือ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร นั้นเอง จากหอศิลป์ก็เดินทางด้วยรถแท็กซี่ นั่งกันห้าคน ไปถึงวัดก็ตกคนละ 11 บาทได้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเมื่อถึงวัดก็ไหว้พระอะไรนิดหน่อยแล้วเดินขึ้นภูเขาทอง\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/acFBndJ.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eด้วยอากาศที่อภิมหาสุดยอดร้อนของประเทศไทยอยู่แล้วผนวกรวมกับการเดินขึ้นบันไดด้วยทำให้ตอนนั้นเหมือนกำลังอบไอน้ำยังไงยังงั้นเลย เหงื่อนี่ท่วมตัวแหวะแหยะไปหมด แถมแดดแรงมากด้วยถึงแม้จะมีเมฆก็ตาม\u003c/p\u003e","title":"โชว์วิธีเท่ ๆ เที่ยวทริปเก้าวัดไงให้ได้วัดเดียว"},{"content":"ซื้อมาดองนานมาก หลายเดือนละพึ่งได้อ่าน พบกับ มิโคชิบะ กาคุโตะ กับ ความน่าจะเป็นของเจตนาฆาตกรรม (ชื่อยาวไปไหน) นิยายแปลจากญี่ปุ่นของค่าย Enter Books\nเป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับรองศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ที่เอาความสามารถทางคณิตและความน่าจะเป็นมาช่วยไขคดีต่างๆ ตามคอนเซ็ปต์พระเอกเก่งๆทั่วไป พระเอกจะนิสัยไม่น่าคบหา ออกไปทาง NEET ชอบเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร (เจอแนวพวกนี้จนเบื่อ)\nส่วนนางเอกเป็นตำรวจที่ยึดมั่นในความยุติธรรมที่พึ่งโดนพักงานเพราะเป็นหนึ่งในส่วนร่วมของการสอบปากคำที่มีการทำร้ายร่างกายผู้ต้องหา เลยกลายเป็นย้ายมาอยู่กับพระเอกแทน\nโดยรายละเอียดก็ดำเนินเรื่องส่วนใหญ่เกี่ยวกับการสืบสวนทั่วไป แต่ไม่ต้องห่วงสำหรับคนเบื่อโคนัน คดีส่วนใหญ่ไม่มีทริคซับซ้อนเส้นเอ็นพันประตู ฆาตรกรรมในห้องปิดตาย ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการสอบปากคำผู้ต้องหาเพื่อให้ได้ความจริงที่จริงที่สุดออกมา\nตอนแรกที่ผมอ่านก็รอว่าพระเอกมันจะใช้ทฤษฎีคณิตศาสตร์ล้ำๆอะไรออกมาไหม (ความจริงต้องบอกว่ารอนักเขียน) ซึ่งอ่านไปแรกๆก็ไม่มีเลย ผมนี่อ่านไปบ่นไปเลยว่า ไม่มีอะไรเลย เพราะส่วนใหญ่ก็เอาหลักความน่าจะเป็นในระดับมัธยมที่เราๆคุณๆเคยเรียนกันมาแล้วมาใช้ ซึ่งมีบางส่วนที่ใช้คณิตขั้นสูง (ตัวละครเขาว่างั้น) แต่ก็ไม่ได้มีการอธิบายอะไรลึก เหมือนกล่าวลอยๆ จนผมแทบจะวางหนังสือลงละ แต่บังเอิญจริงๆ อ่านจบส่วนแรกดันเปิดไปเจอภาพนางเอก\nอืมมมมม ก็น่ารักดีนะ งั้นอ่านต่อซะหน่อย นี่เลยกลายเป็นเหตุผลให้ผมอ่านจนจบ (ไม่ใช่ละ) อันที่จริงก็มีเหตุผลอื่นรวมอยู่ด้วย ซึ่งคือเมื่ออ่านไปท้ายๆแล้วจะพบว่าจุดประสงค์ของพระเอก (หรือคนเขียน) ไม่ใช่การอ้างหลักการทางคณิตศาสตร์ล้ำระดับคนโง่ๆที่ได้เกรดสองคณิตจะไม่เข้าใจมาอ้าง แต่ต้องการแสดงให้เห็นว่าเราสามารถเอาหลักการคิดอย่างเป็นระบบของคณิตศาสตร์มาใช้ในการหาเหตุผลต่างๆรอบตัวเราได้แทนที่จะใช้สิ่งที่เรียกว่า เซ้นส์ หรือ ความรู้สึก\nสรุป ก็ไม่มีอะไรมาก อ่านเพลินๆก็สนุกดี นี่อ่านจบแล้วก็อยากหาเล่มใหม่มาอ่านต่อทันที ทั้งๆที่ตอนแรกซื้อมาโดยบังเอิญ (จะซื้อหนังสือเรียน ไปเจอนิยายแทน) ซึ่งถ้าคนไม่ชอบนิยายก็ไม่เป็นไร เพราะมันมีทำเป็นมังงะ(หนังสือการ์ตูน) ขายด้วยในชื่อ สืบคณิตพิชิตคดีกับมิโคะชิบะ กาคุโตะ (Kakuritsu Sousakan Mikoshiba Gakuto) ของสำนักพิมพ์ NED ครับ ก็หาอ่านกันได้ แต่แนะนำให้อ่านนิยายมากกว่าเพราะจะได้อรรถรสครบถ้วน ถึงแม้ว่าจะรู้สึกว่าแปลแข็งๆไปบ้างก็ตาม\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-kakuritsu-sousakan-mikoshiba-gakuto/","summary":"\u003cp\u003eซื้อมาดองนานมาก หลายเดือนละพึ่งได้อ่าน พบกับ \u003cstrong\u003eมิโคชิบะ กาคุโตะ กับ ความน่าจะเป็นของเจตนาฆาตกรรม\u003c/strong\u003e (ชื่อยาวไปไหน) นิยายแปลจากญี่ปุ่นของค่าย Enter Books\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/D7iisfi.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับรองศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ที่เอาความสามารถทางคณิตและความน่าจะเป็นมาช่วยไขคดีต่างๆ ตามคอนเซ็ปต์พระเอกเก่งๆทั่วไป พระเอกจะนิสัยไม่น่าคบหา ออกไปทาง NEET ชอบเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร (เจอแนวพวกนี้จนเบื่อ)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eส่วนนางเอกเป็นตำรวจที่ยึดมั่นในความยุติธรรมที่พึ่งโดนพักงานเพราะเป็นหนึ่งในส่วนร่วมของการสอบปากคำที่มีการทำร้ายร่างกายผู้ต้องหา เลยกลายเป็นย้ายมาอยู่กับพระเอกแทน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eโดยรายละเอียดก็ดำเนินเรื่องส่วนใหญ่เกี่ยวกับการสืบสวนทั่วไป แต่ไม่ต้องห่วงสำหรับคนเบื่อโคนัน คดีส่วนใหญ่ไม่มีทริคซับซ้อนเส้นเอ็นพันประตู ฆาตรกรรมในห้องปิดตาย ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการสอบปากคำผู้ต้องหาเพื่อให้ได้ความจริงที่จริงที่สุดออกมา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตอนแรกที่ผมอ่านก็รอว่าพระเอกมันจะใช้ทฤษฎีคณิตศาสตร์ล้ำๆอะไรออกมาไหม (ความจริงต้องบอกว่ารอนักเขียน) ซึ่งอ่านไปแรกๆก็ไม่มีเลย ผมนี่อ่านไปบ่นไปเลยว่า \u003cstrong\u003eไม่มีอะไรเลย\u003c/strong\u003e เพราะส่วนใหญ่ก็เอาหลักความน่าจะเป็นในระดับมัธยมที่เราๆคุณๆเคยเรียนกันมาแล้วมาใช้ ซึ่งมีบางส่วนที่ใช้คณิตขั้นสูง (ตัวละครเขาว่างั้น) แต่ก็ไม่ได้มีการอธิบายอะไรลึก เหมือนกล่าวลอยๆ จนผมแทบจะวางหนังสือลงละ แต่บังเอิญจริงๆ อ่านจบส่วนแรกดันเปิดไปเจอภาพนางเอก\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/8fVFlp9.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eอืมมมมม ก็น่ารักดีนะ งั้นอ่านต่อซะหน่อย นี่เลยกลายเป็นเหตุผลให้ผมอ่านจนจบ (ไม่ใช่ละ) อันที่จริงก็มีเหตุผลอื่นรวมอยู่ด้วย ซึ่งคือเมื่ออ่านไปท้ายๆแล้วจะพบว่าจุดประสงค์ของพระเอก (หรือคนเขียน) ไม่ใช่การอ้างหลักการทางคณิตศาสตร์ล้ำระดับคนโง่ๆที่ได้เกรดสองคณิตจะไม่เข้าใจมาอ้าง แต่ต้องการแสดงให้เห็นว่าเราสามารถเอาหลักการคิดอย่างเป็นระบบของคณิตศาสตร์มาใช้ในการหาเหตุผลต่างๆรอบตัวเราได้แทนที่จะใช้สิ่งที่เรียกว่า เซ้นส์ หรือ ความรู้สึก\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"สรป\"\u003eสรุป\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eก็ไม่มีอะไรมาก อ่านเพลินๆก็สนุกดี นี่อ่านจบแล้วก็อยากหาเล่มใหม่มาอ่านต่อทันที ทั้งๆที่ตอนแรกซื้อมาโดยบังเอิญ (จะซื้อหนังสือเรียน ไปเจอนิยายแทน) ซึ่งถ้าคนไม่ชอบนิยายก็ไม่เป็นไร เพราะมันมีทำเป็นมังงะ(หนังสือการ์ตูน) ขายด้วยในชื่อ \u003cstrong\u003eสืบคณิตพิชิตคดีกับมิโคะชิบะ กาคุโตะ (Kakuritsu Sousakan Mikoshiba Gakuto)\u003c/strong\u003e ของสำนักพิมพ์ NED ครับ ก็หาอ่านกันได้ แต่แนะนำให้อ่านนิยายมากกว่าเพราะจะได้อรรถรสครบถ้วน ถึงแม้ว่าจะรู้สึกว่าแปลแข็งๆไปบ้างก็ตาม\u003c/p\u003e","title":"อ่านแล้วบอกต่อ \"มิโคชิบะ กาคุโตะ กับ ความน่าจะเป็นของเจตนาฆาตกรรม\""},{"content":"เกริ่นก่อนครับ\u0026hellip; เรียกว่าให้ความรู้อันน้อยนิดมากๆ เพื่อจะได้ด่าและแซะขนมชนิดนี้ถูกต้อง\nCroissant เรียกบ้านๆก็คือ \u0026ldquo;ครัวซองค์\u0026rdquo; บ้านเกิดอยู่ฝรั่งเศส แต่หลายร้อยปีต่อมาก็เห็นวางขายชิ้นละ 25 บาท ตามตลาดทั่วไปจนนึกว่าขนมไทย อันที่จริงคือ ขนมไทยหายากกว่าครัวซองค์อีก\nต่อมาคือ Taiyaki เรียกทั่วไปก็ \u0026ldquo;ไทยากิ\u0026rdquo; ต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น เป็นขนมรูปปลา ยัดใส่ด้านใน เวลากินก็กัดเข้าไปเจอไส้(ปลา) เยิ้มออกมา ไส้ด้านในก็เป็นพวกคัสตาร์ด, ถั่วแดง, ถั่วหวาน เป็นต้น\nญี่ปุ่นกับฝรั่งเศสห่างกันครึ่งโลก แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเอาชื่อขนมสองประเทศมารวมกัน? แต่เรื่องชื่อก็เรื่องนึง เพราะนี่ตอนกินไม่ได้สนใจชื่อเลย ได้มาก็กินเลย และนี่ก็คือขนม Croissant Taiyaki\nปกติแล้วจากที่เคยพบเห็น ไทยากิจะมีลักษณะเป็นขนมรูปปลาตามที่กล่าวไว้ ซึ่งคุณเข้าใจคำว่ารูปปลาใช่ไหม มันต้องตัดมาเป็นตัวปลาเลย ตอนผมได้ยินว่าไทยากิ ผมก็เข้าใจว่ามันจะเป็นแบบที่เราเห็นตามอนิเมะ หรือซีรี่ย์ญี่ปุ่นอะไรนั่น แต่พอได้เจอของจริง คุณก็ต้องอึ้ง!\nคือแบบ\u0026hellip; เอาขนมสี่เหลี่ยมยัดไส้แล้วปั๊มรูปปลาชัดๆ ตัดขอบหน่อยให้สวยงามไม่ได้หรอ? หรือกลัวลูกค้าเสียดายไปคุ้ยเศสขนมกินในถังขยะของร้าน แต่ก็ช่างมัน เพราะคิดว่า อ่า! นี่อาจจะเป็นการทำไทยากิสไตล์ฝรั่งเศสก็เป็นได้!\nอย่างที่เห็น ตัวแป้งของขนมจะมีเกล็ดสี่เหลี่ยมๆรอยรอบขนม มันคือเกล็ดน้ำตาลครับ โดยรวมเกล็ดน้ำตาลอร่อยกว่าขนม คือตอนเคี้ยวเจอเกล็ดน้ำตาลนี่เพลินนะ กรุ่บๆกรอบๆ\nชิ้นแรก ไส้คัสตาร์ด(เย็น) คำว่า \u0026ldquo;เย็น\u0026rdquo; หลังชื่อผมไม่ได้เติมเองนะ คือเห็นแม่(คือแม่เป็นคนซื้อ ไม่ใช่ผม) บอกว่ามันเขียนชื่อไส้ที่ร้านว่า \u0026ldquo;คัสตาร์ดเย็น\u0026rdquo; อย่างงี้จริงๆ นี่ก็คิดเล่นๆว่า ถ้าเอาไปตากแดดประเทศไทยสักครึ่งชั่วโมงมันต้องเปลี่ยนชื่อเมนูเป็น \u0026ldquo;คัสตาร์ดร้อน\u0026rdquo; ไหม\nรีวิว: แป้ง! เป็นแป้งครัวซองค์เลย ซึ่งจากความมโนส่วนตัวของตัวเอง เข้าใจว่าไทยากิ แป้งจะเป็นอีกแบบ แบบนุ่มๆ คิดว่านี่แหละคือการผสมกันของครัวซองค์และไทยากิ (นอกเรื่องยาว) สรุปเรื่องแป้งคือ เป็นแป้งแบบครัวซองค์กรอบๆบางๆ ตัวแป้งรสชาติอร่อยดี\nเข้าสู่เรื่องเนื้อใน ไส้! ไส้คัสตาร์ดไม่หวานเลี่ยนแบบพวกขนมทั่วไป รสชาติอ่อนๆกำลังดี แต่คนชอบหวานเลี่ยนอาจจะไม่ชอบ\nชิ้นสอง ไส้ถั่วแดง (อยากจะบอกว่า ที่เห็นแต่ละภาพไส้มันเยิ้มๆ ไม่ใช่ว่าไส้มันเยอะนะ นี่บีบขึ้นมาให้มันถ่ายเห็นไส้)\nรีวิว: ตามสไตล์ถั่วแดงทั่วไป ก็เป็นถั่ว(ผิด) ก็รสชาติไม่หวานเกิน ไม่จืดเกิน เอาจริงๆคือเหมือนจะหวานน้อยกว่าขนมปังสอดไส้ถั่วแดงของฟาร์มเฮ้าส์เสียอีก ดูดไส้เข้าไปมีคงเหลืออารยธรรมของถั่วที่ยังเป็นเม็ดๆอยู่บ้าง แต่ก็น้อยเต็มทน โดยรวม อร่อยกว่ารสคัสตาร์ดเย็น เพราะไม่หวานเท่า สำหรับคนชอบหวานน้อยถึงไม่หวานเลย แนะนำไส้นี้\nสรุป ไส้คัสตาร์ด เหมาะสำหรับคนชอบหวาน แต่ก็ไม่ได้หวานมากจนเลี่ยน ไส้ถั่วแดง เหมาะสำหรับคนไม่ชอบหวาน อยากกินอะไรที่มันเจแปนๆ ไม่เหมาะเลย สำหรับคนที่อยากลดความอ้วน เพราะจากทั้งแป้ง น้ำตาล และไส้ด้านใน อ้วนแน่นอน! ค่าเสียหาย! เรทราคาอยู่ที่ชิ้นละ 60-70 บาท รวมสองชิ้นที่กินไปตกรวมราคา 125 บาท แพงพอสมควร หากกำลังจะเอาชีวิตรอดจากช่วงสิ้นเดือน โปรดอย่าซื้อกินเด็ดขาด\nสุดท้ายอยากจะบอกว่า มันมีไส้อื่นด้วยนะ แต่ไม่ได้ซื้อมาเพราะมันแพงและกินไม่ไหว\u0026hellip; ก็แนะนำให้ไปลองได้ครับ\n[Update] ร้านมีที่ไหนบ้างไม่ทราบครับ ลองหาๆใน Google ดูเอา แต่นี่ซื้อจากเดอะมอลล์บางแค\nป.ล. ภาพไทยากิ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-croissant-taiyaki/","summary":"\u003cp\u003eเกริ่นก่อนครับ\u0026hellip; เรียกว่าให้ความรู้อันน้อยนิดมากๆ เพื่อจะได้ด่าและแซะขนมชนิดนี้ถูกต้อง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eCroissant เรียกบ้านๆก็คือ \u0026ldquo;ครัวซองค์\u0026rdquo; บ้านเกิดอยู่ฝรั่งเศส แต่หลายร้อยปีต่อมาก็เห็นวางขายชิ้นละ 25 บาท ตามตลาดทั่วไปจนนึกว่าขนมไทย อันที่จริงคือ ขนมไทยหายากกว่าครัวซองค์อีก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eต่อมาคือ Taiyaki เรียกทั่วไปก็ \u0026ldquo;ไทยากิ\u0026rdquo; ต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น เป็นขนมรูปปลา ยัดใส่ด้านใน เวลากินก็กัดเข้าไปเจอไส้(ปลา) เยิ้มออกมา ไส้ด้านในก็เป็นพวกคัสตาร์ด, ถั่วแดง, ถั่วหวาน เป็นต้น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eญี่ปุ่นกับฝรั่งเศสห่างกันครึ่งโลก แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเอาชื่อขนมสองประเทศมารวมกัน? แต่เรื่องชื่อก็เรื่องนึง เพราะนี่ตอนกินไม่ได้สนใจชื่อเลย ได้มาก็กินเลย และนี่ก็คือขนม Croissant Taiyaki\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/zpiToWi.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eปกติแล้วจากที่เคยพบเห็น ไทยากิจะมีลักษณะเป็นขนมรูปปลาตามที่กล่าวไว้ ซึ่งคุณเข้าใจคำว่ารูปปลาใช่ไหม มันต้องตัดมาเป็นตัวปลาเลย ตอนผมได้ยินว่าไทยากิ ผมก็เข้าใจว่ามันจะเป็นแบบที่เราเห็นตามอนิเมะ หรือซีรี่ย์ญี่ปุ่นอะไรนั่น แต่พอได้เจอของจริง คุณก็ต้องอึ้ง!\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/zawZbXC.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eคือแบบ\u0026hellip; เอาขนมสี่เหลี่ยมยัดไส้แล้วปั๊มรูปปลาชัดๆ ตัดขอบหน่อยให้สวยงามไม่ได้หรอ? หรือกลัวลูกค้าเสียดายไปคุ้ยเศสขนมกินในถังขยะของร้าน แต่ก็ช่างมัน เพราะคิดว่า อ่า! นี่อาจจะเป็นการทำไทยากิสไตล์ฝรั่งเศสก็เป็นได้!\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอย่างที่เห็น ตัวแป้งของขนมจะมีเกล็ดสี่เหลี่ยมๆรอยรอบขนม มันคือเกล็ดน้ำตาลครับ โดยรวมเกล็ดน้ำตาลอร่อยกว่าขนม คือตอนเคี้ยวเจอเกล็ดน้ำตาลนี่เพลินนะ กรุ่บๆกรอบๆ\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"ชนแรก-ไสคสตารดเยน\"\u003eชิ้นแรก ไส้คัสตาร์ด(เย็น)\u003c/h3\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/8Zi5ORC.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eคำว่า \u0026ldquo;เย็น\u0026rdquo; หลังชื่อผมไม่ได้เติมเองนะ คือเห็นแม่(คือแม่เป็นคนซื้อ ไม่ใช่ผม) บอกว่ามันเขียนชื่อไส้ที่ร้านว่า \u0026ldquo;คัสตาร์ดเย็น\u0026rdquo; อย่างงี้จริงๆ นี่ก็คิดเล่นๆว่า ถ้าเอาไปตากแดดประเทศไทยสักครึ่งชั่วโมงมันต้องเปลี่ยนชื่อเมนูเป็น \u0026ldquo;คัสตาร์ดร้อน\u0026rdquo; ไหม\u003c/p\u003e","title":"[รีวิว] Croissant Taiyaki ขนมที่ไม่รู้จะตั้งชื่อสองประเทศรวมกันทำไม"},{"content":"สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก แนะนำให้ลองอ่านบล็อกเก่าของผมก่อน คลิ๊ก\nไม่ว่าจะสอบตก เงินหมด รถติด ไฟไหม้ แฟนทิ้ง แต่ถ้าได้มาเล่นเกมนี้ เสียงดนตรีจะทำความสุขกลับมา\nผมให้นิยามเกมนี้ไว้ตามข้อความด้านบน เพราะเกมนี้มันเทพมากจริงๆนะครับ เพลงส่วนใหญ่เพราะมาก และไม่ได้เป็นการเอาเพลงนักร้องดังๆมาทำ แต่ทั้งหมดจะแต่งเอง และอีกทั้งตัวเกมมีเนื้อเรื่องด้วย จริงทำให้การเล่นเกมนี้สนุก น่าติดตาม และเล่นได้ไม่เบื่อ (ถ้ายังไม่เวลตัน)\nDeemo อันที่จริงก็มีมานานแล้ว ค่ายเดียวกับ Cytus ซึ่งก็คือค่าย Rayark Games แต่หลังจากรอคอยกันมาเนิ่นนานจากสัญญาณที่แว่ว ไม่แว่วสิเพราะค่ายเกมประกาศกันในเพจเฟสบุ้คเลยว่าจะทำเวอร์ชั่นสอง (version 2.0) แฟนคลับของเกม Deemo ก็ต่างรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ จนไม่นานมานี้ทางค่ายเกมก็ประกาศอัพเดต Deemo 2.0 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย นี่เลยเป็นเหตุผลให้ผมเอามาเขียนอวยไส้แตก หรือเรียกดีๆก็คือรีวิวนั้นเอง\nถ้าใครมีอยู่แล้วก็จะอัพเดตเกมได้ทันที แต่ถ้าใครยังไม่เคยโหลด ทางฝั่ง Android ก็สามารถให้ท่านๆโหลดมาเล่นกันได้ก่อน แต่เล่นได้ไม่มากเพราะเป็นแค่ตัวทดลอง ส่วนทางฝั่ง Apple ผมไม่ทราบว่ามีทดลองเล่นหรือเปล่า ซึ่งตอนผมเล่นผมก็กดซื้อมาเลย\nอะ เข้าเรื่องกันต่อ พออัพเดตเสร็จเปิดเกมมา ภาพหน้าหลักเกมเปลี่ยน!\nเข้ามาในเกมก็จะเห็นเนื้อเรื่องดำเนินต่อจากภาคที่แล้ว ไม่อยากสปอยล์ไปหาเล่นเอาเองนะครับ (ประเด็นคือขี้เกียจเขียน)\nฉากในเกมหลายๆฉากในภาคนี้ก็จะเปลี่ยนไปพอสมควร อีกทั้งต้นไม้ก็โตขึ้นได้เรื่อยๆแล้ว จากก่อนหน้านี้มันตัน\nอัพเดตอีกจุดคือ จากแต่ก่อนหากเราต้องการซื้อเพลงเพิ่ม เราต้องเข้าไปในห้องสมุดที่มีผู้หญิงใส่หน้ากากอยู่ แต่ตอนนี้ไม่ต้องละ เพราะรายชื่ออัลบั้มเพลงทั้งหมดจะแสดงให้เห็นตอนเรากดเล่นเลย แค่เราเล่นได้กับเล่นไม่ได้เท่านั้น อัลบั้มที่มีสีคืออัลบั้มที่เรามีอยู่แล้ว แต่ส่วนที่เป็นขาวดำก็คืออัลบั้มที่เรายังไม่ได้ซื้อ\nนอกจากนี้ยังมีห้องใหม่เพิ่มมาด้วยตามกับเนื้อเรื่องที่เพิ่มเข้ามา!! แต่ผมขอเอามาลงแค่ภาพเดียวและไม่ขอบอกว่าห้องอะไรอยู่ตรงไหนเดี๋ยวจะเป็นการสปอยล์\nทั้งหมดที่ให้กล่าวถึงก็คงมีเพียงเท่านี้ครับ ก็อยากให้ลองเล่นเองซะมากกว่า ราคาเกมตอนนี้ประมาณร้อยกว่าหรือสองร้อยผมก็ไม่ทราบ แต่บอกเลยว่าคุ้มมากกับราคา เพราะมันกลายเป็นเกมที่ผมชอบมากที่สุดเกมหนึ่งเลยก็ว่าได้\nส่งท้าย: อัลบั้มนี้ภาพวาดน่ารักมากครับ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-deemo-version-2/","summary":"\u003cp\u003eสำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก แนะนำให้ลองอ่านบล็อกเก่าของผมก่อน \u003ca href=\"/posts/review-deemo-game/\"\u003eคลิ๊ก\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cblockquote\u003e\n\u003cp\u003eไม่ว่าจะสอบตก เงินหมด รถติด ไฟไหม้ แฟนทิ้ง แต่ถ้าได้มาเล่นเกมนี้ เสียงดนตรีจะทำความสุขกลับมา\u003c/p\u003e\n\u003c/blockquote\u003e\n\u003cp\u003eผมให้นิยามเกมนี้ไว้ตามข้อความด้านบน เพราะเกมนี้มันเทพมากจริงๆนะครับ เพลงส่วนใหญ่เพราะมาก และไม่ได้เป็นการเอาเพลงนักร้องดังๆมาทำ แต่ทั้งหมดจะแต่งเอง และอีกทั้งตัวเกมมีเนื้อเรื่องด้วย จริงทำให้การเล่นเกมนี้สนุก น่าติดตาม และเล่นได้ไม่เบื่อ (ถ้ายังไม่เวลตัน)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eDeemo อันที่จริงก็มีมานานแล้ว ค่ายเดียวกับ Cytus ซึ่งก็คือค่าย Rayark Games แต่หลังจากรอคอยกันมาเนิ่นนานจากสัญญาณที่แว่ว ไม่แว่วสิเพราะค่ายเกมประกาศกันในเพจเฟสบุ้คเลยว่าจะทำเวอร์ชั่นสอง (version 2.0) แฟนคลับของเกม Deemo ก็ต่างรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ จนไม่นานมานี้ทางค่ายเกมก็ประกาศอัพเดต Deemo 2.0 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย นี่เลยเป็นเหตุผลให้ผมเอามาเขียนอวยไส้แตก หรือเรียกดีๆก็คือรีวิวนั้นเอง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eถ้าใครมีอยู่แล้วก็จะอัพเดตเกมได้ทันที แต่ถ้าใครยังไม่เคยโหลด ทางฝั่ง Android ก็สามารถให้ท่านๆโหลดมาเล่นกันได้ก่อน แต่เล่นได้ไม่มากเพราะเป็นแค่ตัวทดลอง ส่วนทางฝั่ง Apple ผมไม่ทราบว่ามีทดลองเล่นหรือเปล่า ซึ่งตอนผมเล่นผมก็กดซื้อมาเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอะ เข้าเรื่องกันต่อ พออัพเดตเสร็จเปิดเกมมา ภาพหน้าหลักเกมเปลี่ยน!\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/ewgUbMy.png\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเข้ามาในเกมก็จะเห็นเนื้อเรื่องดำเนินต่อจากภาคที่แล้ว ไม่อยากสปอยล์ไปหาเล่นเอาเองนะครับ (ประเด็นคือขี้เกียจเขียน)\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/7jAO9N3.png\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eฉากในเกมหลายๆฉากในภาคนี้ก็จะเปลี่ยนไปพอสมควร อีกทั้งต้นไม้ก็โตขึ้นได้เรื่อยๆแล้ว จากก่อนหน้านี้มันตัน\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/770ZoRy.png\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eอัพเดตอีกจุดคือ จากแต่ก่อนหากเราต้องการซื้อเพลงเพิ่ม เราต้องเข้าไปในห้องสมุดที่มีผู้หญิงใส่หน้ากากอยู่ แต่ตอนนี้ไม่ต้องละ เพราะรายชื่ออัลบั้มเพลงทั้งหมดจะแสดงให้เห็นตอนเรากดเล่นเลย แค่เราเล่นได้กับเล่นไม่ได้เท่านั้น อัลบั้มที่มีสีคืออัลบั้มที่เรามีอยู่แล้ว แต่ส่วนที่เป็นขาวดำก็คืออัลบั้มที่เรายังไม่ได้ซื้อ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/FD0mTsw.png\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eนอกจากนี้ยังมีห้องใหม่เพิ่มมาด้วยตามกับเนื้อเรื่องที่เพิ่มเข้ามา!! แต่ผมขอเอามาลงแค่ภาพเดียวและไม่ขอบอกว่าห้องอะไรอยู่ตรงไหนเดี๋ยวจะเป็นการสปอยล์\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/PPOr6vZ.png\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eทั้งหมดที่ให้กล่าวถึงก็คงมีเพียงเท่านี้ครับ ก็อยากให้ลองเล่นเองซะมากกว่า ราคาเกมตอนนี้ประมาณร้อยกว่าหรือสองร้อยผมก็ไม่ทราบ แต่บอกเลยว่าคุ้มมากกับราคา เพราะมันกลายเป็นเกมที่ผมชอบมากที่สุดเกมหนึ่งเลยก็ว่าได้\u003c/p\u003e","title":"[รีวิว] คืนความสุขสู่ประชาชน กับ Deemo 2.0"},{"content":"ปิดเทอม เพื่อนหลายคนไปเรียนต่างประเทศกันเยอะ นี่เลยชวนๆให้เอาประสบการณ์ไปเรียนต่างประเทศนะ เขียนลงบล็อกเผื่อเผยแพร่ให้คนอื่นได้อ่านกัน ส่วนใหญ่คำถามที่ตอบกลับมาคือ เขียนลงอะไร exteen ไหม ซึ่งผมก็แน่นำ Wordpress ไปง่ายดี แต่หลายครั้งก็เสริมๆให้ลอง Ghost ด้วย ซึ่งร้อยละร้อยถามกลับมา \u0026ldquo;ต่างกันไง\u0026rdquo; โดนถามหลายรอบมาก รอบนี้เลยเขียนสรุปตามความเห็นของตัวเองละกัน (ไม่ใช่อะไร เผื่อมีคนถามอีกขี้เกียจตอบ กะโยนบล็อกให้อ่านเลย\u0026hellip;.)\nWordpress สะดวก ออปชั่นเยอะ Wordpress เป็นแพลทฟอร์มบล็อกที่คนนิยมโดยเสียส่วนมาก เพราะใช้งานง่าย สะดวก ปลั๊กอินเยอะมาก คุณต้องการอะไร มันมีให้หมดแล้วแค่อาจจะต้องโหลดเพิ่ม ทำอะไรก็ทำได้ เว็บเล็กๆ ยัน เว็บบริษัท นอกจากนั้นคือกลุ่มสังคมของคนใช้ Wordpress นั้นกว้างมาก หากคุณมีปัญหาอะไร เซิร์ชใน Google ได้เลย ไม่มีทางที่ปัญหาที่คุณเจอคนอื่นจะยังไม่เจอแน่นอน หรือเข้าไปถามตามกลุ่มในเฟสบุ้คก็ได้ ต้องมีแน่นอน\nลักษณะของ Wordpress คือ คุณเข้าไปที่เว็บของคุณ แล้วก็เขียนบทความตามใจชอบ ใส่ภาพใส่วิดีโอ อัพภาพเข้าบทความทำได้หมด เพราะ Wordpress มีระบบที่รองรับงานเขียนของคุณได้หมด ตัวหนาตัวบางตัวเอียง เปรียบเทียบคงจะบอกได้ว่าเหมือนเขียนงานใน MS Word ส่วนพวกสื่อภาพวิดีโอ Wordpress ก็สามารถให้คุณอัพไฟล์ของคุณขึ้นไปได้แล้วนำใส่บทความ พูดง่ายๆคือ ระบบจัดการสื่อและระบบที่ไว้เขียนงานครบครันมาก\nซึ่งสำหรับคนเริ่มเล่นก็เหมาะเลย เพราะสามารถลงทะเบียนและใช้งานได้ทันที (Wordpress.com)\nหรือบางคนไฮโซหน่อย มีเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองก็สามารถไปโหลดได้ที่ (Wordpress.org)\nเหมาะกับใครบ้าง? อาจารย์ที่ต้องการทำสื่อการเรียนการสอนให้เด็ก หน่วยงานหรือธุรกิจที่ต้องการเผยแพร่ข้อมูลของตน คนทั่วไปที่อยากบ่นยาวมาก บ่นเป็นบทความวิพากษ์วิจารณ์ ใครก็ตามที่อยากเขียนบล็อกแต่ไม่ต้องการเสียเงินเพิ่มอีกแล้ว (เรื่องเงินสำคัญ (ฮา) Ghost เน้นเรียบง่าย ไม่เยอะ Ghost เป็นระบบแพลทฟอร์มบล็อกตัวใหม่ เข้าใจว่าเป็นทีมงานช่วงก่อตั้ง Wordpress แยกตัวออกมาตั้งทีมใหม่เพราะมองว่า wordpress นั้นใหญ่เกินไปกว่าที่จะเป็นแค่บล็อก\nGhost นั้นต่างจาก Wordpress ลิบลับ เพราะถ้าเทียบเป็นคน Wordpress คือคนที่อู้ฟู้ไฮโซมีทุกอย่างครบครันผู้คนรายล้อม แต่ Ghost เป็นคนที่สมถะ ไม่ขออะไรมากชีวิตติดดิน เพราะอะไร? เพราะถ้าคุณได้ลองเข้าไปใช้ Ghost แล้วคุณจะรู้เลยว่ามันเรียบง่ายมาก ออกแบบมาเพื่อแค่เป็นบล็อกเลยจริงๆตามคำโปรยของโปรเจกต์ \u0026ldquo;Just a blogging platform\u0026rdquo;\nความสามารถของ Ghost มีแค่เขียนบล็อกได้\u0026hellip; แค่นั้นแหละครับ มันไม่สามารถอัพโหลดภาพหรือสื่อใดๆเข้าไปเก็บในบล็อกได้เลย ต้องใช้วิธีอัพไปฝากที่อื่นแล้วเอา URL ของภาพมาแทน ส่วนเรื่องการใส่สไตล์ให้ข้อความก็ไม่ได้มีปุ่มกดให้คลิ๊กๆแบบ Wordpress แต่เป็นลักษณะของการใช้เครื่องหมายกำกับแทน เช่น คุณต้องการพิมพ์ตัวหนา ให้นำ * ไปใส่หน้าและหลังข้อความนั้น เป็นต้น\nความสามารถอื่นๆของ Ghost ก็คือแต่งรายละเอียดโปรไฟล์ของผู้เขียนได้ ใส่แท็กให้บทความได้ เปลี่ยนธีมของบล็อกได้ (แต่ธีมตอนนี้ยังไม่หลากหลายเท่า Wordpress) ประมาณนั้นแหละครับ\nหลายคนอาจจะสงสัย \u0026ldquo;เห้ย แล้วมันจะไปมีคนใช้หรอ ทำอะไรก็ไม่ได้เลย\u0026rdquo; ก็ไม่รู้สินะ แต่ผมใช้คนนึง (บล็อกนี้เขียนด้วย Ghost) แต่ก็เหมือนจะมีคนใช้เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ก็อย่างที่บอก จุดเด่นของมีคือ \u0026ldquo;ก็เป็นแค่บล็อก\u0026rdquo; ทำให้ Ghost เป็นเหมือนแหล่งหลบพักของคนที่หนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่อย่าง Wordpress มาหาวิถีชีวิตเรียบง่ายธรรมดาแบบ Ghost\nแต่ข้อเสียจุดใหญ่เลยคือ มันเสียตังค์ครับ\u0026hellip; ลองไปดูค่าใช้จ่ายได้ใน ghost.org/pricing ได้ครับ ซึ่งความจริงมันก็มีแบบฟรีนะครับ ก็คือให้ไฟล์ซอร์สโค้ดของ Ghost ไปเลย อะคุณโหลดไปเองเลย แต่คุณต้องไปหาเซิร์ฟเวอร์หรือคอมที่ต้องเปิดให้ Ghost ทำงานตลอดเวลาแค่นั้นเอง ซึ่งก็โชคดีผมมีเซิร์ฟเวอร์ของผมอยู่แล้วก็เลยสบายไป\nเหมาะกับใครบ้าง? ฮิปสเตอร์ที่ต้องการนั่งร้านกาแฟจิบลาเต้อุ่นๆแล้วเขียนบล็อกเรื่องราวชีวิต นักปรัชญาและนักเขียนที่ขอแค่เขียนเผยแพร่ความคิดแค่นั้น เช่นคุณวินทร์ เลียววาริณ เป็นต้น นักพัฒนา Ghost //คือพัฒนาแล้วควรจะใช้ด้วย คนทั่วไปที่เบื่อกับอะไรที่เยอะๆอย่าง Wordpress แล้วบังเอิญคุณไม่รวยก็มีเซิร์ฟเวอร์เป็นของตัวเอง เป็นต้น สำหรับคนที่คิดว่า \u0026ldquo;เอ๊า!? แล้วถ้าอยากใช้ Ghost จนจะลงแดงตายแต่ไม่อยากเสียเงินและไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์มีเซิร์ฟเวอร์เป็นของตัวเองละทำไง\u0026rdquo; ผมก็มีคำแนะนำว่าให้ทำตัวเป็นลูกแมวน้อยไปออดอ้อนคนมีเซิร์ฟเวอร์ให้ลงให้ใช้ให้หน่อยครับ\u0026hellip;\nโดยส่วนตัวผมใช้ Ghost และชื่นชอบมากกว่า Wordpress เพราะใช้ Wordpress มาหลายปีแล้วก็เบื่อๆกับความเยอะเกินของมันเลยมาอยู่กับ Ghost เพราะเรียบง่ายสบายตาดีครับ\nสุดท้าย\u0026hellip; ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ\nปล. สำหรับคนอยากเห็นหน้าสำหรับเขียนบทความใน Wordpress ให้ไปลองเซิร์ชใน Google ว่า \u0026ldquo;wordpress new post\u0026rdquo; นะครับ พอดีผมไม่มีภาพ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/compare-ghost-vs-wordpress/","summary":"\u003cp\u003eปิดเทอม เพื่อนหลายคนไปเรียนต่างประเทศกันเยอะ นี่เลยชวนๆให้เอาประสบการณ์ไปเรียนต่างประเทศนะ เขียนลงบล็อกเผื่อเผยแพร่ให้คนอื่นได้อ่านกัน ส่วนใหญ่คำถามที่ตอบกลับมาคือ เขียนลงอะไร exteen ไหม ซึ่งผมก็แน่นำ Wordpress ไปง่ายดี แต่หลายครั้งก็เสริมๆให้ลอง Ghost ด้วย ซึ่งร้อยละร้อยถามกลับมา \u0026ldquo;ต่างกันไง\u0026rdquo; โดนถามหลายรอบมาก รอบนี้เลยเขียนสรุปตามความเห็นของตัวเองละกัน (ไม่ใช่อะไร เผื่อมีคนถามอีกขี้เกียจตอบ กะโยนบล็อกให้อ่านเลย\u0026hellip;.)\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"wordpress-สะดวก-ออปชนเยอะ\"\u003eWordpress \u003ccode\u003eสะดวก ออปชั่นเยอะ\u003c/code\u003e\u003c/h2\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/TBMyhoT.png\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eWordpress เป็นแพลทฟอร์มบล็อกที่คนนิยมโดยเสียส่วนมาก เพราะใช้งานง่าย สะดวก ปลั๊กอินเยอะมาก คุณต้องการอะไร มันมีให้หมดแล้วแค่อาจจะต้องโหลดเพิ่ม ทำอะไรก็ทำได้ เว็บเล็กๆ ยัน เว็บบริษัท นอกจากนั้นคือกลุ่มสังคมของคนใช้ Wordpress นั้นกว้างมาก หากคุณมีปัญหาอะไร เซิร์ชใน Google ได้เลย ไม่มีทางที่ปัญหาที่คุณเจอคนอื่นจะยังไม่เจอแน่นอน หรือเข้าไปถามตามกลุ่มในเฟสบุ้คก็ได้ ต้องมีแน่นอน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eลักษณะของ Wordpress คือ คุณเข้าไปที่เว็บของคุณ แล้วก็เขียนบทความตามใจชอบ ใส่ภาพใส่วิดีโอ อัพภาพเข้าบทความทำได้หมด เพราะ Wordpress มีระบบที่รองรับงานเขียนของคุณได้หมด ตัวหนาตัวบางตัวเอียง เปรียบเทียบคงจะบอกได้ว่าเหมือนเขียนงานใน MS Word ส่วนพวกสื่อภาพวิดีโอ Wordpress ก็สามารถให้คุณอัพไฟล์ของคุณขึ้นไปได้แล้วนำใส่บทความ พูดง่ายๆคือ ระบบจัดการสื่อและระบบที่ไว้เขียนงานครบครันมาก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eซึ่งสำหรับคนเริ่มเล่นก็เหมาะเลย เพราะสามารถลงทะเบียนและใช้งานได้ทันที (\u003ca href=\"https://wordpress.com/\"\u003eWordpress.com\u003c/a\u003e)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหรือบางคนไฮโซหน่อย มีเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองก็สามารถไปโหลดได้ที่ (\u003ca href=\"https://wordpress.org/\"\u003eWordpress.org\u003c/a\u003e)\u003c/p\u003e","title":"เปรียบเทียบ Ghost vs Wordpress อยากเขียนบล็อกควรใช้อันไหน?"},{"content":"ช้าไปมากแต่อยากเขียน พึ่งได้กิน ก่อนหน้านี้ซื้อมาแล้ว แต่พระเจ้าแกล้งหรือไงไม่ทราบ ป่วยเป็นไข้ พอหายก็ปากเป็นแผลต่อ ที่ซื้อมาเลยหมดอายุไปก่อน รอบล่าสุดซื้อมาเลยอีกรอบสองชิ้น\n\u0026ldquo;บะ นะ น่า!\u0026rdquo; เข้าใจว่าอักษรญี่ปุ่นบนซองอ่านงั้น\u0026hellip;\nราคาเพียง 12 บาท กับขนมกล้วยๆหนึ่งชิ้น เลอแปงบานาน่านี้มิได้วิเศษวิโสอะไร แค่หมดอายุไว มีอายุห้าวัน เพราะฉะนั้นแนะนำซื้อมาแล้วกินเลย เดี่ยวไม่ได้กิน\nว่าไงนาย มะมะ ชิมเราจิ - น้องกล้วยไม่ได้กล่าวแต่ผมเขียนเอง\nอย่างที่เห็น เนื้อแป้งดูเนียนนุ่ม จิ้มๆแล้วก็นุ่มจริง แต่พระท่านสอนไว้อย่าดูแต่ภาพลักษณ์ภายนอก งั้นเรามาแหวกมันเลย\nกัดไปคำ เพื่อเผยเนื้อในออกมา ก็อย่างที่เห็นครับท่านผู้ชมด้านในเป็นไส้คัสตาร์ด ล้อมรอบด้วยเนื้อแป้งนุ่มๆ\nสรุป กินแล้ว ก็อร่อยมาก รสชาติจะเหมือนพวกขนมทั่วๆไปที่ใส่รสกล้วยลงไป นึกไม่ออกให้นึกพวกนมรสกล้วย ประมาณนั้น ไม่เลี่ยน รสไม่อ่อนเกิน อร่อยดี อยากจะบอกว่าตอนกัดลงไปนี่นะ โหยย แป้งนุ้มนุ่ม\nก็แนะนำให้ลองซื้อมากินกัน ขนมจอมดราม่า!! อันที่จริงอยากซื้อ TokyoBanana ที่เป็นคู่ครหากันก่อนหน้านี้ แต่หาลองยาก ไม่รู้จะซื้อจากที่ไหนได้ เลอแปงดีกว่า หาง่ายตามเซเว่นที่มีแทบทุกร้อยเมตร\u0026hellip;\nปล. บทความนี้กระผมมิได้รับเงินจากทาง CP ให้มารีวิวแต่อย่างใด แต่ถ้าทางฝ่ายการตลาดของCP อยากให้เงินผมรีวิวอีกผมก็ไม่ว่า ขอบคุณครับ\n.\n.\n.\n.\n//ของแถม ขนมลาเคลือบน้ำผึ้ง พอดีได้มาฟรี เลยรีวิวตอบแทนหน่อย สั้นๆ\nเข้าใจว่าเป็นของโครงการพระราชดำริที่จังหวัดนครศรีธรรมราช\nหน้าตาเยี่ยงนี่ ตอนแรกเห็นคิดว่าฟองน้ำขัดตัว (ฮา) มีประมาณสิบชิ้น ส่วนราคานี่บอกเลยไม่รู้ ได้มาฟรี\n//สรุป รสชาติฝาดๆ หวานอ่อนๆปนรสน้ำผึ้งนิดหน่อย ส่วนตัวไม่ชอบ แต่ก็อยากให้ทุกคนลองซื้อกินกันนะครับ อันนี้ได้มาจากแม่กิมไล้ สาขาไหนผมจำไม่ได้ แต่เป็นสาขาที่ขับรถขึ้นมาจากหัวหินอะ\nจบการรีวิวเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-cp-tokyobanana/","summary":"\u003cp\u003eช้าไปมากแต่อยากเขียน พึ่งได้กิน ก่อนหน้านี้ซื้อมาแล้ว แต่พระเจ้าแกล้งหรือไงไม่ทราบ ป่วยเป็นไข้ พอหายก็ปากเป็นแผลต่อ ที่ซื้อมาเลยหมดอายุไปก่อน รอบล่าสุดซื้อมาเลยอีกรอบสองชิ้น\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/gnWgCA1.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003e\u0026ldquo;บะ นะ น่า!\u0026rdquo; เข้าใจว่าอักษรญี่ปุ่นบนซองอ่านงั้น\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eราคาเพียง 12 บาท กับขนมกล้วยๆหนึ่งชิ้น เลอแปงบานาน่านี้มิได้วิเศษวิโสอะไร แค่หมดอายุไว มีอายุห้าวัน เพราะฉะนั้นแนะนำซื้อมาแล้วกินเลย เดี่ยวไม่ได้กิน\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/MuH0r0X.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eว่าไงนาย มะมะ ชิมเราจิ - น้องกล้วยไม่ได้กล่าวแต่ผมเขียนเอง\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/azzLABA.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eอย่างที่เห็น เนื้อแป้งดูเนียนนุ่ม จิ้มๆแล้วก็นุ่มจริง แต่พระท่านสอนไว้อย่าดูแต่ภาพลักษณ์ภายนอก งั้นเรามาแหวกมันเลย\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/s44SwIl.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eกัดไปคำ เพื่อเผยเนื้อในออกมา ก็อย่างที่เห็นครับท่านผู้ชมด้านในเป็นไส้คัสตาร์ด ล้อมรอบด้วยเนื้อแป้งนุ่มๆ\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"สรป\"\u003eสรุป\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eกินแล้ว ก็อร่อยมาก รสชาติจะเหมือนพวกขนมทั่วๆไปที่ใส่รสกล้วยลงไป นึกไม่ออกให้นึกพวกนมรสกล้วย ประมาณนั้น ไม่เลี่ยน รสไม่อ่อนเกิน อร่อยดี อยากจะบอกว่าตอนกัดลงไปนี่นะ โหยย แป้งนุ้มนุ่ม\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eก็แนะนำให้ลองซื้อมากินกัน ขนมจอมดราม่า!! อันที่จริงอยากซื้อ TokyoBanana ที่เป็นคู่ครหากันก่อนหน้านี้ แต่หาลองยาก ไม่รู้จะซื้อจากที่ไหนได้ เลอแปงดีกว่า หาง่ายตามเซเว่นที่มีแทบทุกร้อยเมตร\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eปล. บทความนี้กระผมมิได้รับเงินจากทาง CP ให้มารีวิวแต่อย่างใด แต่ถ้าทางฝ่ายการตลาดของCP อยากให้เงินผมรีวิวอีกผมก็ไม่ว่า ขอบคุณครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e.\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e.\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e.\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e.\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"ของแถม-ขนมลาเคลอบนำผง\"\u003e//ของแถม ขนมลาเคลือบน้ำผึ้ง\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eพอดีได้มาฟรี เลยรีวิวตอบแทนหน่อย สั้นๆ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/VnQXnB6.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเข้าใจว่าเป็นของโครงการพระราชดำริที่จังหวัดนครศรีธรรมราช\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/QZAMMdD.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eหน้าตาเยี่ยงนี่ ตอนแรกเห็นคิดว่าฟองน้ำขัดตัว (ฮา) มีประมาณสิบชิ้น ส่วนราคานี่บอกเลยไม่รู้ ได้มาฟรี\u003c/p\u003e","title":"รีวิว: อยากเขียน เพราะพึ่งได้กิน \"เลอแปง บานาน่า\""},{"content":"ไม่รู้จะเรียกว่ารีวิวได้ไหม เหมือนจะเป็นแนะนำมากกว่า เพราะนี่ก็ยังไม่ได้กินอะไรเยอะ แต่ชอบ เพราะแถวบางแค (บ้านอยู่เขตภาษีเจริญแต่ใกล้บางแค) มันแทบไม่ค่อยมีร้านกาแฟนั่งสักเท่าไหร่ หรือมีแต่หาไม่เจอไม่รู้ ตอนนี้ที่รู้ๆคือสองร้าน และร้านนี่ก็คือหนึ่งในนั้น\nร้านลาเมมัวร์ (La Mémoire) เป็นร้านเล็กๆ ส่วนที่เป็นห้องแอร์จะเล็ก แต่ที่นั่งส่วนนอกห้องแอร์จะกว้าง อยู่ใต้เงาไม้ (แต่อากาศประเทศไทย ก็ไม่ใช่ประเทศที่จะมานั่งชิลๆนอกห้องตอนบ่ายๆได้) ร้านเปิดเพลงเบาๆคละไปกับบรรยากาศร่มไม้และกินไอของกาแฟ และที่สำคัญร้านมี Free-WiFi ครับ (สำคัญมากอันนี้)\nราคาอยู่ในช่วงประมาณ 40-80 บาท กาแฟส่วนใหญ่จะประมาณ 60-70 บาท นอกจากเครื่องดื่มชง ก็มีพวกเค้ก และเหล้า (ขายเหล้าด้วยนะเออ) เค้กเท่าที่ลองมาตอนนี้คือ \u0026ldquo;เครปเค้ก\u0026rdquo; ราคา 95 บาท ครีมเยอะไป ส่วนรสชาติพอใช้ได้ (ไม่รู้ว่าเค้กรับมาหรือทำเอง)\nเท่าที่กินไปตอนนี้ก็มีพวก คาราเมลมอคค่า, มัทฉะลาเต้ และอิตาเลี่ยนโซดา รสชาติใช้ได้ โดยเฉพาะคาราเมลมอคค่า ชิมปุปชอบเลย อร่อย ไม่หวานเลี่ยน ไม่อ่อนเกิน\nเรื่องรสชาติอันนี้ก็คงแล้วแต่ปากคน แต่ก็ถือว่าเป็นสถานที่นั่งกินกาแฟดีๆอีกที่ในแถวบางแค ผมจะชอบเดินไปร้านนี้ตอนประมาณเกือบๆทุ่ม พระอาทิตย์ตกไปแล้วมันไม่ร้อน เดินไปสะดวก นั่งกินกาแฟฟังเพลง อ่อ ร้านมีหนังสือให้อ่านด้วย แต่ก็ไม่ได้เยอะมากนัก\nสมัยก่อนไปกินมีคลับแซนด์วิชเป็นอาหารเช้านะ ไม่รู้เดี๋ยวนี้มีไหม เข้าไปก็ชวนเจ้าของร้านคุยกันได้ เป็นกันเอง (ผมเคยได้มะม่วงจากร้านเขามาฟรีด้วย!)\nร้านเปิดตั้งแต่ 9:00 นาฬิกา ถึง 20:00 นาฬิกา เปิดทุกวันยกเว้นวันอังคาร ส่วนแผนที่ดูเอาที่เฟสบุ้คของร้านเอาละกัน\nFacebook - La Mémoire\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-lamemoire-cafe/","summary":"\u003cp\u003eไม่รู้จะเรียกว่ารีวิวได้ไหม เหมือนจะเป็นแนะนำมากกว่า เพราะนี่ก็ยังไม่ได้กินอะไรเยอะ แต่ชอบ เพราะแถวบางแค (บ้านอยู่เขตภาษีเจริญแต่ใกล้บางแค) มันแทบไม่ค่อยมีร้านกาแฟนั่งสักเท่าไหร่ หรือมีแต่หาไม่เจอไม่รู้ ตอนนี้ที่รู้ๆคือสองร้าน และร้านนี่ก็คือหนึ่งในนั้น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eร้านลาเมมัวร์ (La Mémoire) เป็นร้านเล็กๆ ส่วนที่เป็นห้องแอร์จะเล็ก แต่ที่นั่งส่วนนอกห้องแอร์จะกว้าง อยู่ใต้เงาไม้ (แต่อากาศประเทศไทย ก็ไม่ใช่ประเทศที่จะมานั่งชิลๆนอกห้องตอนบ่ายๆได้) ร้านเปิดเพลงเบาๆคละไปกับบรรยากาศร่มไม้และกินไอของกาแฟ และที่สำคัญร้านมี Free-WiFi ครับ (สำคัญมากอันนี้)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eราคาอยู่ในช่วงประมาณ 40-80 บาท กาแฟส่วนใหญ่จะประมาณ 60-70 บาท นอกจากเครื่องดื่มชง ก็มีพวกเค้ก และเหล้า (ขายเหล้าด้วยนะเออ) เค้กเท่าที่ลองมาตอนนี้คือ \u0026ldquo;เครปเค้ก\u0026rdquo; ราคา 95 บาท ครีมเยอะไป ส่วนรสชาติพอใช้ได้ (ไม่รู้ว่าเค้กรับมาหรือทำเอง)\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/ZSYNCFk.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเท่าที่กินไปตอนนี้ก็มีพวก คาราเมลมอคค่า, มัทฉะลาเต้ และอิตาเลี่ยนโซดา รสชาติใช้ได้ โดยเฉพาะคาราเมลมอคค่า ชิมปุปชอบเลย อร่อย ไม่หวานเลี่ยน ไม่อ่อนเกิน\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/7zPaSXQ.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเรื่องรสชาติอันนี้ก็คงแล้วแต่ปากคน แต่ก็ถือว่าเป็นสถานที่นั่งกินกาแฟดีๆอีกที่ในแถวบางแค ผมจะชอบเดินไปร้านนี้ตอนประมาณเกือบๆทุ่ม พระอาทิตย์ตกไปแล้วมันไม่ร้อน เดินไปสะดวก นั่งกินกาแฟฟังเพลง อ่อ ร้านมีหนังสือให้อ่านด้วย แต่ก็ไม่ได้เยอะมากนัก\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/lihVDoV.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/je5rXpO.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eสมัยก่อนไปกินมีคลับแซนด์วิชเป็นอาหารเช้านะ ไม่รู้เดี๋ยวนี้มีไหม เข้าไปก็ชวนเจ้าของร้านคุยกันได้ เป็นกันเอง (ผมเคยได้มะม่วงจากร้านเขามาฟรีด้วย!)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eร้านเปิดตั้งแต่ 9:00 นาฬิกา ถึง 20:00 นาฬิกา เปิดทุกวันยกเว้นวันอังคาร ส่วนแผนที่ดูเอาที่เฟสบุ้คของร้านเอาละกัน\u003c/p\u003e","title":"รีวิว: ร้านลาเมมัวร์ ร้านกาแฟแถวบางแค"},{"content":"//ช่วงนี้มีแต่เรื่องกิน เริ่มไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเพื่อนชอบเดินมาลูบพุงเรา\nช่วงนี้เรื่องกินมันเยอะครับ เพื่อนก็ชวน คนนั้นนี่ชวนไปหมด นี่ก็ไปหมด ก่อนหน้านี้ไปกินชาบูนางใน สาขาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ล่าสุดเพื่อนอีกกลุ่มก็ไปกินชูบาชาบู โคโค่วอล์ค ตรง BTS ราชเทวี นี่ก็เลยเอามาเขียนเปรียบเทียบให้ดู\nร้านชาบูนางใน (อนุสาวรีย์ฯ) ร้านอยู่ตรงห้างวิคตอรี่ เดินจาก BTS อนุฯ ผ่านทางสกายวอร์คไปทางอนุฯ แล้วเลี้ยวขวา จะเจอตึกอยู่ทางขวามือ จะเห็นป้ายร้านได้เลย\nตอนนั้นไปกินมันมีโปรลดเหลือ 299บาท จาก 345บาท หมดเขตสิ้นเดือนเมษายนนี้ ซึ่งขณะเขียนบทความนี้มันก็กำลังจะหมดในอีกหนึ่งวัน (ราคารวม VAT รวมเซอร์วิสหมดแล้ว ตอนจ่ายก็จ่ายเท่านั้นเลย)\nร้านวิวดีมาก เพราะทางด้านติดกระจกจะมองเห็นวิวของสกายวอร์คอนุสาวรีย์ฯ ส่วนเรื่องพนักงานก็บริการดี ยิ้มแย้มตลอด\nน้ำซุปที่นี่ค่อนข้างจืด ไม่ค่อยมีรสชาติมาก ที่ต้องอาศัยพึ่งบุญกุศลจากผักและเนื้อไปเพิ่มรสชาติให้น้ำซุปกัน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้สนน้ำซุปกันเพราะสนกันแต่อะไรที่มันเคี้ยวๆได้\nเนื้อต่างๆสไลด์จุ่มลงน้ำแปปเดียวสุกเลย (ก็ปกติของพวกนี้) เนื้ออร่อยดี ไม่ได้แย่หรือกินแล้วเพอร์เฟ็ก\nส่วนลูกชิ้นนี่อร่อยมาก แนะนำเลย ไม่แบบกินแล้วแย่ๆตามพวกบุฟเฟต่ทั่วไปข้างทางไรงี้ อร่อยดี (อธิบายไม่ถูกว่าอร่อยยังไง แต่ #อร่อยไปแดก)\nน้ำจิ้มนี่สำคัญมาก อย่างที่เห็น มีพริก กระเทียม อะไรให้ใส่ และก็มีน้ำจิ้มแบบอื่นให้ด้วย แต่จากการลองชิมแล้วไม่อร่อย น้ำจิ้มที่ให้มาตอนแรกใส่วิ้ง ออกรสไปทางเปรี้ยว แต่เปรี้ยวมากไป ส่วนลองจิ้มกับอย่างอื่น รสชาติก็แหวะๆไงไม่รู้ อันนี้คงแล้วแต่คน แต่ผมไม่ค่อยชอบแหะ (จะบอกว่าน้ำจิ้มกินไปสักพักมันเหมือนมันเริ่มเปรี้ยวแสบคอ ผมกินน้ำตามบ่อยมาก หรือมันคือกลยุทธให้อิ่มเร็ว!!)\nนอกจากนี้ก็ยังมีของอีกเยอะ เห็ด ลูกชิ้นอีกหลายๆอย่าง เบคอน บลาๆๆ แต่ผมนี่ก็สอยกันแต่เนื้อกับลูกชิ้น\nอ่าๆ เรื่องผัก ผักให้เยอะดี มีผักหลายชนิด มีอันนึงผมไม่รู้มันชื่ออะไรด้วย\nน้ำอะไรพวกนี้รวมอยู่แล้วในราคา ไม่ต้องสั่งเพิ่ม เรื่องบริการก็อย่างที่บอก มาเร็ว สั่งเร็ว เสิร์ฟเร็ว ยิ้มแย้มกัน\nคะแนน\nอาหาร: 7/10\nน้ำซุป: 5/10\nน้ำจิ้ม: 6/10\nบริการ: 10/10\nราคาและความคุ้มค่า: 8/10 (มันลดไง ราคาเต็มคงให้น้อยกว่านี้)\nชูบาชาบู ร้านชูบาชาบูตั้งอยู่ที่ CocoWalk บริเวณข้างๆ BTS ราชเทวี อยู่บน BTS ส่องๆมองลงมาก็เห็น\nราคา 219บาท ยังไม่รวมเซอร์วิสชาร์จ ซึ่งเห็นเขาบอกว่าจะขึ้นราคา ไม่รู้ขึ้นเมื่อไหร่ แต่เห็นบอกว่าขึ้นแค่ไม่กี่สิบบาท\nร้านนี้หม้อแบ่งได้ หม้อเดียวแต่แบ่งสองฟาก สำหรับคนกินเนื้อและไม่กินเนื้อมานั่งโต๊ะเดียวกัน ได้ไม่ต้องก่อเหตุทะเลาะวิวาท แต่ที่ฮาคือตอนผมไปกิน พวกผมแยกโต๊ะกันแล้วว่าใครกินเนื้อครไม่กิน แล้วพนักงานมาถามว่าหม้อแยกไหม พวกผมก็เข้าใจว่า หมายถึงว่าสองโต๊ะนี้แยกกันใช่ไหม เราก็ใช่ๆไป ปรากฏก็ตามนั้นครับ หม้อแยกจริงๆ หม้อนึงมีสองฟาก\nเรื่องน้ำซุปที่นี่ผมชอบมาก เหมือนเขาต้มน้ำซุปก่อนด้วยปลาแห้งแบบของญี่ปุ่น ทำให้น้ำซุปมาถึงปุปก็หวานหอมเลยทันที เป็นเรื่องที่ถูกใจมาก\nน้ำจิ้มร้านนี้มีสองแบบ เผ็ดหน่อยๆ กับออกรสเปรี้ยว (ไม่เปรี้ยวมาก) ซึ่งอร่อยพอกันทั้งคู่ แล้วแต่คนชอบ แบบเปรี้ยวออกรสชาติตามสไตล์ญี่ปุ่นนะผมว่า\nเนื้อและเบคอน หรือพวกๆเนื้อทั้งหลายเนี่ย รู้สึกว่าของที่นี้จะบางกว่า\u0026quot;นางใน\u0026quot;นะครับ พวกผมนี่ก็เลยสั่งกันมารัวๆ แต่เนื้ออร่อยกว่า\u0026quot;นางใน\u0026quot;\nส่วนพวกลูกชิ้นอะไรพวกนี้ก็อร่อยครับ ไม่คาว ไม่อะไรเลย และที่สำคัญที่นี่มีกุ้งระเบิด และพวกของทอดทั้งหลายให้กินด้วย ถือว่าดีมากเลย กุ้งระเบิดอร่อยมาก พวกผมนี่สั่งกันรัวๆไม่ยั้ง\nเรื่องเมนู ที่นี่หลากหลายกว่าชาบูนางในมีทั้งเส้นอุด้ง เส้นบุก อะไรพวกนี้ เนื้อก็สั่งได้หลากหลายแบบมากกว่าชาบูนางใน เรื่องความหลากหลายของเมนูขอยกให้ที่นี่ชนะเลย\nแต่ปัญหาก็คือพวกกุ้งและเส้นอุด้งพวกนี้รู้สึกว่าไม่ค่อยสด โดยเฉพาะเส้นอุด้ง มีรสชาติแปลกๆปนๆอยู่ คล้ายๆพวกสารอะไรหรือเปล่าไม่รู้ อันนี้ไม่ทราบ ทราบแค่ว่ารสชาติแปลกๆแปร่งๆ\nแต่ที่ตลกของที่นี้คืออะไรรู้ไหมครับ? คือน้ำเนี่ยเขาให้ฟรีคือน้ำเปล่า และชาเขียว ซึ่งชาเขียวเขาก็เป็นแบบนี้ครับ\nตอนเห็นนี่ขำกันทั้งโต๊ะ ชาเขียวหรือน้ำเปล่าใส่สีผสมอาหาร กินไปแล้วไม่มีรสชาเขียวเลย รสชาติแปลกๆ แต่เพื่อนผมบางคนก็ชอบรสแปลกๆ (ฮา)\nระเบียบคือกินได้ 1.30 ชั่วโมงเท่ากับชาบูนางใน และที่นี่ให้ไข่แค่คนละฟอง ขอเพิ่มเสียตังค์\nพนักงานที่นี้หน้าตาบึ้งตึงไปหน่อย ขณะพึ่งมาตอนเปิดร้านนะ น่าตาเขาน่ากลัวไงไม่รู้ และหลายรอบมากที่สั่งของไปแล้วของไม่มาต้องสั่งย้ำๆไป อันนี้ถือว่าแย่ควรปรับปรุงครับ\nคะแนน\nอาหาร: 8/10\nน้ำซุป: 9/10\nน้ำจิ้ม: 8/10\nบริการ: 6/10\nราคาและความคุ้มค่า: 9/10\nสรุป ชอบชูบาชาบูมากกว่าครับ จบ\nปล. วันที่ไปกินชูบาชาบูพายุเข้ากรุงเทพครับ\u0026hellip; ทุกอย่างเละ ต้นไม้ล้มทับราง BTS ทำผมติดอยู่ที่ BTS ประมาณสองชั่วโมง\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-shubashabu-vs-shabu-nangnai/","summary":"\u003cp\u003e//ช่วงนี้มีแต่เรื่องกิน เริ่มไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเพื่อนชอบเดินมาลูบพุงเรา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eช่วงนี้เรื่องกินมันเยอะครับ เพื่อนก็ชวน คนนั้นนี่ชวนไปหมด นี่ก็ไปหมด ก่อนหน้านี้ไปกินชาบูนางใน สาขาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ล่าสุดเพื่อนอีกกลุ่มก็ไปกินชูบาชาบู โคโค่วอล์ค ตรง BTS ราชเทวี นี่ก็เลยเอามาเขียนเปรียบเทียบให้ดู\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"รานชาบนางใน-อนสาวรยฯ\"\u003eร้านชาบูนางใน (อนุสาวรีย์ฯ)\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eร้านอยู่ตรงห้างวิคตอรี่ เดินจาก BTS อนุฯ ผ่านทางสกายวอร์คไปทางอนุฯ แล้วเลี้ยวขวา จะเจอตึกอยู่ทางขวามือ จะเห็นป้ายร้านได้เลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตอนนั้นไปกินมันมีโปรลดเหลือ 299บาท จาก 345บาท หมดเขตสิ้นเดือนเมษายนนี้ ซึ่งขณะเขียนบทความนี้มันก็กำลังจะหมดในอีกหนึ่งวัน (ราคารวม VAT รวมเซอร์วิสหมดแล้ว ตอนจ่ายก็จ่ายเท่านั้นเลย)\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/3jSfG6k.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eร้านวิวดีมาก เพราะทางด้านติดกระจกจะมองเห็นวิวของสกายวอร์คอนุสาวรีย์ฯ ส่วนเรื่องพนักงานก็บริการดี ยิ้มแย้มตลอด\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/BWMueOO.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eน้ำซุปที่นี่ค่อนข้างจืด ไม่ค่อยมีรสชาติมาก ที่ต้องอาศัยพึ่งบุญกุศลจากผักและเนื้อไปเพิ่มรสชาติให้น้ำซุปกัน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้สนน้ำซุปกันเพราะสนกันแต่อะไรที่มันเคี้ยวๆได้\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/n4mJgXh.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเนื้อต่างๆสไลด์จุ่มลงน้ำแปปเดียวสุกเลย (ก็ปกติของพวกนี้) เนื้ออร่อยดี ไม่ได้แย่หรือกินแล้วเพอร์เฟ็ก\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/adTmCyW.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eส่วนลูกชิ้นนี่อร่อยมาก แนะนำเลย ไม่แบบกินแล้วแย่ๆตามพวกบุฟเฟต่ทั่วไปข้างทางไรงี้ อร่อยดี (อธิบายไม่ถูกว่าอร่อยยังไง แต่ #อร่อยไปแดก)\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/M09h6fv.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eน้ำจิ้มนี่สำคัญมาก อย่างที่เห็น มีพริก กระเทียม อะไรให้ใส่ และก็มีน้ำจิ้มแบบอื่นให้ด้วย แต่จากการลองชิมแล้วไม่อร่อย น้ำจิ้มที่ให้มาตอนแรกใส่วิ้ง ออกรสไปทางเปรี้ยว แต่เปรี้ยวมากไป ส่วนลองจิ้มกับอย่างอื่น รสชาติก็แหวะๆไงไม่รู้ อันนี้คงแล้วแต่คน แต่ผมไม่ค่อยชอบแหะ (จะบอกว่าน้ำจิ้มกินไปสักพักมันเหมือนมันเริ่มเปรี้ยวแสบคอ ผมกินน้ำตามบ่อยมาก หรือมันคือกลยุทธให้อิ่มเร็ว!!)\u003c/p\u003e","title":"รีวิว: ชูบาชาบู vs ชาบูนางใน (อนุสาวรีย์ฯ)"},{"content":"สวัสดีครับ ไม่ต้องเกริ่นอะไรละกัน เกี่ยวกับ Arabus ทุกท่านสามารถอ่านเล่นก่อนได้ที่ อึ้ง!! ซื้อกาแฟกระป๋องมาเปิดดื่ม ต้องช็อคกับสิ่งที่เจอ!! [รีวิวกาแฟ]\nไม่ใช่อะไรครับ คือไม่รู้จะเขียนอะไร ก็อยากเผาๆนิดหน่อย เพราะ รีวิวอันนี้กับอันที่แล้วมันไม่ต่างอะไรกันเลยแค่รส อันก่อนเป็น Mocha ส่วนอันนี้เป็น Latte\nสรุป!! //เปิดมาก็สรุปเลย เขียนหนังสือคงโดนบก.ด่าแน่นอน\nสรุปคือเรื่องความเข้มข้น เหมือนกับ Mocha เลยครับ ปานกลาง ไม่เข้มมาก เหมาะแก่คนที่กินกาแฟแล้วไม่ได้ต้องการความเข้มมาก Latte รสชาติก็นุ่มกว่า Mocha ครับ เพราะเป็นกาแฟผสมนม ออกรสอ่อนนุ่ม ละมุนของนมมากกว่า ส่วนรสชาติ เต็มสิบ 7/10 ละกัน เพราะกินแล้วก็อยากกินอีก\nกราบของคุณทุกท่านที่เผลอหลงเข้ามาอ่าน ณ ที่นี้ครับ\nปล. ถ้าเป็นสำนักข่าวสรรพสัตว์อาจจะโพสต์ว่า ตะลึง! บทความรีวิวสั้นมากจนคุณต้องอึ้งเมื่อเปิดอ่าน!!\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-arabus-coffee-latte/","summary":"\u003cp\u003eสวัสดีครับ ไม่ต้องเกริ่นอะไรละกัน เกี่ยวกับ Arabus ทุกท่านสามารถอ่านเล่นก่อนได้ที่ \u003ca href=\"/posts/review-arabus-coffee-mocha/\"\u003eอึ้ง!! ซื้อกาแฟกระป๋องมาเปิดดื่ม ต้องช็อคกับสิ่งที่เจอ!! [รีวิวกาแฟ]\u003c/a\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eไม่ใช่อะไรครับ คือไม่รู้จะเขียนอะไร ก็อยากเผาๆนิดหน่อย เพราะ รีวิวอันนี้กับอันที่แล้วมันไม่ต่างอะไรกันเลยแค่รส อันก่อนเป็น Mocha ส่วนอันนี้เป็น Latte\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/IirUvhI.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003ch2 id=\"สรป\"\u003eสรุป!!\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003e//เปิดมาก็สรุปเลย เขียนหนังสือคงโดนบก.ด่าแน่นอน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสรุปคือเรื่องความเข้มข้น เหมือนกับ Mocha เลยครับ ปานกลาง ไม่เข้มมาก เหมาะแก่คนที่กินกาแฟแล้วไม่ได้ต้องการความเข้มมาก Latte รสชาติก็นุ่มกว่า Mocha ครับ เพราะเป็นกาแฟผสมนม ออกรสอ่อนนุ่ม ละมุนของนมมากกว่า ส่วนรสชาติ เต็มสิบ 7/10 ละกัน เพราะกินแล้วก็อยากกินอีก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกราบของคุณทุกท่านที่เผลอหลงเข้ามาอ่าน ณ ที่นี้ครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eปล. ถ้าเป็นสำนักข่าวสรรพสัตว์อาจจะโพสต์ว่า ตะลึง! บทความรีวิวสั้นมากจนคุณต้องอึ้งเมื่อเปิดอ่าน!!\u003c/p\u003e","title":"รีวิวกาแฟ Arabus Latte [ฉบับขี้เกียจละ สรุปเลย]"},{"content":"อยากลองตั้งหัวข่าวแบบฟาดคนอ่านลากเข้าบล็อกมานานแล้ว ตื่นเต้นๆ แต่กลัวคนด่า ก็เลยใส่ [รีวิว] ไว้ให้นิดหน่อย\nเรื่องของเรื่องคือไปเดินบิ้กซี สาขาอะไรไม่บอก แล้วไปเจอมันตั้งขายเครื่องดื่ม เป็นกาแฟกระป๋อง (อันที่จริงมันเป็นแก้วพลาสติก) คล้ายๆเบอร์ดี้วางขายอยู่ แล้วคือผมก็พวกชอบกาแฟอยู่แล้ว เห็นแล้วมือมันสั่นเหมือนพึ่งเสพยา อยากลองซื้อกิน ผนวกกับพนักงานรู้ทัน รีบเดินมาประกบหลังแล้วบอก \u0026ldquo;ซื้อหนึ่งฟรีหนึ่งนะคะ\u0026rdquo; นะ นี่มันการตลาดระดับเทพ ก็เลยซื้อมาลอง\nกาแฟชื่อ Arabus ตอนนี้ที่เห็นขายคือมีสองรส มอคค่า กับ ลาเต้ นี่เลยซื้อมาทั้งสองอัน แต่บล็อกนี้จะรีวิวมอคค่าก่อน\nArabus Mocha ราคาจำไม่ได้ แต่ถ้าจำไม่ผิดไม่แพงมาก รูปก็ตามด้านบนเลย ส่วนขนมปังนั้นอาหารเช้า จับถ่ายคู่กันได้ไฮโซๆ\nบรรุภัณฑ์เป็นกาแฟถ้วยมีซิลปิดด้านบนคล้ายพวกโยเกิร์ต แต่ซิลไม่ต้องแกะ เพราะแกะยากมาก ตอนแรกไม่รู้ก็เลยพยายามแกะ แกะไม่ออก สรุปเขาบังคับให้เอาหลอดจิ้ม\nส่วนหลอดก็ไม่ธรรมดา มันยืดหดได้ ครั้งแรกที่เคยเห็นเลยนะ เจ๋งดี ก็จิ้มเข้าไปแล้วชิมๆดู (ไม่เลือกชิม เพราะดูดอึกแรกคือเยอะมาก)\nรสชาติ (รสชาติสำคัญ ต้องเน้นหัวข้อใหญ่ๆ)\nรสกำลังดี เข้มปานกลาง อาจไม่เหมาะแก่คนชอบกาแฟเข้มๆ ออกรสกาแฟมาก รสช็อคโกแล็ตเลยไม่หนักมาก กินได้ อร่อย แนะนำให้ลอง\nอ่า จบ แค่นี้แหละครับ รีวิวรสอยู่สองบรรทัด ก็เห็นมันแปลกใหม่ เลยแนะนำให้ลองซื้อดู 1 FREE 1 ไม่รู้ทุกสาขาของบิ้กซีหรือเปล่านะ แต่ผมซื้อที่บิ๊กซี สาขากัลปพฤกษ์\n(ขณะเขียนรีวิวนี้ดูดกาแฟ Arabus Latte อยู่)\nจบการรีวิวเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ\nอนึ่ง คนเขียนไม่ได้เงินใดใดจากบริษัทนี้เลย แต่ถ้าเขาจะให้ก็อยากได้\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-arabus-coffee-mocha/","summary":"\u003cp\u003eอยากลองตั้งหัวข่าวแบบฟาดคนอ่านลากเข้าบล็อกมานานแล้ว ตื่นเต้นๆ แต่กลัวคนด่า ก็เลยใส่ [รีวิว] ไว้ให้นิดหน่อย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องของเรื่องคือไปเดินบิ้กซี สาขาอะไรไม่บอก แล้วไปเจอมันตั้งขายเครื่องดื่ม เป็นกาแฟกระป๋อง (อันที่จริงมันเป็นแก้วพลาสติก) คล้ายๆเบอร์ดี้วางขายอยู่ แล้วคือผมก็พวกชอบกาแฟอยู่แล้ว เห็นแล้วมือมันสั่นเหมือนพึ่งเสพยา อยากลองซื้อกิน ผนวกกับพนักงานรู้ทัน รีบเดินมาประกบหลังแล้วบอก \u0026ldquo;ซื้อหนึ่งฟรีหนึ่งนะคะ\u0026rdquo; นะ นี่มันการตลาดระดับเทพ ก็เลยซื้อมาลอง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกาแฟชื่อ Arabus ตอนนี้ที่เห็นขายคือมีสองรส มอคค่า กับ ลาเต้ นี่เลยซื้อมาทั้งสองอัน แต่บล็อกนี้จะรีวิวมอคค่าก่อน\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/s1IFvhT.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eArabus Mocha ราคาจำไม่ได้ แต่ถ้าจำไม่ผิดไม่แพงมาก รูปก็ตามด้านบนเลย ส่วนขนมปังนั้นอาหารเช้า จับถ่ายคู่กันได้ไฮโซๆ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/tknwZPq.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eบรรุภัณฑ์เป็นกาแฟถ้วยมีซิลปิดด้านบนคล้ายพวกโยเกิร์ต แต่ซิลไม่ต้องแกะ เพราะแกะยากมาก ตอนแรกไม่รู้ก็เลยพยายามแกะ แกะไม่ออก สรุปเขาบังคับให้เอาหลอดจิ้ม\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/B7eSlzl.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eส่วนหลอดก็ไม่ธรรมดา มันยืดหดได้ ครั้งแรกที่เคยเห็นเลยนะ เจ๋งดี ก็จิ้มเข้าไปแล้วชิมๆดู (ไม่เลือกชิม เพราะดูดอึกแรกคือเยอะมาก)\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"รสชาต\"\u003eรสชาติ\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003e(รสชาติสำคัญ ต้องเน้นหัวข้อใหญ่ๆ)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eรสกำลังดี เข้มปานกลาง อาจไม่เหมาะแก่คนชอบกาแฟเข้มๆ ออกรสกาแฟมาก รสช็อคโกแล็ตเลยไม่หนักมาก กินได้ อร่อย แนะนำให้ลอง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอ่า จบ แค่นี้แหละครับ รีวิวรสอยู่สองบรรทัด ก็เห็นมันแปลกใหม่ เลยแนะนำให้ลองซื้อดู 1 FREE 1 ไม่รู้ทุกสาขาของบิ้กซีหรือเปล่านะ แต่ผมซื้อที่บิ๊กซี สาขากัลปพฤกษ์\u003c/p\u003e","title":"อึ้ง!! ซื้อกาแฟกระป๋องมาเปิดดื่ม ต้องช็อคกับสิ่งที่เจอ!! [รีวิวกาแฟ]"},{"content":"นี่เป็นเรื่องราวของเด็กนักเรียน ม.6 จำนวนห้าชีวิตที่ใช้เวลาช่วงปิดเทอมหกเดือนก่อนขึ้นมหาลัยให้เป็นประโยชน์\u0026hellip; เที่ยวทะเล ผมเรียกมันว่าการเก็บประสบการณ์\nทริปนี้ตั้งแต่แรกเพื่อนชวนไปหลีเป๊ะ แล้วมันก็ย่อมาเรื่อยๆน่าจะเป็นเพราะผมจนสุดท้ายเหลือแค่แสมสาร (สะ-แหม-สาร) เริ่มแรกเราก็วางแผนเรื่องที่พักและการเดินทาง\nที่พักตอนแรกเราแพลนกันว่าไปพักกันที่ บ้านดิน หาดนางรำ แต่มันเต็มครับ ก็เลยต้องโทรหาที่อื่น ปรากฏแถวนั้นเต็มหมดเลย พวกบ้านของราชการ เราเลยไปเจอกับ วราสินทร์ รีสอร์ท ซึ่งราคาค่อนข้างสูง ถ้าเทียบกับที่อื่น ส่วนเรื่องการเดินทาง ขาไปพวกผมจะไปกับรถของแม่ผม พอดีแม่ไปแถวนั้นพอดี ลงที่ตลาดนาเกลือ แล้วต่อรถสองแถวไปเรื่อยๆ\nของที่เตรียมไปก็ไม่มีอะไรมาก เสื้อผ้าสำหรับสามวันสองคืน เครื่องใช้ส่วนตัว กล้องกันน้ำ\nคืนก่อนไปตื่นเต้นมาก (ฮา) เพราะไม่เคยไปอะไรแบบนี้มาก่อนเลย\nวันที่หนึ่ง วันไปก็ตื่นกันแต่เช้า หมายถึง ผมตื่นแต่เช้า นัดเจอเพื่อนที่ BTS วุฒากาศกันตอน 6.30 นาฬิกา ครับ กว่าจะครบก็ 7.30 นาฬิกา\nเดินทางจาก กทม. สู่ พัทยา ใช้เวลาสองชั่วโมงกว่าๆ รถเก๋งกับเด็ก 5 ผู้ใหญ่ 1\nถึงประมาณเก้าโมงกว่าๆ ก็หาข้าวเช้ากินกันก่อน มื้อแรกของทริปนี้เป็นข้าวหน้าเป็ด ร้านอยู่ในห้องแอร์ ใกล้ๆสวนสาธารณะลานโพธิ์\nกินเสร็จก็เดินทางต่อกัน ไปขึ้นรถสองแถว สัตหีบ - นาเกลือ รถจะเริ่มจากแถวตลาดนาเกลือ สามารถถามคนแถวนั้นได้\nค่ารถ 25 บาท เดินทาง 45 นาทีก็ถึงสัตหีบ รถจะไปจอดที่ปลายทางเป็นตลาดสัตหีบ พวกเราก็เดินทางกับห้าคน หาของกินกันก่อน เซเว่นครับร้านยังชีพคู่ใจ\nจากนั้นต่อรถสองแถวไปที่แสมสารต่อ โดยรถจากเริ่มจากตลาดสัตหีบ ก็จุดเดียวกับที่ลงรถจากพัทยานั้นแหละ ไปลงที่ชุมชนแสมสาร โดยจะผ่านวราสินทร์พอดี\nค่ารถครั้งนี้ 20 บาท ไม่นานมาก ขอให้เขาจอดที่หน้าวราสินทร์เลยก็ได้ คนขับใจดีครับ จากนั้นก็เข้าไปเช็คอิน\nรีสอร์ทร่มรื่นดี มีสระว่ายน้ำ ห้องก็อยู่กันห้าคนไม่อึดอัด ในห้องมีเครื่องเล่น DVD ให้ใช้ สามารถเปิดดูได้ ถ้าไม่มีแผ่นก็ขอยืมจากเคาน์เตอร์เช็คอินได้ พนักงานใจดีครับ พูดคุยอัธยาศัยดีมาก :)\nหลังจากนอนเล่นกลิ้งไปมาเสร็จก็ออกเดินทางไปหาดน้ำใส จากวราสินทร์ รีสอร์ท ไป หาดน้ำใส เส้นทางที่ใกล้สุดระยะทาง 3 กิโลเมตร ก็ตอนแรกคิดว่าจะเดินเอา แต่ลองเดินจริงก็เปลี่ยนใจ ทางค่อนข้างอันตราย เพราะกว่ารถแถวนั้นวิ่งเร็วมาก ถึงมากที่สุด\nอันที่จริงจากวราสินทร์ เดินข้ามถนนไปก็มีทางลงเล่นทะเล แต่ว่าหาดฝั่งนี้จะไม่สวยเท่ากับฝั่งหาดน้ำใส หาดนางรำ ซึ่งพวกหาดน้ำใสและหาดนางรำจะอยู่ในเขตทหาร ต้องผ่านด่านนิดหน่อย\nระหว่างรอรถก็มีคุณลุงใจดีมากคนหนึ่งเดินมาหาพวกเราห้าคนกัน สอบถามไปมาก็กลายเป็นคุณลุงอาสาพาไปที่หาดน้ำใสให้ กราบขอบพระคุณมาก คุณลุงก็ให้เพื่อนแถวนั้นพาไปส่งให้ ระหว่างรอก็คุยกันก็รู้ว่าก่อนพวกเรามาก็มีสองสาวมาเที่ยวและเดินทางแบบนี้เหมือนกัน\nจากจุดนั้นมาส่งได้แค่หน้าด่านเข้าฐานทัพเรือเขตทหาร เพราะต้องใส่หมวกกันน็อคซึ่งพี่ที่มาส่งเราไม่ได้ใส่ เราก็ไม่เป็นไรก็กล่าวขอบคุณ Thank you 3 times ไป แล้วกะว่าจะเดินเข้าไป เพราะจากด่านก็เข้าไปอีกกิโลเดียวเดินห้านาทีก็ถึงละ\nระหว่างเดินเข้าด่าน ก็ดันโดนทหารกักตัวครับ เพราะชูสามนิ้ว เอ้ย! ไม่ใช่ ทหารเขาถามว่าจะไปไหน พวกเราก็จะไปหาดน้ำใสกัน ด้วยความโชคดีหรือความใจดีของคนแถวนั้นก็ไม่รู้ ทหารคนนั้นก็เลยอาสาพาผมไปส่งให้ที่หาดน้ำใส กราบขอบคุณงามๆอีกครั้งได้ไหมนี่ ;w;\nอาศัยมอเตอร์ไซค์ทหารไป นั่งได้ทีละสองคนก็สามรอบ และแล้วเราก็ถึงหาดน้ำใส จังหวะนั้นเรื่องถ่ายภาพนี่ไม่ได้อยู่ในหัวเลยครับ ทะเลๆๆๆๆ จะเล่นน้ำอย่างเดียว เราเตรียมตัวมาแล้วไง ชุดว่ายน้ำอยู่ด้านในถอดเสื้อโดดลงทะเลได้เลย\nขอบอกเลยว่าน้ำใสมาก เพราะขนาดยืนอยู่จนน้ำถึงคอ ยังเห็นเท้าชัดอยู่เลย น้ำไม่แรงมาก ซัดเบาๆ หาดทรายสีขาว คนไม่ได้เยอะจำน่ารำคาญ #ชีวิตดี้ดีย์ ถ้าได้มาตั้งแต่บ่ายๆจะดีมาก จะเล่นให้ตัวดำไปเลย\nตอนลงไปเล่นก็สี่โมงครึ่งละ เลยเล่นได้ไม่นาน ก็อาบน้ำล้างตัว บริเวณชายหาดมีห้องน้ำให้ ร้านขายของอะไรก็มี ร้านอาหารก็มี แต่พวกเราไม่ได้ซื้อกัน\nตอนกลับ ขามาพี่ทหารได้ให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ ให้โทรเรียกได้ตอนกลับ พวกผมก็กะว่าออกไปหน้าด่านแล้วเดินกลับละกัน แต่ตอนโทรคุยพี่ทหารเขาก็อาสาไปส่งให้ถึงที่พักเลย ปริ่มครับ น้ำตาจิไหล ;w;\nกราบขอบพระคุณมากเลยนะครับ อ่า อันที่จริงแถวชุมชนแสมสารจะมี 7-11 อยู่ร้านนึง ไม่ต้องกลัวขาดอาหาร\nกลับถึงที่พักก็เดินไปหาของกิน อันที่จริงทางรีสอร์ทให้เบอร์ร้านอาหารแถวนั้นไว้ให้แล้ว ซึ่งถ้าต้องการโทรสั่งก็ทำได้ แต่กลัวว่าอยากกินพวกต้มยำ มันจะส่งยังไง เลยตัดสินใจเดินไปกิน\nร้านหาดสีทอง อยู่เลยวราสินทร์ รีสอร์ท ไปทางชุมชนแสมสารไม่ไกลมาก เดินไปแปปเดียวถึง อันที่จริงร้านนี้เป็นออกแนวร้านนั่งดริ๊ง สาวๆบริการก็แต่งตัวเซ็กซี่หน่อย แต่คือพวกผมนี่แบบเด็กน้อยใสใส ไม่กินเหล้า พี่พนักงานบางคนที่แต่งตัวโชว์สะดือเลยต้องเดินไปใส่เสื้อยืดดำแทน อันนี้ผมไม่เห็น แต่เพื่อนผมเห็นอีกที\nร้านอาหารราคาไม่แพง เมนูทั่วไปอยู่ที่ 150 บาท แต่พวกกระพงจะอยู่ที่ 300 บาท ส่วนปลาอื่นๆก็ประมาณ 200 บาท\nอาหารเยอะ คุ้มครับ กินแล้วแน่นท้อง มื้อแรกมี ทอดมัน กุ้งชุบแป้งท้อง ต้มยำปลาเก๋า สามอย่างก็อิ่มละ กินกันห้าคน ตกคนละร้อยกว่าบาทครับ\nกินเสร็จข้ามถนนไปอุดหนุนลุงที่ไปส่งเราหน่อย ลุงขายผลไม้ครับ ก็สับปะรดนิด ฝรั่งหน่อย เพื่อนอีกคนก็ซื้อมันฝรั่งเสียบไม้ ของกินพอมีเยอะอยู่ครับ\nช๊อปปิ้งวิถีท้องถื่นเสร็จก็เดินกลับที่พัก แต่ต้องระวังหน่อยนะครับ เพราะรถแถวนี้วิ่งเร็วมาก อีกทั้งไม่ค่อยมีไฟตามทางมากเท่าไหร่\nกลับมาเล่นไพ่กัน แล้วอาบน้ำนอนถือเป็นอันจบวัน :D\nวันที่สอง ผมกับเพื่อนอีกคนนัดกันตั้งแต่เมื่อคืนว่าจะตื่นเช้าก่อนเพื่อนเพื่อรีบไปจองตั๋วเที่ยวเกาะแสมสาร เพราะจากการหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตพบว่าเต็มเร็วมาก บางครั้งมาตั้งแต่ 8 โมงเช้าก็เต็มแล้ว เพราะบางวันทัวร์ลง เราเลยไปกันตั้งแต่ 7 โมงเช้า ตอนเช้าก็โทรขอให้พี่ทหารพาไปส่งให้หน่อย พี่เขาก็ไม่ว่าอะไร เป็นอีกครั้งที่ต้องขอบคุณมากครับ ตอนพวกเราไปก็ประมาณ 7.30 ละ แต่เปิดขายตั๋วตอน 8.40 แหน่ะ แต่ตอนนั้นก็เปิดให้จองคิวซื้อตั๋วละ ก็ลงชื่อจองไว้แล้วไปเดินเล่นแถวนั้น\nหลังอาคารจองตั๋วจะมีทางเดินดูธรรมชาติอยู่ ก็เดินเล่นรอได้ เดินไปถึงทางขึ้นเรือ มีร้านอาหาร และร้านกาแฟ ผมกับเพื่อนเลยไปนั่งแช่ร้านกาแฟ ในร้านก็ขายกาแฟสด และขนม ผมซื้อกินอันนึงอร่อยมาก เป็นแท่งขนมปังกรอบคลุกกับทุเรียนอบกรอบและน้ำตาล อร่อยมาก กล่องละสี่สิบ แนะนำให้ไปโดนได้\n8.40 ละเดินไปซื้อตั๋ว โชคดีครับได้รอบแรก 9.00 นาฬิกาครับ แต่ครับ\u0026hellip; ผมต้องการรอบ 11.00 ครับ เพราะเพื่อนยังไม่ตื่นกันเลย แล้วไงละทีนี้ ซวยไงครับ ต้องขอให้พี่ทหารที่ดูแลเรื่องตั๋วสลับเปลี่ยนตั๋วให้ ซึ่งปัญหาอีกอย่างก็คือ ต้องหาคนที่ซื้อตั๋วห้าใบเหมือนผม เพราะทางเกาะจำกัดคนเข้าไป เรือก็จำกัดคน เลยต้องเป๊ะเรื่องคน ในที่สุดก็ได้รอบ 10.00 มา ก็ขอบคุณคนที่แลกกับผมมาก ถึงแม้ไม่ได้ 11.00 ก็ยังดีที่ได้ช้าไปอีกหน่อย\nจากนั้นก็รอพี่ทหารไปส่งที่พักแต่ระหว่างรอ เหมือนโชคลอยมาเข้าข้าง ผมเห็นกลุ่มสาววัยรุ่นห้าคนเดินเข้ามาพอดี จะมาซื้อตั๋ว บวกกับได้ยินแว่วๆว่ารอบ 10.00 หมดแล้ว ตั๋วต่อไปเป็น 11.00 ผมก็เลยเนียนๆเดินไปฟังใกล้ๆกลุ่มสาวๆ เหมือนก็ใช่แหะ เพราะกลุ่มนั้นกำลังบ่นว่าต้องรออีกสองชั่วโมง เข้าทางผมสิ ผมเลยทำเท่ๆเดินเข้าไปหา อะแฮ่มๆ แลกตั๋วกันไหมครับ ครับ! ได้ตั๋วรอบ 11.00 ในทันที (ฮา)\nจากนั้นก็กลับที่พักกินข้าวเช้า ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่มีใครกินข้าวเลย พึ่งอาบน้ำกันเสร็จ ก็ไปกินด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ อาหารเช้าวันแรกของรีสอร์ทเป็นข้าวต้มรวมมิตรทะเล เพื่อนคนนึงมันตื่นตาตื่นใจกับหอยเชลล์ในข้าวต้มมากครับ (ฮา)\nกินเสร็จ ผมก็รีบอาบน้ำ และค่อยๆทยอยไปท่าเรือกัน ผมกับเพื่อนที่ไปซื้อตั๋วก็ขอไปรอบสุดท้าย เพราะยังไม่ได้อาบน้ำ\nพอไปถึงเพื่อนๆที่ไปก่อนก็คนดีครับ ซื้อข้าวกล่องมื้อเที่ยงให้ละ เพราะบนเกาะแสมสารจะไม่มีร้านอาหารเลย เราต้องเตรียมของกินกันตั้งแต่บนแผ่นดินใหญ่ (ดูยิ่งใหญ่เนาะ)\nจากท่าเรือเดินทางไปเกาะแสมสารไม่ถึงสิบห้านาที ขึ้นเกาะก็มีฟังบรรยายโดยทหารเรือนิดหน่อยก่อน ฟังก็ได้ไม่ก็ไม่เป็นไร\nนั่งกินข้าวกล่องกันสักนิด (ไม่อร่อยเลย วันหลังใครไปอย่าซื้อร้านอาหารที่ติดกับสะพานขึ้นเรือนะครับ)\nปั่นจักรยานเล่น เสียค่าบริจาคสิบบาท นี้ไม่รู้บังคับไหม แต่คนดีอย่างพวกผมก็จ่ายครับ\u0026hellip; ถ้าดูจากแผนที่จะเห็นว่าจักรยานปั่นไปหาดลูกลมได้ แต่ตอนปั่นไปมันมีป้ายห้ามครับ ให้ปั่นได้แค่ทางที่ไปแถวหาดชายเลนอะไรนั้น\nก็เลยปั่นกลับมารอรถของทางกองทัพครับ กองทัพเรือจัดรถไว้ให้ในเกาะให้เราโดยสารไปมาได้สะดวก รถรอไม่นานครับอันนี้\nไปถึงหาดลูกลมเสร็จ ก็ต้องลงชื่อไว้สำหรับคนที่ต้องการดำดูปะการัง ทหารเขาจะมีเรือยางบริการเราไปดำน้ำครับ\nลงชื่อเสร็จก็ไปยืมอุปกรณ์ดำน้ำ อันนี้หยิบได้เลยไม่ต้องลงชื่อ\nระหว่างรอดำน้ำก็เล่นน้ำแถวนั้นแหละครับ มีเรือให้พายเล่น พายยากมาก ผมกับเพื่อนพยายามนะ แต่ไม่รอดเลย น้ำบริเวณหาดลูกลมไม่เหมือนที่หาดน้ำใส เพราะหาดลูกลมจะลึกกว่ามาก โปรดระวังอย่าไปไกล ลงน้ำไม่กี่ก้าวก็ครึ่งตัวละ\nพอถึงคิวดำน้ำทหารก็จะเรียกชื่อครับ เราก็ไปเตรียมตัวที่จะขึ้นเรือยาง กรณีคนใช้สน็อกเกอร์ไม่เป็นทหารจะคอยสอนให้ครับอันนี้\nนำเรือยางออกไปไม่ไกลมากก็ถึงจุดดำน้ำ ก็จัดครับ กระโดดลงไปได้เลย\nน้ำใสมากครับ ปลาเยอะดี ปะการังก็มีครับ ถือว่าเป็นจุดดำน้ำที่ดีพอสมควร มีบางครั้งก็เกือบโดนปลาชนหน้า (ฮา)\nจุดนั้นทหารจะให้ถอดเสื้อชูชีพเพื่อดำลงไปถ่ายรูปได้ครับ แต่ผมไม่กล้าอะ เลยขอถ่ายรูปแค่เท่าที่ทำได้\nตอนแรกเขาบอกให้ดำได้ 15 นาที แต่อันที่จริงเราจะดำนานแค่ไหนก็ได้ เพราะเขาจะคอยเรียกเองว่าใครอยากกลับไหม\nตอนกลับก็ปีนขึ้นจุดลงเรือ คล้ายๆโป๊ะ ไม่รู้เขาเรียกว่าอะไร\nกลับเข้าชายหาดก็รอเตรียมขอรอกลับไปอีกฝากของเกาะ เพราะตอนพวกเรากลับมา ห้องน้ำแถวหาดลูกลมน้ำไม่ไหล\nกลับไปถึงฝั่งที่ขึ้นเรือก็เข้าไปอาบน้ำ ตรงนี้น้ำเยอะครับ แต่อย่าอาบมาก เพราะน้ำมีจำกัด ทางทหารต้องให้เรือของกองทัพขนน้ำขึ้นมาที่เกาะทุกวันอันนี้ อาบแค่พอชำระล้างร่างกายพอ พวกสระผมอะไรพวกนี้ค่อยกลับไปสระก็ได้\nขึ้นเรือรอบ 16.30 กลับถึงท่าเรือเขาหมาจอ ก็เจอสองแถวพอดี โชคดีมากครับ กลับถึงวราสินทร์ จากแถวท่าเรือ ราคา 20 บาท ก่อนกลับก็ถามเรื่องการเดินทางไปขึ้นรฟท. ที่สถานีบ้านพลูตาหลวง ได้ใจความว่าต้องเหมารถไปสามร้อย เพราะไม่มีรถไปจากที่นี่ ลุงก็ให้เบอร์ไว้ โทรเรียกได้\nวันที่สองเกือบหมดวันละ อาบน้ำเสร็จก็มานั่งเล่นไพ่ต่อ สรุปมาแค่เปลี่ยนที่นั่งเล่นกัน (ฮา)\nพอตกเย็นก็เดินไปกินข้าวร้านเดิม รอบนี้เราพยายามนั่งกินกันสุดขอบร้าน ไม่ลำบากพี่ๆที่เขาต้องเสิร์ฟเหล้ากัน (ฮา)\nมือเย็นมื้อสุดท้ายของทริปละ เลยสั่งเลย ปลาจาระเม็ดนึ่งซีอิ๊ว, ปลา(อะไรซักอย่างจำไม่ได้)ราดยำมะละกอ(มั้ง) ,ผักชุปแป้งทอด ,ทอดมัน\nมื้อนี้หมดไปเฉลี่ยห้าคน คนละสองร้อยกว่า มื้อนี้แน่นครับ กินผักชุบแป้งทอดไม่หมด เลยห่อกลับไปกินที่ห้องพัก\nสุดท้ายกลับมาผมเปิดดูเดี่ยวไมโครโฟน ยืมแผ่นมาจากที่เคาน์เตอร์เช็คอิน แล้วก็อาบน้ำ นอน\u0026hellip;\nวันสุดท้าย คิดในใจนอนไม่ได้เว้ย เดี๋ยวค่อยไปนอนบนรถไฟ ตื่นครับ ชวนเพื่อนเล่นไพ่กันต่อ (ฮา)\nสรุปได้นอนเที่ยงคืนกว่า\nวันที่สาม ตื่นสายกันหน่อยวันนี้ไม่มีอะไร ตื่นเสร็จอาบน้ำกินข้าว วันนี้มื้อเช้าของรีสอร์ตเป็น American Breakfast กินเสร็จก็กลับห้องเล่นไพ่ต่อ!!\nจากนั้นโทรเรียกรถสองแถว คือต้องการให้มาเที่ยง เพราะรถไฟออก 13.35 แต่สองแถวบอกเที่ยงไม่ว่าง งั้นมา 11.30 ละกัน ครับ สองแถวมาตอน 11.10 ผมนี้เก็บของไม่ทันเลย\nสุดท้ายก็รีบๆเก็บกันแล้วเช็คเอาท์ออก ขอบคุณวราสินทร์ครับ ที่พักและพนักงานดีมาก\nตอนนั้นก็ขึ้นรถกลับละ บอกเลยรถสองแถวเร็วทะลุนรกมาก แซงรถทุกคันบนท้องถนน ถึงสถานีรถไฟ 11.30 อ้าวว นี่เวลาเรียกรถไม่ใช่รึ\nถึงสถานี ทุกคนไม่กินข้าวเที่ยงกัน เพราะข้าวเช้าพึ่งกิน ส่วนตั๋วรถไฟฟรีรับได้ตอน 13.00 เท่านั้น อ่ะ ทำไงได้ก็นั่งเล่นรอกันไป\nการรับตั๋วรถไฟฟรีต้องใช้บัตรประชาชน แต่ตอนถึงเวลารับแล้วเขาไม่สนบัตรประชาชนเลยแหะ\nรอรถไปเรื่อยๆ จนใกล้เวลาออกก็เดินไปซื้อน้ำซื้อขนมกันก่อนไปจองที่กันบนรถไฟ\nนั่งตรงไหนก็ได้ (มั้ง) ก็ไม่รู้สิอันนี้ แต่เลือกนั่งไกลๆจากหัวขบวนเพราะหัวรถจักรเสียงดังมากอันนี้\n13.35 รถออก ตรงเวลามากอันนี้ ชอบครับ\nเดินทางเป็นเวลาห้าชั่วโมงก็จะถึงหัวลำโพง ระหว่างนั้นก็นั่งเล่น มองวิวข้างทาง มีผ่านส่วนที่เป็นภูเขา สวยอยู่ครับ เล่นไพ่ฆ่าเวลา (ไปทริปแล้วแล้วเล่นเป็นเลยไพ่จากไม่เคยเล่น) มีขายข้าวกล่องก็ซื้อกินกัน\nรถไฟวิ่งเรื่อยๆเร็วบ้างช้าบ้าง จนเข้ากรุงเทพจะเริ่มช้าละเพราะเจอชุมชนและแยกต่างๆ ผ่านมักกะสัน ผ่านพญาไท สักพักก็ถึงหัวลำโพง\nถึงหัวลำโพง ห้าชั่วโมงนี้หน้ามันครับ ฝุ่นเกาะหน้ากันเยอะทีเดียว\nก็แยกย้ายกันไปกลับบ้าน ถือเป็นการจบทริปสามวันสองคืนแสมสารที่ทรหดกันทีเดียว อันที่จริงมันลำบากแค่เรื่องการเดินทางแหละครับ สำหรับคนมีรถน่าจะสะดวกสบาย ก็แนะนำ ใครอยากมาหารถเถอะครับ\u0026hellip;\nสรุปส่วนสำคัญ พี่ทหารและคุณลุงขายผลไม้ใจดีมาก เบอร์สองแถว สัตหีบ - แสมแสาร \u0026gt; 086-824-7422 สองแถวสัตหีบ - แสมสาร จะมาทุกชั่วโมงตามคำบอกของคนแถวนั้น ผ่านหน้าวราสินทร์ตอน 7.15 แปลว่าใช้เวลาสิบห้านาทีจากท่ารถสัตหีบ 3G บนเกาะแสมสารชัดมาก ของ DTAC นะ แต่ค่ายอื่นก็น่าจะชัด โปรดมีแผนสำรองกรณีไม่ได้ตั๋วแสมสาร เพราะบางวันอาจจะเต็มตั้งแต่ก่อนตื่นนอน ปล. คลิปวิดีโอถ่ายสนุกๆระหว่างดำน้ำและเล่นทะเล\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/tripsamaesarn-3day2night/","summary":"\u003cp\u003eนี่เป็นเรื่องราวของเด็กนักเรียน ม.6 จำนวนห้าชีวิตที่ใช้เวลาช่วงปิดเทอมหกเดือนก่อนขึ้นมหาลัยให้เป็นประโยชน์\u0026hellip; เที่ยวทะเล ผมเรียกมันว่าการเก็บประสบการณ์\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eทริปนี้ตั้งแต่แรกเพื่อนชวนไปหลีเป๊ะ แล้วมันก็ย่อมาเรื่อยๆน่าจะเป็นเพราะผมจนสุดท้ายเหลือแค่แสมสาร (สะ-แหม-สาร) เริ่มแรกเราก็วางแผนเรื่องที่พักและการเดินทาง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eที่พักตอนแรกเราแพลนกันว่าไปพักกันที่ บ้านดิน หาดนางรำ แต่มันเต็มครับ ก็เลยต้องโทรหาที่อื่น ปรากฏแถวนั้นเต็มหมดเลย พวกบ้านของราชการ เราเลยไปเจอกับ วราสินทร์ รีสอร์ท ซึ่งราคาค่อนข้างสูง ถ้าเทียบกับที่อื่น ส่วนเรื่องการเดินทาง ขาไปพวกผมจะไปกับรถของแม่ผม พอดีแม่ไปแถวนั้นพอดี ลงที่ตลาดนาเกลือ แล้วต่อรถสองแถวไปเรื่อยๆ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/IDAYQ6R.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eของที่เตรียมไปก็ไม่มีอะไรมาก เสื้อผ้าสำหรับสามวันสองคืน เครื่องใช้ส่วนตัว กล้องกันน้ำ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eคืนก่อนไปตื่นเต้นมาก (ฮา) เพราะไม่เคยไปอะไรแบบนี้มาก่อนเลย\u003c/p\u003e\n\u003ch2 id=\"วนทหนง\"\u003eวันที่หนึ่ง\u003c/h2\u003e\n\u003cp\u003eวันไปก็ตื่นกันแต่เช้า หมายถึง ผมตื่นแต่เช้า นัดเจอเพื่อนที่ BTS วุฒากาศกันตอน 6.30 นาฬิกา ครับ กว่าจะครบก็ 7.30 นาฬิกา\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/A2T4e9S.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเดินทางจาก กทม. สู่ พัทยา ใช้เวลาสองชั่วโมงกว่าๆ รถเก๋งกับเด็ก 5 ผู้ใหญ่ 1\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/MnWW0fd.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eถึงประมาณเก้าโมงกว่าๆ ก็หาข้าวเช้ากินกันก่อน มื้อแรกของทริปนี้เป็นข้าวหน้าเป็ด ร้านอยู่ในห้องแอร์ ใกล้ๆสวนสาธารณะลานโพธิ์\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/JUxV7D5.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eกินเสร็จก็เดินทางต่อกัน ไปขึ้นรถสองแถว สัตหีบ - นาเกลือ รถจะเริ่มจากแถวตลาดนาเกลือ สามารถถามคนแถวนั้นได้\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/zCqovLC.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eค่ารถ 25 บาท เดินทาง 45 นาทีก็ถึงสัตหีบ รถจะไปจอดที่ปลายทางเป็นตลาดสัตหีบ พวกเราก็เดินทางกับห้าคน หาของกินกันก่อน เซเว่นครับร้านยังชีพคู่ใจ\u003c/p\u003e","title":"ทริปแสมสาร 3วัน2คืน ทรหดอดทน (มีคลิปวิดีโอ)"},{"content":"สวัสดีครับ เราเคยรู้จักกันหรือเปล่า ผิดๆ\nเอาใหม่ๆ สวัสดีครับ ช่วงนี้ปิดเทอม เราต้องเที่ยวครับ ใช้หกเดือนให้คุ้ม เดี๋ยวต้องไปผจญภัยในมหาลัยดินแดนมหัศจรรย์ ล่าสุดก็ได้ไปเที่ยวตลาดน้ำแถวบ้านแห่งหนึ่งครับ ใกล้บ้านมาก ตอนรู้ว่ามียังตกใจ (บ้านอยู่แถวบางแค แต่ไม่ใช่บ้านพักบางแค)\nเกริ่นก่อน พอดีเพื่อนชวนไปเที่ยวครับ เที่ยวตลาดน้ำ ตอนแรกจะไปตลาดน้ำคลองลัดมะยม แต่คนเยอะแน่ เปลี่ยนๆละกัน มานี่แทน ตลาดน้ำคลองหลวง และพอดีเพื่อนอยากมาบ้านศิลปินด้วย (จุดเด่นของตลาดน้ำนี้เลย)\nตลาดน้ำคลองบางหลวงอยู่ในซอยเพชรเกษม 20 22 24 26 28 อย่าสงสัยทำไมหลายซอย คือซอยมันเชื่อมกันหมด\u0026hellip; แต่อย่าเข้ามาทาง 28 ซอยเล็กมาก รถเข้าไม่ได้\nนัดแนะแผนที่กันเสร็จ นัดเจอกันที่ BTS บางหว้า เดี๋ยวบ้านผมไปส่ง ครับ เพื่อนผมเลทมา 45 นาที\nช่างมันเรื่องเลท เป็น Thailand Only ไปแล้ว ไปเรื่องตลาดน้ำต่อ\nจากตรงนั้นเข้าไปถึงตลาดน้ำก็ไม่ไกล อันที่จริงเดินไปยังได้ มันต้องเข้าผ่านทางวัดนะ ยกเว้นซอย 20\nพอเดินผ่านวัดก็เริ่มเจอสิ่งที่คล้ายๆตลาดน้ำ ร้านขายของ ตอนนั้นประมาณเที่ยงๆ หิวละ เลยเดินหาของกินก่อน เดินไปเดินมา คิดว่าตรงนั้นเป็นตลาดไง เลยคิดว่าของกินเยอะ แต่ที่เห็นมันน้อยมากเลยงงๆ แต่ไม่รู้เอาไงหิว เลยเข้าไปนั่งร้านก๊วยเตี๋ยวห้อยขาก่อน\nลักษณะธรรมดา นั่งห้อยขาริมน้ำนั่งกินอาหาร ร้านนี้ราคาไม่แพง รสชาติพอได้ถึงแม้เพื่อนจะบอกว่าไม่อร่อยก็ตาม\nระหว่างที่นั่งกินก็เห็นฝรั่งนั่งเรือผ่านไปมาหลายลำมากนะ ผมคิดในใจ ฝรั่งมันนั่งเรือดูอะไร อยู่บ้านผมเดินข้างคลองอยู่ประจำ ก็ไม่เห็นมีอะไร\nกินเสร็จก็เริ่มเดินเข้าไปตลาดน้ำละ ทางเดินเป็นทางเดินเล็กๆ แต่เห็นคนปั่นจักรยานไปมา มอเตอร์ไซค์วิ่งผ่าน\nเดินเข้าไปนี่ไม่เจออะไรเลยนอกจากสังกะสีกับเด็กเตะบอล (น่าจะเกิดอารมณ์ทางเพศอยู่) หลงไปมาตั้งนานเพราะหาตลาดไม่เจอ จนสุดท้ายสุ่มเดินไปมาก็เจอตลาดน้ำ (หรือเปล่า)\nตลาดอยู่ริมน้ำ (นั้นแน่นอนอยู่แล้ว) แต่เป็นตลาดที่ค่อนข้างเล็กมาก ผมว่ามันเล็กกว่าตลาดน้ำภาษีเจริญสมัยที่ดังๆซะอีก\nร้านขายของฝากมีร้านเดียว ส่วนร้านขนมอะไรพวกนี้ก็ไม่มาก ที่เหลือก็ร้านอาหาร ร้านน้ำ ตามลักษณะชุมชนแถวนั้น\nอันที่จริงจุดขายของตรงวัดน่าจะยังมีของเยอะกว่าเลย\nสุดท้ายพวกเราก็เลยช่างมัน เดินไปบ้านศิลปินก็ได้ แล้วก็เดินไปครับ แต่ปรากฏทางปกติมันซ่อม เลยต้องเดินอ้อมวนไป\u0026hellip;\nแล้วก็ถึง บ้านศิลปิน!\nบ้านศิลปินเป็นบ้านไม้สองชั้น ถือว่าเป็นจุดเด่นของตลาดน้ำเลยสำหรับผม คนเยอะพอสมควร มีขายของชิ้นงานเยอะตั้งแต่สมุด หนังสือ โปสการ์ด แล้วก็มีให้ทำภาพพิมพ์แกะสลักด้วย โดยพิมพ์ลงบนสมุดสีน้ำตาล\nมีร้านกาแฟอยู่ เหมาะแก่มนุษย์สายชิลที่ชอบจิบกาแฟริมน้ำมาก ลมเย็นดี\nชั้นสองของบ้านเป็นคล้ายๆห้องภาพ มีจัดภาพวาดต่างๆรอบชั้นเลย ภาพวาดไม่ได้โชว์อย่างเดียวเขาขายด้วย แต่ขายแบบมีวาทศิลป์\n\u0026ldquo;หากสนใจนำภาพวาดไปใช้ชีวิตร่วมกับท่าน โปรดติดต่อที่เคาน์เตอน์\u0026rdquo;\nประมาณนี้เห็นจะได้ อ่านแล้วขำดี (ฮา)\nสุดท้ายก็เดินไปเดินมา ดูของฝากนิดหน่อย แล้วก็รอชมการแสดงเชิดหุ่น\nการแสดงหุ่นเปิดให้ทุกคนเข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่เปิดรอบน้อย แนะนำให้หาข้อมูลก่อนไป แต่สำหรับคนใจบุญใจกุศลก็สามารถบริจาคได้ เขามีกล่องให้อยู่ และมีช่วงรับบริจาค\nเปิดมาก็ให้เด็กที่น่าจะเป็นลูกหลานของสตาร์ฟนั้นแหละครับ มาโชว์การเล่าเรียนศิลปะการแสดงไทยก่อน\nเพื่อนสาวท่านหนึ่งที่ไปกับผมเห็นเขาชื่นชอบเด็กมาก แต่ผมไม่ค่อยถูกกับเด็กอยู่แล้วเลยไม่สามารถเข้าถึงความน่ารักของเด็กได้\nจากที่ฟังเขาพูดคือเด็กนี่ฝึกมาหลายปีละ เขาก็เลยโชว์ท่าให้ง่าย การดัดมือ นั่งสมาธิ การกระทืบเท้า และท่าทางอื่นๆ ผมนี่ยังทำไม่ได้เลย (ตอนเขาดัดมือโชว์นี่เสียวกันหมด ดัดแบบหักสุดเลย)\nแต่ก็มีเด็กอีกคน เป็นเด็กผู้หญิง น่าจะเด็กกว่า ใครไปก็คงจะเห็นทั้งสองคนนี่แหละ แต่คนนี้ดื้อหน่อย ฝึกยาก\nต่อจากนี้ก็เป็นโชว์ของจริงละ เริ่มจากไหว้พระ (หรือไว้ครูไม่รู้)\nแล้วก็เริ่มโชว์ละ เป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับรามเกียรติ แต่ตอนอะไรนี่ผมจำชื่อตอนไม่ได้ คือ ปกติเรื่องนี้อ่านเองก็ยากอยู่ละ นี่ให้ดูการแสดงน่าจะยากกว่าอีก\nพอแสดงไปสักพักก็เริ่มเข้าส่วนบทที่เอาหุ่นเข้าหาคนดูได้ละ เขาก็เดินว่อนทั่วห้องละครับ ไม่ได้เดินเพื่ออะไร เดินเพื่อเก็บเงินบริจาค\nอันนี้ถ่ายตอนเพื่อนผมโดน เปิดเป็นขาวดำแล้วหลอนดีแหะ\nอย่างที่เห็นในภาพ คนชักหุ่นจะมีสามคนต่อหนึ่งหุ่น แล้วก็ใส่หน้ากากสีดำ เพื่อให้เน้นโฟกัสไปที่หุ่นมากกว่า\nนี่ก็หุ่นอีกตัว กล่องใสที่เห็นนั้นคือกล่องบริจาคแหละครับ\nแสดงจบ ไม่มีอะไรละ เดินซื้อของฝากอีกนิดแล้วก็ไปเดินเล่นต่อ สักพักก็เดินไปซื้อของกินกับน้ำและหาที่นั่งเล่นนิดหน่อย\nนั่งคุยเล่น กินขนมไปเรื่อยๆ ใครชอบแนวชิวๆแบบผม ก็แนะนำให้มาที่นี่แหละครับ\nนั่งมองบ้านฝั่งตรงข้ามเล่นๆ\nอะ ถ่ายนกเล่นนิดหน่อย ถ่ายไปสองสามภาพนี่ไม่ได้ขยับตูดเลย นั่งที่เดิม กินขนมกล้วยกับชาดำเย็นเล่นไป รับลมเย็นๆไหลผ่านเรื่อยๆ\nสุดท้ายก็เดินกลับ ไม่ได้อะไรต่อ จากตรงนั้นก็ห่างจาก BTS บางหว้าประมาณ 1 กิโลเมตร ใครสายเดินก็เดินมาได้ ตอนนั้นผมก็เดินกลับมาขึ้น BTS กับเพื่อน\nลากันเสร็จ เพื่อนกลับ BTS ผมนั่งเรือคลองภาษีเจริญกลับบ้าน\nสรุป ไม่เหมาะ: สายช๊อป สายกินแหลก สายซื้อของฝาก\nเหมาะ: สายชิว สายชื่นชมศิลปะ สายไม่มีอะไรทำเลยมา\nทั้งหมดนี่ก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของกระผมเพียงเท่านั้นไม่ได้อาจจะสรุปถือว่าเป็นข้อเท็จจริงแต่อย่างใด\nแต่ถ้าหากใครอยากลองพิสูจน์ความจริงก็ลองไปได้ ไม่ได้แย่มาก แต่สำหรับบางคนอาจจะเบื่อๆ แต่ถ้าจะไปดูการแสดงหุ่น แนะนำให้หาข้อมูลดีๆ เพราะเห็นเพื่อนบอกว่ารอบน้อยมาก (มากจริงๆ)\nอีกอย่าง ผมเปิดในเน็ตร้านเยอะมากเลย แต่ไม่รู้ทำไมผมไปแล้วมันน้อยมาก\u0026hellip; หาร้านไม่ค่อยเจอเลยไม่รู้ แต่ถ้ามีโอกาสอีกก็จะลองไปละกัน\nหาข้อมูลได้เผื่ออยากไปเที่ยวได้จาก http://www.paiduaykan.com/travel/คลองบางหลวง\nภาพทั้งหมดตามได้ที่ Cloudian Studio\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/khongbangluang-for-less-money/","summary":"\u003cp\u003eสวัสดีครับ เราเคยรู้จักกันหรือเปล่า ผิดๆ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเอาใหม่ๆ สวัสดีครับ ช่วงนี้ปิดเทอม เราต้องเที่ยวครับ ใช้หกเดือนให้คุ้ม เดี๋ยวต้องไปผจญภัยในมหาลัยดินแดนมหัศจรรย์ ล่าสุดก็ได้ไปเที่ยวตลาดน้ำแถวบ้านแห่งหนึ่งครับ ใกล้บ้านมาก ตอนรู้ว่ามียังตกใจ (บ้านอยู่แถวบางแค แต่ไม่ใช่บ้านพักบางแค)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเกริ่นก่อน พอดีเพื่อนชวนไปเที่ยวครับ เที่ยวตลาดน้ำ ตอนแรกจะไปตลาดน้ำคลองลัดมะยม แต่คนเยอะแน่ เปลี่ยนๆละกัน มานี่แทน \u003cstrong\u003eตลาดน้ำคลองหลวง\u003c/strong\u003e และพอดีเพื่อนอยากมาบ้านศิลปินด้วย (จุดเด่นของตลาดน้ำนี้เลย)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตลาดน้ำคลองบางหลวงอยู่ในซอยเพชรเกษม 20 22 24 26 28 อย่าสงสัยทำไมหลายซอย คือซอยมันเชื่อมกันหมด\u0026hellip; แต่อย่าเข้ามาทาง 28 ซอยเล็กมาก รถเข้าไม่ได้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eนัดแนะแผนที่กันเสร็จ นัดเจอกันที่ BTS บางหว้า เดี๋ยวบ้านผมไปส่ง ครับ เพื่อนผมเลทมา 45 นาที\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eช่างมันเรื่องเลท เป็น Thailand Only ไปแล้ว ไปเรื่องตลาดน้ำต่อ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eจากตรงนั้นเข้าไปถึงตลาดน้ำก็ไม่ไกล อันที่จริงเดินไปยังได้ มันต้องเข้าผ่านทางวัดนะ ยกเว้นซอย 20\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eพอเดินผ่านวัดก็เริ่มเจอสิ่งที่คล้ายๆตลาดน้ำ ร้านขายของ ตอนนั้นประมาณเที่ยงๆ หิวละ เลยเดินหาของกินก่อน เดินไปเดินมา คิดว่าตรงนั้นเป็นตลาดไง เลยคิดว่าของกินเยอะ แต่ที่เห็นมันน้อยมากเลยงงๆ แต่ไม่รู้เอาไงหิว เลยเข้าไปนั่งร้านก๊วยเตี๋ยวห้อยขาก่อน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eลักษณะธรรมดา นั่งห้อยขาริมน้ำนั่งกินอาหาร ร้านนี้ราคาไม่แพง รสชาติพอได้ถึงแม้เพื่อนจะบอกว่าไม่อร่อยก็ตาม\u003c/p\u003e","title":"ตลาดน้ำคลองหลวง แนะนำสำหรับคนประหยัด"},{"content":"โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง\nภาคสุดท้าย วันสุดท้าย เขียนมาเนิ่นนาน ทั้งๆที่ไม่น่าจะใช้เวลานาน น่าจะเพราะอู้ หลักจากผ่าน Dota2 yearbeast มาได้ ล่าสุดเราก็ติด Ask.Fm ต่อ มีคนมาถามให้เราตอบนี่มันสนุกจริงๆ\n- วันที่ห้า 13 กุมภาพันธ์ 2558 -\nตื่นมาตีสี่ จะได้กลับบ้านแล้วโว้ย ตะโกนได้ตะโกนไปแล้วตอนนั้น\nวันนี้จากที่ฟังๆมาไม่มีอะไรมาก ตื่นมาก็เหมือนเดิม ไม่แปรงฟัน ไม่ล้างหน้า ผมรีบๆเก็บของอะไรให้เสร็จ เขาให้ใส่แค่ซับในกับกางเกงก็ได้วันนี้ โดยตอนเช้าจะขึ้นเขากัน ว้าวววววว\nรวมเสร็จนับคน ก็เหมือนเดิมตามปกติ แล้วก็เริ่มเดินขึ้นเขาละ ทางเดินก็ทางเดียวกับทุกครั้ง แต่รอบนี้เราไม่ต้องเดินไปฐานอะไรพวกนั้นละ เราเลี้ยวขวาขึ้นเขา (มั้งนะ)\nตอนเดินไปก็ไม่อะไร แต่ทุกอย่างเริ่มแย่ตอนเดินขึ้นเขา คือปกติเดินขึ้นเขามันก็ไม่ได้ชันอะไรมาก แต่เขาที่พวกเราเดินกันรอบนี้แบบ\u0026hellip; ชันอะ ชันมากๆ มันตั้ง 90 องศาได้ตั้งไปแล้ว\nตอนเดินขึ้นแรกๆก็ไม่เหนื่อยหรอกนะ แต่เดินไปนานๆนี่แบบ ยืนเฉยๆยังไม่ได้ มันจะล้มเอา เหนื่อยมาก เหนื่อยจนไม่รู้จะเอาคำอะไรมาบรรยาย โชคดีที่อากาศเย็น\nระหว่างเดินเนี่ย ระเบียบแถวเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ เพราะทุกคนแรงไม่เท่ากัน ระหว่างทางเราอาจจะเห็นคนนั่งพักตามทาง ยิ่งสูงยิ่งเห็นเยอะ ผมก็นั่งพักสลับเดินไปเรื่อยๆ\nเดินไปเรื่อยๆจนใกล้ถึง มันมีคนตะโกนว่าถึงแล้วโว้ย เท่านั้นแหละครับ วิ่งเลย ผมถือว่าถึงเป็นกลุ่มต้นๆเลยก็ว่าได้ เรื่องเดินขอให้บอก เราสายเดิน\nถึงแม้ตอนนั้นจะประมาณตีห้า หรือไม่ถึงตีห้านี่แหละ มืดสนิท แต่ก็เห็นวิวด้านล่างได้หมดเลย คือเห็นเมือง เห็นแสงบนท้องถนน รู้สึกเลยว่า มันสวยงามในเงามืดมาก และอีกความรู้สึกตอนเห็นเมืองและถนนด้านนอกมันแบบว่า เหมือนเห็นอิสระภาพอยู่ด้านหน้าอะ แบบ เห้ยวันนี้มันจะจบแล้ว นรกจะหมดแล้ว อิสระของเรา อะไรประมาณนี้เลยจริงๆ\nไม่นานหลังจากถึงยอดเขา เขาก็เรียกเรารวม ระหว่างรวมก็ไม่มีอะไร ขายของครับ\u0026hellip; ขายริสแบนด์ปลุกเสกแล้ว และก็เล่าปลุกใจอะไรนิดหน่อย จังหวะนั้นมืดมาก ต้องเอาไฟฉายส่อง บางคนก็แอบหลับเนียนๆ\nสักพักก็ปล่อยลงต่อ ตอนลงนี่เร็วมาก เร็วจนหยุดไม่อยู่ คือแบบถ้าพลาดนะ กลิ้งลงทันที ตรงค่อยๆสไลด์ขาลงไปเรื่อยๆ แต่สนุกดี มันสบายไง ลมเย็นด้วย\nเร็วมาก เร็วกว่าเดินขึ้นหลายร้อยเท่า พวกผมก็เดินมาถึงพื้นราบ แต่จังหวะนั้นดันเห็นพวกที่มาก่อนกำลังเดินไปฐานยิงปืนมั้ง น่าจะใช่ พวกผมนี่เข้าใจอารมณ์ของพวกที่ชอบมาแซวตอนพวกผมพึ่งมาใหม่เลย\nทุกคนแบบ \u0026ldquo;โหๆๆ พึ่งมาหรอ พวกกูจะกลับละน่า\u0026rdquo; ลั้ลล้ามากจริงๆตอนนั้น ผมเห็นแล้วก็ฮาดี ครูฝึกต้องมาขวางไว้แล้วบอกอย่าแซวกันทีเดียวตรงนี้ (ฮา)\nจากนั้นก็ไม่มีอะไรละ เดินกลับ แต่งตัว เก็บกระเป๋า เก็บของให้หมด (รู้สึกเลยว่าใกล้อิสรภาพมามากขึ้น) จากนั้นก็กลับไปนั่งรวมเพื่อปล่อยกินข้าว\nวันนี้วันสุดท้ายแล้ว แน่นอน ผมก็ไม่กินข้าวหลวงเหมือนเดิม ไปกินไก่แดงที่ร้าน กินเสร็จก็กลับมารวมเพื่อเตรียมเดินทางไปสถานีสุดท้าย\u0026hellip; โดดหอนั้นเอง\nรวมครบทุกคนก็เดินทางไปสถานีโดดหอ รอบนี้ไม่ไกล เดินไปบริเวณกองอำนวยการด้วย ความศิวิไลศ์จริงมากขึ้น ไม่เจอฝุ่นแดงหนักๆ ไม่เจอทุ่งไร่นาของชาวบ้านละ\nตอนเข้าก็ไม่มีอะไร เข้าแถวร้องเพลงชาติอะไรพวกนี้ แล้วก็เริ่มเข้าร่มไปเตรียมตัว วันนี้ได้เจอครูเฟียร์ เป็นครูที่น่าเคารพมาก เพราะสกิลการเล่นคำผวนของแกสุดยอดมาก\nคือครูเฟียร์เป็นคนดังอีกคนของเขาชนไก่ เจอทุกปี แล้วครูเขาก็มีสกิลพิเศษคือคำผวน เป็นคนที่เล่นคำผวนได้ไม่สะดุดเลย เล่นได้ตลอดเวลา โดยเฉลี่ย 5 ครั้ง/นาที แล้วผวนได้เรื่อยๆไม่ซ้ำเลย ยอดมาก ใต้สะดือทั้งนั้น\nระหว่างที่เขาเล่านู่นนี่ไปเรื่อยๆ ก็เหมือนกับวันแรกน่ะครับ ใช้จังหวะเด็กเพลินขายตรง\u0026hellip; รอบนี้ขายริสแบนด์ปลุกเสก ใส่แล้วมีแฟนแน่นอน แหม่ คุณสมบัติดีอย่างนี้ผมนะหรอ\u0026hellip; ไม่ซื้อครับ เปลืองเงิน มันอันละ 40บาท\nแต่สุดท้ายถ้าไม่ซื้อริสแบนด์ก็โดนเก็บเงินอยู่ดี คือค่าเข็มโดดหอกับประกาศไปรษณียบัตร 60บาท อันนี้ต้องจ่ายทุกคน ก็ได้จะไปรษณียบัตรหรูๆ หรูกว่าโรงเรียนผมทำอะ แล้วก็เข็มโดดหอ\nเคลียร์เรื่องหนี้สินเงินทองเสร็จก็จบกันไป เข้าเนื้อหาละ รอบนี้จะได้โดดหอจริงๆจัง แต่ปัญหาคือหอมีอันเดียว เด็กก็เยอะ เพราะฉะนั้นไม่ให้โดดทุกคน ให้เฉพาะคนทีอยากโดดจริงๆ ซึ่งผมก็ไม่โดดละกัน เพราะเขาบอกว่าพวกสายตาสั้นมากๆ น้ำหนักเกิน เป็นโรคหัวใจอะไรพวกนี้ห้ามโดด แล้วใครโดดแล้วก็ให้คนอื่นซะ แถมมีส่งท้ายนะ ยิ่งโดดเยอะก็ยิ่งได้กลับช้า\u0026hellip; เออ งั้นผมไม่โดด\nจากนั้นเขาก็ให้พวกโดดไปเตรียมตัวก่อน ก็ไม่เยอะมากเทียบกับเด็กทั้งหมด ส่วนพวกไม่โดดอย่างผมเขาก็ส่งไปใช้งานตามต่ำแหน่ง (ขอนั่งว่างๆบ้างได้ไหม\u0026hellip;)\nตอนกลุ่มผมไป เขาก็ให้ผมเลือก \u0026ldquo;ใครอยากช่วยงานไหม ขอคนที่อยากช่วยจริงๆ\u0026rdquo; ตอนแรกผมก็แบบ ต้องใจสปอร์ต กทม.นะ อยู่ช่วย แต่หลังจากที่เขาย้ำๆเรื่องต้องอยากช่วยจริงๆ เพื่อนผมบางคนก็เริ่มทยอยออกละ ผมเห็นว่าเพื่อนออกกันเยอะ ก็เลยเออ เดินออกก็ได้\nซึ่งพวกที่เดินออกมาก็ไม่ว่างอยู่ดีครับ ต้องไปเก็บใบไม้ ตอนนั้นคิดในใจ โถ่ ทำไมเราไม่สปอร์ตกทม.เลย น่าจะไปช่วย สักพักเห็นพวกที่ขออยู่ช่วยต้องไปฝึกแล้วเตรียมตำแหน่งเพื่อรอรับคนที่โดดหอ ผมคิดในใจเลยว่า โชคดีสุดๆ\nหลังจากเก็บใบไม้จนเสร็จเขาก็ให้พวกผมไปช่วยอีกจุด รอบนี้ไม่หนัก นั้นก็คือ เขียนเทิดพระเกียรติในหลวง\nระหว่างยืนรอเข้าไปช่วย ก็มีนศท.หญิงสองคนเดินมาหยิบของจากกระเป๋าแถวนั้นพอดี ซึ่งครูฝึกของพวกผมก็เป็นคนที่รู้หน้าที่ดีครับ\u0026hellip; แกล้งให้ผญ.มาวิดพื้นเล่นแถวหน้าพวกผม (ฮา) แต่อันที่จริงก็พูดเล่น แค่ครูฝึกเดินไปคุยนิดหน่อย ก็ปล่อยไป แต่ตอนนั้นพวกผมแบบ หวิ้วๆ กันเต็ม อยู่เขาชนไก่ ไม่เจอผู้หญิงมาห้าวัน\u0026hellip;\nเข้าเรื่องต่อ ในอาคารมันมีคอมกับกระดาษ แต่ตอนพวกผมไปคอมเต็มแล้ว เลยให้เขียนกระดาษเอา ซึ่งตอนนั้นปากกาผมหาย\u0026hellip;\nอยู่ๆครูก็เดินมาแล้วก็ถามใครมีปากกา ใครไม่มีบ้าง ในกลุ่มมีเด็กเยอะสมควร แต่ดันมีเด็กมีปากกาแค่ไม่กี่คน หายหมดแล้วววว ก็ตามระเบียบ โดนให้ซื้อปากกากันทุกคน\nกระดาษที่ได้เขียนเป็นกระดาษประมาณ 1/4 ของ A4 เขียนอะไรก็ได้บอกรักในหลวงแล้วเขียนชื่อ\nแต่ที่ฮาคืออะไรรู้ไหมครับ ปกติเขียนพวกนี้เขาให้คิดเอง แต่อยู่ๆก็มีคนเดินมาแล้วยื่นปึกกระดาษคำเทิดพระเกียรติให้เราส่งต่อไปแล้วบอก \u0026ldquo;ตัวอย่างๆ\u0026rdquo; โห อะไรจะสบายขนาดนี้ แรงไม่ต้องใช้ สมองก็ไม่ต้อง แต่ผมคนดีไง ไม่เอา ส่งให้เพื่อนต่อเลย คิดเอง (หล่อครับ)\nเขียนเสร็จก็ส่ง แต่ไม่ได้คะแนน แต่ได้พัก พวกผมก็ไปซื้อน้ำกินกัน ระหว่างเดินไปซื้อน้ำก็มองพวกที่โดดหอกับโดนให้ช่วยงาน เคารพคนกลุ่มนี้จริงๆ ช่างมีน้ำใจอะไรดีงามเช่นนี้ จริงๆในใจหัวเราะเยาะ\nกินน้ำเสร็จก็หาที่นั่งเล่น ตรงที่ผมนั่งเล่นมันคืออะไรไม่รู้ เป็นคล้ายๆศาลา แต่บนหัวผมมันเป็นคล้ายๆที่แขวนเนื้ออะ ระหว่างที่นั่งพักก็คุยกันตลอดว่าตกลงมันคืออะไรกันแน่ แต่รู้ว่าถ้าเจอตอนกลางคืนสยองแน่นอน\nสักพักก็เดินไปรวม เพราะเห็นเขารวมกันทั้งที่ไม่รู้ว่ากองเราหรือเปล่า\u0026hellip;\nรวมปุ๊ปเขาก็พาเดินไป ตอนแรกเข้าใจว่าให้เดินกลับ พวกผมนี่ช็อกเลย เห้ยเอาไงดี เพื่อนเรายังอยู่นู่นอยู่เลย แต่ไม่ใช่ เขาพาไปนิทรรศการเทิดพระเกียรติ อ๋อ\nอันนี้เหมือนปีสอง ไม่มีอะไรมาก เรากล่าวคำปฏิญาณตนนิดหน่อยแล้วเข้าไปในอาคารเดินดูผลงานในหลวง พร้อมลงชื่อถวายพระพร\nพอเดินออกมานี่พีคมากตอนนั้น พอเดินออกมาปุ๊ปคุณก็จะเห็นร้านไอติม อ่อ ไม่หิวหรอ ไม่เป็นไรคุณอาจจะเลือกเดินไปซ้ายหรือขวาก็ได้ แต่ถ้าเดินไปทางซ้ายก็ออกไม่ได้ แต่มีร้านขนมดักอยู่ อะไรนะ ไม่อยากเสียตังค์? ได้ๆ เดินออกประตูให้ไปทางขวา อ่า ทางนี้โล่ง เดินออกไปปุ๊ป เจอร้านขายของทอดดัก\u0026hellip; นี่มันมาร์เก็ตติ้งขั้นสูงนี่หว่า ดักทางออกทั้งหมดด้วยของขาย สุดท้ายก็ยอมเสียเงินซื้อไอติมไป ส่วนน้ำขอเพื่อนกินเรื่อยๆก็อิ่ม\nเมื่อเราเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่า \u0026ldquo;จุดอำนวยการ\u0026rdquo; ทุกอย่างก็จะดูดีขึ้นมาก เช่น ห้องน้ำ ห้องน้ำตรงนั้นมันดีมากเลย มีตกแต่งด้วย\nทำธุระส่วนตัวเสร็จ กินอะไรเรียบร้อยนั่งพักสักแปป ครูฝึกก็เดินมาเรียกละ เรียกได้เลยว่าวันนี้สบายมาก ซึ่งพอจบจากนิทรรศการในหลวงก็จบละ ไม่มีอะไรแล้ว ตอนนั้น CHIN IS HAPPY มาก\nก็เดินกลับที่กองพัน รวมพลนับพลใครแอบกลับก่อนไหม (ไม่มีหรอก) ก็กินข้าวเที่ยง มื้อนี้เห็นว่ามื้อสุดท้ายละ ท้องเสียคงไม่เป็นไร ก็เลยกินโยเกิร์ตด้วย อร่อยดี ไม่แพง ใส่หน้าเท่าไหร่ก็ได้ แต่จำราคาไม่ได้อันนี้\nกินเสร็จกลับมารวม เวลาที่ทุกคนรอคอยมาแล้ว กลับบ้านไงละ ก็รวมแล้วนับพล กล่าวข้อความนิดหน่อย และขายตรงครับ\u0026hellip; ขายเสื้อกับของที่ระลึก พอดีครูเขาบอกว่าไม่อยากแบกกลับกองอำนวยการแล้ว มันหนักฝากซื้อให้หมดๆหน่อย แหม่ น่าสงสารจริงๆ ก็เห็นคนไปซื้อกันเยอะอยู่\nอีกอย่างก็คือรับบริจาค ตอนนั้นทหารกลายเป็นศูนย์รับบริจาคทุกอย่าง ทหารเขาบอกว่าให้เด็กยากไร้เผื่อมาแล้วไม่มีฝึกอะไรงี้ รับตั้งแต่ช้อนกลาง สายเก่ง ยันถุงนอน โหดจริงๆ\nแต่จังหวะนั้นมันฮาอย่าง คือครูกองพันที่เมื่อคืนก่อนเขาบอกเวลารวมผิด วันนี้กลับแปลกไป เขาดูฮาๆไงไม่รู้ คือเขาเล่นมุกประมาณว่า \u0026ldquo;ใครมาช้าผมจดชื่อเลยนะครับ\u0026rdquo; แล้วเขาก็พูดคำว่าจดชื่อซ้ำๆๆๆหลายรอบมาก แล้วบอกว่า \u0026ldquo;ใครโดนผมจดชื่อนะครับ จะให้ไปจกขี้ในห้องน้ำเลย ขี้นอนอืดตันหมดแล้ว ไม่มีถุงมือนะครับ จกกันมือเปล่านี้แหละ\u0026rdquo; แหม่ สาธยายดีมาก แล้วก็พูดวนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเก็บของ เข้าที่นั่งรวม เดินไปหยิบของ\nผมกับเพื่อนตั้งสมมติฐานกันว่าสงสัยเขาไม่อยากจากลาเด็กด้วยความเกลียดชังจากการขานเวลาผิดเมื่อคืน วันนี้เลยปล่อยฮาหน่อย (บอกเลยว่าหลังจากกลับมาเพื่อนผมมันติดคำว่าจดชื่อมาก)\nเคลียร์ของบริจาคเสร็จ มีเก็บเงินบริจาคนิดหน่อยก็จบละ แยกขึ้นตามคันรถ เพื่อเตรียมไปเข้าร่วมพิธีปิด\nพิธีปิดจบก็แยกย้ายกลับบ้าน แต่สำหรับผมพอดีวันนั้นแม่ผมทำเรื่องมารับเพราะต้องลงพัทยาต่อก็เลยไม่ได้กลับบ้าน แต่ไปนอนโรงแรมที่พัทยาต่อ\nตอนจบพิธีเด็กเฮกันมาก วิ่งกลับกันเหมือนหนีฝูงซอมบี้กันเลย ถ้านึกภาพออกนะ ก็เข้าใจแหละ ผมก็ดีใจที่ได้กลับ เหมือนเป็นอิสรภาพจากคุกที่จองจำมาห้าปี ซึ่งจริงๆแค่ห้าวัน\nวันนั้นผมกลับมาถึงโรงแรมก็อาบน้ำครึ่งชั่วโมงเลย แบบ ตัวและร่างกายต้องสะอาดปราศจากฝุ่นใดๆหรือคราบจากเขาชนไก่\u0026hellip;.\nถือเป็นห้าวันที่ทรหดทีเดียว แต่กลับมาเล่าเรื่องเขาชนไก่ให้เพื่อนฟังมันก็หัวเราะนะ ใช่มันตลกแหละพอเราจบ แต่ถ้าให้กลับไปเข้าใหม่ก็ say no เลย\n- จบวันที่ห้า และลาจากดินแดนนรกภูมิ -\nจบแล้วเรื่องราวแห่งเขาชนไก่หรือนรกภูมิ ห้าวันเลยนะครับ ห้าวันกันทีเดียว ตอนนี้ผมก็มีความสุขดี ชีวิตไม่ต้องเจอรด.แล้ว เย้\nก็ต้องขอบคุณทุกคนจริงๆที่ตามอ่านมาเรื่อยๆตลอดหลายวัน ทั้งๆที่ผมก็อู้ไปหลายตอน อ่านสนุกหรือไม่อย่างไรติชมมาได้ คอมเม้นท์บ็อกด้านล่างได้ หรือถ้ารู้จักผมก็ทักแชทมาได้นะครับ ยังไงๆก็ขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย ขอฝากบล็อกเล็กๆอันนี้ไว้ด้วยนะครับ :)\nขอขอบคุณ\nNokia asha 311 ที่ให้เรามือมือถือใช้ตลอดห้าวันโดยไม่ต้องชาร์ตแบต อึดจริงสมเป็น NOKIA อุ้ม เพื่อนที่นอนด้วย มีผ้ารองนอน ผมไม่มี ถ้าขาดไปนี่ตายแน่ มะตูม ที่ให้ผมได้ใช้ภาพถ่าย พี่ภาม ผู้ที่ให้ผมยืมเสื้อนอกรด. และเสื้อซับใน กระติกน้ำและสายเก่ง เพื่อนแม่ที่เป็นทหาร ให้ผมยืมกระเป๋าเป้ และอุปกรณ์ภาคสนาม ผมยืมมา 2 รอบละ ปีสอง กับปีสาม และที่สำคัญ ขอบคุณแม่ผมที่ไปรับผมที่เขาชนไก่ ทำให้ได้รับแอร์เย็นช่ำก่อนเพื่อนคนไหนๆ จบบริบูรณ์ ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 1) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 2) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 3) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4.5) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 5) ป.ล. ขอบคุณภาพจาก [Shinawatra Ngamlamai]\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/khaochonkai-part-5/","summary":"\u003cp\u003e\u003cem\u003e\u003cstrong\u003eโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง\u003c/strong\u003e\u003c/em\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eภาคสุดท้าย วันสุดท้าย เขียนมาเนิ่นนาน ทั้งๆที่ไม่น่าจะใช้เวลานาน น่าจะเพราะอู้ หลักจากผ่าน Dota2 yearbeast มาได้ ล่าสุดเราก็ติด Ask.Fm ต่อ มีคนมาถามให้เราตอบนี่มันสนุกจริงๆ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003e- วันที่ห้า 13 กุมภาพันธ์ 2558 -\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตื่นมาตีสี่ จะได้กลับบ้านแล้วโว้ย ตะโกนได้ตะโกนไปแล้วตอนนั้น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวันนี้จากที่ฟังๆมาไม่มีอะไรมาก ตื่นมาก็เหมือนเดิม ไม่แปรงฟัน ไม่ล้างหน้า ผมรีบๆเก็บของอะไรให้เสร็จ เขาให้ใส่แค่ซับในกับกางเกงก็ได้วันนี้ โดยตอนเช้าจะขึ้นเขากัน ว้าวววววว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eรวมเสร็จนับคน ก็เหมือนเดิมตามปกติ แล้วก็เริ่มเดินขึ้นเขาละ ทางเดินก็ทางเดียวกับทุกครั้ง แต่รอบนี้เราไม่ต้องเดินไปฐานอะไรพวกนั้นละ เราเลี้ยวขวาขึ้นเขา (มั้งนะ)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตอนเดินไปก็ไม่อะไร แต่ทุกอย่างเริ่มแย่ตอนเดินขึ้นเขา คือปกติเดินขึ้นเขามันก็ไม่ได้ชันอะไรมาก แต่เขาที่พวกเราเดินกันรอบนี้แบบ\u0026hellip; ชันอะ ชันมากๆ มันตั้ง 90 องศาได้ตั้งไปแล้ว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตอนเดินขึ้นแรกๆก็ไม่เหนื่อยหรอกนะ แต่เดินไปนานๆนี่แบบ ยืนเฉยๆยังไม่ได้ มันจะล้มเอา เหนื่อยมาก เหนื่อยจนไม่รู้จะเอาคำอะไรมาบรรยาย โชคดีที่อากาศเย็น\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eระหว่างเดินเนี่ย ระเบียบแถวเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ เพราะทุกคนแรงไม่เท่ากัน ระหว่างทางเราอาจจะเห็นคนนั่งพักตามทาง ยิ่งสูงยิ่งเห็นเยอะ ผมก็นั่งพักสลับเดินไปเรื่อยๆ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเดินไปเรื่อยๆจนใกล้ถึง มันมีคนตะโกนว่าถึงแล้วโว้ย เท่านั้นแหละครับ วิ่งเลย ผมถือว่าถึงเป็นกลุ่มต้นๆเลยก็ว่าได้ เรื่องเดินขอให้บอก เราสายเดิน\u003c/p\u003e","title":"ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 5) จบแล้ว!!"},{"content":"โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง\nกลับมาเขียนต่อละ นี่ขยันขึ้นเพราะอีเว้นท์ yearbeast dota2 มันจบละ เศร้าเลย ได้เช็ตมานิดเดียวเอง ( ;w;)\n- วันที่สี่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ครึ่งบ่าย -\nหลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ ปริศนาที่ยังคาใจก็ยังไม่หายไป ทำไมพวกที่ไปอยู่ฝ่ายบุกเมื่อเช้ามันกลับมาตัวเปียกหน้าเปื้อนโคลนขนาดนั้น\u0026hellip; เลยนั่งคุยกับกับกองตัวเอง ก็คิดกันไปว่า สงสัยมันมีส่วนที่ต้องโดดลงน้ำมั้ง แต่สักพักมันก็มีพวกที่ไปแอบรู้มาก่อนเล่าให้ฟังว่า มันไม่ได้โดนทุกคน จะมีโดนแค่บางส่วน ครูฝึกให้โดดลงบ่อ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นหมายเลข 4 กับ 5 นี่แหละ แต่ชื่อนำหน้าจำไม่ได้ ปกติจะนำหน้าเลขว่า อินทรี อะไรพวกนี้)\nผมนี้เครียดเลย ภาวนาขอให้ตัวเองไม่โดน แต่เดี๋ยวก็คงรู้ละ\nพอช่วงบ่ายก็กลับมารวมอีกรอบ รอบนี้พวกผมก็จะกลายเป็นฝ่ายบุกละ ส่วนพวกฝ่ายบุกเมื่อเช้าจะไปตั้งรับ (ฝ่ายตั้งรับกากครับ เจอฝ่ายบุกจนต้องร่นถอน ว่าไปนั้น อันที่จริงมันเป็นเนื้อหาฝึกของเขา)\nพวกผมก็เริ่มเดินไปตามครูฝึกเรื่อยๆ เดินไกลกว่าตั้งรับมากครับ นี่คิดในใจ มันจะให้ไปเริ่มบุกจากไหนเนี่ย ตีนเขาหรอ แต่ไม่ใช่ ให้เราเริ่มบุกจากแนวถนนสุดขอบไร่ของคนแถวนั้น แต่ดีครับ มีต้นไม้ร่มเงา เราก็ไปนั่งรอกัน\nโดยระหว่ารอบุก เขาก็ให้เรานั่งคุยเล่นไปเรื่อย แล้วครูฝึกก็เล่านู่นนี่ เล่าทุกอย่างตั้งแต่ประวัติตัวเอง เผากองทัพให้ฟังเล่น ยันเรื่องความรักฟันสาวมาแล้วกี่คน\nแต่โชคไม่มีสำหรับคนที่คุยเท่าไหร่ คือเพื่อนผมสามคนมันคุยกันครับ แล้วครูฝึกเห็นเลยเรียกให้ยืนขึ้น และนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด\nสามคนนั้นถูกเชิญ ไม่ๆ ถูกบังคับให้เดินไปทางขวาของจุดที่ผมนั่งอยู่ เดินเลยออกไป ผมจะมองไม่เห็น เพราะมีแนวต้นไม้ขวางอยู่ สามคนนั้นโดนทำโทษเรื่องคุยกันครับ แต่ไม่ใช่การหมอบ หรือกลิ้งแน่นอน เขาให้โดดลงน้ำครับ\nจังหวะที่สั่งให้ลงบ่อนะ ทุกคนแบบ ฮือฮากันทีเดียว \u0026ldquo;เห้ย เอาจริงหรอเนี่ย\u0026rdquo;\nผมนี่เครียดเลย ทหารเอาจริงเว้ย สักพักสามคนนั้นก็กลับมาพร้อมกับสภาพเปียกไปทั้งตัว แต่เรื่องเปียกนั้นไม่เท่าไหร่ กลิ่นที่ลอยตามมานี่อือหื้อเลย\nหลังจากสอบถามจนได้เรื่องก็ทราบว่า น้ำสุดยอดเน่า! ผมนี่เครียดขึ้นอีกสองเท่าเลยครับ\nหลังจากกลุ่มผู้เสี่ยงตายสามคนกลับมาก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครูฝึกก็เล่าๆเรื่องสถานีการฝึกต่อ เขาก็เล่าว่า นี่นะ เวลาฝึกในสนามรบนะ อันตรายมาก บางคนอาจจะมีอุณหภูมิสูงมากจนช็อกก็ได้นะ เราต้องป้องกันตัวโดยการกินน้ำเยอะๆ หรือทำตัวให้เปียก\nห๊ะ? ทำตัวให้เปียก ใช่ครับ ทำตัวให้เปียก หลังจากครูฝึกพูดเสร็จปุป เขาก็สั่งให้หน่วยสี่ลุกก่อน โอ้เย้ นี่มันการเชือดไก่ให้ลิงดูดีๆนี่เอง ไม่นานก็ได้เสียงกรี้ดร้องจากฝั่งนั้น อะไรกกัน เสียงกรี้ดร้องอันสยาองชวัญจากนรกเป็นอย่างนี้หรือนี่\nไม่นานหน่วยสี่ก็โดนเรียกกลับ สภาพก็ตามคอนเซ็ปต์ครับ เปียกไปทั้งตัว แต่แหม่ เมื่อตัวเปียกแล้วก็ต้องชุบแป้งครับ แต่น่าเสียดายที่นี่ไม่มีแป้งและเกล็ดขนมปังครับ แต่ไม่ต้องห่วงใช้ฝุ่นแดงแทนได้ เท่านั้นแหละครับ ลงไปหมอบแล้วกลิ้งตรงถนนซะ\nเสียงครูฝึกนี่มันเสียงยมบาลหรือไงกัน หน่วยสี่ก็โดนชุบแป้งทอดกันสนุกสนานกันเลยทีเดียว ผมมองอยู่ห่างๆนี่เสียวเลย สักพักเขาก็หันมาทางผมแล้วก็เริ่มสั่งให้เก็บของมีค่า หมวก สายเก่ง ไว้ตรงที่นั่ง อ่าห์ เวลาของเรามาถึงแล้ว\nจากนั้นก็เดินไปตรงบ่อน้ำ บ่อน้ำมันเป็นบ่อซีเม้นท์กลมๆ สี่บ่อตั้งอยู่ น้ำในนั้นก็ไม่รู้น้ำอะไร แต่พวกผมเรียกกันว่าน้ำ EM เพราะสีมันส้มๆอะ แถมตอนผมได้กลิ่นน้ำแบบเต็มๆนี่ผมนึกถึงตอนน้ำท่วมบ้าน เมื่อท่วมใหญ่ครั้งนั้นเลย เน่าสุดๆ\nสักพักเขาก็ให้โจทย์เราว่า ให้ทุกคนลงบ่อน้ำนะ แล้วบ่อไหนวิดน้ำออกได้มากสุดก็จะไม่ต้องไปคลุกชุบแป้งฝุ่นทอดแบบหน่วยเมื่อกี้ โดยจะเริ่มเป่านกหวีดเมื่อหูทุกคนสัมผัสน้ำ\nโอ้โห รางวัลชนะอะไรจะเย้ายวนเท่านี้ รางวัลจากฝาอิชิตันยังไม่เท่านี้เลย พอเขาพูดเสร็จผมก็เลือกๆบ่อที่จะลง แล้วก็เตรียมเอาหูติดๆน้ำ แต่พยายามไม่ให้น้ำเข้าปากเข้าจมูกเข้าตาเท่าไหร่\nอยากจะบอกว่าตอนนี้ที่หูใกล้ๆน้ำเนี่ย จมูกมันจะใกล้น้ำด้วยไง กลิ่นนี่สูดเข้าไปเต็มปอดเลย อ่า เนเชอร์รัลเทอร์ราปี้ มากครับ รู้สึกเลยว่าน้ำมันสุดยอดเน่า อภิมหาเน่า ถ้าคิดไม่ออกว่าเป็นไง ให้ลองเอาเศษอาหารในบ้านคุณยัดลงถังแล้วหมักสักหนึ่งสัปดาห์ ผมว่ามันน่าจะได้ประมาณนั้น หรือไปไร่ไปนาก็เอาขี้วัว ขี้ควายมาผสมน้ำดมๆก็ได้ น่าจะใกล้เคียง\nจังหวะที่อยู่ในน้ำผมก็คิดๆนะ มันเอาน้ำมูลสัตว์มาหรือเปล่า เลยแกล้งเอาเท้าๆเหยียบๆพื้นบ่อ เผื่อจะเจอขี้อะไรอยู่\u0026hellip; แต่โชคดี ไม่เจอ\nแล้วครูฝึกก็เป่านกหวีดเป็นสัญญาณเริ่ม พวกผมนี่ก็กระชากตัวเข้าออกรัวๆ ให้น้ำกระเพื่อมไง น้ำได้ออก ความคิดที่จะไม่ให้น้ำเข้าตา จมูก ปาก นี่ยกเลิกไปปได้เลย เต็มๆครับ ยิ่งกว่าสงกรานต์\nสักพักคุณหัวหน้ากองร้อยที่โชคดีอยู่กับเราก็เสนอไอเดีย ถอดเสื้อนอกออกมาทำเป็นที่วักน้ำออก แล้วให้ทุกคนนั่งลงเพื่อให้น้ำอยู่สูงๆ แล้วตักน้ำแค่สองคน โอ้ว ฉลาดๆเอาวิธีนี้ละกัน ก็เริ่มแผนนี้แหละครับ แต่ก็โชคดีซ้ำสอง จังหวะนั้นมือผมไปเขี่ยๆโดนอะไรไม่รู้ในน้ำ มันเป็นกระป๋องข้าวทหารครับ แหม่ โชคดีจริง ได้ item พิเศษดร็อปกลางบ่อน้ำอมฤทธิ์ ก็เลยได้ของช่วยตักอีกแรก\nตอนแรกเนี่ยก็มีคนคิดนะ เห้ยๆ เราตักน้ำโยนใส่บ่ออื่นไหม ผมก็สนๆนะความคิดนี้ แต่เพื่อนบอกว่าอย่าเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นเปิดกิลด์วอร์ ซึ่งมันก็จริง ยังไม่อยากเปิดสงครามสงกรานต์ตอนนี้\nทำกิจกรรมตักน้ำออกบ่อกันนานมาก สักพักเขาก็สั่งให้หยุด แล้วให้ทุกคนเดินออกไปนั่งประจำที่ ผมนี่เปียกชุมเลย กลิ่นเน่าติดตัว คิดในใจ ถ้าเดินพารากอนตอนนี้เวลาคนเยอะๆนะ คนมันต้องหนีห่างตัวผมอย่างน้อยสามเมตรแน่นอน แบบ เดินคนเยอะๆ แต่รอบตัวผมเป็นเหมือนสุญญากาศอะไรนี้ ไร้ซึ่งคนเข้าใกล้\nส่วนผลการแข่งขันครั้งนี้ก็คือ\u0026hellip; ไม่มี ครูฝึกไม่คิดจะหันมาดูน้ำในบ่อด้วยซ้ำ สุดท้ายก็ให้กลับไปนั่งแล้วนั่งคุยต่อ อ้าว แล้วจะให้แข่งกันทำไม แต่ก็ยังดี หน่วยผมไม่โดนชุบฝุ่นเลย\nหน่วยผมโชคดีอย่าง มันโดนเลื่อนเวลาซ้อมรบ เลยมีเวลานั่งคุยนาน แต่ก็มีอะไรฮาๆนะระหว่างนั้น คือหน่วยสี่กับห้าอยู่ในครูฝึกคนเดียวกัน แล้วจะมีธงซึ่งหมวดอื่นไม่มี นั้นคือธงเทพเจ้าคิตตี้ หรือไม้กากๆมีคิตตี้เป้าลมแฟบๆติดอยู่ปลายไม้\nเราเรียกมันว่าเทพเจ้าคิดตี้ มันจะมีบทสวดอยู่นะ แต่ผมจำไม่ได้ละ ประมาณ \u0026ldquo;โอ้ เทพเจ้าคิตตี้ โปรดช่วยข้าด้วย ช่วยได้ไหม ไม่ โอ้ \u0026mdash; \u0026quot; \u0026mdash; นี่คือเซ็นเซอร์คำหยาบครับ คำว่าอะไรไปคิดเอาเอง\nซึ่งมันก็มีีเว้นท์ครับ คือ ระหว่างที่นั่งคุย พวกหน่วยสองมั้ง ก็เดินมาพร้อมครูฝึก เพื่อจะเอาเด็กมาลงน้ำเหมือนกัน แต่ด้วยความโชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ น้ำมันหมดแล้วไง พอดีพวกผมวิดน้ำหมดแล้ว แต่เห็นรถมาเติมน้ำให้ใหม่อยู่ ไม่รู้ว่าได้ลงน้ำไหม แต่ยังไงๆ น้ำใหม่ก็ดีกว่าอยู่แล้ว\nตอนแรกที่คูฝึกหน่วยนั้นเห็นว่าน้ำหมด เขาเลยเดินมาหาหน่วยผมแล้วบอกว่าทำไมน้ำหมด ครูหน่วยผม (มีครูสองคนเรียกยาก ผมครูหน่วยผมว่าครูหล่อละกัน เพราะเขาดูหน้าตาดีสุดในสี่วันที่ผมเจอละ) เขาบอกว่าพวกผมวิดน้ำไง น้ำเลยหมด อ้าววว โยนขี้กันหน้าด้านๆงี้เลยหรอ ครูคนนั้นเขาเลยหันมาสั่งให้พวกผมหมอบครับ #@$#\u0026amp;$ โดนน้ำไม่พอ เจอหมอบอยู่ดี แล้วเขาก็เดินจากไป\nครูหล่อเขาก็เดินมาถามพวกผม \u0026ldquo;เขาเป็นครูหน่วยเธอหรอ\u0026rdquo; เอ๊ะ ก็เปล่านะครับ \u0026ldquo;แล้วทำไมต้องทำตาม\u0026rdquo; เออๆ ความคิดดี แต่ทำไมไม่บอกก่อนหน้านี้ จากนั้นครูหล่อเขาก็เตี้ยมครับว่าถ้าโดนสั่งอีกก็อย่าทำตาม แหม่ เรื่องกวนตีนแบบนี้พวกผมชอบครับ\nจากนั้นก็ตามแผน อยู่ๆไม่น่าครูหน่วยสองนั้นก็เดินมาด่าๆ แล้วสั่งให้ผมลุกเพื่อหมอบตรงถนน พวกผมก็นั่งเฉย มองหน้านิ่งกัน สักพักเขาก็เริ่มขึ้นเสียง เห้ย! บอกให้ไปหมอบ! พวกผมเริ่มคิดละ เอาไงดี? แต่ก็มองหน้ากันแล้วนั่งเฉยต่อ สันติวิธีไงครับ เย้! แต่ความเสียวมันคือหลังจากนั้นครูคนนั้นก็บอก \u0026ldquo;เดี๋ยวเจอกูแน่ตอนเย็น\u0026rdquo; ซวยละสิ เจออะไร เอาไงดี แต่ก็คิดกันว่าคงแกล้งขู่สินะ ไม่เชื่อเว้ย\nก็จบไปเรารอด แล้วครูหล่อก็เดินมาบอก \u0026ldquo;รู้ไหม ตอนนี้เธออยู่กับครู เธอไม่ต้องทำตามคำสั่งคนอื่น แต่โชคร้ายหน่อย ตอนเย็นครูคนนั้นดูแลกำกับเธอ เพราะงั้นเขามีอำนาจทำอะไรก็ได้\u0026rdquo; อ้าว !@#$$#@ ซ้ำซ้อนจริงๆ แล้วไม่บอกแต่แรกละ\u0026hellip;\nจากนั้นเขาก็เล่าเรื่องนู่นนี่ต่อ เรื่องเขาเยอะมากครับ คุยได้ทั้งวันไม่เบื่อ ตั้งแต่เผากองทัพว่าอีหมวกกันแก๊สที่เราใช้ฝึกกันเนี่ย ผ่านนี้เขาแทบจะเลิกใช้กันแล้ว แล้วปืน m16 ที่กองทัพไทยใช้ ป่านนี้อเมริกาแทบจะเอาขึ้นหิ้ง ส่วนปืนที่ยิงไม่ได้ที่เป็น ปสบ.87 นะ มีค่าไม่ต่างอะไรจากฝืนเลย (ฮา) อันนี้ขำจริง\nแต่เล่าไปไม่นานก็มีเด็กจากหน่วยสองวิ่งมาครับ มันลืมของหรืออะไรสักอย่างนี้แหละ แต่เสียใจ เราหน่วยสี่และห้า ขอเป็นปฏิปักษ์กับพวกหน่วยสอง ครูหล่อเขาเลยสั่งหมอบครับ แล้วให้ลงน้ำ น่าสงสารจริงๆ\nจากนั้นก็รั้งตัวไว้มั้ง เอานี้ลืมๆแหละ แต่จากนั้นมันก็มีพวกคนอื่นวิ่งตามมาเอาตัวกลับ ซึ่งทุกคนจากหน่วยสองที่วิ่งมามันไม่รู้ไง มันเลยไม่กล้าขัดคำสั่ง ก็โดนนะครับ\nสุดท้ายเหตุการณ์แย่งธงก็เกิดขึ้น สร้างความสนุกสนานกันอย่างดี ศึกแย่งธงครับ รักมาก เทพเจ้าคิตตี้\nเพื่อนตอนเช้าเล่าให้ฟังด้วยว่ามันไปบูชาเทพเจ้าคิดตี้กับหัวหน้ากองพันมั้ง แล้วโดนสั่งทำโทษ ระหว่างทำโทษมันก็ยังตะโกนเรียกเทพเจ้าคิตตี้ (ฮา) ซึ่งครูสุดหล่อนั้นเขาก็เดินมาเหมือนจะช่วย แต่พอเจอคนยศใหญ่กว่าพี่แกก็หลบเข้าพุ่มไม้ทันที ปล่อยให้เพื่อนผมโดนทำโทษ จากนั้นครูหล่อก็แอบเดินมาอยู่ข้างหลังหัวหน้าครูที่สั่งทำโทษเพื่อนผม ยืนกินไอติมสบายใจเลยครับ\u0026hellip;\nแต่นั้นผมไม่โดน คือดีครับ\nนั่งอยู่นั่งคุยกันนานมาก มันก็มีปวดฉี่กันบ้าง เพื่อนผมและผม และเพื่อนๆอีกหลายคนก็มีขอฉี่กันครับ โดยปกติเราจะฉี่เข้าพุ่มไม้ ลับๆตาคน แต่รอบนี้เขาไม่ให้ เขาบอกมันใกล้จุดนั่งเกิน ให้ไปฉี่ตรงถนน\u0026hellip;\nคือถนนมันติดกับไร่ เหมือนจะเป็นไร่อ้อยมั้ง แต่ไม่มีอ้อยหรืออะไรเลย ไร่คงพึ่งโดนตัดไป มันเป็นทุ่งโล่งครับ โล่งมาก โล่งระดับโล่งไปเห็นภูเขาอีกลูกเลย เขาให้ยืนฉี่แล้วหันหน้าไปทางทุ่ง อื้อหือ เกิดมาไม่เคยเจอการฉี่ที่วินเทชขนาดนี้มาก่อน\nตอนก่อนหน้านี้เพื่อนผมฉี่ ผมก็หัวเราะไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนผมปวดเลยขอฉี่บางนี้รู้สึกเลย คือไม่มีอะไรกั้นระหว่างเราซึ่งฉี่อยู่กับเพื่อนที่ฉี่ข้างๆนอกจากระยะทาง เลยต้องอาศัยทิศทางบังสายตากันนิดหน่อย\nเป็นการฉี่ที่วิวดีที่สุดเท่าที่เคยทำ ลมเย็นด้วย กลัวลมพัดฉี่ย้อนหาตัวมากอันนี้แต่ก็พยายามฉี่ให้เสร็จแล้วกลับไปนั่ง\nเวลาเกือบชั่วโมงก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วกับหลายๆอย่าง ทีนี้เข้าเนื้อหาฝึกบ้างละ ถึงเวลาหน่วยผมต้องออกไปซ้อมรบละ ทีนี้เราก็จัดขบวนแนวรบตามที่เรียนกันมา หมู่ปืนเล็ก บลาๆๆๆ อะไรนั้นแหละ\nแล้วก็เริ่มซ้อม การฝึกซ้อมไม่มีอะไรมาก แค่วิ่งไปข้างหน้า พร้อมกับเสียงซาวน์เอฟเฟ็คระเบิด ครูเขาเล่าว่ามันเป็น TNT ไม่มีสะเก็ดระเบิด มีแค่เสียง\nฝึกซ้อมก็เดินๆไปพร้อมแบกปืนท่าพร้อมยิง พอได้ยินเสียงระเบิดให้กระโดดหมอบแบบตามในหนังละ แล้วประทับปืนเล็งไปด้านหนัง (ใครอยากรู้มากเปิดหนังพวกวัน D-Day ดู) จากนั้นก็ลุกเดินต่อสลับวิ่งบ้าง แล้วก็มีหมอบบ้าง หมอบนี้ใช้ตอนที่จะเจอลวดหนาม ซึ่งมันจะมีแนวให้หยุดวิ่งพักแล้ววิ่งต่อ โดยครูฝึกเขาจะกำกับให้เราตลอด ง่ายๆไม่ยาก\nแต่สิ่งขีดขวางเริ่มมาละ มันก็คือสุดที่รักของทุกคน ลวดหนาม ถ้าใครอ่านบล็อกผมตอนก่อนหน้านี้จะรู้ว่าพวกผมเจอลวดหนามมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ขอบอกเลยว่ารอบนี้โหดกว่าเยอะ เตี้ยกว่า ไกลกว่า เยอะกว่ามาก ย้ำว่ามาก\nก็ไม่ต้องทำอะไรมาก สนามรบไม่เน้นพูด เน้นทำ (ดูหล่อขึ้น 123%) คลานหงายไป พร้อมเอาปืนดัน รู้สึกเลยว่าไกลมาก แต่โชคดี ผมตั้งใจเรียนไง เลยทำได้ดี พ้นมาไม่เร็วมาก แต่ไม่ช้ามาก ก็เลยวิ่งไปอยู่แนวรบอันต่อไปได้\nจากนั้นก็วิ่งด้วยการโผออกไป พร้อมกับเล็งปืนแล้วยิง แต่ไม่ต้องห่วง อย่างที่บอกปืนที่พวกเราใช้ทำอะไรไม่ได้นอกเป็นเป็นฝืน เสียงปืนเราเลยต้องจำลอง ปังๆๆ เปี้ยง โป้ง ก็แล้วแต่ปากทุกคนจะทำได้\nสุดท้ายฝ่ายบุกเก่งครับ ฝ่ายตั้งรับเลยต้องถอยกลับ ไม่ใช่ๆ ความจริงเนื้อหาฝึกคือให้ฝ่ายตั้งรับได้ฝึกการถอยด้วย เขาเลยให้เนื้อเรื่องประมาณว่าเราบุกชนะ\nเมื่อฝ่ายตั้งรับถอยออก เราก็ชนะ จบการฝึกครับ เย้\nตอนเย็นนี่ไม่มีอะไรมากละ พักนานมาก รวมแล้วก็ฟังจ่านรกบรรยายความรู้สึก แล้วก็คุยเล่นไปเรื่อย แต่ความตื่นเต้นอยู่ระหว่างนี้ครับ\nตอนที่เรานั่งฟังจ่านรกพูดอยู่ อยู่ๆครูหน่วยสองคนนั้นก็เดินมา เรียกพวกที่ขัดคำสั่งก่อนหน้านี้ แบบ.. ซวยละสิ จะโดนอะไรไหม แต่โชคดีครับ พี่แกจำได้แค่หน่วยสี่ (ฮา) หน่วยห้าพวกผมเลยรอด\nอันที่จริงหน่วยสี่ที่โดนเรียกก็ไม่ใช่อะไร เขาแค่เรียกไปเป็นตัวอย่างการถอยร่นแบบไม่มีความกดดัน หรือก็คือการถอยกลับสู่ฐานที่มั่นปกติ\nพอจ่านรกพูดบลาๆๆๆๆ เสร็จ ก็ถึงเวลากลับ ประมาณหกโมงมั้งตอนนั้น แต่รอบนี้ไม่ใช่การเดินกลับปกติ เขาให้เราถอยร่นแบบไม่มีความกดดัน กลับ\nต่างกันไงจากปกติ ผมก็ไม่ทราบมาก เพราะตอนนั้นฟังบ้างไม่ฟังบ้าง แต่ก็คือปกติเวลาเดินกลับก็เดินเป็นสาม สี่แถวว่ากันไป แต่ตอนนี้เขาให้เดินเงียบๆเพื่อไม่ให้ข้าศึกรู้ (คือเขาขนไก่มันจะมีข้าศึกไหนอีกนอกจากในไส้ตรงข้าพเจ้า) และเดินเป็นแถวเดี่ยว หนึ่งคนพร้อมจับกระเป๋าคนหน้าไว้ เพราะเดี๋ยวหลง\nพอเริ่มเดินก็รู่สึกเลยว่า มืดจริง ถ้าหลงขึ้นมาก็ฉิบหายวายวอดแน่นอน ก็เดินจับกระเป๋าคนข้างหน้าไปเรื่อยๆ สลับกินน้ำนิดหน่อย เพราะเหนื่อยๆไงไม่รู้ จนเดินมาถึงประตูน้ำ ประตูน้ำก็จริง แต่มันก็ใหญ่มากนะ ผมชอบเรียกมันว่าเขื่อนซะมากกว่า\nพอถึงเขื่อนเขาก็ให้หยุดรวมพล นับคนเพื่อเปลี่ยนมือผู้ดูแลกลับสู่อ้อมอกของกองพักปกครอง พูดเลย ไม่รู้อยู่กับใครดีกว่ากันแน่ จากนั้นก็เดินกลับกองพัน\nจังหวะนั้นจ่านรกเขาก็ขึ้นมอเตอร์ไซต์ แล้วบอกลาพวกเรา โบกมือให้แล้วขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปโดยไม่หันกลับมามอง โหหหหห หล่อมาก เป็นครั้งเดียวที่ผมมองจ่านรกว่าหล่อ เหมือนในการ์ตูนญี่ปุ่นเลยจริงๆ\nกลับถึงกองพันละจ้า! รู้สึกเลยว่ากองพันนี่สบายกว่าการอยู่บนเขามากมาย คืนนี้ได้อาบน้ำ ซึ่งผมก็ต้องอาบแน่นอน\nแต่ปัญหาคือคนที่เยอะมากของกองพันผม กับปริมาณน้ำที่น้อยมากของกองพัน น้ำมันไม่พอครับ!\nตอนผมเข้าไปครั้งแรกนี่แบบ เหมือนรถขนหมูเลย คนอัดกันแน่นมาก ผมก็เลยรอจนคนเริ่มน้อยแล้วเข้าไป ครับ ปรากฏน้ำหมด\u0026hellip;\nคือ อะไรเนี่ย ทำไมไม่ดูแลระบบน้ำให้ดีกันไม่รู้ น้ำหมดไม่ว่า น้ำมันไม่ไหลเพิ่มด้วยไง น้ำไหลช้ามากเลย แต่โชคดีมันเป็นแค่โรงอาบน้ำเดียว ตอนแรกก็กะจะอาบโรงนี้ แต่ยอมเบียดคนเยอะไปอาบอีกโรงดีกว่า\nเพื่อนผมที่อาบโรงแรกกันนี่แบบ ประหยัดน้ำมากอะ น้ำขันเดียวมันอาบได้ทั้งตัว ผมนี่ไม่ไหวจริงๆ เลยไปอยู่อีกโรง\nอีกโรงนี้น้ำก็หมดครับ แต่น้ำไหลดี โชคดีไป ก็ต้องแบ่งปันน้ำกัน สลับเอาขันรองน้ำไว้ แล้วค่อยๆราดตัว อย่างน้อยก็ชื่นใจกว่าโรงแรก\nก๊อกที่ผมใช้มันมีคนต่อประมาณห้าหกคนอะครับ ก็ต้องสลับกันรองน้ำอาบ หรือบางทีถ้าเพื่อนกำลังจะอาบ เราก็จะใช้วิธีไปยืนอยู่หลังเพื่อน รอรับส่วนบุญส่วนกุศลของเพื่อนตกมาถึงเรา\nน้ำหนึ่งขันสำหรับวันนั้นนี้มีคุณค่ามากนะ ต้องค่อยๆราดลงตัว ช้าๆ อย่าเร็วเดี๋ยวหมด\nอาบเสร็จออกมา ถามเพื่อนผมเห้ย รวมกี่โมงอะ ตอนนั้นเพื่อนมันบอกรวม 22.50 น. ผมก็โอ้ ให้นานแหะ สงสัยใจดีให้เราพัก พวกผมก็เลยไม่รีบ แต่ครับ อยู่ๆไม่นานจากนั้นเขาก็เป่าเรียก เพื่อนบางคนนี่ยังแต่งตัวไม่เสร็จเลย ผมนี่โชคดีแต่งเสร็จแล้ว เลยรีบไปนั่งรวม ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยตอนนั้น\nระหว่างรวมก็เต็มไปด้วยเสียงระงมคุยกัน \u0026ldquo;เห้ยๆ ทำไมอยู่ๆรีบเรียกรวม\u0026rdquo; แต่คุยไม่นานก็โดนสั่งให้เงียบ แต่ที่น่าสงสารกว่าพวกผมก็คือพวกที่ยังอยู่ร้านอาหาร มันไม่รู้ไง อยู่ๆเรียกรวมก่อนเวลา พอมันวิ่งกลับมาก็เลยโดนให้หมอบคลานมา แย่มากเลยตอนนั้น\nกลายเป็นเสียงกระซิบกันในหมู่เด็กเลยระหว่างที่รวมตอนนั้นว่าทำไมเรียกรวมก่อนเวลากันแน่ ซึ่งก็มีเด็กค้านๆกันนะว่าทำไมรวมก่อน ตอนนั้นพึ่งสามทุ่มกว่ามั้ง ไหนบอกรวม 22.50น.\nเคลียร์กันไปมาจนกระทั่งทราบว่า อ่อ ครูฝึกบอกเวลาผิด ไม่ได้จะรวม 22.50 แต่จะรวมสามทุ่มกว่า คือเด็กทุกคนนี่แบบ @!\u0026amp;^#%@$\nจากข้อพิพาทนั้นเหล่าเด็กน้อยอย่างเราก็ไม่ได้รับอะไรนอกจากคำขอโทษ แล้วอ้างว่า เป่าแล้วต้องรวม ไม่ว่าจะกี่โมง อ้าววว! แล้วพวกอยู่ร้านอาหารมันไม่ได้ยินไง\nผมก็ไม่เป็นไร คือไม่ได้รับผลกระทบไง แต่สาสารพวกที่โดนคลานมา เพราะหลายๆคนอาบน้ำหมดแล้วด้วย กลายเป็นเละเหมือนเดิม\nจากนั้นก็กล่าวอะไรนิดหน่อย แล้วก็ขายของครับ (ฮา) ขายเสื้อยืดรด. ลายสวยดี แต่ผมไม่ซื้ออะ แล้วก็ส่งเสื้อซักด้วย กรณีมีคนอยากซักเสื้อ\nแล้วก็เข้านอนราตรีสวัสดิ์..\nแต่เดี๋ยวก่อน นั้นมันสำหรับคนอื่น สำหรับคืนนี้พวกผมต้องเป็นเวรครับ.. ผมเป็นเวรกับเพื่อนอีกคน ตั้งแต่ 23.00 - 01.00 นาฬิกา ประจำหน้าห้องอาบน้ำครู\nบอกเลยว่าสองชั่วโมงนี้ไม่ว่างมาก แต่ก็มีอะไรนิดหน่อย เช่น เสียงอะไรไม่รู้ตรงพุ่มไม้ เหมือนมันวิ่งๆอยู่ แต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นกิ้งก่ามั้ง\nหนึ่งชั่วโมงผ่านไป ชั่วโมงต่อมาไม่ว่างแล้วครับ โดนครูใช้ล้างห้องน้ำ\nไม่รู้ผมเป็นอะไรกับห้องน้ำรด. ตอนเข้าชนไก่เมื่อปีสอง ผมก็โดนเวรห้องน้ำ แล้วก็โดนล้างห้องน้ำ ปีนี้ก็เหมือนเดิมเลย\nแต่โชคดี การล้างห้องน้ำทำให้เราได้กินน้ำเย็นฟรี เย้ๆ บอกเลยน้ำเย็นๆในรด.นี่หายากมาก\nล้างห้องน้ำแล้วก็อู้นิดๆหน่อยๆ โชคดีห้องน้ำครูมันสะอาด(มาก)อยู่แล้วเลยไม่ต้องทำอะไรมาก\n01.00 นาฬิกา ถึงเวลาเปลี่ยนเวร แต่แย่มากตรงที่เวรต่อจากผมมันมาช้ามาก ไม่รู้ทำอะไรกันอยู่ ทำให้คืนนั้นผมได้นอนตอน 01.30 นาฬิกา ดึกมาก วันพรุ่งนี้ต้องตื่นตีสี่ กลายเป็นคืนที่ได้นอนน้อยที่สุดละ\n- จบวันที่สี่ -\nจบแล้ววววว กับวันที่สี่ บอกแล้ววันนี้พีคมาก เรื่องให้เล่าเยอะครับ อีกวันเดียวก็จะได้กลับบ้านแล้ว\nตอนเอามาเล่าอย่างนี้มันก็ดูสนุกนะครับ แต่ถ้าให้กลับไปเข้าค่ายใหม่ก็ไม่เอา ยกเว้นเอาเงินล้านมาตั้งตรงหน้า\nครั้งหน้าตอนสุดท้ายละ ขอขอบคุณทุกคนที่ยังตามอ่านกันนะครับ\nดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 1) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 2) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 3) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4.5) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 5) ป.ล. ขอบคุณภาพจาก [Shinawatra Ngamlamai]\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/khaochonkai-part-4-dot-5/","summary":"\u003cp\u003e\u003cem\u003e\u003cstrong\u003eโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง\u003c/strong\u003e\u003c/em\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกลับมาเขียนต่อละ นี่ขยันขึ้นเพราะอีเว้นท์ yearbeast dota2 มันจบละ เศร้าเลย ได้เช็ตมานิดเดียวเอง ( ;w;)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003e- วันที่สี่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ครึ่งบ่าย -\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ ปริศนาที่ยังคาใจก็ยังไม่หายไป ทำไมพวกที่ไปอยู่ฝ่ายบุกเมื่อเช้ามันกลับมาตัวเปียกหน้าเปื้อนโคลนขนาดนั้น\u0026hellip; เลยนั่งคุยกับกับกองตัวเอง ก็คิดกันไปว่า สงสัยมันมีส่วนที่ต้องโดดลงน้ำมั้ง แต่สักพักมันก็มีพวกที่ไปแอบรู้มาก่อนเล่าให้ฟังว่า มันไม่ได้โดนทุกคน จะมีโดนแค่บางส่วน ครูฝึกให้โดดลงบ่อ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นหมายเลข 4 กับ 5 นี่แหละ แต่ชื่อนำหน้าจำไม่ได้ ปกติจะนำหน้าเลขว่า อินทรี อะไรพวกนี้)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eผมนี้เครียดเลย ภาวนาขอให้ตัวเองไม่โดน แต่เดี๋ยวก็คงรู้ละ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eพอช่วงบ่ายก็กลับมารวมอีกรอบ รอบนี้พวกผมก็จะกลายเป็นฝ่ายบุกละ ส่วนพวกฝ่ายบุกเมื่อเช้าจะไปตั้งรับ (ฝ่ายตั้งรับกากครับ เจอฝ่ายบุกจนต้องร่นถอน ว่าไปนั้น อันที่จริงมันเป็นเนื้อหาฝึกของเขา)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eพวกผมก็เริ่มเดินไปตามครูฝึกเรื่อยๆ เดินไกลกว่าตั้งรับมากครับ นี่คิดในใจ มันจะให้ไปเริ่มบุกจากไหนเนี่ย ตีนเขาหรอ แต่ไม่ใช่ ให้เราเริ่มบุกจากแนวถนนสุดขอบไร่ของคนแถวนั้น แต่ดีครับ มีต้นไม้ร่มเงา เราก็ไปนั่งรอกัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eโดยระหว่ารอบุก เขาก็ให้เรานั่งคุยเล่นไปเรื่อย แล้วครูฝึกก็เล่านู่นนี่ เล่าทุกอย่างตั้งแต่ประวัติตัวเอง เผากองทัพให้ฟังเล่น ยันเรื่องความรักฟันสาวมาแล้วกี่คน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eแต่โชคไม่มีสำหรับคนที่คุยเท่าไหร่ คือเพื่อนผมสามคนมันคุยกันครับ แล้วครูฝึกเห็นเลยเรียกให้ยืนขึ้น และนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสามคนนั้นถูกเชิญ ไม่ๆ ถูกบังคับให้เดินไปทางขวาของจุดที่ผมนั่งอยู่ เดินเลยออกไป ผมจะมองไม่เห็น เพราะมีแนวต้นไม้ขวางอยู่ สามคนนั้นโดนทำโทษเรื่องคุยกันครับ แต่ไม่ใช่การหมอบ หรือกลิ้งแน่นอน เขาให้โดดลงน้ำครับ\u003c/p\u003e","title":"ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4.5)"},{"content":"โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง\nหายไปเนิ่นนานต้องกราบขอโทษงามๆสักสามครั้ง เพื่อนหลายก็ก็หาว่าอู้ คือ ผมไม่ได้อู้นะครับ แต่พอดีสัปดาห์ที่ผ่านมาติดสอบปลายภาคอยู่ แล้วก็งานปัจฉิมอีก เลยเป็นสัปดาห์ที่วุ่นวายพอสมควรเลย และอีกอุปสรรคคือ\u0026hellip; ติด Dota 2 ครับ นี่จริงจังนะ พอดีมันกิจกรรมมาไง เลยต้องรีบ (ฮา)\nมาเขียนต่อเลย แต่สำหรับพาร์ทนี้แนะนำว่าให้อ่านหลังกินข้าวนะครับ เพราะมันมีอะไรแหยะๆด้วย\n- วันที่สี่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 -\nวันที่สี่ ก็ตื่นประมาณ 3.40 นาฬิกา อันที่จริงครูฝึกให้ตื่นตีสี่ แต่กลัวมันไม่ทันไง รองเท้าก็ใส่ยาก เก็บของอีก เลยต้องตื่นก่อน\nตื่นมาเคลียร์ตัวเอง ก็ไปรวมกองพันเตรียมเดินทางต่อ อ่าาาาห์ วันนี้วันที่สี่ละ พรุ่งนี้ก็กลับบ้านแล้ว ดีใจๆ แต่อย่างที่รู้กัน วันนี้เขาบอกว่ามันเป็นวันที่หนักที่สุดละ เพราะคุณจะเจอกับเซเลบลิตี้ประจำเขาชนไก่ จ่านรก นั้นเอง\nรวมกองพันเสร็จก็เดินไปสถานีของจ่านรกต่อ ทางเดินมืดๆเหมือนเดิม มองซ้ายมองขวาคือไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ไหน หลงทีแบบตายแน่ๆ ตายแน่นอน\nแต่เช้าวันนี้มันไม่เหมือนเดิมเท่าไหร่ เพราะดันมีปรากฎการณ์ธรรมชาติเกิดขึ้นนั้นก็คือ ผมปวดอึครับ หรือเรียกบ้านๆก็ปวดขี่นั้นแหละครับ อั้นมาสามวันละ กะว่าจะกลับไปอึที่บ้านไง กลายเป็นต้องเดินไปอั้นไป แบบทรมารมาก พูดเลยว่าจ่านรกจะมาทำอะไรผม ผมว่าก็คงไม่ทรมารเท่ากับการอั้นอึขณะเดินทางละ\nเดินไปเรื่อยๆ สำหรับคนอื่นๆมันก็คงเหมือนเดิมนะ แต่สำหรับผมมันคือนรกชั้นดีกับการต้องต่อสู้กับข้าศึกที่ประชิดประตูอย่างเต็มกำลัง\nระหว่างเดินไปเรื่อยๆผมก็เริ่มสังเกตเห็นว่าทางซ้ายมีผมมันเป็นทุ่งโล่งๆ แบบโล่งมาก ยาวและกว้างด้วย เลยเริ่มเอะใจละ ใกล้ถึงแล้วแน่ๆ และใช่ครับ มันก็ถึงละ\nเมื่อถึงสถานีจ่านรก (สถานี 33 มั้ง) เขาก็นับพล เรียกวางกระเป๋าและเตรียมช้อนกับถาดเพื่อกินข้าว ผมก็เดินไปรับข้าว แล้วไปนั่งกินกับเพื่อน แต่คือถึงแม้จะนั่งกินข้าวแต่ข้าศึกก็ไม่ลดละที่่จะทลายประตูทวาร\nวันนั้นเป็นซุปไก่ หรือต้มจืดไก้ ผมไม่รู้เขาเรียกว่าอะไรลืมชื่อ ที่มันมีน่องไก่ มันฝรั่ง อะไรพวกนี้อะ เออ แต่อีกอย่างจำไม่ได้ แต่ตอนที่กินมันฝรั่งนี่ผมแทบอ้วก ไม่ใช่ว่ามันไม่อร่อยนะ แต่คือเหมือนมันอั้นอึแล้วมันแบบ ตอนนี้ไม่อยากรับอะไรเพิ่มเข้าท้องอีกแล้ว กินไปนี่เกือบอ้วกต้องรีบคายออก แต่แปลก กินอย่างอื่นได้ปกติ\nกินเสร็จก็ล้างจาน แต่จังหวะนั้นคือที่สุดของชีวิตละ ไม่ไหวจริงๆแล้ว ผมรีบๆล้าง แต่กะละมังที่เป็นน้ำยาล้างจานมันช้ามาก ผมเลยช่างมันละ คิดในใจจานไม่สะอาดไม่เป็นไรตอนนี้ขอแค่อึไม่ราดกางเกงพอ ผมเลยข้ามไปเอาถาดจุ่มๆน้ำแล้วล้างน้ำร้อนวิ่งกลับไปที่กระเป๋าจะเอาถาดไปเก็บ\nแต่คิดหรอว่าจะทำได้ ไม่ครับ ตอนนั้นแค่ให้วิ่งไปเก็บถาดยังแทบจะไม่ไหวเลย แล้วแบบมองไม่เห็นด้วยว่ากระเป๋าวางไว้ตรงไหน มืดมาก ผมเลยต้องใช้มิตรภาพเข้าช่วย ฝากถาด!\nจังหวะนั้นต้องขอขอบคุณเพื่อนจากโรงเรียนอัสสัมชัญ สมุทรปราการ เห็นจะได้ ผมฝากถาดเขาแล้วบอกว่า \u0026ldquo;เห้ย ฝากถาดหน่อย พอดีเราปวดท้องไม่ไหวแล้วจริงๆ\u0026rdquo; แล้วเขาก็ไม่ถามอะไรก็บอกได้ๆ โหยยย ผมรักเพื่อนคนนี้เลย\nฝากถาดเสร็จจังหวะนั้นคือห้องน้ำอยู่ไหน ซึ่งแน่นอนครับ ห้องน้ำตามสถานีนี่มันแย่มาก จังหวะที่วิ่งไปห้องน้ำภาพแย่ๆของห้องน้ำมันสลับไปมาในหัวอารมณ์หนังแนวดรามาดาร์คๆ แต่ตอนนั้นแบบ เออแบบไหนก็มาเถอะ\nวิ่งไปถึงห้องน้ำ ห้องน้ำที่เขาชนไก่เป็นแบบสังกะสีโง่ๆ ถ้าคุณยืนมันจะปิดได้แค่ถึงบริเวณหน้าท้องคุณ (ผมสูง 163 เซนติเมตร) และประตูที่ล็อกไม่ได้\nห้องน้ำมีสองฝั่ง ซ้ายกับขวา ผมวิ่งเข้าซ้าย พอเห็นห้องน้ำปุ๊ปนี่แทบอ้วก ห้องแรกแบบ ทุกอย่างจากนรกมันกองอยู่ตรงโถลามไปถึงที่เหยียบอะ แต่จังหวะนั้นยังมืด เลยไม่เห็นรายละเอียดมาก อันที่จริงก็ไม่อยากเห็น\nผมเลยวิ่งไปอีกห้อง ห้องนี้มันก็มีเศษสากวัฒนธรรมโบราณอยู่ในโถอะ (โถแบบนั่งยองนะ) แต่ยังดีคือมันไม่โกงถึงที่เหยียบ จังหวะนั้นแบบ ผม! ไม่! ไหว! แล้วจริงๆ!\nเข้าเลยครับ ถอดกางเกงนั่งยองๆ แล้วเอามือดึงประตูห้องน้ำไว้ ไม่กล้าดึงแรงมาก กลัวมันหลุดเข้ามา\nจังหวะนั้นคุณต้องใช้เทคนิคโลกสวย การมโนขั้นสูงสุดของคุณ เงยหน้ามองดาวบนท้องฟ้าแล้วมโนว่า ใต้ตูดคุณมันไม่มีอะไร มันมีแค่น้ำ มันไม่มีมีอึกองโตนอนรออยู่ (อันที่จริงก็เกือบอ้วก) แต่กลิ่นต่างๆมันก็เตะจมูกคุณขึ้นมา คุณก็ต้องหายใจทางปากสลับจมูกไป อันนี้แล้วแต่เทคนิค\nจังหวะนั้นผมกำให้กางเกงในติดแน่นกับกางเกงเลย กลัวมันเละมาก กลัวสุดขีด ถ้าเละไม่รู้จะทำไงแล้ว\nสวรรค์วิมารก็มา ปู้ดป้าด! กันระดับออร์เครสต้า แล้วมีวงโยธวาธิตมาเล่นข้างๆ\nรู้เลยว่าผมนี่ต่อยอดความสำเร็จของคนก่อนแน่ จังหวะนั้นภาวนาแค่อย่าให้มันล้นจนมาโดนตูดผมก็พอ\nพอถ่ายเสร็จ วิมารดินก็ผ่านไป กลับมาสู่นรกกับความจริงแปป\nคือเมื่อกี้ผมวิ่งมาด้วยความรีบ แล้วก็ปกติไม่ได้เข้าห้องน้ำรด.อยู่แล้ว เลยไม่ได้พกของสำคัญมาด้วย\n\u0026ldquo;กระดาษทิษชู่\u0026rdquo;\n\u0026hellip;. นี่มันเป็นความอัปยศสูงสุดของชีวิตผมเลยก็ว่าได้ จังหวะนั้นไม่กลัวความอับอายในชีวิตอีกละ ผมตะโกนออกไป \u0026ldquo;เห้ยย! ใครมีทิษชู่บ้าง ขอหน่อย\u0026rdquo; มันก็มมีคนนึงนะ ตะโกนกลับมา \u0026ldquo;กูก็ไม่มีเหมือนกัน\u0026rdquo; อ้าว!?\nถ้าคุณเคยดูหนังแนวภัยภิบัติมันจะมีฉากที่ผู้ประสบภัยนอนอยู่ใต้ซากปรักหักพังตะโกนขอความช่วยเหลือใช่ไหมครับ นั้นแหละผมเลย \u0026ldquo;ใครมีทิษชู่บ้าง\u0026rdquo; ผมตะโกนวนไปวนมาเรื่อยๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมาอีกเลย\nกลายเป็นเรื่องเศร้าปนแค้นยามเช้า ไม่มีทิษชู่เช็ดตูด และไม่มีใครเหลียวมอง ตอนนั้นมันกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการตัดสินสูงสุดของชีวิตล่ะว่าคุณจะเสียสละอะไร ผ้าเช็ดหน้า หรือ กางเกงใน\nพูดเลยชีวิตผมไม่เคยลงมาต่ำสุดขนาดนี้มาก่อน นึกถึงกระทู้พันทิปกระทู้นึงที่มีคนบอกว่ามันเอาทะเบียบบ้านเช็ดตูดเลยจริงๆ\nตอนนั้นก็กลายเป็นเวลาแห่งนักปราชญ์ (หลายอารมณ์มากตอนนั้น โกรธ มีความสุข เศร้า การตัดสินแห่งชีวิต) ผมควรเอาอะไรเช็ดก้น นั่งคิดว่า เออ เรามีกางเกงในเยอะนะ เราน่าจะเอามาเช็ดได้ แต่เดี๋ยวครับ กางเกงในติดอยู่ที่ขา เอาออกมาไม่ได้\nนั้นแหละครับ มันเหลือทางเลือกเดียว ผ้าเช็ดหน้า ผมก็คิดละ เออ ผมเอาผ้าเช็ดหน้ามาห้าผืน แต่นี้ใช้แค่ไม่กี่ผื่น เหลือเฟือ งั้นเอาผ้าเช็ดหน้าละกัน\nกลายเป็น \u0026ldquo;ช่วงที่ดีที่สุด\u0026rdquo; ตัดสินพร้อมน้ำตา ล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าข้าง แต่แบบต้องพยายามอย่าให้ขาตัวเองเลื่อนมาก เดี๋ยวโดนอึที่กองอยู่\nถ้าคุณคิดว่ามันจบแล้ว? ไม่ครับ คือตอนที่ผมเริ่มเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดก้นเนี่ย มันรู้สึกว่ายังไม่สะอาด ต้องการเช็ดอีกรอบ พอเงยผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา มันติดคราบมาด้วยอะครับ แบบร้องไห้ได้ไหม แล้วจะพลิกด้านหรอ ไม่ได้สิ มือเลอะอึพอดี ไม่รู้ไงละ เลยพยายามกลับด้านผ้าเช็ดหน้าแล้วเช็ดซ้ำ\nแต่ที่ตื่นเต้นคืออะไรรู้ไหมครับ เราไม่รู้ว่ากองอีที่นอนสงบใต้ก้นเรามันสูงแค่ไหน ผมนี่ภาวนาอย่างหนักเลย ขออย่าให้มือไปปาดยอดทองคำนะๆๆๆๆ แต่สุดท้ายก็ไม่โดน\nเสร็จ! ลุกขึ้นดึงกางเกง แต่งตัวนิดหน่อยแล้วเนียนๆเดินออกไป เสมือนว่าเมื่อกี้เราไม่ได้ไปเยี่ยมนรกมา เดินไปกวักน้ำล้างมือ\nจังหวะนั้นล้างมือหนักมากแบบ มือผมนี่ต้องไม่มีเชื้อโรคแม้แต่ตัวเดียวติดไปแน่นอน ล้างนานมากจนมั่นใจอะ แล้วเดินออกไป\nแต่แปป ผมลืมไปอย่าง ผมลืมราดน้ำ แต่คือขอโทษด้วยจริงๆครับ ขอโทษคนที่มาใช้ห้องน้ำต่อจากผมด้วยมาก คือ ผมไม่รู้มันเอาถังน้ำมาราดจากไหน ผมคิดว่าอึแล้วไม่ต้องราด (ดูเป็นความคิดที่โง่มาก เพราะหาถังไม่เจอ) ผมเลยเดินออกมาเลย พึ่งมารู้อีกทีตอนเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง\nโอ้ยยย เป็นจุดต่ำสุดของชีวิตเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่เกิดมา 18 ปีไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน แต่ก็ดีครับ หลังจากนั้นคือแบบโล่งเลย คิดในใจ จ่านรกหรอ จัดมาให้หมด รับได้ทุกอย่างอะตอนนี้\nผ่านพ้นนรกมาได้ ทุกอย่างในโลกก็ดูแจ่มใส เดินไปคุยเล่นกับเพื่อนสบายละครับ\nสว่างละ ก็เรียกรวมเหมือนเดิม ก็ระเบียบแถวนิดหน่อย ไม่นานก็ได้ยินเสียงช็อปเปอร์ มอเตอร์ไซค์อะ ขับมา โหหห แถบจะเป็นเสียงสัญญาณเลยว่า จ่านรกมาแล้ว แต่ตอนนี้เห็นบอกว่าเลื่อนเป็นหมวด ก็เลยเรียกว่า หมวดนรก แทน\nตอนที่จ่านรกมาทุกคนที่มองเป็นสายตาเดียวกันเลย ครูฝึกก็เดินลงไปจากแท่น แล้วจ่านรกก็ขึ้นมาแทน รูปร่างอ้วนใหญ่ ก็เหมือนคนอื่นๆ พูดระเบียบ แนะนำตัว แต่เขาบอก เขาไม่ใช่จ่านรก ซึ่งพูดไปก็ไม่มีใครสน เพราะเอกลักษณ์ขนาดนี้มันจ่านรกแน่นอน (เพื่อนบอกว่าเขาจะชอบเปิดตัวโดยบอกว่าเขาไม่ใช่จ่านรก)\nเปิดมาเจอคนดังขนาดนี้ การต้อนรับย่อมไม่ธรรมดา เห็นครูฝึกเขาเรียกกันว่าการรับน้อง เปิดมาเจอเลยครับหมอบ คลาน กลิ้ง วิดพื้น หงายท้อง ทุกกระบวนท่าที่เคยเรียนมาแต่ปีหนึ่งถูกใช้หมดในไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง นี่มันอะไรกัน\u0026hellip;\nแต่ที่โหดคือตอนคลาน จากจุดที่ผมนั่งรวม มองตรงไปจะเห็นทุ่งสนามฝึก กับต้นไม้ ห่างประมาณเกือบร้อยเมตรมั้ง เขาให้พวกผมคลานไปพร้อมปืน แบบจังหวะนั้น เสื้อหลุด แว่นเละ ตัวเลอะเทะมาก ฝุ่นแถวนี้ละเอียดมากครับ ต้องปิดปากขณะคลานเลย ไม่งั้นสำลักแน่ๆ\nคลานไปสักพักเหมือนจะไม่ทันใจ เปลี่ยนเป็นสั่งกลิ้ง จังหวะนั้นก็เข้าใจเลยโลกหมุนคืออะไร แบบมันหมุนจริงๆ\nแล้ววิดพื้นนี่ก็เป็นอะไรที่ใช่เล่น อันที่จริงมันก็เล่นๆจริงๆนั้นแหละ เริ่มจากวิดพื้นหนึ่งครั้ง แล้วก็สองครั้ง แล้วก็สามครั้ง สี่ ห้าครั้ง ไปเรื่อยๆ ตอนแรกพวกผมก็จริงจังกันนะ ขึ้นสุดลงสุด ไปๆมาๆ พี่แกเอาฮานี่ว่า เท่านั้นแหละครับ เข่าติดพื้น โยกแต่หัวขึ้นลง โอ้เย้ นึกว่าฟังเพลงร็อก\nนั้แหละครับรับน้อง เสื้อผ้ากางเกงนี่เละเลย กลายเป็นชุดรด.สีเขียวน้ำตาล\nแต่เรื่องดีๆในฐานนี้ก็มีนะครับ คือจ่านรกบอกว่า ฐานนี้โหดสุดก็จริงนะ แต่ได้พักนานสุด ซึ่งก็ตามนั้นแหละครับ พักนานจริง\nโดยหลังจากโดนรับน้องเป็นที่เรียบร้อยก็แบ่งสาย โดยแบ่งเป็นฝ่ายรับและเข้าตี ผมได้อยู่ฝ่ายตั้งรับในตอนเช้า พอจัดกองเสร็จก็เดินไปจุดตั้งรับ โชคดีมากที่ผลัดผมคนมันเยอะ ป้อมของฝ่ายตั้งรับเลยไม่พอสำหรับทุกคน ซึ่งบางส่วนก็ไม่ต้องฝึก แค่นั่งดู และโชคนั้นก็ตกมาที่ผม พวกผมโชคดีได้สิทธิ์พิเศษจากสวรรค์นั่งดูเพื่อนโรงเรียนอื่นทำการซ้อมรบกัน ดีมากครับ สบายเลย\nสักพักเหมือนครูฝึกเริ่มเบื่อขี้หน้าพวกผมมั้ง เขาเลยจะปล่อยพัก แบบ ห๊ะนั่งเฉยๆแล้วปล่อยพัก สุดยอดดีอะ เขาก็เลยปล่อยไปพักซื้อน้ำกัน แบบขอบคุณครูฝึกผู้น่ารักมาก\nเจอไปนึกว่าจะหาร้านน้ำไม่เจอ เพราะคุยกันว่าคงไม่น่ามีร้านน้ำในที่แบบนี้ แต่ผิดคาด ร้านเล็กๆตั้งหลบหลังต้นไม้ ยิ่งกว่าช็อบลับกลางป่าใน dota\nก็นั้นแหละครับ ชิวมากๆ นั่งเล่นพักสองชั่วโมง กินน้ำตามใจชอบ สบายที่สุดละ ซึ่งอันที่จริงก็พักไม่ถึงสองชั่วโมง แต่อย่างน้อยก็มากกว่าที่เจอมา\nพักเสร็จก็รวม ปล่อยกลับ สรุปครับ ช่วงเช้าสุดยอดอภิมหาสบายสุดๆ\nเที่ยงแล้ว เร็วเหมือนโกหก ได้ข่าวนรกเวลาต้องเดินช้าๆ กินข้าวแล้วครับ มื้อข้าวเที่ยงวันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นปกติสุข ไม่มีอาการปวดท้องระดับข้าศึกทะลวงประตูแบบเมื่อเช้า เลยสบาย นั่งกินกันเรื่อยๆ พักนานไงครับ\nกินเสร็จก็เดินไปซื้อน้ำ นั่งคุยเล่น แหม่ ชีวิตรด.วันนี้มันดีจริงๆ แต่อย่าพึ่งวางใจ มันมีปริศนาซ่อนอยู่ในเหตุการณ์วันชิวๆอย่างนี้นะครับ อาจจะเป็นสัญญาณเตือนของนรกในช่วงบ่าย\u0026hellip;.\nคือเพื่อนผมที่โดนไปเป็นฝ่ายบุกนะ มันกลับมาด้วยสภาพเปียกน้ำทั้งตัว พร้อมเละดินแหยะๆเต็มตัวเลย ประมาณโดนแช่น้ำ แล้วคลุกชุบดิน (แต่ไม่เอาลงไปทอด) แล้วหน้าก็เละไปด้วยโคลน ผมนี่สยองเลย แถมเพื่อนพวกนั้นมันเดินมาหาพวกผมแล้วก็บอกแค่ว่า \u0026ldquo;มึงโดนแน่ช่วงบ่าย\u0026rdquo; แล้วก็หัวเราะจากไป แบบ.. ซวยแน่เลย\nและแน่นอน นรกแห่งนี้ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง\n- จบวันที่สี่ (ครึ่งแรก) -\nขออภัยที่ต้องตัดจบครึ่งวันนะครับ เพราะดูแล้ววันที่สี่เนื้อหารายละเอียดเยอะมาก คือเหตุการณ์มันเยอะจริงๆ เลยต้องแบ่งเป็นสองส่วน (อันที่จริงคือขี้เกียจเขียน) โดน 4.5 เดี๋ยวจะมาเขียนต่อนะครับ\nขอขอบคุณทุกคนที่ยังตามอยู่ ทั้งๆที่คนเขียนก็ขี้เกียจขนาดหนัก (ติด Dota2)\nดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 1) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 2) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 3) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4.5) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 5) ป.ล. ผมอยู่หนึ่งในภาพนี้ ก็ลองๆหาดูก็ได้\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/khaochonkai-part-4/","summary":"\u003cp\u003e\u003cem\u003e\u003cstrong\u003eโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง\u003c/strong\u003e\u003c/em\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหายไปเนิ่นนานต้องกราบขอโทษงามๆสักสามครั้ง เพื่อนหลายก็ก็หาว่าอู้ คือ ผมไม่ได้อู้นะครับ แต่พอดีสัปดาห์ที่ผ่านมาติดสอบปลายภาคอยู่ แล้วก็งานปัจฉิมอีก เลยเป็นสัปดาห์ที่วุ่นวายพอสมควรเลย และอีกอุปสรรคคือ\u0026hellip; ติด Dota 2 ครับ นี่จริงจังนะ พอดีมันกิจกรรมมาไง เลยต้องรีบ (ฮา)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eมาเขียนต่อเลย แต่สำหรับพาร์ทนี้แนะนำว่าให้อ่านหลังกินข้าวนะครับ เพราะมันมีอะไรแหยะๆด้วย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003e- วันที่สี่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 -\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวันที่สี่ ก็ตื่นประมาณ 3.40 นาฬิกา อันที่จริงครูฝึกให้ตื่นตีสี่ แต่กลัวมันไม่ทันไง รองเท้าก็ใส่ยาก เก็บของอีก เลยต้องตื่นก่อน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตื่นมาเคลียร์ตัวเอง ก็ไปรวมกองพันเตรียมเดินทางต่อ อ่าาาาห์ วันนี้วันที่สี่ละ พรุ่งนี้ก็กลับบ้านแล้ว ดีใจๆ แต่อย่างที่รู้กัน วันนี้เขาบอกว่ามันเป็นวันที่หนักที่สุดละ เพราะคุณจะเจอกับเซเลบลิตี้ประจำเขาชนไก่ จ่านรก นั้นเอง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eรวมกองพันเสร็จก็เดินไปสถานีของจ่านรกต่อ ทางเดินมืดๆเหมือนเดิม มองซ้ายมองขวาคือไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ไหน หลงทีแบบตายแน่ๆ ตายแน่นอน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eแต่เช้าวันนี้มันไม่เหมือนเดิมเท่าไหร่ เพราะดันมีปรากฎการณ์ธรรมชาติเกิดขึ้นนั้นก็คือ ผมปวดอึครับ หรือเรียกบ้านๆก็ปวดขี่นั้นแหละครับ อั้นมาสามวันละ กะว่าจะกลับไปอึที่บ้านไง กลายเป็นต้องเดินไปอั้นไป แบบทรมารมาก พูดเลยว่าจ่านรกจะมาทำอะไรผม ผมว่าก็คงไม่ทรมารเท่ากับการอั้นอึขณะเดินทางละ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเดินไปเรื่อยๆ สำหรับคนอื่นๆมันก็คงเหมือนเดิมนะ แต่สำหรับผมมันคือนรกชั้นดีกับการต้องต่อสู้กับข้าศึกที่ประชิดประตูอย่างเต็มกำลัง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eระหว่างเดินไปเรื่อยๆผมก็เริ่มสังเกตเห็นว่าทางซ้ายมีผมมันเป็นทุ่งโล่งๆ แบบโล่งมาก ยาวและกว้างด้วย เลยเริ่มเอะใจละ ใกล้ถึงแล้วแน่ๆ และใช่ครับ มันก็ถึงละ\u003c/p\u003e","title":"ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4)"},{"content":"โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง\nภาคสามครับ มีหลายคนถามว่าเมื่อไหร่ภาคสามจะออกๆ กราบขอโทษจริงๆครับ การบ้านมันไม่เข้าใจผม\nเหมือนเดิมครับ คำแนะนำจากผม ใครยังไม่ได้อ่านภาคหนี่งและสอง แนะนำให้ไปอ่านมาก่อน เพราะไม่งั้นจะยิ่งงงขึ้นเรื่อย และอีกอย่างครับ ล่าสุดผมเพิ่มกล่อง Comment Facebook ให้ละด้านล่าง อ่านบล็อกผมเสร็จก็เม้นท์ด่าผมได้เต็มที่เลย (ไม่ใช่ละ)\n- วันที่สาม 11 กุมภาพันธ์ 2558 -\nวันนี้ก็เหมือนเดิม ตื่นมาประมาณตีสี่กว่าๆ แต่ต้องขอบคุณนวัตกรรมหมอนขั้นเทพที่เราทำเมื่อคืน (อ่านได้จากภาคที่แล้ว ผมเปลี่ยนแบบหมอนตัวเองนิดหน่อย) ทำให้เราหายปวดคอละ\nตื่นมาไม่นานก็เรียกรวมละ ยังไม่ตื่นเต็มที่เลย\nวันนี้รวมเร็ว ตื่นเช้า รีบกินข้าว เพราะว่าต้องเดินทางค่อนข้างไกลกว่าเดิม รอบนี้จะเดินขึ้นเขาเพื่อไปเตรียมตัวที่สถานี ระหว่างเดินก็หลับๆตื่นๆ เดินในความมืด จะโดนทหารเอาไปต้มยำทำแกงที่ไหนก็ไม่รู้\nระหว่างเดินก็ไม่มีแสงอะไรเลยนอกจากแสงจันทร์ที่เป็นสปอร์ทไลท์จากฟากฟ้า เข้าใจเลยว่าทำไมทหารบอกว่าเดินกลางคืนมันยาก อืม มันก็ยากจริง ข้างทางก็มองอะไรไม่เห็นเลยนอกจากไร่อ้อย ดินป่นๆ ข้างซ้ายก็เป็นต้นไม้ ถ้าหลงอีกทีก็รอสว่างน่ะครับ แหกปากขอความช่วยเหลือไงก็ว่ากันไป\nเดินไปดื่มด่ำกับความเมามันกับการเดินใต้แสงจันทร์ไปไม่นานมากก็ถึง สถานีฝึกแห่งที่สาม สถานี 32\nก็เหมือนเดิม เรียกรวม นับคน แจ้งนู่นนี่แหละเตรียมเคารพธงชาติ\nอ่า ซึ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยบอกคือ หัวหน้ากองพันผม เขา\u0026hellip; ว่าไงดี เหมือนปฏิบัติหน้าที่แบบขาดๆเกินๆ เช่น เรียกชื่อปืนผิด เคารพธงชาติผิด นับคนผิด ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ฮาอย่างหนึ่งเลยจริงๆ แต่ก็ต้องให้ความเคารพเขาน่ะ เพราะอุตส่าห์เสียสละไปทำหน้าที่ที่ไม่มีคนทำ ก็ต้องขอขอบคุณมากเลยครับ\nจากนั้นก็เริ่มแบ่งสาย แบ่งเป็นสองสาย สลับกันเรียนแต่ละฐานกันไป\nฐานแรกของสายผมในช่วงเช้านี้ก็คือฐานการเข้าตี เดินมาไม่นานก็มาถึงฐานฝึก ก็แนะนำตัวกันนิดหน่อย แล้วอธิบายนู่นี่เหมือนเดิม\n\u0026lsquo;เคลื่อนที่ด้วยการโผ\u0026rsquo; วลีนี้ทุกคนน่าจะคุ้นชินกันดี ในฐานนี้พวกผมนี่แหละที่จะได้เจอกันแบบใกล้ชิดสุดๆ\nสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ การเคลื่อนที่ด้วยการโผก็คือการวิ่งๆเดินๆไปหาฝ่ายศัตรู ยิงปืน ปิ้วๆๆๆๆ นั้นแหละครับ หรือก็คือการผลักดันเข้าสู่อาณาเขตฝ่ายตรงข้าม อธิบายงี้ก็คงไม่ผิด\nเริ่มแรกของพวกผมก็คือ เก็บของทุกอย่างที่มีค่าแยกไว้หรือเก็บลงกระเป๋าเสื้อ เอาไปแต่ตัว\nอืมมมมมม ทหารพูดมางี้ เดาได้ไม่ยากเลย ตายแน่นอน!\nสักพักทหารก็ส่งช็อคขาวมาให้เขียนเสื้อกันคนหลังเขียนคนข้างหน้าต่อไปเรื่อยๆ เรียงตามแถว มีเลข 1-11 ก็ตามจำนวนคนในหมู่ปืนเล็ก\nผมน่ะอยู่อันดับ 3 ดังนั้นผมเลยเป็นหัวหน้าชุดยิง ข ตำแหน่งนี้ไม่มีอะไร แค่คอยสั่งนิดหน่อย แต่ก็ยังเป็นลูกน้องหัวหน้าหมู่อยู่ดี\nต่อมาก็เข้าเตรียมสู่แนวรบ ผมอยู่ทางกราบซ้าย กับเพื่อนที่เป็นหัวหน้าชุดยิง ข ด้วยกันอีกสองคน รวมเป็นสามคน ที่เหลือก็แค่รอสัญญาณ\u0026hellip;\nบู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!\nทุ่งข้าวสาลี เกิดเป็นโกโก้ครั้นชชช์ ไม่ใช่ละ มันคือเสียงระเบิดครับ ตกใจมาก ใครมันจะคิดว่ามีระเบิดจริงๆ ก็นั้นแหละครับ ความตื่นเต้นเพิ่มมากอีกหลายเท่าตัวกันทีเดียว\nแล้วก็ถึงตาผม ก็ทำตามที่คนอื่นเขาทำแหละครับ ชีวิตจะยั่งยืน คลานๆหมอบๆไป โดยเขาจะมีตำแหน่งให้หยุดประจำที่ก่อน เป็นป้ายปักเขียนเลขของเราอยู่ ก็แค่ต้องวิ่งไปตามป้ายนี้เรื่อยๆ\nโดยปกติถ้าคุณมีคำว่า \u0026ldquo;หัวหน้า\u0026rdquo; นำหน้าเนี่ย มันจะมีอะไรพิเศษๆให้คุณเสมอ อย่างเช่นผมเเป็นหัวหน้าชุดยิง ข ผมก็มีบทพูดต้องพูด โดยบทพูดเนี่ยมันเขียนอยู่ที่ป้าย ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ใช้สมองอันน้อยนิดแหกปากอ่านตามดังๆก็พอ\nแหกปากเสร็จก็คลานๆวิ่งๆต่อ จนมาเจอกับจอมวายร้าย\u0026hellip;ลวดหนาม\nแม้ว่าลวดหนามจะต่ำแค่ไหน จะสั้นแค่ไหน แม้ว่าคุณจะกระโดดข้ามลวดหนามโง่ๆนี่ไปได้อย่างง่ายดายแค่ไหน คุณก็ไม่มีสิทธิ์ข้าม เพราะคุณต้องมโนว่า \u0026lsquo;กูอยู่ในสนามรบ\u0026rsquo; คุณต้องคลานเท่านั้น ซ้ายขวาซ้ายขวา ดึงเข่าซ้าย ยืดเข่าขวา อะจึอะจ๊ะสองสามที ปืนดันนิดหน่อย ก็ผ่านลวดหนามนั้นมาได้ละ\n\u0026lsquo;เห้ยๆ ใครทำซิ่งตก\u0026rsquo; (ซิ่งคือแผ่นใหญ่ๆที่ใส่ตรงข้อเท้าให้ชายกางเกงดูดีนั้นแหละ) ผมก็หันไปดู อ้าวเห้ย เสื้อหลุด ซึ่งก่อนหน้านี้ผมยัดซิ่งไว้ที่เสื้อ ผมก็เลยตรงรีบหันไปเอาซิ่ง แล้วก็ขอบคุณตามแบบฉบับนายทหารที่ดี แต่แปปครับ หันไปปดูข้อเท้าอีกข้าง อ้าวววว ซิ้งอีกอันหาย ก็ไม่รู้จะทำไง เลยต้องจำใจคลานต่อไปจนจบ\nสรุป ฐานนี้ไม่มีอะไรมากนอกจากเขมือบซิ้งผมไปอันนึง\u0026hellip;\nหลังจากจบฐานก็มีแจกของที่หายคืนพร้อมกับจ่ายค่าของหายเช่น วิดพื้น ลุกนั่งเป็นต้น เป็นอันจบฐานแรก\nย้ายสู่ฐานสอง\u0026hellip;\nฐานที่สองคือฐานการจับรูปแบบขบวนการรบ สถานีนี้ไม่มีอะไรมาก เดินตามแบบขบวน ปรับระเบียบแถว ตากแดดนิดหน่อย ก็เดินกลับไปพัก อ่าาาาห์ สบาย\nสุดท้ายก็หมดครึ่งวันเช้า เดินกลับจุดรวมพล แล้วปล่อยกินข้าวละ เย้!!\nวันนั้นข้าวกับอะไรก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆคือ ร่มเงาหายากมากกกกก เงาอันน้อยนิดก็โดนแย่งไปหมดละ สุดท้ายก็ต้องกินข้าวเกือบจะกลางแดด ก็นะครับ ชีวิตทหาร ต้องอดทน รีบๆบุ้ยข้าวเข้าปากเก็บจาน แล้วก็ไปช็อปปิ้งกัน\nช้อปกลางป่า เหมือนเดิมครับ มีทุกอย่างตั้งแต่น้ำเปล่ายันโดนัท ใครหิวก็ซื้อน้ำดับกระหายกันไปซะ\nไม่นานก็เรียกรวมเหมือนเดิมเพื่อเตรียมเข้าสู่การเรียนรู้ในช่วงบ่าย\nช่วงบ่าย ฐานแรกที่ผมได้เรียนก็คือการกะคาดคะเน (มั้งนะ ผมไม่ได้ตั้งใจฟัง)\nไม่มีอะไรมาก เปิดมาด้วยการโดนซ่อมก่อนเลย หมอบบบบ!!\nผมนี่เซ็งมากเลย ที่โดนทำโทษเพราะว่า เดินมากองสุดท้ายไง แล้วให้นั่งใต้ต้นไม้ในเงา ซึ่งต้นไม้ก็ต้นเล็กมาก ไม่รู้จะเล็กไปไหน เรียกว่าพุ่มไม้ดีกว่า เลยต้องใข้เวลาหาที่นั่งนานหน่อย\nนั้นแหละครับ เวลาของเรากับทหารมักไม่เท่ากัน เสี้ยววินาทีที่เราหาที่นั่ง มันคงนานมากสำหรับทหาร ก็เลยโดนซ่อมกัน\nหมอบ แล้ววิ่งรอบนึงแล้วกลับมานั่งให้เร็วที่สุด\u0026hellip;\nรอบนี้กลับมานั่งทัน รอดไป เย้ ขอบคุณครูฝึกมา ณ ที่นี้\nฐานนี้ไม่มีอะไรมาก เพราะดูแล้วครูก็สอนชิลๆ (แต่ไม่รู้ทำไมชิลตั้งแต่แรก) ก็สอนให้รู้จักหลักการคาดคะเนศัตรูเป้าหมาย แต่ก็สอนโดยผ่านๆ ด้วยเหตุผลที่โดนใจผมดี\n\u0026ldquo;เดี๋ยวเธอเรียนไปก็ลืม ไม่ได้เป็นทหารซะหน่อย เดี๋ยวถ้าต้องใช้จริง ก็ต้องเรียนตอนเป็นทหารอยู่ดี\u0026rdquo;\nโอ้วเย้ ความคิดดี เรารักคุณครับ\nเพราะฉะนั้นฐานนี้ก็เลยไม่มีอะไรมาก แล้วผ่านไปแบบสบายๆจนจบ ก็เปลี่ยนฐาน\nฐานที่สองที่ผมไปก็คือการพราง (ชื่อฐานพรางหรือเปล่าไม่รู้ แต่รู้ว่าผมโดนพราง) โดยฐานนี้เรียนพร้อมกันทั้งกองพัน นั่งรวมกัน ซึ่งฐานการพรางเรียนที่เต้นท์หลัก โดยมีเซอร์ไพร์พิเศษ ว้าวววว\nซึ่งเซอร์ไพร์นี้ผมก็ไม่แปลกใจอะไรมากเลย เพราะผมก็เห็นผู้โชคร้ายก่อนหน้านี้ซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าอยู่แล้ว\u0026hellip; ผู้โชคร้ายผู้โดนทาหน้าดำ ครับ\u0026hellip; พวกเราจะโดนทาหน้าดำ ตามสไตล์การแต่งหน้าแบบทหาร\nพอเรานั่งรวมกันครบ เขาก็เริ่มส่งหน่วยทาหน้าประจำแถวละ เริ่มโดยการให้เด็กที่อยู่ในแถวทุกคนนอนหงายหลังลงไป หลับตาถอดแว่น\nสักพักพวกหน่วยทาหน้า หรือจะเรียกว่าช่างแต่งหน้าก็ไม่ผิดไป ก็เริ่มเดินตามแนวแถวพร้อมกับถังหรือขันในมือ เดินไปทีละคน ก็ป้ายไปทีละคน จนเริ่มมาถึงผมละ ผมก็รู้สึกจากขาที่มาเบียดอยู่ข้างๆ แล้วอยู่ๆก็มีมือกับของเหลวแปลกๆป้ายบนหน้า ยี้จริงๆ\nแต่ผมก็ขอว่าให้เขาละๆบริเวณแว่นหน่อยนะ\nหลังจากโดนเขาป้ายไปป้ายมา แพล่บๆๆๆ ไม่นานก็เดินจากไป ทิ้งน้ำแหยะๆบนหน้าไว้\nพอครูฝึกเขาให้ลุกขึ้นมา อย่างแรกที่ผมต้องทำเลยคือเอามือแตะๆหน้า ครับ มือนี่ดำปรื้ดออกมาเลย สีฝุ่น\u0026hellip; แล้วก็ลองไปจับบริเวณที่ต้องใส่แว่นต่อ มือนี่ดำปรื้ดออกมาเช่นเคย\n%#@$%# บอกแล้วไงว่าให้ละบริเวณใส่แว่น ผมนี่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากจำทนใส่แว่นสวมรอยลงไป แว่นก็ต้องเลอะแน่นอน เซ็งเลยครับ\nครูฝึกก็ประกาศว่า ห้ามล้างออก พวกเราทั้งหมดก็เลยต้องใช้เวลาทั้งวันกับหน้าดำๆอย่างนั้นต่อไป อ่าาาาห์ คิดในแง่ดีซะว่ามันคือการพอกหน้าด้วยโคลนดำ โดยใช้เวลา 40 ชั่วโมงในการพอกละกัน\nจบจากฐานการพราง เราก็ไปต่อที่ฐานที่บอกกันว่าสนุกและตื่นเต้นที่สุด คือ ฐานการเอาชีวิตรอด\nฐานนี้พอเดินเข้าไปแล้วคุณก็จะได้ความรู้สึกว่าเหมือนอยู่ซาฟารีมาก เป็นฐานที่ไฮโซที่สุดละ มีโปสเตอร์โฆษณาตัวเอง มีหลังคาดีๆ มีเวทีด้วย ไฮโซจัง แต่ที่เจ๋งกว่านั้นคืออะไรรู้ไหมครับ มันมีเบาะรองนั่งให้ด้วย เบาะรองนั่งอันทำจากถุงกระสอบยัดทราย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีน่ะ\nผมนี้รีบจองที่กระสอบทรายเลย แต่นั้นเป็นความคิดที่ผิดมาก เพราะเมื่อผมนั่งไปซักพัก ปวดตูดครับ แต่ช่างมันครับ เราต้องมาเรียนรู้ สนใจครูฝึกดีกว่า\nฐานนี้มีครูฝึกสามคน อีกคนโดนงูกัดมาไม่ได้ ซึ่งดันเป็นหัวหน้าซะด้วย เหลือแต่รองหัวหน้าประจำสถานี กับทหารอีกคน\nเปิดมาเหมือนเดิมด้วยการแนะนำตัว แล้วก็เริ่มเข้าเนื้อหา การหาอาหาร! โอ้วว เรื่องอย่างนี้ถ้าอยู่กลางสยามนี่ง่ายมาก แต่เมื่อเราอยู่กลางป่าจะทำไงละ โอ้ว ไม่ต้องห่วง ครูขอเสนออออ เครื่องมือจับปลาาาา (เสียงโดราเอมอน) ส่วนใหญ่ก็เป็นเครื่องมือที่เราเห็นที่เราเจอกันมาตั้งแต่สมัยเรียนลูกเสือกันอยู่แล้ว ลักษณะประมาณ ให้ปลาว่ายเข้ามา แต่ออกไม่ได้ ตามฉบับวิถีชีวิตคนไทย\nแต่ขึ้นชื่อว่าทหาร เขาต้องมีอุปกรณ์แปลกๆที่ใช้แทนพวกเครื่องมือโบราณอย่างนั้นอยู่แล้ว ทหารเขาหันไปหยิบกระบอกปืนRPG กับกระเป๋าบรรจุลูกระเบิดRPG ออกมา\u0026hellip;\nเอามายิงเด็กหรือไง? แต่ไม่ ทหารเขาเล่าว่า เขาเอาปืนRPG นี่แหล่ะ มาจับปลา\nครับ ปืนRPG มูลค่าหลายแสนเอามาจับปลาในน้ำครับ\u0026hellip;\nก็ดีครับๆ เป็นการประยุกต์ที่ดี เราขอข้ามตรงนี้ไปเลยละกัน จากนั้นทหารก็เริ่มเปลี่ยนไปแนะนำการหาน้ำและผักกิน เช่นต้นไม้นี้กินได้ หาน้ำจากเถาวัลน์ไรงี้\nเออ แต่คือ เวลาทหารเขาเด็ดใบออกมาโชว์ให้ดูว่ากินได้ หรือสอนวิธีทดสอบว่าผลไม้นี้มีพิษไหม เขาจะกินไม่หมดไง เขาก็จะให้เด็กด้านหน้ากินหมด ซึ่งมันมีคนนึงซึ่งได้ของกินตลอดเลย ผมนี้กลัวเขาท้องเสียมาก\nเด็กคนนั้นได้กินทุกอย่างตั้งแต่กล้วย ใบอะไรไม่รู้ มันเผา บลาๆๆๆ แถมตอนเขาโชว์การตั้งข้าวด้วยกระป๋องข้าวของเขา เด็กคนนั้นก็ได้กินทั้งข้าวสวย(ข้าวสวยหายากมากในป่า) หมูปิ้ง ไก่ย่าง\u0026hellip; ครับ เอาให้อิ่มเลยละกันครับ\nซึ่งระหว่างที่เขานำเสนอเนี่ย เขาก็มีวิธีการทำโทษเด็กที่คุยแบบไม่เหมือนใครคือ ให้เด็กแดกมะขามยักษ์\nผมนี้เด็กดีไง ไม่โดนทำโทษ แต่ให้กินฟรีก็คงไม่เอา เพราะมันใหญ่มาก กลัวท้องเสียด้วย เห็นมีคนบอกว่าเปรี้ยวจี้ดเลย ผมก็เลยหลบๆเข้าไว้\nและแล้วก็เข้าสู่ช่วงท้ายของฐาน โชว์งู!\nเริ่มแรกทหารเขาก็แนะนำว่างูมีแบบไหน งูพิษไม่พิษ โดนกัดจะต่างกันไง พวกนั้นไม่ค่อยมีคนสนใจกันหรอก เรารอดูงูกัน\nและมันก็มาถึง การแสดงงู ก็เริ่มตั้งแต่งูไม่มีพิษธรรมดา เขาก็แสดงโชว์แหย่งูให้มันฉกเล่น แต่ไม่โดนตัวเขานะ ไม่มีพิษครับ เล่นได้สนุกสนาน เราก็นั่งดู ก็ตื่นเต้นดีครับ ฟ่อๆ เด็กก็ร้องเสียวๆกันตามๆ\nเล่นไม่นานน่าจะประมาณ 2-3 ตัวก็เก็บ เดี๋ยวเด็กเบื่อ ไม่ตื่นเต้น เลยหันไปหยิบงูพิษต่อ\nผมเนี่ยจำไม่ได้ว่างูพิษมันมีอะไรบ้างนะ แต่ก็รู้แหละว่าแต่ละตัวเนี่ย ถ้าโดนกัดปุ๊ป พวกเราก็จะสบายทันทีครับ\u0026hellip; ได้นอนโรงพยาบาล\nตอนเข้าหยิบขึ้นมา ผมนี่จำแม่นเลย ตัวใหญ่มาก แล้วความระมัดระวังของทหารก็เพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว เด็กก็กลัวตามครับ กลัวทหารมันโดนฉกแล้วโยนงูใส่เด็ก ถ้ามีอย่างนั้นนี่ ผมนี่เผ่นครับ\nตอนเล่นกับงูพิษนี้ไม่กล้าเล่นแหย่ๆเหมือนคราวก่อนละ แต่ทหารเขาก็พยายามจับๆละ แต่จับได้ไม่นานก็เปลี่ยนตัว ประมาณ 3 ตัวมั้งก็จบการแสดง\nคือพอเป็นงูพิษที่น่าตื่นเต้น แต่อันตรายครูก็เลยไม่กล้าเล่น มันเลยจบเร็วด้วย (น่าจะกลัวๆเพราะหัวหน้าสถานีพึ่งโดนงูพิษกัดเข้าโรงพยาบาลด้วยแหละ)\nทุกอย่างจบ ปลอดภัย เก็บงู ก็เป็นอันจบฐานนี้ครับ\nเราก็ย้ายกันไปสู่ฐานสุดท้าย หรืออาจจะไม่เรียกว่าฐานก็ได้ เรียกว่าห้องครัววินเทชกลางป่าก็ได้ ครับ มันคือการทำอาหารเย็นกินเอง\nเราก็เดินไปรับอุปกรณ์กันก่อน มีหม้อสนามประมาณ 5-7 อัน นี่จำไม่ได้ แล้วก็ข้าว เครื่องต้มยำ กับไก่สด\nรับอุปกรณ์เสร็จก็เดินไปหาที่จุดไฟ ตั้งฝืนอะไรกันเสร็จก็เริ่มทำ ใส่น้ำลงหม้อ หุงข้าว ต้มต้มยำ ต้มไก่\nระหว่างต้มก็กังวลกันแหละครับ \u0026ldquo;เห้ยๆ ข้าวสุกยัง\u0026rdquo; \u0026ldquo;เห้ยๆ ต้มยำเป็นไงบ้างอะ คนหน่อยไหม\u0026rdquo; \u0026ldquo;เปิดดูข้าวดิ เดี๋ยวสามกษัตริย์\u0026rdquo;\nกังวลกันนานแหละครับ จนเปิดดูอีกรอบแล้ว โอ้ว ข้าวสุกละ ต้มยำก็เริ่มดีแล้ว ไก่ก็สุดแล้ว งั้นยกลงมาเลยละกัน (บอกเลย หมู่ผมนี่เสร็จเป็นอันดับต้นๆเลยนะ)\nถึงเวลาชิมกับข้าวฝีมือตัวเอง เริ่มจาก ข้าวก่อน\nข้าว ก็สุกแหละครับ แต่แข็งไปนิด แต่อย่างน้อย ก็แข็งน้อยกว่าข้าวโรงเรียนผมตอนเช้าๆที่เขายังหุงไม่เสร็จ กินได้ไม่อะไรมาก\nอย่างที่สอง ไก่ต้มครับ ไก่ต้มพอลองชิมปุ๊ป แบบ\u0026hellip; จืดมาก จืดสุดๆ ไม่เหลือรสไก่เลย เสียชื่อความเป็นไก่ในตัวมันมาก เดาว่าเพราะน้ำต้มไก่ดึงรสออกไปหมด แต่ก็นะ ชีวิตทหารครับ กินเพื่ออยู่ ก็ตักๆเข้าปากกัน อย่าสนรสมาก (อันที่จริงก็มีผมวิจารณ์เรื่องรสอยู่คนเดียว)\nต่อมาคือต้มยำครับ แน่นอนระดับนี้รสชาติต้องเยี่ยม ไม่ครับนั้นฝันไป อันที่จริงมันจืดมากครับ แทบไม่รู้รสเลยว่ามันคือต้มยำ เดาว่าจะใส่น้ำเยอะไป แต่ช่างมันเหอะครับ กินๆไป ใกล้หมดเวลาแล้ว\nแต่ว่าระหว่างกินมันก็มีปัญหานิดหน่อยครับ คือเราไม่รู้ว่าเขาห้ามเอาอาหารสำเร็บรูปขึ้นมา เพื่อนคนนึงในหมู่เขาเอาปลากระป๋องมาด้วย (ฮีโร่ของหมู่เลย) แหม่ สาวสวยกลางหมู่ทหารฉันใด ปลากระป๋องกลางอาหารทำเองก็ฉันนั้น เราก็เลยแบ่งๆกันครับ แต่ครูฝึกดันมาเห็นเข้า เขาก็แบบ \u0026ldquo;เห้ย ใครให้มึงขึ้นเอามากิน\u0026rdquo; โห้วววว ผมนี่ตกใจเลยครับ ครูเลยเรียกเพื่อนเจ้าของปลากระป๋องไป ผมก็คิดในใจ แย่แล้วๆ มันจะโดนอะไรไหม แต่ก็ต้องขอบคุณบารมีแห่งครูฝึกครับ ทหารครูฝึกคนนั้นแค่มันตีตูดไปสองสามทีแล้วก็บอกให้รีบๆกินแล้วทิ้งไกลๆ\nความน่าตื่นเต้นก็จบแต่เพียงเท่านี้ ไม่โดนทำโทษอะไรมาก แต่หลังจากนั้นมันก็มีเพื่อนที่เอาผงโรยข้าวแบบญี่ปุ่นมาอีก มันเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ พวกผมเลยต้องแอบๆเทกิน แล้วรีบๆเก็บกันไป\nพอดีมีประสบการณ์กันมาแล้ว และเรียนเรื่องการพรางมา ครูเลยจับผงโรยข้าวนี้ไม่ได้ รอด!\nก็อาหารมื้อนี้ต้องขอบคุณเพื่อนๆในหมู่ที่ทำอาหารได้ดีมาก เพราะผมก็แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย สกิลทำอาหารกลางป่าค่อนข้างกาก ก็ขอบคุณมา ณ ที่นี้ครับ\nอาหารมื้อเย็นจบ ล้างอุปกรณ์ ส่งคืน ก็เดินกลับสถานีละ\nตกดึกแล้วเข้านอน ไม่มีทางครับ มีงานให้ทำต่อ นั้นคือการเดินลาดตระเวนกลางคืน (มันเรียกว่าลาดตระเวนมั้ง) ก็เป็นการเดินกลางป่า มองนู่นนี่เวลากลางคืน ซึ่งครูที่คุมกิจกรรมอันนี้เขาไม่ได้มาธรรมดาแบบอันอื่นละ เขาเปิดตัวอลังมาก ระเบิดควันม่วงเหลืองเอย ระเบิดเอย เสียงซาวน์พม่ารามัญเอย ก็ตามสเต็ปทหารแหละครับ แต่ก็ตื่นตาตื่นใจดี ถ้าไม่นับว่าควันม่วงเหลืองมันพัดมาหาผม\nผมอยู่แถวท้ายๆเลย เลยกว่าจะถึงตาแถวผมออกเดินทางก็แบบ นานมากกกก\nเมื่อเราเริ่มเดินเข้าป่า อย่างแรกที่รู้สึกเลย มืดมากครับ ต้องเดินช้าๆ เพราะถ้าเดินเร็วอาจจะสะดุดหินได้ และอีกอย่างคือทางที่เดินมันทั้งมีขึ้นเขาลงเนินด้วย กิ่งไม้อีก โอ้ยยย ต้องระวังกันจริงๆ\nแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมืดตลอดทางนะครับ ทหารเขาก็มีจุดตะเกียงไว้ให้ โดยตะเกียงเป็นเหมือนขวด M150 ใส่น้ำมันก๊าซแล้วมีปลายเชือกออกมาให้จุดไฟ ไม่รู้ใช่ตามที่ผมคิดไหมนะ มันมืดมองยาก\nก็เดินไปเรื่อยๆไม่มีอะไรมาก ยกเว้นแต่มันจะมีสถานการณ์ที่เขาสร้างขึ้นเช่นเสียงระเบิด ก็ให้เราหมอบออกด้านขางแถว ประมาณนั้น\nเดินกันนานแค่ไหนไม่รู้ นาฬิกาเสียไฟไม่ติด ก็กลับมาถึงสถานีเหมือนเดิมอย่างปลอดภัย เหนื่อยพอสมควร\n(อันที่จริงเวลาผมเหนื่อย ผมจะปลอบตัวเองตลอดว่านี่ไม่ใช่ค่ายรด. มันค่ายลดความอ้วน)\nกลับมาก็ไม่มีอะไรมาก ทหารก็พูดนู่นนี้ แล้วก็ลาไปนอน\nคืนนี้ไม่ได้นอนที่กองพันปกครอง เรานอนกันบนเขา ซึ่งก็พอตกดึกอากาศก็เย็นดี รอบนี้เต้นท์ผมนอนสามคน มีเพิ่มมาคนนึง เบียดกันนิดหน่อยแต่พอนอนได้\nก่อนนอนโดยปกติผมจะฉี่ก่อน แต่ตอนที่จัดของเสร็จ เขาก็ไล่นอนละ แต่ห้องน้ำก็ไม่ได้ใกล้ๆ มืดด้วย เลยต้องเริ่มใช้ปัญญาไตร่ตรองละ เอาไงดีเนี่ย!?\nหลังจากคิดกันนานมากกับเรื่องฉี่ ผมเลยตัดสินใจ เดินออกจากเต้นท์เข้าพุ่มไม้ครับ เดินไปฉี่\u0026hellip; อ่าาาห์ สบาย แต่ก่อนจบเหมือนได้ยินเสียงเท้า นึกว่าครูฝึก เลยต้องหลบๆหน่อย แต่ไม่ใช่แหะ เพื่อน\nฉี่เสร็จก็เข้านอนละ อ่าาาาห์ วันนี้มันเนิ่นนานอะไรอย่างนี้ คืนนี้นอนตั้งแต่สามทุ่ม เพราะวันต่อไปต้องตื่นเช้าเดินไปหาจ่านรก (ไม่ค่อยอยากเจอเท่าไหร่) ก็เลยรีบๆนอนซะ\nก็ราตรีสวัสดิ์ จบวันครับ\n- จบวันที่สาม -\nภาคสามนี่เขียนนานหน่อย แล้วคำพุดการใช้คำอาจจะไม่ดี เพราะเขียนที่โรงเรียนกับหอ ไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่ สลับกับเขียนๆแล้วหยุด มันเลยขาดๆช่วงด้วย ก็ยังไงภาคหน้าอาจจะเขียนที่บ้าน ก็วันเสาร์ครับ จะพยายามอัพภาคสี่ให้ทันวันเสาร์\nขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่คอยมาถามผมนะครับว่า \u0026ldquo;เมื่อไหร่ภาคสามจะออก\u0026rdquo; ขอบคุณมา ณ ที่นี้ครับ\nดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 1) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 2) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 3) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4.5) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 5) ","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/khaochonkai-part-3/","summary":"\u003cp\u003e\u003cem\u003e\u003cstrong\u003eโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง\u003c/strong\u003e\u003c/em\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eภาคสามครับ มีหลายคนถามว่าเมื่อไหร่ภาคสามจะออกๆ กราบขอโทษจริงๆครับ การบ้านมันไม่เข้าใจผม\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเหมือนเดิมครับ คำแนะนำจากผม ใครยังไม่ได้อ่านภาคหนี่งและสอง แนะนำให้ไปอ่านมาก่อน เพราะไม่งั้นจะยิ่งงงขึ้นเรื่อย และอีกอย่างครับ ล่าสุดผมเพิ่มกล่อง Comment Facebook ให้ละด้านล่าง อ่านบล็อกผมเสร็จก็เม้นท์ด่าผมได้เต็มที่เลย (ไม่ใช่ละ)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003e- วันที่สาม 11 กุมภาพันธ์ 2558 -\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวันนี้ก็เหมือนเดิม ตื่นมาประมาณตีสี่กว่าๆ แต่ต้องขอบคุณนวัตกรรมหมอนขั้นเทพที่เราทำเมื่อคืน (อ่านได้จากภาคที่แล้ว ผมเปลี่ยนแบบหมอนตัวเองนิดหน่อย) ทำให้เราหายปวดคอละ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตื่นมาไม่นานก็เรียกรวมละ ยังไม่ตื่นเต็มที่เลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวันนี้รวมเร็ว ตื่นเช้า รีบกินข้าว เพราะว่าต้องเดินทางค่อนข้างไกลกว่าเดิม รอบนี้จะเดินขึ้นเขาเพื่อไปเตรียมตัวที่สถานี ระหว่างเดินก็หลับๆตื่นๆ เดินในความมืด จะโดนทหารเอาไปต้มยำทำแกงที่ไหนก็ไม่รู้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eระหว่างเดินก็ไม่มีแสงอะไรเลยนอกจากแสงจันทร์ที่เป็นสปอร์ทไลท์จากฟากฟ้า เข้าใจเลยว่าทำไมทหารบอกว่าเดินกลางคืนมันยาก อืม มันก็ยากจริง ข้างทางก็มองอะไรไม่เห็นเลยนอกจากไร่อ้อย ดินป่นๆ ข้างซ้ายก็เป็นต้นไม้ ถ้าหลงอีกทีก็รอสว่างน่ะครับ แหกปากขอความช่วยเหลือไงก็ว่ากันไป\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเดินไปดื่มด่ำกับความเมามันกับการเดินใต้แสงจันทร์ไปไม่นานมากก็ถึง สถานีฝึกแห่งที่สาม สถานี 32\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eก็เหมือนเดิม เรียกรวม นับคน แจ้งนู่นนี่แหละเตรียมเคารพธงชาติ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอ่า ซึ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยบอกคือ หัวหน้ากองพันผม เขา\u0026hellip; ว่าไงดี เหมือนปฏิบัติหน้าที่แบบขาดๆเกินๆ เช่น เรียกชื่อปืนผิด เคารพธงชาติผิด นับคนผิด ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ฮาอย่างหนึ่งเลยจริงๆ แต่ก็ต้องให้ความเคารพเขาน่ะ เพราะอุตส่าห์เสียสละไปทำหน้าที่ที่ไม่มีคนทำ ก็ต้องขอขอบคุณมากเลยครับ\u003c/p\u003e","title":"ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 3)"},{"content":"โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง\nมาต่อจากภาคแรกกันเลยนะครับ สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านภาคแรก ผมแนะนำให้อ่านภาคแรกก่อน กดที่นี้ได้เลย หรือจะข้ามมาอ่านภาคสองเลยก็คงไม่เป็นอะไรมากนั้นแหละครับ\nเข้าเรื่องกันเลยละกัน\n- วันที่สอง 10 กุมภาพันธ์ 2558 -\nวันนี้ตื่นมาตอน 04.45 นาฬิกา และแน่นอนผมไม่ได้ตื่นเอง แต่เสียงนกหวีดครับ เช้านี้ผมปวดคอมากจากการนอนด้วยหมอนที่ทำจากเสื้อรด.ผมเอง (พับไปมาจนเป็นหมอน)\nและเช้านี้ก็ทำให้ผมเข้าใจถึงคำคมอันหนึ่ง\nฝันร้ายที่สุดคือการที่ตื่นมาแล้วพบว่ามันเป็นแค่ความฝัน\nทำไมนะหรือครับ เพราะผมฝันว่าผมนั่งเล่นสบายๆอยู่ที่โรงเรียน แต่ตื่นขึ้นมาแล้วดันพบว่าตัวเองอยู่ที่ค่ายเขาชนไก่\nแต่ก็เศร้านานมากไม่ได้ เดี๋ยวโดนหมอบ เลยต้องรีบแต่งตัว จัดกระเป๋าเตรียมเดินทาง ส่วนเรื่องแปรงฟันล้างหน้าน่ะ ลืมไปซะเถอะ\nไม่นานนักก็เรียกรวม อธิบายกำหนดการคร่าวๆ ซึ่งก็คือช่วงเช้าเราจะเดินไปที่สถานีฝึกยิงปืน (อ่าาาา ขาของข้า) และตอนบ่ายก็จะไปสถานีครชน. (เคมี รังสี ชีวภาพ นิวเคลียร์)\nก็กินข้าวกันก่อนเลย และวันนี้ก็แน่นอน ผมก็ไปกินไก่แดงเหมือนเดิม 20 บาท ข้าวเหนียวสองถุง ไก่สองไม้ รีบๆกิน กินน้ำ แล้วรีบรวม\nทุกคนกินเสร็จ เคลียร์ธุระส่วนตัว ก็รวมเพื่อเตรียมเดินทางครับ ตอนเดินทางเป็นเช้ามืดมัน อากาศเย็นสบายจริงๆครับ นี่ไม่ได้ประชดนะ แต่เดินสบายมาก แต่ก็ยังมีฝุ่นอยู่เยอะ ถึงแม้จะมองไม่เห็นก็ตาม ผมใส่ผ้าปิดปากตลอด\nเดินไปจนถึงสถานีฝึก ก็รวมอีกรอบ นับคน เผื่อใครแอบไปฉี่แล้วหลงป่า แล้วก็เตรียมจัดแถวยิงปืนตามลำดับเมื่อวันแรก\nเหมือนเดิมครับ อธิบายเหมือนเดิม เรื่องเดิม ปืนเดิมๆ เหมือนเดิมทุกอย่างแค่ละเอียดขึ้น และไม่มีเสียเงิน แต่ก็ดีครับ เพราะผมก็จำไม่ได้ว่ามันต้องยิงไง แล้วก็แจกปืน ให้ซ้อมกันอีกรอบ\nผมอยู่รอบที่เจ็ดหรือแปดนี่แหละ จำไม่ได้ กว่าจะได้ยิงปืนก็ก็สายๆเลย รอนานมาก ซึ่งระหว่างรอก็ต้องโดนซ้อมยิงไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ\nจนกระทั่งถึงตาผม อุ้ย ตื่นเต้นมากครับ\nก็เรียกแถว และเริ่มเดินไปจนถึงสนามยิง ซึ่งต้องข้ามถนนไปอีกฝาก ในใจก็แบบ อ่า จะได้ยิงของจริงๆแล้ว ระหว่างรอ ช่วงเวลานั้นก็คงไม่ได้ต่างอะไรกับวันตรุษจีนเท่าไหร่ เสียงปืนนี่ปังๆๆๆ ไม่ต่างอะไรกับประทัดเลย ผมหายข้องใจทันทีว่าทำไมชอบเอาประทัดแทนเสียงปืน มันเหมือนกันมากจริงๆ\nสักพักก็มีครูฝั่งสนามยิงปืนเดินมา เรียกคนตามหมายเลขออกไป ประมาณห้าคน ผมก็งงๆว่าเรียกทำไม ซึ่งก็งงได้ไม่นาน เพราะเขาเรียกหมายเลข 60 ด้วย แย่จริง นั้นมันผมเอง\nผมก็โดนเรียกออกไป ทหารก็บอกว่า เสียสละหน่อยน่า เอาละสิครับ คำว่าเสียสละของทหารมักจะเป็นคำที่ทำให้เราลำบากเสมอ\nโดนเรียกไปทำอะไรกันแน่ คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวเป็นล้านรอบ เสมือนเพลงของท่านประยุทธ์ที่เปิดซ้ำๆทุกวัน\nไม่นานก็โดนชี้ให้เดินไปทางกราบขวาของสนามฝึก ตรงบริเวณนั้นมีธงตั้งอยู่ เห็นปุ๊ปก็ถึงบางอ้อ ทหารให้ผมมาเป็นคนชักธงนี่เอง\nคือ สนามยิงปืนมีธงเล็กหกอัน ธงใหญ่สองอัน ตั้งอยู่ก่อนเดินเข้าไปจุดยิง แบ่งเป็นกราบซ้ายและขวาอย่างละสามธงเล็กหนึ่งธงใหญ่ หนึ่งธงมีผ้าสองผืนคือเขียวและแดง เขียวคือสนามปลอดภัย แดงคืออันตราย กำลังมีการยิงปืน\nธงทุกธงจะชักธงสีแดงขึ้นต่อเมื่อมีคำสั่งเตรียมยิง และธงเล็กชักธงเขียนขึ้นเมื่อพื้นที่ของตนเองนั้นเก็บปืนเรียบร้อย ส่วนธงใหญ่จะชักธงเขียวต่อเมื่อธงเล็กทุกธงของกราบขวาหรือซ้ายของตนเป็นสีเขียว\nนั้นแหละครับ หน้าที่ง่ายๆ ฟังสัญญาณและชักธง\nแต่ปัญหาคือ\u0026hellip; ไม่นานหลังจากผมไปประจำตำแหน่ง ก็อยู่คู่กับเพื่อนจากโรงเรียนนานาชาติคนนึง เขาก็เงียบๆ ผมก็ไม่ได้ถามอะไร จนกระทั่งพวกเราทั้งคู่ก็ยืนเหม่อมองพวกยิงปืน คืออยากยิงไง ซึ่งนั้นแหละครับปัญหาเลย ยืนเหม่อจนลืมชักธง\nครูฝึกเห็นเข้าครับ ไม่มีอะไรมาก ครูฝึกเขาใจดีครับ มีใจบริการ วิดพื้นยี่สิบ เชิญชิมกันไปก่อน\nจากนั้นเราสองคนนี่ก็เป๊ะตลอดครับ อิ่มแล้ว ไม่อยากเจอวิดพื้น\nก็รอดมาได้ด้วยดีจนกระทั้งถึงตาผม ผมก็เข้าไปยิงปืนละ ตอนแรกเอ๋อๆนิดหน่อย โดนด่าเสียทีก็เริ่มยิงดีละ ขอบอกเลยว่าเห็นผมเล่นคอมทั้งวัน แต่สกิลยิงปืนก็ใช้ได้นะ\nรอบแรกตอนปรับเป้าเล็งนี่ผมยิงเข้าจุดดำด้วย ที่เหลือเข้ากระดาษตลอด หลุดกระดาษไปลูกนึง\nส่วนรอบจริงก็เอียงซ้ายไปนิดหน่อย แต่ทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์ดี ขนาดที่ครูที่ด่าผมตอนแรกยังออกปากชมเลย (ไม่ได้อวด พูดจริง) ก็ยิงเสร็จ เก็บเป้า ส่งคะแนน เคลียร์ปลอกกระสุน ก็กลับไปชักธงกันต่อไม่มีอะไรเป็นพิเศษ\nซึ่งอยากจะบอกว่าได้ยิง M16A1 ก็สนุกดีนะครับ แต่แรงถีบมันเยอะมาก ต่างจากปืนง่อยๆที่เราได้ยิงกันที่ศูนย์ใหญ่รด.กันมากเลย กระสุนที่ศูนย์ใหญ่ให้เรายิงเป็น .22 มั้งถ้าจำไม่ผิด แต่นี่เป็น .5 ดูต่างกันไม่มาก แต่ความยาวนี่ต่างกันหลายเท่าเลย .22 ประมาณใหญ่กว่าเส้นผ่านศูนย์กลางเหรียญสิบหนิดหน่อย แต่ .5 ประมาณครึ่งนึงของปากกาลูกลื่นเลย\nพอทุกคนยิงเสร็จ คนชักธงก็ถึงได้หมดหน้าที่ เขาก็ให้เราเดินกลับ ซึ่งระหว่างเดินทาง ทหารก็เรียกทั้งหมดแล้วบอกว่า \u0026ldquo;อ้าว พวกชักธง เสียสละกันดีมาก มากินไอติมมา\u0026rdquo;\nผมนี่แบบ โหหหห ไอติมฟรี การเสียสละมันดีงี้นี่เอง เดินไปสักพัก แท่งละสิบบาท\u0026hellip;\nความรู้สึกดีๆหายไปในทันที แต่ก็ไม่รู้จะทำไงก็ซื้อละกัน ไอติมโบราณตามแบบศูนย์ใหญ่รด.ขายกัน อร่อยใช่ได้ รสสตรอเบอร์รี่\nมารวมกันอีกรอบเพื่อเตรียมเดินทางต่อไปอีกสถานีช่วงบ่ายซึ่งไม่ไกลกันมากนัก\nระหว่างพวกผมรวมก็แจ็กพ็อตครับ เจออีกผลัดนึงพึ่งมาใหม่พอดีวันแรก ผลัดนั้นมีโรงเรียนอะไรรู้ไหมครับ อัสสัมชันใหญ่ กับมหิดลวิทยานุสรณ์ โอ้วววเย้\nเดาได้เลยว่าผลัดนี่น่าจะสบาย อสช. นี่เด็กเส้นใหญ่ก็เยอะ ส่วน MWIT นี่ก็หัวกระทิระดับต้นๆของประเทศ ทหารไม่กล้าทำอะไรสองที่นี่แน่นอน\nแต่ช่างเขาเถอะครับ เราไม่เกี่ยว คิดแล้วก็เศร้า แต่ก็ก้มหน้าเดินต่อไป มุ่งสู่สถานี ครชน. (ชื่อมันดูฮาๆ) เคมี รังสี ชีวะ นิงเคลียร์ (ชีวะ หรือ ชีวภาพ ไม่มั่นใจ)\nไปถึงก็รวมอีกรอบ ไม่รู้จะรวมอะไรนักหนา แล้วก็กินข้าว ร้อนครับ บริเวณนี้ ไร้ซึ่งร่มเงาใดๆ\nกินข้าวเสร็จก็ซื้อน้ำกิน อ่า เย็นชื่นใจ แล้วกลับมานั่งรอเรียกรวม\nแต่ระหว่างรอมันก็มีอีเว้นท์พิเศษครับ อะไรรู้ไหม ลมบ้าหมูครับ คือ มันใหญ่มากนะ แทบจะเรียกว่าเป็นทอร์นาโดเลยก็ได้มั้ง ความกว้างกะคร่าวๆประมาณรถเก๋งคันกว่าๆ\nลมบ้าหมูลูกนี้ เกิดขึ้นมาแบบทันทีทันใด พัดสายรั้ว และเคลื่อนไปยังทิศทางของเต้นท์กินข้าว พังทลายเต้นท์เล็กๆของทหารกระจุย เฉียดๆเต้นท์กินข้าวไป แต่เชื่อเลยว่า ใครที่ยังกินข้าวอยู่นั้น ได้มีฝุ่นผงเป็นผงโรยหน้าแน่นอน\nสักพักลมบ้าหมูก็เลี้ยวขวานิดหน่อย ซึ่งมันก็มีเด็กอยู่บริเวณนั้นครับ เด็กนี้ก็วิ่งหนีทันที ซึ่งจากที่เพื่อนเล่าให้ฟังคือ พอลมบ้าหมูไปถึงเด็กนี้สักพัก มันก็หยุด\nโอ้วววว เด็กมหัสจรรย์ ควบคุมลมได้ แต่ความลำบากดันมาตกที่ผมครับ ปรากฏว่า เด็กคนนั้นหน้าตารูปร่างเหมือนผม วันนั้นกลายเป็นมีเพื่อนประมาณ 3-4 คนมาถามผมว่าโดนลมบ้าหมูจี้ตูดมาเรื่อยๆรู้สึกไง คือ\u0026hellip; นั้นไม่ใช่ผม\nซึ่งก็ซะใจกันไปกับเต้นท์ทหารที่บู้มมมมเป็นโกโก้ครั้นช์นะครับ\nเราก็เข้าสู่เนื้อหาจริงจังกันต่อ เรียกรวม จัดที่นั่งกัน ฟังครูฝึกอธิบายเรื่องสถานีนี้กันไป\nแต่ก็มีเรื่องสนุกๆเกิดขึ้นบ่อยครั้งครับ เพราะตลอดที่นั่งฟังครูฝึกบรรยาย ก็มีลมบ้าหมูเกิดขึ้นอีกประมาณ 3-4 ลูก มีอีกลูกนึงพัดเข้าไปเต้นท์หลัก ดึงหลังคากระชากออกไปครึ่งนึง ก็ซะใจกันอีกรอบ\nไม่นาน ความจริงคือนานมากครับ ฟังบรรยายจนเบื่อหลับไม่ได้ด้วย เขาก็ปล่อยพักละ ซื้อน้ำขนมตามใจชอบ\nพักไม่นานก็เรียกนั่งฟังต่อ อ่าาาาาห์ ชีวิตช่างน่าเบื่อ แต่ก็เบื่อได้ไม่นานครับ เมื่อเขาเริ่มให้หยิบหน้ากากกันแก๊สที่แจกให้ออกมาฝึกใส่\nสกิลที่ทุกคนต้องเรียนรู้จากทหารในครั้งนี้คือ สัญญาณที่บอกว่ามีแก๊สพิษคือ คำว่า \u0026ldquo;แก๊ส\u0026rdquo; ซึ่งทหารต้องใส่หน้ากากกันพิษให้ทันใน 9 วินาที\u0026hellip;\nสนุกกันจริงครับ ใส่หน้ากากเหม็นๆ กระชากหน้าตัวเองแรงๆ แอนด์ ดึงสายรัดรัดหัว ทำอย่างนี้อยู่รายรอบมากกว่าเขาจะให้เลิก\u0026hellip; ก็ทำกันได้แหละครับ เก้าวินาที กระบวนท่าหน้ากากกันแก๊ส\nแต่พีคกว่าคือหลังจากนั้น\nครูฝึกเริ่มประกาศหาอาสาสมัครครับ\u0026hellip;\nมันก็เหมือนกับการพนันด้วยเหรียญนำโชคแหละครับ เราไม่รู้ว่า คำว่าอาสาสมัครเนี่ย มันจะดีหรือแย่ ซึ่งส่วนใหญ่มันก็มักจะออกมาแย่ แต่รอบนี้ผมไม่พลาดหรอก เพราะเราได้รับข่าวสารที่เชื่อที่ได้จากเพื่อนที่เข้าเขาชนไก่มาก่อนหน้านี้ว่า\n\u0026ldquo;มึงรีบยกมือขอเป็นอาสาสมัครซะ จะดีกว่า\u0026rdquo;\nทำไมหรอ? เพราะว่ามีรุ่นพี่ท่านหนึ่งผู้เรียนปีสามเท่าเราบอกว่า คนที่เป็นอาสาสมัครนะ จะได้ใส่หน้ากากไปอยู่ในห้องรมแก๊สซึ่งมีแก๊สน้ำตาอยู่ 10% จากของที่ใช้จริงๆ แล้วไปยืนในห้องรมแก๊สไม่นานก็ออก สบายๆ และปลอดภัย\nส่วนคนที่ไม่ได้เป็นอาสาสมัครนะ เขาจะให้วิ่งเข้าห้องรมแก๊สทั้งที่ไม่มีหน้ากากเลย\nขออธิบายเรื่องห้องรมแก๊สก่อน อันที่จริงมันไม่ได้เป็นห้องหรอกนะ แต่มันเป็นเต้นท์ที่ปิดมิดชิด คล้ายๆเต้นท์หมอผ่าตัดในหนังนะ ซึ่งในนั้นก็มีแก๊สน้ำตาอยู่\nแน่นอน ผมนี่อยากเป็นอาสาสมัครทันทีเลย แต่ในวันจริง ไม่รู้ทำไมผมก็นึกอยากลองแก๊สน้ำตาจังๆสักรอบเป็นประสบการณ์ เผื่อต้องไปชุมนุมอะไรสักครั้งไรงี้ ผมเลยไม่ขอเป็นอาสาสมัคร\nซึ่งสุดท้ายก็ตามนั้นแหละครับ ผมก็โดนวิ่งผ่านห้องรมแก๊สแบบไม่มีเครื่องป้องกัน อ่าาาาาาห์ แก๊สน้ำตา\nตอนแรกผมวางแผนอย่างดี อ่าห้า เจอเต้นท์ปุ๊ป วิ่งทะลุหลับตาผ่านไปเลย ง่ายๆ แก๊สจะได้โดนหน้าน้อยๆไง\nโอโห้ แผนเพอร์เฟ็กต์ขนาดนี้ แต่เอาเข้าจริง ตอนวิ่งเข้าไปแล้วถึงประตูออก ดันมีพวกที่ยืนออกัน ไม่ออก ไม่รู้ออกันหน้าประตูออกทำเพื่ออะไร หรืออยากได้แก๊สน้ำตากัน แต่คือ ผมไม่อยากได้ไง ก็เลยกลายเป็นต้องยืนในนั้นเฉยๆประมาณ 3-5 วินาที\nเวลาแค่ 3-5 วินาทีดูน้อยนะครับ แต่อันที่จริง แทบตาย\nทำไงได้ ผมนี่น้ำตาไหลอย่างไม่ทราบสาเหตุพร้อมกับอาการสุดวิเศษแสบตามไปหน้าสุดๆ\nต้องวิ่งรับอากาศบริสุทธิ์อยู่สักพักกว่าจะหายแสบ\nแต่ไม่รู้ว่าจะบอกว่าผมโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ เพราะสุดท้ายพวกที่ลำบากสุดก็น่าจะเป็นพวกที่เป็นอาสาสมัคร เพราะจากการลองถามเพื่อนที่เป็นอาสาสมัครแล้ว มันโดนหนักกว่า เช่น ลุกนั่งในเต้นท์ อะไรงี้ แล้วก็มีเพื่อนคนนึงเล่าว่า ทหารบอกให้ถอดหน้ากาก มันก็คิดว่าแก๊สน้ำตาหมดแล้ว ทันใดนั้น ทหารก็บู้มมมมมม ควันขาวๆก็ลอยคลุ้งไปทั้ว เพื่อนผมมันก็คิดว่า เห้ย ยาแก้พิษแน่ๆ เอ้า สูดเข้าเต็มปอดซะ\u0026hellip;\nก็นั้นแหละครับ แต่มันไม่ใช่แก๊สยาแก้ แต่เป็นแก๊สน้ำตาอีกลูก เพื่อนผมที่ใส่หน้ากากก็แทบจะตายคาเต้นท์กันเลย\nตอนผมฟังเรื่องที่เพื่อนเล่า ตัวผมก็สับสนระหว่าง จะสมน้ำหน้าดี หรือ สงสารดี แต่แน่นอน เพื่อนที่ดีอย่างผมก็ต้องเลือกที่จะ.. สมน้ำหน้าอยู่แล้ว\nตอนนั้น ถ้าคุณลอยอยู่กลางอากาศเหนือบริเวณลานกว้าง คุณก็คงจะเห็นแค่เหล่าเด็กน้อยๆ ที่วิ่งพล่านไปมาอลม่านแน่นอน อ่าหหหห์ ช่างเป็นบรรยากาศที่สดชื่นและน่าสนุกสนานของเด็กวัยทีนจริงๆ\nไม่นานก็เรียกรวมอีกรอบ เรียกเก็บอุปกรณ์ละ สรุปฐาน เป็นอันจบสถานีที่สอง\nก็คงต้องขอขอบคุณเหล่าทหารกล้าที่มอบแก๊สน้ำตาให้เราสูดดมอย่างเต็มปอดชื่นใจนะครับ แต่ให้โดนอีกรอบก็คง say no\nจบสถานีก็เหมือนเดิมครับ เดินกลับกองพันปกครองที่ 34 ขาก็ลากๆไป ขึ้นลงเนินไม่กี่ลูกก็ถึง ซึ่งก็เหนื่อยเอาการ\nกลับถึงกองพันก็รวมเช็คคน กินข้าวเหมือนเดิม แน่นอน ไก่แดง\nกินข้าวเสร็จ แต่ก็ยังไม่ได้อาบน้ำ เขาให้ดมกลิ่นเหม็นเน่าของตัวเองกันเล่นๆไปก่อน\nปล่อยว่างได้ไม่นาน เดี๋ยวเด็กสบายเกิน ก็ต้องเรียกรวมครับ\nเชิญนักศึกษาวิชาทหารผู้น่ารักไปนั่งฟังบรรยายครับ (อย่างง่วง บอกเลย)\nก็จัดแถวเดินไปอีกจุด มีเก้าอี้ให้นั่ง ห่างจากกองพันปกครองไม่ไกลนัก แบ่งนั่งกันชุดละห้าคน\nโดยเนื้อเรื่องของการบรรยายครั้งนี้แบ่งเป็นสามหัวข้อ ดังนี้\nหมอขยะ สิทธิที่จะได้จากการเรียนรด. ปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ เริ่มกันที่หัวข้อแรก หมอขยะ\nหมอขยะ มีผู้บรรยายเป็นพระ ชื่อ หลวงพี่โจ เป็นโครงการเกี่ยวกับการแยกขยะอย่างสร้างสรรค์ โดยการจับกิจกรรมสันทนาการกับการแยกขยะมารวมกันเพื่อให้การแยกขยะดูน่าสนุก และไม่น่ารักเกียจ\nก็ดีครับ มีร้องเพลงนิดหน่อย และภาพเปิดให้ดู แต่ที่ฮาคือ มันมีกิจกรรมครับ พระท่านจะเปิดภาพให้เรา เราก็ต้องทำท่าต่างๆ มีสามท่า คือ คิดดี ทำดี และท่าสุดเจ๋งครับ ท่าปล่อยแสงงงงง!\nซึ่ง ท่าปล่อยแสงเนี่ย มันก็เหมือนท่าของอุลตร้าแมนปล่อยแสงนั้นแหละครับ แต่ประเด็นคือต้องพูดคำว่าปล่อยแสงด้วย มันเลยกลายเป็นคำพูดติดปากกันไปเลย ซึ่งก็เรียกเสียงเฮฮาจากเด็กนศท.ได้ดีพอสมควร\nหัวข้อที่สอง สิทธิที่จะได้จากการเรียนรด.\nเนื้อหาก็ตามนั้นแหละครับ เรียนกจบปีสามต้องทำไงต่อ รับเอกสารเมื่อไหร่ ถ้าโดนเรียกเกณฑ์ทหารให้เอาอะไรไปยื่น ถ้าเรียนต่อถึงปีห้าจะได้ยศอะไร การถูกเรียกตัวไปฝึก ค่าเบี้ยงเลี้ยงและเงินเดือนเมื่อต้องไปฝึก ค่ารักษาพยาบาล ค่าทำขวัญและค่าทำศพ\nครับ อ่านไม่ผิดหรอกครับ คำขวัญทำศพ\nโดยปกติ ค่าทำขวัญ จะคิดจากความเป็นไปได้ในการมีชีวิตอยู่คูณกับอะไรซักอย่าง ซึ่งหมายความว่า ยิ่งเราแข็งแรง มีแนวโน้มที่จะอายุยืน ครอบครัวเราก็ได้เงินทำขวัญมาก\nแต่ ค่าคำขวัญรวมกับค่าทำศพของทหาร นี่ยังไม่เกิดแสนนึงเลย ผมแบบ เอิ่ม\u0026hellip; ช่างมันละกัน ข้ามกันไปสู่หัวข้อต่อไป\nหัวข้อสุดท้าย ปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ\nหัวข้อนี้อลังทั้งภาพและเสียงและคนพูดครับ น้ำเสียงปลุกระดมพอๆกับกปปส.หรือ นปช.เลย เสียงซาวน์เอฟเฟ็กให้ความรู้สึกเหมือน พม่ากำลังจะเอาดาบแทงตูดข้าพเจ้า เสียงปืนใหญ่เอย อะไรเอย รวมๆคือดีครับ ฟังเพลิน\nส่วนเนื้อหาก็เกี่ยวกับสงครามเก้าทัพ อยุธยาแตกไปสองรอบ พม่ามาตีอโยธยา โยนเด็กเล็กเล่นเอาดาบเสียบเป็นลูกชิ้นเสียบไม้ และการเสียดินแดนตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์จนถึงเขาพระวิหาร\nโดยรวมก็คือจะสื่อว่า พวกประเทศที่มาตีเราเช่น พม่า เขมร ฝรั่งเศส อังกฤษ มันโครตเลวน่ะครับ\nสรุปคือ ให้เอามันอย่างเดียว อย่าเอาสาระ!\n(แต่ทหารที่มาพูด เขามีชวนให้เราไปตีเขมรทวงคืนเขาพระวิหารด้วย แหม่ ผมก็อยากไปนะ แต่ทหารเขาบอกว่าถ้าเขาให้ไป เขาคงโดนขึ้นศาลทหารแน่)\nก็จบการบรรยายแต่เพียงเท่านี้ครับ ช่วยกันเก็บเก้าอี้นิดหน่อย แล้วเดินกลับกองพันอันเป็นที่รัก\nปล่อยให้อาบน้ำและพักด้วย โอ้ววว รักครูฝึกจัง ซึ่งแน่นอน ผมอาบน้ำและแปรงฟัน เพราะวันพรุ่งนี้จะต้องไปขึ้นเขาและจะไม่ได้เจอน้ำอีกเลย วันนี้เลยต้องขอชำระล้างบาปที่ทำมาก่อน\nอาบน้ำเสร็จก็รวมตามปกติ แจ้งเวลากำหนดการ แล้วให้เข้าเต้นท์\nเนื่องจากคืนก่อนหน้านี้เรามีอาการปวดคอกับหมอนโง่ๆที่มำจากเสื้อนอกรด.พับ คืนนี้เราเลยต้องพิถีพิถันเรื่องหมอนหน่อย\nคืนนี้ผมเอาเสื้อซับในสามตัวพับทบกัน แล้วเอาผ้าขนหนูผืนใหญ่พับทบลงไป แล้วเอาผ้าขนหนูผืนเล็กพันรอบๆ\nจากการทดสอบจับๆดู อ่าาาาห์ นุ่มสบายดีครับ ลองนอนก็ใช้ได้ดีพอสมควร คืนนี้จึงเป็นคืนที่ค่อนข้างสบายครับ อากาศเย็นๆ\nจบวัน ก็ราตรีสวัสดิ์ครับ\n- จบวันที่สอง -\nก็จบไปอีกภาคแล้วนะครับ ก็ขอขอบคุณสำหรับทุกคนที่ตามอ่านกันมาด้วย ของภาคแรกมีคนบอกว่าผมก็เขียนดี อ่านลื่นใช้ได้ ก็ต้องขอขอบคุณมากๆเลยนะครับ (ฮาๆ)\nของภาคสามน่าจะอัพในไม่ช้า โปรดติดตามกันต่อด้วยนะครับ ขอบคุณครับ\nดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 1) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 2) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 3) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4.5) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 5) ","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/khaochonkai-part-2/","summary":"\u003cp\u003e\u003cem\u003e\u003cstrong\u003eโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง\u003c/strong\u003e\u003c/em\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eมาต่อจากภาคแรกกันเลยนะครับ สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านภาคแรก ผมแนะนำให้อ่านภาคแรกก่อน \u003ca href=\"/posts/khaochonkai-part-1/\"\u003eกดที่นี้ได้เลย\u003c/a\u003e หรือจะข้ามมาอ่านภาคสองเลยก็คงไม่เป็นอะไรมากนั้นแหละครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเข้าเรื่องกันเลยละกัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003e- วันที่สอง 10 กุมภาพันธ์ 2558 -\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวันนี้ตื่นมาตอน 04.45 นาฬิกา และแน่นอนผมไม่ได้ตื่นเอง แต่เสียงนกหวีดครับ เช้านี้ผมปวดคอมากจากการนอนด้วยหมอนที่ทำจากเสื้อรด.ผมเอง (พับไปมาจนเป็นหมอน)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eและเช้านี้ก็ทำให้ผมเข้าใจถึงคำคมอันหนึ่ง\u003c/p\u003e\n\u003cblockquote\u003e\n\u003cp\u003eฝันร้ายที่สุดคือการที่ตื่นมาแล้วพบว่ามันเป็นแค่ความฝัน\u003c/p\u003e\n\u003c/blockquote\u003e\n\u003cp\u003eทำไมนะหรือครับ เพราะผมฝันว่าผมนั่งเล่นสบายๆอยู่ที่โรงเรียน แต่ตื่นขึ้นมาแล้วดันพบว่าตัวเองอยู่ที่ค่ายเขาชนไก่\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eแต่ก็เศร้านานมากไม่ได้ เดี๋ยวโดนหมอบ เลยต้องรีบแต่งตัว จัดกระเป๋าเตรียมเดินทาง ส่วนเรื่องแปรงฟันล้างหน้าน่ะ ลืมไปซะเถอะ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eไม่นานนักก็เรียกรวม อธิบายกำหนดการคร่าวๆ ซึ่งก็คือช่วงเช้าเราจะเดินไปที่สถานีฝึกยิงปืน (อ่าาาา ขาของข้า) และตอนบ่ายก็จะไปสถานีครชน. (เคมี รังสี ชีวภาพ นิวเคลียร์)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eก็กินข้าวกันก่อนเลย และวันนี้ก็แน่นอน ผมก็ไปกินไก่แดงเหมือนเดิม 20 บาท ข้าวเหนียวสองถุง ไก่สองไม้ รีบๆกิน กินน้ำ แล้วรีบรวม\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eทุกคนกินเสร็จ เคลียร์ธุระส่วนตัว ก็รวมเพื่อเตรียมเดินทางครับ ตอนเดินทางเป็นเช้ามืดมัน อากาศเย็นสบายจริงๆครับ นี่ไม่ได้ประชดนะ แต่เดินสบายมาก แต่ก็ยังมีฝุ่นอยู่เยอะ ถึงแม้จะมองไม่เห็นก็ตาม ผมใส่ผ้าปิดปากตลอด\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเดินไปจนถึงสถานีฝึก ก็รวมอีกรอบ นับคน เผื่อใครแอบไปฉี่แล้วหลงป่า แล้วก็เตรียมจัดแถวยิงปืนตามลำดับเมื่อวันแรก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเหมือนเดิมครับ อธิบายเหมือนเดิม เรื่องเดิม ปืนเดิมๆ เหมือนเดิมทุกอย่างแค่ละเอียดขึ้น และไม่มีเสียเงิน แต่ก็ดีครับ เพราะผมก็จำไม่ได้ว่ามันต้องยิงไง แล้วก็แจกปืน ให้ซ้อมกันอีกรอบ\u003c/p\u003e","title":"ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 2)"},{"content":"โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง\nI\u0026rsquo;ve been to hell and back, and back to hell…and back.\nขอฝากให้กับเขาชนไก่ และการใส่ชุดรด.ครั้งสุดท้าย แล้วจะไม่มีวันกลับไปอีกแน่นอน\nวันนี้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558\nสำหรับหลายๆคนอาจจะเป็นวันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์ แต่สำหรับผม มันเป็นเหมือนวันที่ผมพึ่งตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย\nเพราะอะไร?\nนั้นก็เพราะเมื่อวานหรือ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นวันที่ผมพึ่งกลับมาจากค่ายรด.เขาชนไก่ ปี 3 นั้นเอง รู้สึกได้เลยว่าตัวเองรอดแล้ว\nและแน่นอน เราต้องมาเขียนเล่าเรื่องราวแห่งนรกภูมิครับ (ฮา)\nในครั้งนี้ผมจะเล่าเป็นภาคๆไปนะครับ แบ่งเป็นห้าภาคห้าวัน จะได้ง่ายต่อการอ่าน งั้นเรามาเริ่มกันตั้งแต่วันแรกเลยละกัน\n- วันที่หนึ่ง 9 กุมภาพันธ์ 2558 -\nวันนี้พวกเราก็ตื่นกันตั้งแต่ตีห้าเพื่อเตรียมจัดเก็บของและลงหอประมาณเกือบๆหกโมง รถก็ออกประมาณหกโมงกว่าๆ\nการเดินทางก็มีแวะร้านค้าเพื่อกินข้าวเช้านิดหน่อย และแวะเพื่อฟังทหารเล่าประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพ เพราะกาญจนบุรีบริเวณเขาชนไก่นี่เป็นทางที่พม่าจะชอบยกทัพเข้ามากัน\nไม่นานนักเราก็ถึงที่หมายสุดเลิฟ เขาชนไก่นั้นเองงงงงงงง\nก็เปิดมาก็งงกันก่อนเลย คือว่า พอไปถึงเต้นท์พวกเราก็ลงไปเพื่อจะยกกระเป๋าลงกัน แต่โดนไล่ขึ้นรถ เพราะรถจะเคลื่อนไปอีกนิด พอรถจอดสนิทเราก็ลงไปยกกระเป๋าอีกแล้วก็โดนไล่ แล้วก็โดนเรียกให้ลงมายกกระเป๋าอีกแล้วก็โดนไล่ขึ้นไปอีก สรุปคือ ทหารเขาต้องการให้เราลงไปแค่บางส่วนเพื่อยกกกระเป๋าเป้ลงไปที่เต้นท์ครับ\u0026hellip;\nทำไมอธิบายเป็นประโยคเคลียร์ๆเลยไม่ได้ก็ไม่รู้\nวางกระเป๋าเสร็จก็โดนไล่ขึ้นรถต่อแล้วเดินทางไปสู่สถานีฝึกแรก นั้คือสถายิงปืน\nเมื่อลงจากรถเขาก็ให้นั่งเรียงๆกันก่อนเพื่อเช็คชื่อ เรียกตามหมายเลขโรงเรียน ฟังคร่าวๆก็มีโรงเรียน เตรียมพัฒฯ, เตรียมน้อม, จุฬาภรณ์ปทุม, ไชยฉิมพลี, นานาชาติไทย-จีน นี่คือเท่าที่จำได้ ซึ่งผลัดที่พวกเราอยู่นั้นคือ ผลัด 32\nแล้วก็เรียกจัดหมวดและกองร้อย ซึ่งผมได้อยู่ในร้อยสามหมวดหนึ่ง ซึ่งขอบอกว่าโชคดีมาก เพราะแทบไม่โดนซ่อมเลยตลอดห้าวันกองร้อยนี้ ทั้งๆที่ร้อยสองเปิดมาวันแรกนาทีแรกก็โดนหมอบทันที\nเมื่อแบ่งสังกัดกันเรียบร้อย ก็เรียกไปกินข้าว ซึ่งการกินข้าวครั้งนี้มันไม่ธรรมดาแน่นอน\nเนื่องจากคนส่วนใหญ่นั้นเก็บช้อนไว้ที่กระเป๋ากัน ซึ่งมันอยู่ที่เต้นท์ ทำให้ถึงเวลาต้องใช้สมองอันน้อยนิดของเราประยุกต์ของรอบตัวเป็นช้อนละครับ\nผม.. คือ ผมไม่รู้จะใช้อะไรจริงๆแล้ว ผมต้องยอมเอามือดำๆเปิปข้าวกิน จังหวะนั้นลืมคิดถึงเรื่องล้างมือไปเลย ผมใช้กระบวนท่านิดหน่อย มือเปิปสลับกันท่าหมาสไตล์ เอาหน้ามุดลงถาด แล้วพยายามใช้ลิ้นกับริมฝีปากตะครุบข้าวเข้าปาก ส่วนน้ำซุปก็ยกซดตามสไตล์เจแปนนิสสส แล้วก็ใช้ช้อนเพื่อนกินรอบวง (รอบวงนี่คือห้าคน ก็ห้าปากนั้นแหละครับ ใครเป็นอีโบล่าก็ตายยกวง)\nโดยรวมวันนั้นเราก็จะเห็นหลายๆคนมีวิธีของตัวเอง ผมอาจจะแย่สุดละ เพื่อนบางคนก็ดูดีหน่อย เอาถุงมาคลุมมือและจกกินอย่างสะอาดศิวิไลซ์ ถ้าฉลาดหน่อยอย่างเพื่อนผมหลายๆคน เขาก็ซื้อกระป๋องสปอนเซอร์มา กินน้ำให้หมด แล้วบิดให้กระป๋องขาดแล้วพับกินเป็นช้อน (ไฮโซสุดเท่าที่ผมเห็นละ)\nผ่านการกินข้าวหฤหรรษเสร็จก็ปล่อยว่างให้ซื้อของกัน\nกลางทะเลทรายมีโอเอซิสฉันใด กลางเขาชนไก่ก็มีช็อปฉันนั้น (ผมแทนร้านค้าด้วยคำว่าช็อป เรียกตามเพื่อนที่มันติด Dota)\nตามเสียงเล่าอ้างนั้นแหละครับ ใครรวยกว่าก็สบายกว่า ตามฉบับทุนนิยมทหารสไตล์\nช็อปกลางป่ามีขายทุกอย่างเพื่อดับร้อน น้ำเปล่า น้ำส้ม สปอนเซอร์ เอส และยังมีโดนัท (ทำไมไม่ขายช้อน) ตรงข้ามช็อปป่าก็มีร้านขายชานมไข่มุกด้วย ไอโซกว่าที่โรงเรียนผมอีก\nกินเสร็จอิ่มขี้มือตัวเองกันไปก็เรียกรวมซะ\nเรียกรวมกันเข้าร่ม เขาก็อธิบายกันเรื่องสถานียิงปืน ไม่นานนักทหารก็ใช้จังหวะที่เด็กเริ่มเคลิ้มเนี่ย ขายตรงซะ!\nขายอะไรครับ ขายที่อุดหูไงครับ\nแต่อันนี้ไม่ค่อยอะไรมาก เพราะส่วนใหญ่ไม่มีกัน และมันก็จำเป็นมาก (เสียงปืนมันจะดัง) แพ็กละสามสิบบาท ทุกคนก็โดนมนต์สะกดต้องซื้อตามๆกันไป\n//คือถ้าไม่ซื้อก็น่าจะโดนหมอบ ไม่ก็คลานประมาณนี้\nซื้อเสร็จก็สอนกันต่อ โดยปืนที่พวกเราได้ใช้ฝึกคือ M16A1 (อ่านว่า เอ็มสิบหกเอหนึ่ง) อธิบายการใช้และการบรรจุกระสุน โดยวันแรกเราจะยังไม่ได้ยิงกัน เริ่มยิงจริงวันพรุ่งนี้ แต่ก็ฝึกเหมือนมีกระสุนจริงนะ\nจบการฝึก ไม่มีอะไร นั่งชมวิว ตากลมเย็นๆแล้วก็กลับ\nตอนกลับครับ เราเดินกลับ คือแบบ\u0026hellip; ตอนมามันดูแปปเดียวใกล้ๆนะ ตอนกลับนี่ระยะทางเพิ่มขึ้นมาอีก 2.4464 เท่าทันที พร้อมกับกิ๊ฟวอยเชอร์พิเศษ มหากาฬฝุ่น\nเดินไป หายใจไป ก็รับประทานฝุ่นกันด้วย ชิลๆ ตามสไตล์ Chonkai Mountain Villa Resort\nเดินขึ้นลงเนินหลายรอบกว่าจะถึง ระยะทางคาดคะเนน่าจะประมาณกิโลกว่าๆถึงสองกิโล\nเมื่อถึงเขาก็เรียกรวมทันที (ขอพักแปปได้ไหมมมมม) อธิบายนู่นนี่ การอยู่รวมกัน แล้วก็ปล่อยกินข้าวอาบน้ำ\nใครกินข้าวหลวงก็ได้ ไม่กินก็ได้ แน่นอน ผมไม่กิน เลยเดินไปกินที่ช็อปหลังกองพัน ซึ่งก็มีหลายร้านมาก ตั้งแต่ร้านขายของทั่วไปที่ขายทุกอย่าง ย้ำว่าทุกอย่างจริงๆ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ยันกระติกน้ำและถุงนอน\nร้านอาหารก็หลากหลาย อร่อยพอได้ ร้านตามสั่ง ร้านข้าวแกงและข้าวมันไก่ รวมถึงร้านสุดพิเศษ ไก่ย่างแดง (ขอเรียกว่าไก่แดง)\nใครมาเขาชนไก่แล้วไม่กินไก่แดงนี่คือมาไม่ถึงพูดเลย ไก่แดงนี่อร่อยไหมไม่รู้ แต่เดาว่าในนั้นน่าจะมีกัญชา!\nทำไมรู้ไหมครับ เพราะเมื่อคุณกินไก่แดงเสร็จไม่ถึงสิบนาที คุณจะรู้สึกโหยหามันอีกครั้ง เสพติดสุดๆ\nส่วนร้านสุดท้ายที่ผมอึ้งเลย เพราะพึ่งเจอครั้งแรกคือร้านอะไรรู้ไหมครับ? มันคือร้านเติมเงินและรับชาร์ตโทรศัพท์\nไฮโซ เลิศเลอ เพอร์เฟ็ก ศิวิไลซ์เซชั่นมากกกก\nแต่ไม่ได้ใช้บริการ เพราะเอาโทรศัพท์สุดอึดอย่าง Nokia ไป (ฮา)\nส่วนเรื่องอาบน้ำวันแรกผมยังไม่รู้ เพราะ ไม่อาบ ทำไม? ก็ขี้เกียจ แล้วก็เหงื่อออกไม่เยอะด้วย พอตกเย็นมันก็อากาศสบายๆแล้ว เหงื่อเลยหายไปหมดเลย\nสักพักก็โดนเรียกรวมก่อนนอนอีกครั้งครับ แล้วก็พูดนู่นนี่ไปเรื่อย ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แต่ไม่นานก็ต้องสนใจ\u0026hellip; ขายตรงรอบสอง\nรอบนี้ขายอะไร แน่นอน ทหารนี่ต้องมีแต่ของดีๆอยู่แล้ว รอบที่แล้วขายที่อุดหู รอบนี้เขาขายแพ็กเกจมหัสจรรย์ครับ\nเสื้อซับใน ผ้าพันคอซึ่งประโยชน์คือไว้ปิดปาก สายกุญแจรด. ถุงก๊อปแก๊ปใหญ่สองถุง และยากันยุงอภิมหาHandMade สองขวดปริมาณยังไม่เท่ากันเลย\u0026hellip;\nสามอย่างนี้ทางเราขอขายในราคาปกติ 100฿ แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าคุณมาซื้อกันในเขาชนไก่ เราขอมอบสิทธิพิเศษให้คุณ สามอย่างรับไปเลยในราคา 150฿\nอย่าแปลกใจครับ ทำไมแพงขึ้น จำแค่ว่าในอยู่ในโลก ทุนนิยมทหาร พอครับ\nแน่นอนแค่คุณเห็นหน้าทหารถือถุงและของเหล่านั้นคุณก็อยากซื้อซะจนเงินในมือสั่นทันที เพราะถ้าคุณไม่ซื้อ คุณก็อาจจะได้อย่างอื่นแทน\u0026hellip;\n(อันนี้ไม่รู้มีคนไม่ซื้อหรือเปล่านะ อยารู้ลองๆถามกันเอาเอง แต่ยอมรับว่าเสื้อสวยดี)\nซื้อเสร็จเก็บเงินเสร็จก็ไม่มีอะไรละ เข้านอน\nแต่เนื่องจากผลัดผมเนี่ย คนมันเยอะมากหกร้อยกว่าคนแหนะ ก็เลยต้องนอนเต้นท์ละสามคน แต่ผมโชคดี ได้นอนเต้นท์ละสองคนกับเพื่อน\nคืนแรกไม่มีอะไร ผมก็เก็บของ เคลียร์เต้นท์ แล้วนอน\nผมมีแต่ถุงนอน ส่วนหมอนคงไม่มีใครแบกไป คืนแรกก็เลยลองเอาเสื้อรด.เป็นหมอน ซึ่งขอบอกว่าแย่มาก เพราะเช้าวันต่อมาปวดปวดคอระดับสุดยอดมาก ไม่แนะนำให้ใช้จริงๆ\nคืนนั้นอากาศเย็นจนหนาวครับ ถือว่าดี เพราะไม่ชอบร้อน\nยุงไม่มีด้วย สงสัยเป็นเพราะยากันยุงรด. ศักดิ์สิทธิ์มากครับ ยังไม่ได้ฉีดแค่พกติดตัว ยุงก็ไม่เข้าหาคุณละ\nวันแรกก็พยายามรีบนอนเพราะต้องเก็บแรงไว้ สุดท้ายก็กล่าวราตรีสวัสดิ์กันไปครับ\n- จบวันที่หนึ่ง -\nวันแรกก็จบไป ต้องขอบอกว่านี่เป็นแค่ออเดิร์ฟครับ มันเลยดูสบายๆไม่มีอะไร เพราะของจริงจะเริ่มจากวันพรุ่งนี้ครับ ซึ่งวันที่หนักจริงๆก็จะเริ่มจากวันที่สามครับ\nส่วนสำหรับคนที่อยากรู้เรื่องจ่านรกก็จะเจอกันได้ในภาคสี่ครับ หรือก็คือวันที่สี่นั้นเอง\nสำหรับภาคแรกก็ขอจบกันไปก่อนเพียงเท่านี้ครับ โปรดรอภาคต่อไปกันด้วย\nดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 1) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 2) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 3) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 4.5) ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 5) ","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/khaochonkai-part-1/","summary":"\u003cp\u003e\u003cem\u003e\u003cstrong\u003eโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง\u003c/strong\u003e\u003c/em\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cblockquote\u003e\n\u003cp\u003eI\u0026rsquo;ve been to hell and back, and back to hell…and back.\u003c/p\u003e\n\u003c/blockquote\u003e\n\u003cp\u003eขอฝากให้กับเขาชนไก่ และการใส่ชุดรด.ครั้งสุดท้าย แล้วจะไม่มีวันกลับไปอีกแน่นอน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวันนี้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558\u003cbr\u003e\nสำหรับหลายๆคนอาจจะเป็นวันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์ แต่สำหรับผม มันเป็นเหมือนวันที่ผมพึ่งตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเพราะอะไร?\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eนั้นก็เพราะเมื่อวานหรือ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นวันที่ผมพึ่งกลับมาจากค่ายรด.เขาชนไก่ ปี 3 นั้นเอง รู้สึกได้เลยว่าตัวเองรอดแล้ว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eและแน่นอน เราต้องมาเขียนเล่าเรื่องราวแห่งนรกภูมิครับ (ฮา)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eในครั้งนี้ผมจะเล่าเป็นภาคๆไปนะครับ แบ่งเป็นห้าภาคห้าวัน จะได้ง่ายต่อการอ่าน งั้นเรามาเริ่มกันตั้งแต่วันแรกเลยละกัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003e- วันที่หนึ่ง 9 กุมภาพันธ์ 2558 -\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวันนี้พวกเราก็ตื่นกันตั้งแต่ตีห้าเพื่อเตรียมจัดเก็บของและลงหอประมาณเกือบๆหกโมง รถก็ออกประมาณหกโมงกว่าๆ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eการเดินทางก็มีแวะร้านค้าเพื่อกินข้าวเช้านิดหน่อย และแวะเพื่อฟังทหารเล่าประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพ เพราะกาญจนบุรีบริเวณเขาชนไก่นี่เป็นทางที่พม่าจะชอบยกทัพเข้ามากัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eไม่นานนักเราก็ถึงที่หมายสุดเลิฟ เขาชนไก่นั้นเองงงงงงงง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eก็เปิดมาก็งงกันก่อนเลย คือว่า พอไปถึงเต้นท์พวกเราก็ลงไปเพื่อจะยกกระเป๋าลงกัน แต่โดนไล่ขึ้นรถ เพราะรถจะเคลื่อนไปอีกนิด พอรถจอดสนิทเราก็ลงไปยกกระเป๋าอีกแล้วก็โดนไล่ แล้วก็โดนเรียกให้ลงมายกกระเป๋าอีกแล้วก็โดนไล่ขึ้นไปอีก สรุปคือ ทหารเขาต้องการให้เราลงไปแค่บางส่วนเพื่อยกกกระเป๋าเป้ลงไปที่เต้นท์ครับ\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eทำไมอธิบายเป็นประโยคเคลียร์ๆเลยไม่ได้ก็ไม่รู้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวางกระเป๋าเสร็จก็โดนไล่ขึ้นรถต่อแล้วเดินทางไปสู่สถานีฝึกแรก นั้คือสถายิงปืน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเมื่อลงจากรถเขาก็ให้นั่งเรียงๆกันก่อนเพื่อเช็คชื่อ เรียกตามหมายเลขโรงเรียน ฟังคร่าวๆก็มีโรงเรียน เตรียมพัฒฯ, เตรียมน้อม, จุฬาภรณ์ปทุม, ไชยฉิมพลี, นานาชาติไทย-จีน นี่คือเท่าที่จำได้ ซึ่งผลัดที่พวกเราอยู่นั้นคือ ผลัด 32\u003c/p\u003e","title":"ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 1)"},{"content":"อ่าห์ ส่วนเรื่อง #BCBK นั้นเดี๋ยวค่อยมาเขียน ขอโทษนะครับ\nกลับเข้าเรื่องอวย พอดีไปห้างเลยมีโอกาสไปเยี่ยมร้านหนังสือร้านประจำ (ไม่ใช่ SE-ED) ไปเลือกหนังสือการ์ตูนแล้วได้เล่มใหม่กลับมาสองเล่ม อ่านแล้วด้วยนะ\nอันนี้ไม่รู้ทำไมถึงหยิบมา แต่เดินไปเดินมาก็เลือกดูตั้งหลายเล่มนะ แต่เล่มนี้เป็นเล่มเดียวที่แค่เห็นหน้าปกก็หยิบเลย แปลกแหะ?\nเรื่อง นางิสะ ครูสาวเลือดซามูไร\nเนื้อเรื่องเกี่ยวกับครูนางิสะกับกลุ่มนักเรียนในห้องเรียนของเธอ จบ.\nพูดมากไปเดี๋ยวสปอยล์ ก็เป็นเรื่องธรรมดาระหว่างครูกับลูกศิษย์นั้นแหละ แต่อ่านแล้วก็ไม่ผิดหวัง แนะนำๆ\nเรื่องที่สอง **รักไร้เสียง **\nซื้อมาเพราะเคยอ่านตั้งแต่มันอยู๋ใน Nekopost แต่ตอนนั้นมันมีแค่เล่มแรกที่อยู่ในแมวดุ้น แล้วมันก็หายไปเพราะโดน LC แต่ก็กะว่าจะซื้อตั้งแต่ตอนนั้นละ\nซื้อมาไม่ผิดหวังจริงๆ ซื้อมาสองเล่ม 1 กับ 2 แต่เล่มแรกอ่านข้ามๆเพราะอ่านมาแล้ว ส่วนเล่มสองก็คงความกระแทกอารมณ์ และสัมผัสถึงหัวใจของผู้อ่านได้ดีเช่นเคย\nเกี่ยวกับอะไร?\nเด็กผู้หญิงหูหนวกเข้าเรียนในห้องเรียนของโรงเรียนใหม่ แต่ก็มีพวกเด็กเกเรมาคอยกลั่นแกล้งตลอดเวลา\nที่เหลืออ่านต่อเองนะ แต่แนะนำให้ซื้อครับสำหรับคนชอบแนว ความรักที่ไม่ใช่รักหวานแว่ว แต่รักเชิงมิตรภาพ\nจบการรายงายเพียงเท่านี้ บอกแล้วนี่เขียนแค่เพื่ออวย\nปล. พึ่งรู้ SiamInter มันขึ้นราคาหนังสือมา 5บาท แหนะ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/this-blog-for-my-manga-2014/","summary":"\u003cp\u003eอ่าห์ ส่วนเรื่อง #BCBK นั้นเดี๋ยวค่อยมาเขียน ขอโทษนะครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกลับเข้าเรื่องอวย พอดีไปห้างเลยมีโอกาสไปเยี่ยมร้านหนังสือร้านประจำ (ไม่ใช่ SE-ED) ไปเลือกหนังสือการ์ตูนแล้วได้เล่มใหม่กลับมาสองเล่ม อ่านแล้วด้วยนะ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/xBRXuHJ.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eอันนี้ไม่รู้ทำไมถึงหยิบมา แต่เดินไปเดินมาก็เลือกดูตั้งหลายเล่มนะ แต่เล่มนี้เป็นเล่มเดียวที่แค่เห็นหน้าปกก็หยิบเลย แปลกแหะ?\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่อง \u003cstrong\u003eนางิสะ ครูสาวเลือดซามูไร\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเนื้อเรื่องเกี่ยวกับครูนางิสะกับกลุ่มนักเรียนในห้องเรียนของเธอ จบ.\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eพูดมากไปเดี๋ยวสปอยล์ ก็เป็นเรื่องธรรมดาระหว่างครูกับลูกศิษย์นั้นแหละ แต่อ่านแล้วก็ไม่ผิดหวัง แนะนำๆ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องที่สอง **รักไร้เสียง **\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eซื้อมาเพราะเคยอ่านตั้งแต่มันอยู๋ใน Nekopost แต่ตอนนั้นมันมีแค่เล่มแรกที่อยู่ในแมวดุ้น แล้วมันก็หายไปเพราะโดน LC แต่ก็กะว่าจะซื้อตั้งแต่ตอนนั้นละ\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/FLF1K7Z.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eซื้อมาไม่ผิดหวังจริงๆ ซื้อมาสองเล่ม 1 กับ 2 แต่เล่มแรกอ่านข้ามๆเพราะอ่านมาแล้ว ส่วนเล่มสองก็คงความกระแทกอารมณ์ และสัมผัสถึงหัวใจของผู้อ่านได้ดีเช่นเคย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเกี่ยวกับอะไร?\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเด็กผู้หญิงหูหนวกเข้าเรียนในห้องเรียนของโรงเรียนใหม่ แต่ก็มีพวกเด็กเกเรมาคอยกลั่นแกล้งตลอดเวลา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eที่เหลืออ่านต่อเองนะ แต่แนะนำให้ซื้อครับสำหรับคนชอบแนว ความรักที่ไม่ใช่รักหวานแว่ว แต่รักเชิงมิตรภาพ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eจบการรายงายเพียงเท่านี้ บอกแล้วนี่เขียนแค่เพื่ออวย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eปล. พึ่งรู้ SiamInter มันขึ้นราคาหนังสือมา 5บาท แหนะ\u003c/p\u003e","title":"บล็อกนี้เพื่ออวย หนังสือการ์ตูนสองเล่มพึ่งซื้อ"},{"content":"วันที่ 11 ตุลาคม 2557 : สอบ SIIT คณะ IT มาครับ\nตอนแรกกะจะไม่เขียนบล็อก แต่คิดไปคิดมาลองเขียนดีกว่าเรื่องสอบ เพราะมีเหตุการณ์เยอะอยู่ครับ\nสอบ 8.00น. ครับ ก็ไปกันแต่เช้าเลย เข้าไปในมหาลัยปุ๊ป รถเยอะมาก ก็รถของคนที่มาสอบกันนี่แหละครับ\nเดินหาตึกอะไรสักพักก็เริ่มเข้าสอบ แต่กว่าจะได้เข้าห้องสอบเหมือนจะเลยเวลาสอบมาสักประมาณ 5 นาทีแล้ว ไม่รู้ทำไมเขาปล่อยให้เข้าช้ากว่าห้องอื่น .__.)?\nวิชาแรกคือ คณิตศาสตร์ วิชาที่ผมห่วยเกือบที่สุดละ มี 40 ข้อ ภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่นั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือผมทำไม่ทัน และบางข้อก็ไม่รู้ลืมวิธีทำไปแล้ว เท่าที่ผมมองๆผมรู้ว่าผมเคยทำโจทย์พวกนี้มาหมดละ แต่ก็ตั้งแต่ม.สี่ ม.ห้า ลืมไปหมดละ เย้! ก็มั่วไปเยอะครับ\nวิชาถัดมาคือ วิทยาศาสตร์ อันนี้ง่ายครับ ผมอุตส่าห์จำสูตรฟิสิกต์มา เผื่อต้องใช้ ปรากฎไม่มีครับ เน้นถามความรู้รอบตัวเสียส่วนใหญ่กับความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 40 ข้อ ภาษาอังกฤษหมดเหมือนกันครับ มีไม่มั่นใจประมาณ 10 ข้อ แต่ก็น่าจะถูกละนะ? ทำเสร็จก่อนเวลา\nวิชาวิทย์มีข้อนึงผมฮากับมันมา ถามว่า เห็นเป็นพวกใด ก็มีฟังไจ โพรติส พืช อะไรพวกนี้มาให้ แต่ช้อย E เป็นคำว่า Alien คือ.. ผมไม่รู้ว่ามันเป็นมุกของคนออกสอบ หรือมันหมายถึงพวกสิ่งมีชีวิตระบุประเภทไม่ได้ก็ไม่รู้ แต่ก็ฮาดี\nปัญหาเริ่มจากหลังสอบวิชาวิทยาศาสตร์เสร็จ\nครูที่คุมเข้ามาปรับแอร์ให้เบาลงมั้งครับ แต่ไม่รู้ทำไมผมหนาวขึ้นมากเลย เริ่มเสียสมาธิตั้งแต่ตอนนั้นแหละ\nวิชาสุดท้าย ภาษาอังกฤษ มี 75 ข้อ ผมนี่ช็อกเลย ประเด็นคือขี้เกียจฝนครับ ฝนดินสอมือหงิกนะครับ ซึ่งก็ดันเจอแอร์หนาวระดับสุดยอดด้วย ผมนี่ทำแบบอยากออกจากห้องเป็นที่สุดครับ\nข้อสอบอังกฤษไม่ค่อยอยาก เท่าที่ผมเข้าใจ ถามพวกที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นพวกเทนส์ พวก A The an อะไรพวกนี้ และมีเรียงความสั้นๆมาให้สองเรียงความ อ่านแล้วตอบคำถาม\nโดยรวมไม่ค่อยยาก แต่ก็ไม่รู้จะผ่านไหม อาจจะโง่เกินผ่าน เพราะผมไม่ได้อ่านอะไรมาเลย ซึ่งที่อ่านมานิดหน่อยก็ไม่ได้ออกสอบเลย กลายเป็นวัดความรู้ที่มันแบบ.. ว่าไงดี พร้อมใช้ตลอดเวลาอยู่แล้ว\nแต่ประเด็นคือมีเรื่องตลก(สำหรับผม)อยู่เรื่องตอนสอบคือ ในกระดาษคำตอบมันมีช่องให้ฝน Set No. คือผมไม่มั่นใจว่ามันคือเลขที่นั่งหรือเปล่า เพราะเลขที่นั่งมันก็ให้เขียนไปแล้วในอีกช่อง ผมเลยกะจะถามครูคุมสอบ\nครูเริ่มเดินมาใกล้ๆ ผมเตรียมจะยกมือละ ปรากฎคนข้างหน้าผมยกมือถามก่อน ผมก็..\nคนข้างหน้าผมเขาถามเรื่องกระดาษคำตอบเหมือนผมมั้ง แต่ตอนที่ครูคุมสอบตอบกลับมาผมนี่ชะงัก เขาบอกว่า ไม่เข้าใจภาษาไทย ช่วยพูดอังกฤษได้ไหม ผมคิดในใจ เออ~ งั้นเราไม่ถามแล้วดีกว่า\nประเด็นคือผมไม่มั่นใจภาษาสำเนียงตัวเอง กลัวใช้คำผิดถูกไรงี้ เลยบาย~\nโชคดีครับมีครูคุมสอบอีกคน เขาคนไทย เขาคงเห็นผมยังไม่ได้ฝนช่องที่นั่งมั้ง เขาเลยชี้ๆ บอกให้ฝน ก็จบเรื่องเพียงเท่านี้\nสอบเสร็จผมก็ไม่รู้ทำอะไร ลงมานั่งเล่มมือถือ เพราะตอนนั้นผมกะว่าจะออกจาก SIIT ตอนสักบ่ายสอง ก็เลยนั่งรอรุ่นพี่ที่รู้จักกันก่อน\nจนผมเริ่มหิวละ เลยกะว่าเดินไปหาอะไรกินดีกว่า แต่แย่มากครับ พอเดินไปถึงโรงอาหาร ร้านเขาปิดหมดแล้ว..\nไม่รู้ทำไง ก็เลยคิดว่านั่งรอรุ่นพี่ดีกว่า เผื่อถามว่าแถวนี้มีอะไรกินอีกไหม\nจนเจอกับรุ่นพี่ที่นัดครับ พี่เขาก็พาไปอีกโรงอาหารนึง ผมก็กินข้าวอะไรเสร็จ แล้วถามทางกลับ บวกกับนั่งเล่นรอเวลา\nอีกเหตุการณ์อยู่ตรงนี้ครับ\nจากที่ฟังคำแนะนำมาคือ ถ้าจะไปต่อรถ ปอ.510 ให้รอรถ NGV ของมหาลัย มันจะวนมารับ ผมก็เลยโค้ดในคอมสักพัก แล้วเปลี่ยนไปนั่งรอรถ\n30 นาทีผ่านไป\u0026hellip;\nรถไม่มาครับ จนผมไม่รู้เอาไง เลยเปลี่ยนแผน เดินไปขึ้นรถครับ มันประมาณเกือบสองกิโลกว่าๆเห็นจะได้ ก็เดินไปเรื่อย เริ่มเดินตอนใกล้ๆบ่ายสอง\nตอนเดินนี่รู้สึกคิดผิดนิดๆครับ น่าจะเรียกมอเตอร์ไซค์ เพราะเห็นปลายทางอยู่สุดลูกหูลูกตา เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงครับ แดดก็ร้อน แต่คิดในใจว่าลดพุง ก็เลยลองเดินต่อไปเรื่อยๆ\nจนเดินออกมานอกมหาลัยละ ก็ต้องเลาะเดินตามรั้วต่อไปอีก เหงื่อนี่แบบชุ่มครับ เหมือนไปอาบน้ำมาแล้วไม่ได้เช็ดตัว\nตอนได้ขึ้นรถแอร์นี่ผมแบบ.. สวรรค์มาก เย็นสบาย~\n23 บาท จากมหาลัยธรรมศาสตร์ สู่จุดหมายต่อไป\u0026hellip; มหาลัยเกษตรศาสตร์\nผมกะจะลงใกล้ๆตึกที่ผมจะไปหน่อย แต่พอใกล้ถึงม.เกษตร กระเป๋ารถเขาตะโกนย้ำมากครับว่า เลยป้ายเกษตร ไปจอดแล้วนะ อยู่สามสี่รอบ ซึ่งผมก็ไม่เคยนั่งรถสาธารณะคนเดียวด้วยเลยกังวล เลยคิด เออๆ ลงป้ายนี่ก็ได้\nครับ..\nเขาส่งแถบจะขอบบนสุดของม.เกษตร ผมต้องเดินต่อไปอีกประมาณเกือบสองกิโล เพราะไม่รู้จะเรียกรถมอเตอร์ไซค์ตรงไหน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เจอวินมอเตอร์ไซค์แหละ แต่อยู่นอกม.เกษตร ผมไม่รู้เขาจะไปส่งในม.หรือเปล่า\nอีกเกือบสองกิโลครับ\nซึ่งก็ต้องเดินหาร้านเค้กไปด้วย เพราะสัญญากับรุ่นน้องที่ค่ายสอวน.ไว้ว่า จะซื้อไปฝาก\nประเด็นคืองี้ครับ ร้าน Cafe2All อะไรเนี่ยแหละ มันไม่ตรงตามแผนที่ในมือถือ ผมก็ช็อกครับ เดินหาร้านตั้งนานไม่เจอ ประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง ไม่เจอครับ!\nแต่โชคดีดันไปเจอร้าน The First Espresso แทน ก็เลยซื้อเค้กที่ร้านนั้นแทน\nพอซื้อเสร็จก็เริ่มขี้เกียจละ เรียกวินมอเตอร์ไซค์จากแถว KU Home ไปตึกปฏิบัตรการวิทย์พื้นฐานเลย คือในแผนที่มันชื่องี้ แต่วินเขาบอกเขาเรียกตึกคณะวิทย์\n10 บาทจาก Ku home ถึงจุดหมายครับ\nแล้วก็นัดไปกินข้าวกันต่อตามปกติไม่มีอะไร\nสรุปวันนี้เดินไปเกือบ 5km กับกระเป๋าโน้ตบุ้คครับ เหงื่อที่ท่วมมากครับ 555\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/ordinary-guy-with-siit/","summary":"\u003cp\u003eวันที่ 11 ตุลาคม 2557 : สอบ SIIT คณะ IT มาครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eตอนแรกกะจะไม่เขียนบล็อก แต่คิดไปคิดมาลองเขียนดีกว่าเรื่องสอบ เพราะมีเหตุการณ์เยอะอยู่ครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสอบ 8.00น. ครับ ก็ไปกันแต่เช้าเลย เข้าไปในมหาลัยปุ๊ป รถเยอะมาก ก็รถของคนที่มาสอบกันนี่แหละครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเดินหาตึกอะไรสักพักก็เริ่มเข้าสอบ แต่กว่าจะได้เข้าห้องสอบเหมือนจะเลยเวลาสอบมาสักประมาณ 5 นาทีแล้ว ไม่รู้ทำไมเขาปล่อยให้เข้าช้ากว่าห้องอื่น .__.)?\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวิชาแรกคือ \u003cstrong\u003eคณิตศาสตร์\u003c/strong\u003e วิชาที่ผมห่วยเกือบที่สุดละ มี 40 ข้อ ภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่นั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือผมทำไม่ทัน และบางข้อก็ไม่รู้ลืมวิธีทำไปแล้ว เท่าที่ผมมองๆผมรู้ว่าผมเคยทำโจทย์พวกนี้มาหมดละ แต่ก็ตั้งแต่ม.สี่ ม.ห้า ลืมไปหมดละ เย้! ก็มั่วไปเยอะครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวิชาถัดมาคือ \u003cstrong\u003eวิทยาศาสตร์\u003c/strong\u003e อันนี้ง่ายครับ ผมอุตส่าห์จำสูตรฟิสิกต์มา เผื่อต้องใช้ ปรากฎไม่มีครับ เน้นถามความรู้รอบตัวเสียส่วนใหญ่กับความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 40 ข้อ ภาษาอังกฤษหมดเหมือนกันครับ มีไม่มั่นใจประมาณ 10 ข้อ แต่ก็น่าจะถูกละนะ? ทำเสร็จก่อนเวลา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวิชาวิทย์มีข้อนึงผมฮากับมันมา ถามว่า เห็นเป็นพวกใด ก็มีฟังไจ โพรติส พืช อะไรพวกนี้มาให้ แต่ช้อย E เป็นคำว่า Alien คือ.. ผมไม่รู้ว่ามันเป็นมุกของคนออกสอบ หรือมันหมายถึงพวกสิ่งมีชีวิตระบุประเภทไม่ได้ก็ไม่รู้ แต่ก็ฮาดี\u003c/p\u003e","title":"การสอบ SIIT ของเด็กม.ปลายธรรมดาๆคนนึง"},{"content":"นีทชินออกไปกินข้าวนอกบ้านครับ\u0026hellip; (อ้าว งั้นก็ไม่ใช่นีทแล้วดิ)\nแก้ครับ -\u0026gt; ชินออกไปกินข้าวนอกบ้านครับ\u0026hellip;\nประโยคเปิดอะไรเนี่ย!! ช่างมันละกันครับ ประเด็นคือเมื่อวานไปกินอาหารนอกบ้านมาครับ เกริ่นก่อนเลยละกัน\nวันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม ตอนเวลา 9.27 น.\nกระผม ได้ตื่นจากห้วงนิทราด้วยเสียงค้อนประมาณสี่อันรัวอย่างเป็นจังหวะ คือ บ้านข้างๆมันซ่อมบ้านครับ รำคาญมากเลยตื่น ตื่นมาก็จิ้มเปิดโทรศัพท์ พอมันต่อเน็ตปุ๊ป เสียงแจ้งเตือนก็รัวมากครับ แต่ดันทีเสียงแอพไลน์เด้งขึ้นมาด้วย เลยแปลกใจ ปกติไม่เคยมีคนทักไลน์มาเลย\nเพื่อนชวนไปหาไรกิน จังหวะนั้นคือตอบ ไป!! ทันที รำคาญบ้านข้างๆมากเลยตอนนั้น แทบจะนอนร้องไห้ละ หือๆๆ ;w; ความสงบสุขของฉ้านนนนน~\nก็เลยออกจากบ้านไปเจอเพื่อนนู่นนี่ แล้วกินข้าวเที่ยงนิดหน่อยครับ แล้วเดินเข้าไปต่อในซอยรางน้ำ\nนี่ละครับ เนื้อหาเน้นๆอยู่ตรงนี้\nChibi Chibi Cafe ตั้งอยู่ในซอยศรีอยุธยา 2 ถนนรางน้ำ แถวๆอนุสาวรีย์ชัยนั้นแหละครับ ถ้าเดินจาก Century มันจะประมาณ 700 เมตร\nสภาพร้านเหมือนจะดัดแปลงจากบ้านไม้เก่าสองชั้นมาอีกที มองจากด้านนอกเป็นบ้านไม้ไทยสไตล์ธรรมดา แต่ตัวร้านเป็นสไตล์โมเดิร์น ออกแบบได้สวยมาก\nร้านมีขนาดไม่ใหญ่มาก ในร้านมีโต๊ะขนาดเล็กประมาณสี่ที่ และต้องยาวตั้งอยู่กลางร้านอีกโต๊ะ\nบรรยากาศร้านสบายๆ นั่งชิวๆ ฟังเพลงอ่านหนังสือ หรือทำงานได้ทั้งวัน อย่างวันที่ผมไป ผมกะนั่งแปปเดียวครับ แต่ฝนดันตก ก็เลยนั่งคุยกับเพื่อนไปเรื่อยๆ มองบรรยากาศไปจนฝนหยุดตกก็ไม่มีปัญหาครับ\nภาพด้านบนนี่ขอจากเพื่อนมาครับ\nส่วนด้านล่างนี้ของผมเองละ\nนี่ละครับโต๊ะยาวที่พูดถึง เหมาะกับการมาเป็นกลุ่มๆมานั่งทำงาน\nนี่ทางเข้าร้านนะครับ พอดีจุดที่ผมถ่ายไม่ค่อยดี ภาพเลยมุมไม่สวย\nด้านหลังผม\nบรรยากาศโดยรวมคือ เยี่ยมครับ 10/10\nส่วนอาหารของที่นี้ รู้สึกว่าจะมีอาหารจานหลักด้วย แต่วันนั้นผมไม่ได้สั่งมากิน ผมกินแค่เครื่องดื่ม (มอคค่าเย็น) กับเค้กส้มแมนดาริน\nเพื่อนผมกินเค้กบราวนี่ กับโกโก้เย็น\nบราวนี่~ ราคา 90 บาทครับ ชิ้นนี้แหว่งไปหน่อย โดนกินไปแล้ว รสชาติอร่อยใช้ได้ครับ ราดหน้าด้วยคาราเมล\nส่วนอันนี้มอคค่าเย็นครับ 90 บาทมั้งครับ ผมจำไม่ได้ ส่วนที่เห็นปลายๆภาพนั้นโกโก้เย็นครับ เขาจะยังไม่คนมาให้ มันเลยจะแยกชั้นนมกับโกโก้ ให้เรามาคนเองครับ แต่ผมไม่ได้ถ่ายรูปไว้ซะนี่ แย่จัง\nเค้กส้มแมนดารินครับ เห็นเขาเขียนในเมนูว่าเป็นแมนดาริน ภาพนี้ก็กินไปแล้วนิดหน่อนเหมือนกัน ราคาประมาณ 115 บาท น่าจะใช่ จำไม่ได้อีกเช่นกัน แต่ราคาอาหารในร้านจะประมาณนี้แหละครับ\nกินหมดแล้ววววว~\nถ้าจะให้คะแนนเรื่องอาหาร ก็ประมาณ 9/10 ครับ บราวนี่อร่อยดี แต่เค้กส้มแปลกๆ ส่วนเรื่องบรรยากาศ 10/10 ครับ\nโดยส่วนตัวผมจะเกลียดคนเยอะ เลยหลีกเลี่ยงสถานที่จำพวกสยามเป็นต้น และถ้าใครไม่ชอบคนเยอะ ชอบที่เงียบๆ สงบๆ ไม่สุงสิงมาก ก็แนะนำเลย ร้าน Chibi Chibi สงบ สบาย เจ้าของร้านเป็นกันเองมากครับ\nตอนแรกผมนึกว่าเจ้าของร้านเป็นลูกค้า\n[https://www.facebook.com/chibichibicafe](https://www.facebook.com/chibichibicafe \u0026ldquo;target=\u0026ldquo;blank)\nปิดท้ายด้วย\u0026hellip;\nเมฆก้อนนี้ไงละ!! ที่ทำให้ผมต้องติดอยู่ในร้านถึงเกือบสองชม. ;w;\nปล. [เว็บนี้ภาพสวย ลองจิ้มเข้าไปดูได้ครับ](https://www.iwannabewebmaster.com/2014/09/ชาก็ดี-กาแฟก็ดี-ขนมก็ดี๊/ \u0026ldquo;target=\u0026ldquo;blank)\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/neetchin-at-chibi-chibi-cafe/","summary":"\u003cp\u003eนีทชินออกไปกินข้าวนอกบ้านครับ\u0026hellip; (อ้าว งั้นก็ไม่ใช่นีทแล้วดิ)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eแก้ครับ -\u0026gt; ชินออกไปกินข้าวนอกบ้านครับ\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eประโยคเปิดอะไรเนี่ย!! ช่างมันละกันครับ ประเด็นคือเมื่อวานไปกินอาหารนอกบ้านมาครับ เกริ่นก่อนเลยละกัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม ตอนเวลา 9.27 น.\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eกระผม ได้ตื่นจากห้วงนิทราด้วยเสียงค้อนประมาณสี่อันรัวอย่างเป็นจังหวะ คือ บ้านข้างๆมันซ่อมบ้านครับ รำคาญมากเลยตื่น ตื่นมาก็จิ้มเปิดโทรศัพท์ พอมันต่อเน็ตปุ๊ป เสียงแจ้งเตือนก็รัวมากครับ แต่ดันทีเสียงแอพไลน์เด้งขึ้นมาด้วย เลยแปลกใจ ปกติไม่เคยมีคนทักไลน์มาเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเพื่อนชวนไปหาไรกิน จังหวะนั้นคือตอบ ไป!! ทันที รำคาญบ้านข้างๆมากเลยตอนนั้น แทบจะนอนร้องไห้ละ หือๆๆ ;w; ความสงบสุขของฉ้านนนนน~\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eก็เลยออกจากบ้านไปเจอเพื่อนนู่นนี่ แล้วกินข้าวเที่ยงนิดหน่อยครับ แล้วเดินเข้าไปต่อในซอยรางน้ำ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eนี่ละครับ เนื้อหาเน้นๆอยู่ตรงนี้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eChibi Chibi Cafe ตั้งอยู่ในซอยศรีอยุธยา 2 ถนนรางน้ำ แถวๆอนุสาวรีย์ชัยนั้นแหละครับ ถ้าเดินจาก Century มันจะประมาณ 700 เมตร\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสภาพร้านเหมือนจะดัดแปลงจากบ้านไม้เก่าสองชั้นมาอีกที มองจากด้านนอกเป็นบ้านไม้ไทยสไตล์ธรรมดา แต่ตัวร้านเป็นสไตล์โมเดิร์น ออกแบบได้สวยมาก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eร้านมีขนาดไม่ใหญ่มาก ในร้านมีโต๊ะขนาดเล็กประมาณสี่ที่ และต้องยาวตั้งอยู่กลางร้านอีกโต๊ะ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eบรรยากาศร้านสบายๆ นั่งชิวๆ ฟังเพลงอ่านหนังสือ หรือทำงานได้ทั้งวัน อย่างวันที่ผมไป ผมกะนั่งแปปเดียวครับ แต่ฝนดันตก ก็เลยนั่งคุยกับเพื่อนไปเรื่อยๆ มองบรรยากาศไปจนฝนหยุดตกก็ไม่มีปัญหาครับ\u003c/p\u003e","title":"นีทชิน @ Chibi Chibi Cafe"},{"content":"เนื่องจากตอนนี้กำลังมีงานกลุ่มที่ต้องทำคลิปอัพขึ้น Youtube กันเยอะ ก็เลยจะเห็นๆคนแชร์คลิปกันเยอะแยะ โดยเกณฑ์ของคะแนนคือ ทำ \u0026ldquo;ยอดวิว\u0026rdquo; ให้เยอะเกินที่กำหนด\nเมื่อวานก่อนผมเห็นเพื่อนผมคุยกันเรื่องการตั้งชื่อของคลิปให้น่าสนใจ ซึ่งก็มีบางคนเสนอแนวคิดขึ้นมาว่า ลองตั้งทำล่อเป้าสิ เช่น \u0026ldquo;รีบดูก่อนลบ\u0026rdquo; ตอนนั้นผมเข้าใจว่าเขาก็พูดกันเล่นๆนะ ซึ่งผมเลยสงสัย เพราะจำได้ว่า Youtube มีกฏห้ามตั้งชื่อแบบนี้อยู่\nYoutube จะมีการตั้งกฏระเบียบเกี่ยวกับการอัพโหลดวิดีโอขึ้นไปอยู่ ผมเลยเข้าไปอ่าน ซึ่งก็เจอจริง ๆ เพราะมีกฏข้อหนึ่งระบุไว้ว่า\nไม่มีใครชอบสแปม อย่าสร้างคำอธิบาย แท็ก ชื่อ หรือภาพขนาดย่อที่ทำให้เข้าใจผิดเพื่อเพิ่มการเข้าชม และไม่ควรโพสต์เนื้อหาที่ไม่กำหนดเป้าหมาย ไม่เป็นที่ต้องการ หรือซ้ำๆ รวมถึงความคิดเห็นและข้อความส่วนตัวจำนวนมาก\nซึ่งการตั้งชื่อวิดีโอล่อเป้าให้คนเข้าใจผิด ตามความเข้าใจผมแล้ว มันเข้าข่ายกฏระเบียบข้อนี้อยู่นั้นเอง\nก็เลยอยากเตือนต่อๆไปว่า การทำคลิปให้น่าสนใจ ถ้าคุณมั่นใจว่าคลิปนั้นดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อให้คนเข้าใจผิดกันหรอกครับ มันไม่เหมาะ\nบางกรณีที่ผู้ใช้เห็นว่าคลิปนั้นกระทำผิดกฏ หรือมีการตั้งชื่อที่ส่อให้เข้าใจผิด จริงๆเพื่อประโยชน์แก่การเรียกยอดวิวแล้วนั้น ผู้ใช้สามารถทำการ \u0026ldquo;[รายงานคลิปวิดีโอ](https://support.google.com/youtube/answer/2802027?hl=th \u0026ldquo;target=\u0026ldquo;blank)\u0026rdquo; นั้นได้ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้คนอื่นต้องเจอปัญหาแบบของเรานะครับ\nอ้างอิง: [หลักเกณฑ์ของชุมชน YouTube](https://www.youtube.com/t/community_guidelines?hl=th \u0026ldquo;target=\u0026ldquo;blank)\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/name-video-on-youtube/","summary":"\u003cp\u003eเนื่องจากตอนนี้กำลังมีงานกลุ่มที่ต้องทำคลิปอัพขึ้น Youtube กันเยอะ ก็เลยจะเห็นๆคนแชร์คลิปกันเยอะแยะ โดยเกณฑ์ของคะแนนคือ ทำ \u0026ldquo;ยอดวิว\u0026rdquo; ให้เยอะเกินที่กำหนด\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเมื่อวานก่อนผมเห็นเพื่อนผมคุยกันเรื่องการตั้งชื่อของคลิปให้น่าสนใจ ซึ่งก็มีบางคนเสนอแนวคิดขึ้นมาว่า ลองตั้งทำล่อเป้าสิ เช่น \u0026ldquo;รีบดูก่อนลบ\u0026rdquo; ตอนนั้นผมเข้าใจว่าเขาก็พูดกันเล่นๆนะ ซึ่งผมเลยสงสัย เพราะจำได้ว่า Youtube มีกฏห้ามตั้งชื่อแบบนี้อยู่\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eYoutube จะมีการตั้งกฏระเบียบเกี่ยวกับการอัพโหลดวิดีโอขึ้นไปอยู่ ผมเลยเข้าไปอ่าน ซึ่งก็เจอจริง ๆ เพราะมีกฏข้อหนึ่งระบุไว้ว่า\u003c/p\u003e\n\u003cblockquote\u003e\n\u003cp\u003eไม่มีใครชอบสแปม อย่าสร้างคำอธิบาย แท็ก ชื่อ หรือภาพขนาดย่อที่ทำให้เข้าใจผิดเพื่อเพิ่มการเข้าชม และไม่ควรโพสต์เนื้อหาที่ไม่กำหนดเป้าหมาย ไม่เป็นที่ต้องการ หรือซ้ำๆ รวมถึงความคิดเห็นและข้อความส่วนตัวจำนวนมาก\u003c/p\u003e\n\u003c/blockquote\u003e\n\u003cp\u003eซึ่งการตั้งชื่อวิดีโอล่อเป้าให้คนเข้าใจผิด ตามความเข้าใจผมแล้ว มันเข้าข่ายกฏระเบียบข้อนี้อยู่นั้นเอง\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eก็เลยอยากเตือนต่อๆไปว่า การทำคลิปให้น่าสนใจ ถ้าคุณมั่นใจว่าคลิปนั้นดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อให้คนเข้าใจผิดกันหรอกครับ มันไม่เหมาะ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eบางกรณีที่ผู้ใช้เห็นว่าคลิปนั้นกระทำผิดกฏ หรือมีการตั้งชื่อที่ส่อให้เข้าใจผิด จริงๆเพื่อประโยชน์แก่การเรียกยอดวิวแล้วนั้น ผู้ใช้สามารถทำการ \u0026ldquo;[รายงานคลิปวิดีโอ](\u003ca href=\"https://support.google.com/youtube/answer/2802027?hl=th\"\u003ehttps://support.google.com/youtube/answer/2802027?hl=th\u003c/a\u003e \u0026ldquo;target=\u0026ldquo;blank)\u0026rdquo; นั้นได้ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้คนอื่นต้องเจอปัญหาแบบของเรานะครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอ้างอิง: [หลักเกณฑ์ของชุมชน YouTube](\u003ca href=\"https://www.youtube.com/t/community_guidelines?hl=th\"\u003ehttps://www.youtube.com/t/community_guidelines?hl=th\u003c/a\u003e \u0026ldquo;target=\u0026ldquo;blank)\u003c/p\u003e","title":"\"ชื่อล่อเป้า\" มันผิดกฏนะคุณ!!"},{"content":"วันนี้ไป Barcamp Bangkok มาแล้วคุยเรื่อง Ghost กัน แล้วสะดุดกันที่ Ghost มันทำ target=blank ยังไง ผมก็เลยไปหามา สรุปว่ามันก็ทำได้\nดังต่อไปนี้เลย\nหนึ่งคือ ใช้แท็ก html ปกติเลย ซึ่งมันก็ใช้ได้ใน Ghost แต่คงไม่มีใครใช้หรอก\n\u0026lt;a href=\u0026quot;https://www.cloudian.in.th\u0026quot; target=\u0026quot;blank\u0026quot;\u0026gt;click me\u0026lt;/a\u0026gt;\nหรืออีกวิธีคือทำด้วย Markdown ของ Ghost เลย\n[Click Me again, plz](https://www.cloudian.in.th \u0026quot;target=\u0026quot;blank)\nย้ำเลยนะครับว่าเครื่องหมาย \u0026quot; ต้องอยู่หลัง = นะครับ\nเพียงเท่านี้ก็ทำ target=blank ได้ละ\n//ส่วนกับ image markdown ผมยังไม่ได้ลอง แต่เดาว่าได้แหละ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/targetblank/","summary":"\u003cp\u003eวันนี้ไป Barcamp Bangkok มาแล้วคุยเรื่อง Ghost กัน แล้วสะดุดกันที่ Ghost มันทำ target=blank ยังไง ผมก็เลยไปหามา สรุปว่ามันก็ทำได้\u003cbr\u003e\nดังต่อไปนี้เลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหนึ่งคือ ใช้แท็ก html ปกติเลย ซึ่งมันก็ใช้ได้ใน Ghost แต่คงไม่มีใครใช้หรอก\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003ccode\u003e\u0026lt;a href=\u0026quot;https://www.cloudian.in.th\u0026quot; target=\u0026quot;blank\u0026quot;\u0026gt;click me\u0026lt;/a\u0026gt;\u003c/code\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหรืออีกวิธีคือทำด้วย Markdown ของ Ghost เลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003ccode\u003e[Click Me again, plz](https://www.cloudian.in.th \u0026quot;target=\u0026quot;blank)\u003c/code\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cstrong\u003eย้ำเลยนะครับว่าเครื่องหมาย \u0026quot; ต้องอยู่หลัง = นะครับ\u003c/strong\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเพียงเท่านี้ก็ทำ target=blank ได้ละ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e//ส่วนกับ image markdown ผมยังไม่ได้ลอง แต่เดาว่าได้แหละ\u003c/p\u003e","title":"Target=\"blank\""},{"content":"เรื่องนี้กะเขียนมานานมากแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสได้เขียน เพราะเป็นเรื่องที่มักจะโดนถามบ่อยที่สุดถึงที่มาที่ไปของโครงงาน ระบบลงทะเบียนออนไลน์ อีกทั้งต้องตอบกรรมการด้วยเวลานำเสนอโครงงาน หลายๆครั้งก็อยากจะพูดความจริงออกไปแต่กลัวจะไม่ได้คะแนน (ฮา)\nเมื่อตอนม.สี่ (ตอนนี้ผมอยู่ม.หก) พวกผมกับรุ่นพี่กลุ่มนึงตั้งชมรมขึ้นมา ชมรมที่รวมเด็กคอมเข้าไว้ด้วยกันแต่กิจกรรมด้านในก็คือเอาไพ่นกกระจอกมาเล่นกัน ก็เป็นการฝึกที่ดี เพราะในกลุ่มพวกผมก็ชื่อชอบประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้ว แล้วรุ่นพี่คนนึงชอบการ์ตูนเรื่อง Saki ด้วย ซึ่งเกี่ยวกับไพ่นกกระจอก ก็เลยฝึกๆกันตอนนั้นเลย\nวันหนึ่ง ขณะเล่นไพ่นกกระจอกกันอยู่อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมของพวกผมก็เสนอขึ้นมาว่า ทั้งๆที่ชมรมเป็นชมรมคอมพิวเตอร์ น่าจะทำผลงานไว้โชว์กันซะหน่อยนะ ซึ่งตอนนั้นพวกผมก็เห็นด้วยแล้วก็คิดกันว่าจะทำอะไรดี\nหลายๆวันเข้าทุกคนสรุปกันว่าน่าลองทำโปรแกรมที่ทำให้สมัครชมรมผ่านอินเตอร์เน็ตได้ เลยตกลงกันว่า เอาละทำผลงานนี้ละกัน การวางแผนจึงเริ่มต้นขึ้น แบ่งงานกันว่าจะเขียนโปรแกรมกันสองถึงสามคนช่วยกัน แต่สุดท้าย\u0026hellip; ผมก็ทำคนเดียว :P\nผลงานชิ้นนี้เริ่มก่อนปิดเทอมใหญ่ตอนม.สี่ประมาณสองเดือนเห็นจะได้ แต่เริ่มทำจริงๆคือตอนปิดเทอมม.สี่แล้วหลังจากผมออกจากค่ายสอวน.คอมพิวเตอร์ ทุกวันๆผมจะตื่นขึ้นมาเขียนโค้ดตั้งแต่สายๆถึงห้าทุ่ม แล้วก็นอน อันที่จริงก็มีเล่นเกมเล่นเฟสบ้าง (ฮา) ซึ่งก็ทำอย่างนี้อยู่ประมาณเกือบเดือน สุดท้ายผลงานก็ออกมาเป็นรูปร่าง ซึ่งก็ได้ใช้งานจริงๆในเวลาต่อมา\nณ ตอนแรก ตัวผมไม่ได้คิดจะนำโปรเจกต์ผลงานนี้ไปส่งประกวดโครงงานเลยจริงๆ แต่เรื่องมีอยู่ว่า\u0026hellip;\nวันหนึ่งขณะผมจะเดินไปห้องเซิร์ฟ ก็ดันเจอรุ่นพี่คนหนึ่งที่สนิทกัน รุ่นพี่คนนั้นก็เลยทักว่า เดี๋ยวมันจะมีงานศิลปหัตถกรรม (จัดแข่งกันอยู่ทุกปีอยู่แล้ว) ซึ่งมีรายการประกวดโครงงานด้วย ลองส่งไปสิ รุ่นพี่คนนั้นก็เสนอตัวเดี๋ยวทำรูปเล่มให้ เพราะก็คุยๆกันว่า ถ้าส่งจริงๆแค่ทำรูปเล่มให้เสร็จก็พอ เพราะระบบก็พร้อมอยู่แล้ว\n\u0026hellip;นั้นแหละครับ เลยเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งประกวดโครงงานชิ้นนี้ ซึ่งตั้งแต่ตอนนั้นโปรเจกต์ชิ้นนี้ก็เริ่มพัฒนามาเรื่อยๆ อีกทั้งถูกอาจารย์ชวนให้ไปแข่งโครงงานเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่ 4 รายการด้วยกันแล้ว เยอะมากเลยสำหรับตัวผมเอง (ฮา)\nแล้วแข่งเป็นไงบ้างละ? ก็อย่างที่บอกแหละครับ งานชิ้นนี้ไม่ได้ทำเพื่อแข่งครับ ทำแค่เพื่อใช้กันเล่นๆในตอนแรก ผมก็เขียนเล่นๆตอนแรก ก็เลยไม่ได้ชนะมากแต่อยู่ในระดับที่พอทำผลงานได้บ้าง\nการประกวดขันโครงงานศิลปหัตถกรรม -\u0026gt; เข้ารอบภูมิภาค ได้รับรางวัลที่ 6 หรือ 9 ผมไม่มั่นใจ การประกวดโครงงานเครือโรงเรียนวิทย์ภูมิภาค -\u0026gt; อันดับ 3 ซึ่งตอนนี้ก็รอเหลือแข่งอีกสองโครงการครับ\nการประกวดโครงงานสมาคมวิทยาศาสตร์ การประกวดโครงงานห้องเรียนพิเศษ ภาคกลางตอนบน เดี๋ยวก็ต้องดูกันแหละครับว่าจะทำกันได้แค่ไหน ซึ่งเดี๋ยวก็คงต้องพยายามกันต่อ (ฮา)\nอันที่จริงโปรเจกต์นี้มีเนื้อเรื่องของมันอีกเยอะนะครับ ตอนแรกๆก็โยนมันทิ้งแล้ว แต่มีบางอย่างให้ผมตัดสินใจว่าต้องทำให้เสร็จ ซึ่งสุดท้ายก็เสร็จออกมาเป็นผลงานนี้แหละครับ :)\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/sic-project/","summary":"\u003cp\u003eเรื่องนี้กะเขียนมานานมากแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสได้เขียน เพราะเป็นเรื่องที่มักจะโดนถามบ่อยที่สุดถึงที่มาที่ไปของโครงงาน \u003cstrong\u003eระบบลงทะเบียนออนไลน์\u003c/strong\u003e อีกทั้งต้องตอบกรรมการด้วยเวลานำเสนอโครงงาน หลายๆครั้งก็อยากจะพูดความจริงออกไปแต่กลัวจะไม่ได้คะแนน (ฮา)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเมื่อตอนม.สี่ (ตอนนี้ผมอยู่ม.หก) พวกผมกับรุ่นพี่กลุ่มนึงตั้งชมรมขึ้นมา ชมรมที่รวมเด็กคอมเข้าไว้ด้วยกันแต่กิจกรรมด้านในก็คือเอาไพ่นกกระจอกมาเล่นกัน ก็เป็นการฝึกที่ดี เพราะในกลุ่มพวกผมก็ชื่อชอบประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้ว แล้วรุ่นพี่คนนึงชอบการ์ตูนเรื่อง Saki ด้วย ซึ่งเกี่ยวกับไพ่นกกระจอก ก็เลยฝึกๆกันตอนนั้นเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวันหนึ่ง ขณะเล่นไพ่นกกระจอกกันอยู่อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมของพวกผมก็เสนอขึ้นมาว่า ทั้งๆที่ชมรมเป็นชมรมคอมพิวเตอร์ น่าจะทำผลงานไว้โชว์กันซะหน่อยนะ ซึ่งตอนนั้นพวกผมก็เห็นด้วยแล้วก็คิดกันว่าจะทำอะไรดี\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหลายๆวันเข้าทุกคนสรุปกันว่าน่าลองทำโปรแกรมที่ทำให้สมัครชมรมผ่านอินเตอร์เน็ตได้ เลยตกลงกันว่า เอาละทำผลงานนี้ละกัน การวางแผนจึงเริ่มต้นขึ้น แบ่งงานกันว่าจะเขียนโปรแกรมกันสองถึงสามคนช่วยกัน แต่สุดท้าย\u0026hellip; ผมก็ทำคนเดียว :P\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eผลงานชิ้นนี้เริ่มก่อนปิดเทอมใหญ่ตอนม.สี่ประมาณสองเดือนเห็นจะได้ แต่เริ่มทำจริงๆคือตอนปิดเทอมม.สี่แล้วหลังจากผมออกจากค่ายสอวน.คอมพิวเตอร์ ทุกวันๆผมจะตื่นขึ้นมาเขียนโค้ดตั้งแต่สายๆถึงห้าทุ่ม แล้วก็นอน อันที่จริงก็มีเล่นเกมเล่นเฟสบ้าง (ฮา) ซึ่งก็ทำอย่างนี้อยู่ประมาณเกือบเดือน สุดท้ายผลงานก็ออกมาเป็นรูปร่าง ซึ่งก็ได้ใช้งานจริงๆในเวลาต่อมา\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eณ ตอนแรก ตัวผมไม่ได้คิดจะนำโปรเจกต์ผลงานนี้ไปส่งประกวดโครงงานเลยจริงๆ แต่เรื่องมีอยู่ว่า\u0026hellip;\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eวันหนึ่งขณะผมจะเดินไปห้องเซิร์ฟ ก็ดันเจอรุ่นพี่คนหนึ่งที่สนิทกัน รุ่นพี่คนนั้นก็เลยทักว่า เดี๋ยวมันจะมีงานศิลปหัตถกรรม (จัดแข่งกันอยู่ทุกปีอยู่แล้ว) ซึ่งมีรายการประกวดโครงงานด้วย ลองส่งไปสิ รุ่นพี่คนนั้นก็เสนอตัวเดี๋ยวทำรูปเล่มให้ เพราะก็คุยๆกันว่า ถ้าส่งจริงๆแค่ทำรูปเล่มให้เสร็จก็พอ เพราะระบบก็พร้อมอยู่แล้ว\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e\u0026hellip;นั้นแหละครับ เลยเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งประกวดโครงงานชิ้นนี้ ซึ่งตั้งแต่ตอนนั้นโปรเจกต์ชิ้นนี้ก็เริ่มพัฒนามาเรื่อยๆ อีกทั้งถูกอาจารย์ชวนให้ไปแข่งโครงงานเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่ 4 รายการด้วยกันแล้ว เยอะมากเลยสำหรับตัวผมเอง (ฮา)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eแล้วแข่งเป็นไงบ้างละ? ก็อย่างที่บอกแหละครับ งานชิ้นนี้ไม่ได้ทำเพื่อแข่งครับ ทำแค่เพื่อใช้กันเล่นๆในตอนแรก ผมก็เขียนเล่นๆตอนแรก ก็เลยไม่ได้ชนะมากแต่อยู่ในระดับที่พอทำผลงานได้บ้าง\u003c/p\u003e\n\u003cul\u003e\n\u003cli\u003eการประกวดขันโครงงานศิลปหัตถกรรม -\u0026gt; เข้ารอบภูมิภาค ได้รับรางวัลที่ 6 หรือ 9 ผมไม่มั่นใจ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eการประกวดโครงงานเครือโรงเรียนวิทย์ภูมิภาค -\u0026gt; อันดับ 3\u003c/li\u003e\n\u003c/ul\u003e\n\u003cp\u003eซึ่งตอนนี้ก็รอเหลือแข่งอีกสองโครงการครับ\u003c/p\u003e","title":"เหตุผลที่แท้จริงของโครงงาน SIC!!"},{"content":"วันนี้ได้มีโอกาสไปลองนั่ง Uber บริการคนขับส่วนบุคคลหรือจะเรียกว่า Taxi ระดับมหาอีลีทอีไล้ก็เป็นได้ ต้องขอบคุณอภินันทนาการจาก @tonsai จริงๆ เนื่องจากวันนี้ต้องไปคุยธุระด้วยกันก็เลยลองนั่งกันซะเลยครับ\nUber คืออะไร? Uber นั้นเป็นบริการคนขับส่วนบุคคลที่สามารถเรียกใช้บริการผ่านทางแอพพลิเคชั่นของสมาร์ทโฟนซึ่งเราเพียงแค่กำหนดจุดที่เราจะขึ้นรถก็พอ ทางฝ่ายคนขับก็จะขับมาหาเราทันที ซึ่งค่าใช้จ่ายจะหักผ่านทางบัตรเครดิตจึงตัดปัญหาเงินไม่พอหรือกรณีคนขับไม่มีเศษไปได้เลย ซึ่งราคาของ Uber ก็ไม่ใช่เบาๆเลย สามารถไปเช็คราคาได้ที่ เว็บไซต์ Uber ครับ\nเรื่องราว ตอนแรกนั่งกันที่สตาร์บั้คส์โรบินสันสีลมครับ พอเสร็จก็เลยลองเรียก Uber กันโดยให้จอดที่ป้ายรถเมล์ แต่ปรากฎหาป้ายรถเมล์ไม่เจอครับ ไม่ทราบว่าโดนถอดไปแล้วหรือไงกันแต่โชคดีที่แอพของ Uber มี GPS ติดตามรถว่าถึงไหนแล้ว สุดท้ายจึงเปลี่ยนสถานที่จอดรถเป็นอีกที่ได้จึงได้ขึ้นรถกันอย่างปลอดภัย 555\nรถที่ได้นั่งเป็น TOYOTA CAMRY สีดำ หรูพอสมควรครับ เบาะปรับไฟฟ้า แอร์ของเบาหลัง พวกนี้มีหมด ผมนานๆจะเจอรถแบบนี้ที พอขึ้นนั่งปุ๊ปก็เงียบๆครับ คนขับไม่ได้พูดอะไรมาก นั่งกันสักพักเพื่อนที่มาด้วยก็เริ่มคุยกัน ผมเลยอาศัยจังหวะลองคุยกับคนขับว่าทำงานมานานยัง เขาก็บอกว่าทำงานมาตั้งแต่เปิด Uber เลย สองเดือนกว่าแล้ว แต่เขาดูโหดๆไงไม่รู้เลยไม่กล้าถามอะไรต่อ ตอนแรกนึกว่าคนขับจะเป็นผู้ชายครับ เพราะส่วนใหญ่เพื่อนเจอคนขับชายกัน แต่นี่ตอนเรียกรถจากแอพโชว์ว่าเป็นผู้หญิงก็ตกใจนิดหน่อย นึกว่ามีแต่ผู้ชาย 555 ซึ่งผมก็เป็นพวกคุยกับผู้หญิงไม่เก่งซะด้วย\n//ตอนนั่งกันนี้เห็นเล็บคนขับแล้วน่ากลัวจริงๆ เล็บยาวมากเลย\nในภาพนั้นจะเห็น iPad ติดไว้อยู่ด้วย ผมรู้สึกว่าน่าจะเป็น GPS บอกเส้นทางกับบอกว่ารับส่งผู้โดยสารแล้ว เพราะตอนขึ้นนั่งทางนั้นก็กด iPad นิดหน่อย\nสุดท้ายก็นั่งถึง Central World ได้อย่างปลอดภัย บอกเลยครับตอนนั่งมารถนิ่มมาก เงียบมาก เบาะนุ่มด้วยนะครับ :D\nสรุปเส้นทางจำไม่ได้กี่กิโล แต่จำไม่ผิดคือไม่ถึงสิบ พอลงรถเสร็จผมก็ขอเพื่อนผมดูค่าใช้จ่าย (ตอนถึงที่หมายเหมือนจะมีเมล์ส่งเข้ามาให้บอกราคา แต่ความจริงก่อนเรียกรถก็สามารถเช็คราคาได้ครับ) ค่าใช้จ่ายประมาณ 170 กว่าบาท ถ้านั่ง BTS จะประมาณ 40 บาทมั้งครับ ราคาต่างกันลิบเลย 555 แต่เทียบกับความหรูก็คุ้มค่าดี ประเด็นคือนั่งฟรี :P\nโดยรวมผมชอบมากนะครับกับ Uber แต่ถ้าให้เรียกใช้บ่อยๆคงไม่นะครับ กลุ่มลูกค้าของ Uber นี้น่าจะเป็นพวกนักธุรกิจมากกว่าพวกวัยรุ่นอย่างเราๆ 555\nก็แนะนำให้ลองกันได้ บ้านใครรวยๆลองนั่งทุกวันเลยก็ได้ครับ สบายดี ซึ่งตอนนี้ถ้าสมัครตามลิ้งค์ที่ผมจะเขียนนี้มันจะได้รับคูปองนั่งฟรี 300 บาทครับ ก็ตอนนี้ลองสมัครกันไปนั่งเล่นกันก่อนเลยก็ได้โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีกันบ่อยๆ\n--\u0026gt; Free Uber 300 Baht\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/uber-super-elite-taxi/","summary":"\u003cp\u003eวันนี้ได้มีโอกาสไปลองนั่ง Uber บริการคนขับส่วนบุคคลหรือจะเรียกว่า Taxi ระดับมหาอีลีทอีไล้ก็เป็นได้ ต้องขอบคุณอภินันทนาการจาก \u003ca href=\"https://www.twitter.com/tonsai\"\u003e@tonsai\u003c/a\u003e จริงๆ เนื่องจากวันนี้ต้องไปคุยธุระด้วยกันก็เลยลองนั่งกันซะเลยครับ\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"uber-คออะไร\"\u003eUber คืออะไร?\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eUber นั้นเป็นบริการคนขับส่วนบุคคลที่สามารถเรียกใช้บริการผ่านทางแอพพลิเคชั่นของสมาร์ทโฟนซึ่งเราเพียงแค่กำหนดจุดที่เราจะขึ้นรถก็พอ ทางฝ่ายคนขับก็จะขับมาหาเราทันที ซึ่งค่าใช้จ่ายจะหักผ่านทางบัตรเครดิตจึงตัดปัญหาเงินไม่พอหรือกรณีคนขับไม่มีเศษไปได้เลย ซึ่งราคาของ Uber ก็ไม่ใช่เบาๆเลย สามารถไปเช็คราคาได้ที่ \u003ca href=\"https://www.uber.com/cities/bangkok\"\u003eเว็บไซต์ Uber\u003c/a\u003e ครับ\u003c/p\u003e\n\u003ch3 id=\"เรองราว\"\u003eเรื่องราว\u003c/h3\u003e\n\u003cp\u003eตอนแรกนั่งกันที่สตาร์บั้คส์โรบินสันสีลมครับ พอเสร็จก็เลยลองเรียก Uber กันโดยให้จอดที่ป้ายรถเมล์ แต่ปรากฎหาป้ายรถเมล์ไม่เจอครับ ไม่ทราบว่าโดนถอดไปแล้วหรือไงกันแต่โชคดีที่แอพของ Uber มี GPS ติดตามรถว่าถึงไหนแล้ว สุดท้ายจึงเปลี่ยนสถานที่จอดรถเป็นอีกที่ได้จึงได้ขึ้นรถกันอย่างปลอดภัย 555\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/NWKcefZ.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eรถที่ได้นั่งเป็น TOYOTA CAMRY สีดำ หรูพอสมควรครับ เบาะปรับไฟฟ้า แอร์ของเบาหลัง พวกนี้มีหมด ผมนานๆจะเจอรถแบบนี้ที พอขึ้นนั่งปุ๊ปก็เงียบๆครับ คนขับไม่ได้พูดอะไรมาก นั่งกันสักพักเพื่อนที่มาด้วยก็เริ่มคุยกัน ผมเลยอาศัยจังหวะลองคุยกับคนขับว่าทำงานมานานยัง เขาก็บอกว่าทำงานมาตั้งแต่เปิด Uber เลย สองเดือนกว่าแล้ว แต่เขาดูโหดๆไงไม่รู้เลยไม่กล้าถามอะไรต่อ ตอนแรกนึกว่าคนขับจะเป็นผู้ชายครับ เพราะส่วนใหญ่เพื่อนเจอคนขับชายกัน แต่นี่ตอนเรียกรถจากแอพโชว์ว่าเป็นผู้หญิงก็ตกใจนิดหน่อย นึกว่ามีแต่ผู้ชาย 555 ซึ่งผมก็เป็นพวกคุยกับผู้หญิงไม่เก่งซะด้วย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e//ตอนนั่งกันนี้เห็นเล็บคนขับแล้วน่ากลัวจริงๆ เล็บยาวมากเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eในภาพนั้นจะเห็น iPad ติดไว้อยู่ด้วย ผมรู้สึกว่าน่าจะเป็น GPS บอกเส้นทางกับบอกว่ารับส่งผู้โดยสารแล้ว เพราะตอนขึ้นนั่งทางนั้นก็กด iPad นิดหน่อย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eสุดท้ายก็นั่งถึง Central World ได้อย่างปลอดภัย บอกเลยครับตอนนั่งมารถนิ่มมาก เงียบมาก เบาะนุ่มด้วยนะครับ :D\u003c/p\u003e","title":"ลองนั่ง Uber แท็กซี่ระดับอีลีทสุดๆ"},{"content":"บทความนี้ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แต่จากใจเลยนะ ยิ่งใกล้วันวาเลนไทน์แค่ไหน เพื่อนผมมันทิ้งผมไปเรื่อยๆอะครับ พูดแล้วก็เศร้า ;w; พวกกลุ่มสอวน.คอมตอนนี้ก็จะสารภาพรักกับแฟนกันหมดแล้ว หลายคนก็เล็งกันหมด ส่วนผมมันก็จมปรักกับโลกส่วนตัวครับ orz อารมณ์ประมาณฮิคิโคโมริกำเริบ ก็เลยไม่มีอะไรทำแล้ว เขียนบทความต้อนรับวันวาเลนไทน์ซะเลย\nเนื่องด้วยเห็นคู่รักมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนขัดหูขัดตา ก็เลยลองไปค้นๆวกสถิติเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์มาเขียนละกัน (ฮา)\nโดยเฉลี่ยทุกปีในวันวาเลนไทน์จะมีการใช้จ่ายถึง 432.79 พันล้านบาท มีการ์ดวันวาเลนไทน์ถูกส่งหากันทุกๆปีถึง 180 ล้านใบ ของขวัญที่นิยมให้กันมากสุดในวันวาเลนไทน์คือการ์ด อันดับสองเป็นลูกอม อันดับสามคือการชวนไปดินเนอร์ ในทุกวันวาเลนไทน์ ดอกกุหลาบ 196 ล้านดอกจะถูกขายกัน (ไม่เข้าใจ ทำไมไม่ลองซื้อดาวเรืองให้กันบ้าง ราคาน่าจะถูกกว่า) ในวันวาเลนไทน์ มีเหล่าผู้ชายซื้อดอกไม้ถึง 73% ทุกคนมักบอกว่าเงินซื้อความรักไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นทุกวันวาเลนไทน์ ทุกคนก็ยังใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 3813 บาทต่อคน อยู่ดี (อาจจะบอกเป็นนัยว่าความรักมีราคาเฉลี่ยที่สามพันเฉียดๆสี่พัน 555) อันนี้แปลกดีครับ วันวาเลนไทน์นอกจากที่คนจะซื้อขนมของหวาน หรือดอกไม้ให้กัน ยังมี 29% ซื้อ Sex Toy ให้กัน (รายงานคนละฉบับกับอันบนนะครับ) 53% ของผู้หญิงในอเมริกาเลือกที่จะเลิกกับแฟน ถ้าไม่ได้ของขวัญในวันวาเลนไทน์ (น่ากลัวจริงๆ แหม่) เกือบ 50% ของการ์ดวันวาเลนไทน์ถูกซื้อไปในช่วงก่อนวันวาเลนไทน์หกวัน!!! วันวาเลนไทน์มักเป็นวันของคนมีคู่ แต่ผมก็ดันไปค้นเจอสถิติอันหนึ่งที่สำรวจเกี่ยวกับเรื่องความรู้สึกต่อคู่รักในวันวาเลนไทน์ แต่ผมจะหยิบมาแค่อันเดียวละกัน\nโดย 32% ของที่คนแสดงความเห็ฯต่อการอยู่ใกล้ชิดกันในวันวาเลนไทน์บอกว่า พวกคุณมันใกล้ชิดจนเว่อร์เกิน เขียนๆมาไม่มีอะไรมาก แค่ลองหาเล่นๆกันฮาๆ ยังไงก็ขอสุขสันต์วันวาเลนไทน์ล่วงหน้ากันครับ\nปล.พวกนี้นี้แปลจากเว็บนอกหลายๆเว็บ บางอันก็มุดน้ำแปล 555\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/special-article-valentine/","summary":"\u003cp\u003eบทความนี้ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แต่จากใจเลยนะ ยิ่งใกล้วันวาเลนไทน์แค่ไหน เพื่อนผมมันทิ้งผมไปเรื่อยๆอะครับ พูดแล้วก็เศร้า ;w; พวกกลุ่มสอวน.คอมตอนนี้ก็จะสารภาพรักกับแฟนกันหมดแล้ว หลายคนก็เล็งกันหมด ส่วนผมมันก็จมปรักกับโลกส่วนตัวครับ orz อารมณ์ประมาณฮิคิโคโมริกำเริบ ก็เลยไม่มีอะไรทำแล้ว เขียนบทความต้อนรับวันวาเลนไทน์ซะเลย\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเนื่องด้วยเห็นคู่รักมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนขัดหูขัดตา ก็เลยลองไปค้นๆวกสถิติเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์มาเขียนละกัน (ฮา)\u003c/p\u003e\n\u003cul\u003e\n\u003cli\u003eโดยเฉลี่ยทุกปีในวันวาเลนไทน์จะมีการใช้จ่ายถึง 432.79 พันล้านบาท\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eมีการ์ดวันวาเลนไทน์ถูกส่งหากันทุกๆปีถึง 180 ล้านใบ\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eของขวัญที่นิยมให้กันมากสุดในวันวาเลนไทน์คือการ์ด อันดับสองเป็นลูกอม อันดับสามคือการชวนไปดินเนอร์\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eในทุกวันวาเลนไทน์ ดอกกุหลาบ 196 ล้านดอกจะถูกขายกัน (ไม่เข้าใจ ทำไมไม่ลองซื้อดาวเรืองให้กันบ้าง ราคาน่าจะถูกกว่า)\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eในวันวาเลนไทน์ มีเหล่าผู้ชายซื้อดอกไม้ถึง 73%\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eทุกคนมักบอกว่าเงินซื้อความรักไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นทุกวันวาเลนไทน์ ทุกคนก็ยังใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 3813 บาทต่อคน อยู่ดี (อาจจะบอกเป็นนัยว่าความรักมีราคาเฉลี่ยที่สามพันเฉียดๆสี่พัน 555)\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eอันนี้แปลกดีครับ วันวาเลนไทน์นอกจากที่คนจะซื้อขนมของหวาน หรือดอกไม้ให้กัน ยังมี 29% ซื้อ Sex Toy ให้กัน (รายงานคนละฉบับกับอันบนนะครับ)\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003e53% ของผู้หญิงในอเมริกาเลือกที่จะเลิกกับแฟน ถ้าไม่ได้ของขวัญในวันวาเลนไทน์ (น่ากลัวจริงๆ แหม่)\u003c/li\u003e\n\u003cli\u003eเกือบ 50% ของการ์ดวันวาเลนไทน์ถูกซื้อไปในช่วงก่อนวันวาเลนไทน์หกวัน!!!\u003c/li\u003e\n\u003c/ul\u003e\n\u003cp\u003eวันวาเลนไทน์มักเป็นวันของคนมีคู่ แต่ผมก็ดันไปค้นเจอสถิติอันหนึ่งที่สำรวจเกี่ยวกับเรื่องความรู้สึกต่อคู่รักในวันวาเลนไทน์ แต่ผมจะหยิบมาแค่อันเดียวละกัน\u003c/p\u003e\n\u003cul\u003e\n\u003cli\u003eโดย 32% ของที่คนแสดงความเห็ฯต่อการอยู่ใกล้ชิดกันในวันวาเลนไทน์บอกว่า พวกคุณมันใกล้ชิดจนเว่อร์เกิน\u003c/li\u003e\n\u003c/ul\u003e\n\u003cp\u003eเขียนๆมาไม่มีอะไรมาก แค่ลองหาเล่นๆกันฮาๆ ยังไงก็ขอสุขสันต์วันวาเลนไทน์ล่วงหน้ากันครับ\u003c/p\u003e","title":"บทความพิเศษต้อนรับวันวาเลนไทน์"},{"content":"ช่วงนี้มีแค่เขียนรีวิว เนื่องจากไม่ค่อยอยากเขียนอะไรที่เป็นคหสต.มาก เดี๋ยวเป็นประเด็นอีก (ฮา) ก็เลยกะเอาเกมส์ที่เล่นมาเขียนละกัน เพราะรู้สึกว่าเกมส์นี้มันโดนใจมา เป็นเกมส์แนวมิวซิคเกมส์ กดๆๆตามจังหวะ คล้าย Thapster หรือพวก O2Jam แต่โดยความรู้สึกส่วนตัวคือเพลงมันเพราะกว่า และมันมีเนื้อเรื่องด้วย\nรู้จักเกมส์นี้จริงๆเลยเพราะพี่คนนึงเขาโหลดมาเล่นแล้วเขียนบล็อก ผมก็เลยไปโหลดมาตาม ก็แบบ เพลงเพราะดีนะ โดยส่วนตัวเพลงที่ชอบที่สุดในเกมส์คือ Wing of Piano\nตัวเกมส์จริงๆไม่ค่อยมีอะไรมาก คล้ายมิวซิคเกมส์ตัวอื่นๆ แต่ต่างกันจุดนึงคือคีย์ที่ให้กดปกติแล้วมันจะต้องถูกแบ่งช่องให้ตายตัว เช่น มีสี่ช่อง ห้าช่องให้กด แต่ของ Deemo นั้นมันไม่ได้ตายตัวเสมอว่าจะลงมาช่องนั้น เพราะมันจะไม่มีช่องให้ลง มันอยากลงตรงไหนมันก็ลงมาให้เรากดเลย แบบภาพด้านบน\nอีกส่วนที่ชอบก็คือคีย์ที่ให้กดแต่ละตัวขนาดอาจจะไม่เท่ากัน เท่าที่สังเกตมามันเหมือนมีสามขนาด สั้น ปกติ ยาว แต่ละอันจะแทนเสียงต่างกันไป เช่นเล็ก็เสียงสูง อันยาวก็แทนเสียงทุ้มๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังเล่นเพลงนั้นอยู่จริงๆเลย แล้วบางทีจะมีคีย์ชนิดที่สองโผล่มา ซึ่งอันนี้ผมไม่ได้แคปภาพมาด้วย มันจะออกสีขาวๆหน่อย จะแทนเสียงอื่นที่ที่ไม่ใช้เปียโน (ผมลองฟังๆดูเหมือนคีย์สีดำจะแทนเสียงของเปียโน แต่เพลงหลังๆเหมือนจะแทนเสียงเครื่องดนตรตัวอื่นด้วย)\nเพลงตอนแรกถ้าจำไม่ผิดมีแค่เพลงเดียวเองมั้ง พอเราเล่นไปสักพักก็จะมีปลดล็อกเรื่อยๆ เหมือนเกมส์ทั่วไป ครับ หนึ่งเพลงเลือกได้สามระดับ Easy Normal Hard\nแล้วก็สามารถปรับความเร็วของตัวโน้ตได้\nโดยตัวเกมส์จะมีเนื้อเรื่องแฝงอยู่ด้วย แต่แรกจะมีนักเปียโนแค่คนเดียว ในทำนองที่ว่าเดียวดายหน่อยๆ แต่พอเราเล่นไปสักพัก อยู่ๆก็จะมีเด็กสาวตัวน้อยตกลงมาจากหน้าต่าง เราจึงมีหน้าทีต้องพาเด็กคนนี้กลับ จึงปลูกต้นไม้ ซึ่งต้นไม้นี้จะโตขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่เราเล่น (ต้นไม้ในภาพบน อันนี้เล่นไปจนจบแล้วต้นเลยดูใหญ่นะครับ)\nผมก็ไม่รู้นะว่าเนื้อเรื่องที่ผมเข้าใจจะถูกหรือเปล่า แต่ก็พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวกัน\nตัวเกมส์เราสามารถเดินไปห้องอื่นก็ได้ แล้วกดในจุดต่างๆก็จะมีข้อความออกมาให้เราอ่าน บางครั้งถ้าเรากดไปกดมา เราอาจจะเจอเพลงที่ซ่อนอยู่ด้วย เพราะบางครั้งผมไปกดเล่นๆ ปรากฏได้เพลงเพิ่มมาเฉยเลย ก็ลองกดๆแต่ละจุดดู เผื่อจะได้เพลงเพิ่มขึ้นมา ซึ่งความจริงนอกจากจะปลดล็อกเองแล้วไปเจอเพลงซ่อนอยู่ มันก็ยังสามารถซื้อได้ด้วย ที่เจอตอนนี้มีให้เลือกสองแพ็ก แต่ยังไม่ได้ลองซื้อเลย\nเกมส์มันจะจบก็ต่อเมื่อต้นไม้ที่เราปลูกสูง 20 เมตร ซึ่งก็เล่นกันเหนื่อยเหมือนกัน ผมเล่นทุกวันใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์เห็นจะได้ ก็พึ่งเล่นจบเมื่อวานพอดี พอเล่นจบปุ๊ปก็จะขึ้น END Credit ให้ เพลงตอนจบนี้เพราะมาก อยากจะหาโหลดเก็บไว้เลย\nอันนี้พอดูเครดิตจนจบมันก็ขึ้นภาพนี้มาให้แล้วมีคำว่า “To Be Continued” ซึ่งผมก็เลยงงว่า เอ๊ะ! แล้วมันจะมีต่อยังไง หรือจะให้เราซื้อเวอร์ชั่นต่อไปหรอ อันนี้ก็เลยรอผู้รู้หรือข่าวมาให้เราทราบกันต่อ\nเกมส์นี้ดูเนื้อเรื่องแต่งๆมโนๆกันอย่างนี้ แต่มีแว่วกันมาว่าเป็นเกมส์ที่สร้างจากเนื้อเรื่องจริง ซึ่งเพื่อนผมไปเจอมาใน Youtube คลิปเพลง Wing of Piano เนื้อเรื่องมันจะประมาณนี้นะครับ เล่านิดๆ\nก็คือเกมส์นี้สร้างจากเนื้อเรื่องจริงของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ไต้หวัน โดยถ้าเอาตัวเลขปริศนาในเกมส์มาใส่เป็นพิกัด GPS แล้วจะบอกเป็นตำแหน่งของโรงพยาบาลแห่งนั้น เป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนนึงที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้วมีอาการความจำเสื่อมขึ้นมา เกมส์นี้ถูกสร้างจากจินตนาการของเด็กสาวคนนั้นโดยนักเปียโนปริศนาก็คือคุณหมอที่ดูแล ส่วนตัวละครที่สวมหน้ากากอยู่ก็คือพยาบาล ถ้าลองกดดูที่หน้าต่างของห้องที่มีตุ๊กตาแมวอยู่ จะได้ยินเสียงคลื่นหัวใจ\nตัวเลขปริศนาจะเห็นในห้องสมุด ห้องฝั่งซ้ายน่ะ ลองกดดูที่ชั้นหนังสือฝั่งขวามันจะโชว์ขึ้นมา แต่ตอนนี้ผมเจอแค่เลขชุดแรกส่วนชุดที่สองยังหาไม่เจอ\nส่วนเรื่องเสียงคลื่นหัวใจเมื่อกดที่หน้าต่างผมก็พยายามแล้วแต่ก็ไม่เห็นได้ยินเลย ก็เลยงงๆอยู่ แต่เนื้อเรื่องเหมือนจะเข้าเค้าเมื่อมีเพลงนึงโผล่ขึ้นมา Pulse หน้าปกเพลงตามด้านบนเลย ภาพค่อนข้างจะสื่อความหมายตรงตามที่มีคนพูดถึงเนื้อเรื่องที่แท้จริง ซึ่งตอนนี้ผมก็เลยไม่รู้จะเชื่อดีไหม เลยกะไปลองหาข้อมูลเองก่อน (ใครมีข้อมูลก็มาฝากบ้างก็ได้นะครับ)\nก็แนะนำให้ลองไปโหลดกันมานะครับ มีทั้งใน iOS และ Android\niOS : เสียเงินครับ ราคาแค่ 1.99$ หรือประมาณ 60 บาท กว่าๆเท่านั้นเอง\nAndroid : เป็นแปป Demo ครับ ให้โหลดมาเล่นฟรีก่อน แต่จะ Retry เพลงไม่ได้ เพลงบางเพลงเวลาจะกดเล่นจะบังคับให้เรารอประมาณหนึ่งนาทีก่อนเล่นได้ อีกอย่างก็คือความสูงของต้นไม้จะไม่เกิด 3 เมตร ซึ่งก็กดซื้อของแท้ได้ในราคาเท่ากับ iOS ครับ 60 บาทเท่านั้นเอง สามารถกดซื้อจากในตัวเกมส์ได้เลย\nลองเล่นดูแล้วจะไม่ผิดหวังครับ 60บาท ถือว่าเป็นการให้กำลังใจนักพัฒนาทั้งหลายละกัน อีกอย่างนะครับ แนะนำให้ใส่หูฟังเล่น เพราะมันจะอินกับเพลงมากตอนเล่น ตอนนี้ก็เลยแนะนำเพื่อนไปสามถึงสี่คนละ แต่ละ คนก็ชอบทั้งนั้นเลย ถ้าถามว่าให้คะแนนจากเต็มห้าเท่าไหร่ ก็คงต้องบอกว่าเกมส์นี้รับไปเลยห้าคะแนนเต็มๆ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/review-deemo-game/","summary":"\u003cp\u003eช่วงนี้มีแค่เขียนรีวิว เนื่องจากไม่ค่อยอยากเขียนอะไรที่เป็นคหสต.มาก เดี๋ยวเป็นประเด็นอีก (ฮา) ก็เลยกะเอาเกมส์ที่เล่นมาเขียนละกัน เพราะรู้สึกว่าเกมส์นี้มันโดนใจมา เป็นเกมส์แนวมิวซิคเกมส์ กดๆๆตามจังหวะ คล้าย Thapster หรือพวก O2Jam แต่โดยความรู้สึกส่วนตัวคือเพลงมันเพราะกว่า และมันมีเนื้อเรื่องด้วย\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/0q60WvL.png\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eรู้จักเกมส์นี้จริงๆเลยเพราะพี่คนนึงเขาโหลดมาเล่นแล้วเขียนบล็อก ผมก็เลยไปโหลดมาตาม ก็แบบ เพลงเพราะดีนะ โดยส่วนตัวเพลงที่ชอบที่สุดในเกมส์คือ Wing of Piano\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/vne9eou.png\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eตัวเกมส์จริงๆไม่ค่อยมีอะไรมาก คล้ายมิวซิคเกมส์ตัวอื่นๆ แต่ต่างกันจุดนึงคือคีย์ที่ให้กดปกติแล้วมันจะต้องถูกแบ่งช่องให้ตายตัว เช่น มีสี่ช่อง ห้าช่องให้กด แต่ของ Deemo นั้นมันไม่ได้ตายตัวเสมอว่าจะลงมาช่องนั้น เพราะมันจะไม่มีช่องให้ลง มันอยากลงตรงไหนมันก็ลงมาให้เรากดเลย แบบภาพด้านบน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอีกส่วนที่ชอบก็คือคีย์ที่ให้กดแต่ละตัวขนาดอาจจะไม่เท่ากัน เท่าที่สังเกตมามันเหมือนมีสามขนาด สั้น ปกติ ยาว แต่ละอันจะแทนเสียงต่างกันไป เช่นเล็ก็เสียงสูง อันยาวก็แทนเสียงทุ้มๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังเล่นเพลงนั้นอยู่จริงๆเลย แล้วบางทีจะมีคีย์ชนิดที่สองโผล่มา ซึ่งอันนี้ผมไม่ได้แคปภาพมาด้วย มันจะออกสีขาวๆหน่อย จะแทนเสียงอื่นที่ที่ไม่ใช้เปียโน (ผมลองฟังๆดูเหมือนคีย์สีดำจะแทนเสียงของเปียโน แต่เพลงหลังๆเหมือนจะแทนเสียงเครื่องดนตรตัวอื่นด้วย)\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/FEGLjal.png\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eเพลงตอนแรกถ้าจำไม่ผิดมีแค่เพลงเดียวเองมั้ง พอเราเล่นไปสักพักก็จะมีปลดล็อกเรื่อยๆ เหมือนเกมส์ทั่วไป ครับ หนึ่งเพลงเลือกได้สามระดับ Easy Normal Hard\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/aKFDkRn.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eแล้วก็สามารถปรับความเร็วของตัวโน้ตได้\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://i.imgur.com/HdhtfnA.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003eโดยตัวเกมส์จะมีเนื้อเรื่องแฝงอยู่ด้วย แต่แรกจะมีนักเปียโนแค่คนเดียว ในทำนองที่ว่าเดียวดายหน่อยๆ แต่พอเราเล่นไปสักพัก อยู่ๆก็จะมีเด็กสาวตัวน้อยตกลงมาจากหน้าต่าง เราจึงมีหน้าทีต้องพาเด็กคนนี้กลับ จึงปลูกต้นไม้ ซึ่งต้นไม้นี้จะโตขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่เราเล่น (ต้นไม้ในภาพบน อันนี้เล่นไปจนจบแล้วต้นเลยดูใหญ่นะครับ)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eผมก็ไม่รู้นะว่าเนื้อเรื่องที่ผมเข้าใจจะถูกหรือเปล่า แต่ก็พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวกัน\u003c/p\u003e","title":"รีวิว Deemo เกมส์ใหม่ที่พึ่งโหลดไม่นาน"},{"content":"ไปมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมแล้วละ madreamin เกตเวย์ เอกมัย แต่ยังไม่ได้เขียนเลย เนื่องจากมีบทความอื่นให้มาเขียนตัดหน้าไปก่อน และก็อู้งานนิดๆ\n(」・ω・)」อู้!! (／・ω・)／ งาน!!\n(」・ω・)」อู้!! (／・ω・)／ งาน!!\n(」・ω・)」อู้!! (／・ω・)／ งาน!!\n(」・ω・)」อู้!! (／・ω・)／ งาน!!\n(」・ω・)」อู้!! (／・ω・)／ งาน!!\nออกทะเลตั้งแต่เริ่มบทความ เกริ่นง่ายๆคือ ไปมาแล้วละ สนุกมากๆ สนุกตั้งแต่ไปรอเพื่อนแล้วละ ไปกันสามคนครับ นับรวมกระผมด้วย สามคนบ้าการ์ตูนหมด แหน่ะๆ ก็ผมนัดกับเพื่อนคนนึงไว้ที่จตุจักร ตอน 12.30 แล้วเพื่อนอีกคนตอน 13.00 น. ครับ\nผมตื่นแต่เช้า อุ้ยจะได้ไปแล้ว ตื่นเช้าหน่อยดีกว่า อิอิ แล้วก็ตื่นมาตอนเก้าโมง นั่งทำงานต่อ งานอะไรหรอครับ ก็อ่านได้จากบล็อคที่แล้วครับ งานธีมสึกิโกะ งานนี้แหละครับ –\u0026gt; http://blog.cloudian.in.th/?p=95 ต้องการจะเอาไปอวดเพื่อน ก็เลยเขียนๆๆๆๆ ออกจากบ้านตอน 11 โมงกว่าๆ ขณะถึงสยามก็เห็นว่าจะ 12.30 ละ เลยโทรหาเพื่อนคนที่หนึ่ง “อยู่ไหนแล้ว นี่เขาอยู่สยาม” “อยู่เมเจอร์ กำลังขึ้นรถ” /me = =” ผมก็ไม่มีอะไรทำ พอถึงจตุจักรกะจะไปเดินเล่นที่พิพิฒภัณฑ์เด็กแล้วละ แต่ก็ไปไม่เป็น (กาก) เลยเดินไปรถไฟใต้ดินแทน เพราะเป้าหมายที่นัดก็คือตรงนั้นอยู่แล้ว ความจริงแล้วคือผมอยากลองมาดูร้าน HobbyMoe ดู เนื่องจากสั่งฟิกเกอร์ไป ฟิกน้องแมวสึกิโกะ แกลบกันทีเดียว ลองเดินลงไป ไปเจอ MRT Tarad.com ทึ่ง โอ้ บร๊ะ นี้คืออัลไลกาน ไม่เคยเห็น (ปกติ neet อยู่บ้าน ไม่ค่อยพบเจอโลกภายนอก) พึ่งรู้ที่นี่มันร้านพวกฟิก ของเล่นญี่ปุ่นเยอะมาก\nเดินเล่นสักพักเพื่อนก็มา ความฮาใกล้มาถึง เพราะเพื่อนคนที่สามขึ้นชื่อเรื่องความช้า มักจะช้ากว่าคนอื่นหนึ่งชม.เสมอ ผมกับคุณเพื่อนหมายเลขสองเลยเดินเล่น กะว่าเพื่อนคนที่สามคงมาสักบ่ายสอง ผมมองนาฬิกา 13.30 โดยประมาณ หันไปพูดกับเพื่อน\n“นี่ ตอนนี้ 13.30 นะ เวลาเหลืออีกเยอะเลย ไอ้นั้นคงมาบ่ายสองแน่ คนอย่างมั่น”\n“เออ จริง” ประมาณนั้น\nด้วยความเห็นพ้องต้องกัน เลยเดินดูฟิกต่อ สักพักเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น 13.45 โดยประมาณ มีเบอร์ปริศนาโทรมา ?? ผมรับโทรศัพท์ “สวัสดีครับ” ฝั่งนั้นตอบมา\n“**** อยู่ไหน *** รอนานแล้ว ****” เซ็นเซอร์เพื่อคงความสวยงามของโลกนี้ =w=\n“อ้าว มาถึงแล้วหรอ”\nเพื่อนหมายเลขสามก็ “****************************************” ประมาณว่าผมจำบทพูดมันไม่ได้ แต่มันสบถอะไรไม่รู้มาเต็มเลย ก็หันไปหาเพื่อนหมายเลขสอง ประมาณ ไปเถอะ\nตอนนั้นอยู่ใน MRT Tarad.com ผมก็ตอบเพื่อนคนที่สามไป “เออๆ กำลังรีบวิ่งไป ขอโทษๆ รถมันติด” รีบวิ่งไปขึ้นรฟฟ. เพื่อนหมายเลขสองหันมาถาม “มึงอยู่MRT แล้วรถตรงไหนติด” ผมก็ตอบปัดๆไป เอาฮาไปก่อน LOL\nระหว่างนั่งรถไปเกตเวย์มันก็โทรแย่บๆมาตลอดทาง จนถึง ไปเจอมันนั่งรอยู่ เจอปุ๊ปก็โดนด่าเป็นพิธีก่อนเดินเข้าร้าน (ต้องขอบอกจริงๆว่าไม่คิดว่าเพื่อนหมายเลขสามมันจะมาถึงเร็วขนาดนี้)\nเข้าไปนั่ง รู้สึกร้านเล็กกว่าที่คิด เดินเข้าไป พี่เมดมาต้อนรับ (หรือต้องเรียกน้าเมด) พี่เมดก็บอกก่อนเลย ที่นั่ง 50 เต็มนะคะ โต๊ะ VIP ได้ไหมคะ\nผมหันไปหาเพื่อน เพื่อนก็หันมาหา ไปต้องห่วง เรื่องนี้อยู่ในการคิดการณ์ของเราอยู่แล้ว คือ ก็คิดกันอยู่แล้วว่ามันต้องเต็มแน่นอนที่นั่ง 50 ก็นั่ง 100 โดยไม่สะทกสะท้าน\nตอนนั่งที่โต๊ะก็อย่างที่รู้กันพี่เมดก็ขอทำพิธีกรรมสังเวยชีวิตเพื่อเข้าสู่ดินแดนแห่งความฝัน ว่าไปนั้น~ แค่เสกเทียน นับถอยหลัง เข้าสู่ความฝันแล้วจ้า จบ\nนั่งคิด จะสั่งอะไรดีเนี่ย ตอนแรกผมก็จะสั่งข้าวไข่เจียวแบบสามคน อยากกินมานานละ แต่ดันโดนเพื่อนทั้งสองบอก “ถ้าจะสั่งไข่เจียวไปทำกินเองที่บ้านเหอะ” เหอะๆ ผมก็เลยต้องยกเลิกความคิดไป เพื่อนทั้งสองอยากกินแกงกะหรี่เซ็ตสามคนอยู่แล้ว ผมก็ไม่ขัดข้อง เพราะตัวเองไม่เคยกินแกงกะหรี่ ลองหน่อยไม่เป็นไร\n![] (https://www.pinnyforever.com/wp-content/uploads/2013/04/IMG_8547_resize1.jpg)\nอยากจะถ่ายเองนะ แต่เพื่อนหมายเลขสามบอกปัดไม่ยอมเอากล้องมา แย่จริง\nก็พี่เมดก็มาเสริฟ เนื่องจากเป็นไซส์ไจแอน จึงต้องทำท่านิดหน่อย จำไม่ได้ท่าอะไร แต่ก็แบ๊วพอสมควร เขาให้จานมาด้วยนะ จานเล็กสามคน สามใบ แต่ด้วยความโมโหหิวของเพื่อนคนที่สาม และความกลัวของผมที่คิดว่าอีสองคนนั้นจะแย่งผมกินหมด เลยไม่คิดใช้จานเล็กให้เสียเวลา ลากจานใหญ่มากลางโต๊ะ ตักกินแบบ แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก (ใช้คำผิดหรือเปล่าเนี่ย) ต้องขอบอกว่าใหญ่พอสมควร ข้าวก็แน่นนะครับ ถ้าไม่มีเพื่อนคนที่สามก็คงกินไม่หมดแน่นอน\nกินหมด อิ่มครับ แต่เวลาเหลือ ทำอะไร นั่งคุยเล่น ผมอิ่มนะ แต่อยากกินของหวาน แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก เลยต้องเรียกพี่เมดครับ\nอย่างที่รู้กันโดยทั่ว การเรียกพี่เมดนั้นไม่ง่ายเหมือนร้านทั่วไป ต้องทำท่าเนี๊ยว~ ก่อน นั่งตัดสิน ใครจะทำ เพื่อนทั้งสองบอก “มึงสั่ง มึงทำ” แหม่ ผมก็ยอมจำนนโดยไม่ขัดแย้ง ต้องทำการ เนี๊ยว~ แต่เพียงผู้เดียว รู้สึกอายมากเลยครับ ;w; กลับมานั่งคิด ทำไมโต๊ะอื่นไม่ค่อยทำเลย มีผมคนเดียว ; A ;\nสั่งไอติมไปครับ ไอติมน้องแมว (^. .^)~\n![] (https://photo.wongnai.com/photos/2013/04/08/e7ae2537ff6e4783bba743be2986a122-s.jpg)\nคล้ายๆแบบนี้ แต่เป็นรูปน้องแมวนะครับ ก็รสวานิลา ตอนผมสั่งก็ถามเพื่อน มีใครเอาไหม เพื่อนทั้งสองก็บอกไม่กินกัน ผมก็ อืม งั้นหรอ สั่งคนเดียวก็ได้ ชิส์ สั่งมา ตั้งปุ๊ป ตามหลักของนิวตันข้อที่ 1 ล้าน กล่าวไว้ว่า “อาหารดึงเพื่อนคูณได้เสมอ” พอไอติมวาง ผมนั่งกินไปสักพัก เพื่อนอีกสองคนเริ่มขยับเข้ามาใกล้ๆน้องแมของผม แย่งกินไอติม (ไหนบอกไม่กินไง) เกิดเป็นสงครามขนาดย่อมๆ ผมพยายามปกป้องน้องแมวผมให้เข้าไปในท้องให้เร็วที่สุดครับ พยายามใช้ช้อนตัวเองปัดป้องช้อนคนอื่น คราบไอติมกระจายเต็มที่ จนสุดท้ายผมก็เกือบกันได้สำเร็จ โดนแย่งไปนิดหน่อย\nกินเสร็จเรียกพี่เมดคิดเงินครับ เหมือนเดิม เนี๊ยว~ แน่นอน ผมทำ = = สักพักไปดาเมจก็ลอยมา\n![] (https://24.media.tumblr.com/534368990aebcf394e12527fc3be809c/tumblr_mm821elNQn1s7m1r4o1_1280.jpg)\nอย่างที่เห็นครับ มีรอยฉีก เดี๋ยวจะเล่าครับ คือตอนจ่ายเงิน นับว่าเสียเวลานานมาก เพื่อนตัดสินว่าใครต้องจ่ายเท่าไหร่ พี่เมดก็ยืนรอ ผมก็สงสารนะครับ พอตัดสินเสร็จ อ้าว เงินขาดไป 20 บาท ขณะหันไปถามเพื่อน เพื่อนคนที่สามฉีกใบเสร็จในทันที ผมกับเพื่อนอีกคนตกใจ ถามทำเตี่ยอะไร มันบอก “ทำลายหลักฐาน” ไม่อยากจะบอก ไม่ทำลายก็รู้ว่าโกงเงิน = = กลับมาบ้านพยายามปะติดปะต่อให้ได้อย่างที่เห็นครับ\n1,736.00 บาท หารกันของใครของมัน ผมจ่ายไปเกือบเจ็ดร้อยได้มั้งครับ จำไม่ได้ ก็หายไปยี่สิบไม่ว่ากัน คิดว่าให้ขอทานนะครับ\nตอนออกจากร้าน อย่างที่รู้ สั่งไจแอน์ไป จะได้ถ่ายรูปกับพี่เมดในร้าน ก็ยืนรอครับ พี่เมดดูยุ่งๆ แต่ก้ได้ถ่าย\n![] (https://24.media.tumblr.com/ca0891feda0bbb64c57dbf5db30e8068/tumblr_mm7pb4jVFG1s7m1r4o1_1280.jpg)\nก็ถ่ายเสร็จก็ออกมาครับ อิ่มๆ อ่า ถือว่าสนุกครับ พี่เมดทุกคนน่ารักครับ โดยนิสัยเดิมผมชอบสาวแว่นอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าคนที่น่ารักที่สุดคือคนที่ใส่แว่นนะครับ ไม่อยู่ในภาพแหะ เสียดายจริงๆ\nแต่ก็สงสารพี่เมดครับ คือ สั่งจานไจแอน์กับเกือบทุกคนเลย พี่ๆเขาก็ต้องไปแสดงโชว์เกือบตลอดเวลาเลย อยากรู้จริงๆว่าเหนื่อยมากไหมครับเนี่ย 555\nถ้าถามว่าอยากไปอีกไหม ดูจากราคาอาหาร ร้าน ระยะทางจากบ้าน ผมคงต้องบอกว่า….ไปอีกแน่นอนครับ แต่เมื่อไหร่คงต้องดูละครับ อาจจะเปิดเทอมก็เป็นได้\nสรุปคือ สนุกครับ อยากให้ลองไปดู ถ้าไม่แกลบซะก่อน อิ_อิ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/just-maid-cafe/","summary":"\u003cp\u003eไปมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมแล้วละ madreamin เกตเวย์ เอกมัย แต่ยังไม่ได้เขียนเลย เนื่องจากมีบทความอื่นให้มาเขียนตัดหน้าไปก่อน และก็อู้งานนิดๆ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e(」・ω・)」อู้!! (／・ω・)／ งาน!!\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e(」・ω・)」อู้!! (／・ω・)／ งาน!!\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e(」・ω・)」อู้!! (／・ω・)／ งาน!!\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e(」・ω・)」อู้!! (／・ω・)／ งาน!!\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e(」・ω・)」อู้!! (／・ω・)／ งาน!!\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eออกทะเลตั้งแต่เริ่มบทความ เกริ่นง่ายๆคือ ไปมาแล้วละ สนุกมากๆ สนุกตั้งแต่ไปรอเพื่อนแล้วละ ไปกันสามคนครับ นับรวมกระผมด้วย สามคนบ้าการ์ตูนหมด แหน่ะๆ ก็ผมนัดกับเพื่อนคนนึงไว้ที่จตุจักร ตอน 12.30 แล้วเพื่อนอีกคนตอน 13.00 น. ครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eผมตื่นแต่เช้า อุ้ยจะได้ไปแล้ว ตื่นเช้าหน่อยดีกว่า อิอิ แล้วก็ตื่นมาตอนเก้าโมง นั่งทำงานต่อ งานอะไรหรอครับ ก็อ่านได้จากบล็อคที่แล้วครับ งานธีมสึกิโกะ งานนี้แหละครับ –\u0026gt; \u003ca href=\"http://blog.cloudian.in.th/?p=95\"\u003ehttp://blog.cloudian.in.th/?p=95\u003c/a\u003e ต้องการจะเอาไปอวดเพื่อน ก็เลยเขียนๆๆๆๆ ออกจากบ้านตอน 11 โมงกว่าๆ ขณะถึงสยามก็เห็นว่าจะ 12.30 ละ เลยโทรหาเพื่อนคนที่หนึ่ง “อยู่ไหนแล้ว นี่เขาอยู่สยาม” “อยู่เมเจอร์ กำลังขึ้นรถ” /me = =” ผมก็ไม่มีอะไรทำ พอถึงจตุจักรกะจะไปเดินเล่นที่พิพิฒภัณฑ์เด็กแล้วละ แต่ก็ไปไม่เป็น (กาก) เลยเดินไปรถไฟใต้ดินแทน เพราะเป้าหมายที่นัดก็คือตรงนั้นอยู่แล้ว ความจริงแล้วคือผมอยากลองมาดูร้าน HobbyMoe ดู เนื่องจากสั่งฟิกเกอร์ไป ฟิกน้องแมวสึกิโกะ แกลบกันทีเดียว ลองเดินลงไป ไปเจอ MRT Tarad.com ทึ่ง โอ้ บร๊ะ นี้คืออัลไลกาน ไม่เคยเห็น (ปกติ neet อยู่บ้าน ไม่ค่อยพบเจอโลกภายนอก) พึ่งรู้ที่นี่มันร้านพวกฟิก ของเล่นญี่ปุ่นเยอะมาก\u003c/p\u003e","title":"แค่ไปเมดคาเฟ่เท่านั้นแหละ เนี๊ยว~"},{"content":"เขียนใช้เวลาเกือบเดือนกับโปรเจกต์ที่สองที่ใช้ PHP เหนื่อยมาก เขียนประมาณสามสัปดาห์เห็นจะได้ ช่วงสัปดาห์แรกๆก็เขียนไปเล่นเกมส์ไป แต่พอมาใกล้ๆสัปดาห์ที่สามก็เริ่มละ ตื่นมาเขียน เขียน เขียน กินข้าว เขียน เขียน เขียน กินข้าว เขียน เขียน เขียน นอน แล้ววนลูปใหม่ แต่ก็มีเล่นเฟสบ้างอะไรบ้าง เวลาคิดไม่ออกก็เล่น ซึ่งก็เล่นทุกวันนะ\nโปรเจกต์ตัวนี้ส่งโครงงานผมว่าผมเสร็จละ ไม่ต้องทำอะไรต่อละ ตอนแรกก็คิดจะทำส่งโครงงานนะ แต่คิดไปคิดมา ไม่เอาดีกว่ามันอาจจะง่ายเกินสำหรับโครงงานโรงเรียน ก็เลยทำเกมส์ในโครงงานแทน\nจุดเริ่มต้นขอโปรเจกต์นี้ต้องบอกว่ามาจากชมรมไพ่นกกระจอก ซึ่งตั้งชื่อว่าชมรมคอมพิวเตอร์เพื่อบังหน้า อิ_อิ แต่แล้วก็เริ่มเกิดไอเดียกันว่าอยากให้ชมรมมันมีอะไรบ้าง ก็ลองๆคิดกัน ประจวบกับรุ่นพี่คนนึงที่โรงเรียนบ่นๆว่า อยากได้ระบบแบบมหิดลวิทย์นะ อะไรๆก็ทำออนไลน์หมด มันเจ๋งดี ผมก็เลยเกิดไอเดีย ทำระบบลงทะเบียนออนไลน์มันซะเลยละกัน ก็เลยเกิดเป็นโปรเจกต์นี้ขึ้นมา ถ้านับวันเริ่มคิดก็ประมาณเกือบห้าเดือนก่อนโปรเจกต์เสร็จได้นะครับ\nขณะทำก็มีปัญหาเยอะมากครับ ตอนแรกก็คิดว่า จะออกแบบไง? ดูเป็นเรื่องลำบากมาก แต่หลังจากคิดไม่กี่วันก็คิดว่า ทำๆไปเหอะ ยัดๆไปตามต้องการ อะไรไม่จำเป็นก็ไม่ต้อง ส่วนเหลือ CSS พวกนี้แน่นอนครับ… ผมไม่มีทางยอมเขียนเองแน่นอน เลยไปใช้ Bootstrap ของ Twitter ละกัน ใช้งานง่าย และโปรเจกต์หลายตัวของผมก็ใช้เจ้านี้มาโดยตลอด\n![] (https://media02.hongkiat.com/twitter-bootstrap/twitter-bootstrap.jpg)\nเรื่องกราฟฟิกก็ผ่านไป ต่อมาก็ส่วนของระบบ Login เนื่องจากผมไม่เคยเขียนอะไรพวกนี้มาก่อน ก็เลยต้องทำความเข้าใจพวกนี้ก่อนเขียน ก็เลยหาวิธีที่ใช้เขียนจำพวก “การเข้าสู่ระบบ” ก็ไปเจอว่าต้องใช้ Session ซึ่งเป็นตัวแปรประเภทหนึ่งของ PHP (ผมเรียกว่าตัวแปรนี้ไม่รู้ถูกหรือเปล่านะครับ) แต่ทว่าตอนกำลังพยายามเขียน Session นั้น ก็ถ้าจำไม่ผิดนะครับ พี่ @awkwin ก็เสนอวิธีที่ดีกว่าให้ผม ว่าให้ใช้ตัว Login ของ WordPress ไปเลยสิ มันดีกว่า ปลอดภัยกว่าด้วย ก็เลยเปลี่ยนแผนใหม่ทั้งหมดครับ เปลี่ยนไปใช้ WordPress เป็นตัวรองรับแทนละกัน สรุปก็คือใช้ฟังค์ชั่นของ WordPress มาทำงานแทนครับ ไม่ต้องเขียน และก็คิดว่ายังไงก็ตาม มันปลอดภัยกว่าผมเขียนเองนะครับ\n![] (https://www.softaculous.com/blog/wp-content/uploads/2013/02/wordpress-logo-hoz-rgb.jpg)\nอย่างที่เห็นใช้ชื่อว่า DSC project ซึ่งย่อมาจาก Database Student Center ชื่ออาจจะกากๆไปหน่อยนะครับ เพราะยังคิดชื่อเท่ๆไม่ได้เลย เน่าครับตอนนี้ โดยรวมระบบตัวนี้ตอนนี้ทำได้แค่ลงทะเบียนข้อมูลนักเรียนและสมัครชมรมแค่นี้แหละครับ เพราะทางอาจารย์ก็ยังไม่ได้บอกว่าจะให้ใช้อะไรเพิ่มไหม แล้วอีกอย่างก็คือ ระบบที่ผมเขียนไม่มั่นใจว่าจะได้ใช้ด้วยซ้ำหรือเปล่านะครับ ก็ต้องขอความกรุณาอาจารย์แล้วละครับ ;w;\nโปรเจกต์นี้ต้องบอกว่าเกือบไปไม่รอดเหมือนกันครับ เพราะมีบางช่วงเริ่มเบื่อๆแล้วแบบ…ขี้เกียจทำแล้วง่า~ เป็นแบบนี้อยู่หลายทีครับ แต่ก็ทำจนเสร็จมาได้ เป็นดังที่เห็น\n![] (https://blog.cloudian.in.th/wp-content/uploads/2013/04/Untitled-11.jpg)\nอ่า ทำไปเรื่อยๆจนเสร็จ แหละครับ ซึ่งขณะที่เขียนอยู่ ก็คิดอะไรเพื่มมาเรื่อยๆ บางอย่างไม่จำเป็นก็เพิ่มนะครับ ตอรแรกมีแค่ไม่กี่หน้า ก็มาเพิ่มหน้าของ Admin มีคำสั่งเยอะซะจริงๆ สักพักเขียนไปเขียนมาจนเสร็จ อุ้ย เพิ่มหน้าดู Log File ดีกว่า ก็เขียนเพิ่มอีกครับ ตอนแรกเมนูที่พวกท่านเห็นกันนะครับ ไม่มีสัญลักษณ์เลยนะครับ แต่ก่อนเขียนเสร็จประมาณวันเห็นจะได้ครับ ก็มีนัด Hangout G+ กับเพื่อนๆที่สายคอมเหมือนกัน\nเป็นการเล่น HangOut ที่ไม่เปิดกล้องเลย ยกเว้นตอนทาสแมวท่านนึงโชว์แมวครับ อิ_อิ ก็พอลองคุยกับเพื่อนๆและพี่ๆดูแล้วก็ได้ความเห็นว่า เพิ่มสัญลักษณ์ ซึ่งก็ได้เพื่มไปอย่างที่เห็น แต่มาก็คือเอฟเฟคของเงาปุ่ม อย่างที่เห็นด้านบนนะครับ ถ้ากำลังอยู่หน้าไหนนะ ชื่อของเพจหน้านั้นที่เมนูจะกลายเป็นเงาบุ๋มลงไปนะครับ ตอนแรกก็จะไม่ทำ โดนเกลี่ยกล่อมครับ ทำละกันไม่เป็นไร ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ส่วนที่ใช้ Jquery เพราะทั้งเว็บก็ใช้แค่ตรง Bootstrap ,ฟอร์มปฎิทิน ,แล้วเมนู ครับ ซึ่งขอบอกว่าเว็บนี้ดึงไฟล์จำพวกสคริปต์และ CSS มาค่อนข้าวเยอะอยู่เหมือนกัน แต่ตอนไม่ค่อยดึงมาใช้เลย แต่ก็คิดว่าคงเป็นเรื่องปกติ\nในเว็บที่ไปใช้สคริปต์ของคนอื่นก็มี Jquery ,JqueryUI ,h5Validate , Modernizr ก็คงปกติละครับ เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าปกติเว็บอื่นเขาดึงกันมาใช้เยอะแค่ไหน\nปัญหาที่ผิดท้ายโปรเจกต์มีสองเรื่องครับ เรื่องแรก “การรองรับกับทุกระบบ” ถ้าทั้งโลกใช้ Google Chrome เหมือนกันหมด ผมก็คงไม่เหนื่อยละครับ แต่ดันมี IE กับ Firefox นะครับ ทำให้ค่อนข้างปวดหัวระดับหนึ่ง แต่แค่นั้นไม่พอ ยังมีกับเรื่องพวกอุปกรณ์พกพาครับ\nก่อนหน้านี้ลองถามรุ่นพี่ดู มีรุ่นพี่คนนึงที่ให้วิธีเกรียนๆมาครับ ให้เช็คว่าใช้เบาร์เซอร์อะไรอยู่ ถ้าเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ Google Chrome ก็ให้ลิงค์ไปที่เว็บ Google Chrome เลย เพื่อให้โหลดแล้วใช้ซะ!! ผมบอกว่ามันแบบ เอิ่ม.. รุ่นพี่ท่านนี้ตอบกลับมาครับว่า \\m/ อืม ครับ จริงครับ\nปัญหาตรงส่วนของเบาร์เซอร์ต่างๆที่แสดงผลต่างกันก็แก้ปัญหาโดยใช้ Jquery กับ h5Validate ครับ ก็แก้จนมันใช้ได้ แต่มาก็มาเจอปัญหากับอุปกรณ์พกพา ซึ่งก็มีปัญหาตอนส่งค่าบางอย่างแล้วมันเพี้ยนไปจากเดิม ก็แก้ๆไปแก้มาก็รู้ว่าเป็นปัญหาจากอุปกรณ์เอง และผมก็ไม่อยากไปแก้ด้วย เพราะคิดว่าคงไม่มีใครใช้เว็บผมจากอุปกรณ์พกพา(มั้ง) แก้ก็ยังลองไม่หมดนะครับ ลอง Android แล้วปัญหาค่อนข้างหนักครับ ส่วนทาง iOS นั้นปัญหาไม่ค่อยมีมาก แต่ที่เจอก็คือปัญหากับฟอร์มแหละครับ แต่ตอนทดลองใช้งาน เพื่อนก็ทักบอกว่า ลองกับ WindowsPhone ยังละ ผมก็แบบ ทำหน้าเซ็งๆแล้วปัดๆไปว่าไม่มีเครื่องให้ลอง =__=\nปัญหาที่สอง สำคัญมากและยังแก้ไม่ได้ด้วย คือ ชื่อโปรเจกต์ ยังคิดไม่ออกเลยครับ ตอนนี้ใช้ชื่อยังไม่เป็นทางการครับ ก่อนหน้านี้ชื่อ Project DSC มาจาก Project Database Student Center แต่ว่ามี่พี่คนนึงนั้นบอกว่าชื่อมันแปลกๆลองแก้ไหม ต้องขอโทษด้วยครับ ผมกากอังกฤษนะครับ พี่เขาก็เสนอว่าแก้เป็น Student Information Center สิ ก็เลยได้เป็นชื่อปัจจุบันครับ SIC Project ครับ ตอนนี้ก็กำลังคิดชื่อใหม่อยู่ครับ รอก่อนนะครับ\nก็เท่านี้แหละครับเรื่องราวของการเขียนโปรเจกต์ SIC ของกระผมครับ ยาวเหมือนกันแหะ หรือเพราะรูป เดี๋ยวอีกสักพักจะเขียนวิธีการใช้งานต่อ เพราะคงต้องเขียนรอไว้สำหรับเปิดเทอม\nเจอกันครั้งหน้าครับ :3\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/php-project-sic/","summary":"\u003cp\u003eเขียนใช้เวลาเกือบเดือนกับโปรเจกต์ที่สองที่ใช้ PHP เหนื่อยมาก เขียนประมาณสามสัปดาห์เห็นจะได้ ช่วงสัปดาห์แรกๆก็เขียนไปเล่นเกมส์ไป แต่พอมาใกล้ๆสัปดาห์ที่สามก็เริ่มละ ตื่นมาเขียน เขียน เขียน กินข้าว เขียน เขียน เขียน กินข้าว เขียน เขียน เขียน นอน แล้ววนลูปใหม่ แต่ก็มีเล่นเฟสบ้างอะไรบ้าง เวลาคิดไม่ออกก็เล่น ซึ่งก็เล่นทุกวันนะ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eโปรเจกต์ตัวนี้ส่งโครงงานผมว่าผมเสร็จละ ไม่ต้องทำอะไรต่อละ ตอนแรกก็คิดจะทำส่งโครงงานนะ แต่คิดไปคิดมา ไม่เอาดีกว่ามันอาจจะง่ายเกินสำหรับโครงงานโรงเรียน ก็เลยทำเกมส์ในโครงงานแทน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eจุดเริ่มต้นขอโปรเจกต์นี้ต้องบอกว่ามาจากชมรมไพ่นกกระจอก ซึ่งตั้งชื่อว่าชมรมคอมพิวเตอร์เพื่อบังหน้า อิ_อิ แต่แล้วก็เริ่มเกิดไอเดียกันว่าอยากให้ชมรมมันมีอะไรบ้าง ก็ลองๆคิดกัน ประจวบกับรุ่นพี่คนนึงที่โรงเรียนบ่นๆว่า อยากได้ระบบแบบมหิดลวิทย์นะ อะไรๆก็ทำออนไลน์หมด มันเจ๋งดี ผมก็เลยเกิดไอเดีย ทำระบบลงทะเบียนออนไลน์มันซะเลยละกัน ก็เลยเกิดเป็นโปรเจกต์นี้ขึ้นมา ถ้านับวันเริ่มคิดก็ประมาณเกือบห้าเดือนก่อนโปรเจกต์เสร็จได้นะครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eขณะทำก็มีปัญหาเยอะมากครับ ตอนแรกก็คิดว่า จะออกแบบไง? ดูเป็นเรื่องลำบากมาก แต่หลังจากคิดไม่กี่วันก็คิดว่า ทำๆไปเหอะ ยัดๆไปตามต้องการ อะไรไม่จำเป็นก็ไม่ต้อง ส่วนเหลือ CSS พวกนี้แน่นอนครับ… ผมไม่มีทางยอมเขียนเองแน่นอน เลยไปใช้ Bootstrap ของ Twitter ละกัน ใช้งานง่าย และโปรเจกต์หลายตัวของผมก็ใช้เจ้านี้มาโดยตลอด\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e![] (\u003ca href=\"https://media02.hongkiat.com/twitter-bootstrap/twitter-bootstrap.jpg\"\u003ehttps://media02.hongkiat.com/twitter-bootstrap/twitter-bootstrap.jpg\u003c/a\u003e)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องกราฟฟิกก็ผ่านไป ต่อมาก็ส่วนของระบบ Login เนื่องจากผมไม่เคยเขียนอะไรพวกนี้มาก่อน ก็เลยต้องทำความเข้าใจพวกนี้ก่อนเขียน ก็เลยหาวิธีที่ใช้เขียนจำพวก “การเข้าสู่ระบบ” ก็ไปเจอว่าต้องใช้ Session ซึ่งเป็นตัวแปรประเภทหนึ่งของ PHP (ผมเรียกว่าตัวแปรนี้ไม่รู้ถูกหรือเปล่านะครับ) แต่ทว่าตอนกำลังพยายามเขียน Session นั้น ก็ถ้าจำไม่ผิดนะครับ พี่ @awkwin ก็เสนอวิธีที่ดีกว่าให้ผม ว่าให้ใช้ตัว Login ของ WordPress ไปเลยสิ มันดีกว่า ปลอดภัยกว่าด้วย ก็เลยเปลี่ยนแผนใหม่ทั้งหมดครับ เปลี่ยนไปใช้ WordPress เป็นตัวรองรับแทนละกัน สรุปก็คือใช้ฟังค์ชั่นของ WordPress มาทำงานแทนครับ ไม่ต้องเขียน และก็คิดว่ายังไงก็ตาม มันปลอดภัยกว่าผมเขียนเองนะครับ\u003c/p\u003e","title":"SIC Project โปรเจกต์ที่สองกับ PHP"},{"content":"มาใหม่ๆ Cover จิทันดะ เอรุ กุเฮะเฮะ =w= เกือบจะได้เซอร์วิสซะแล้วนี่ แหม่~\nเนื่องจากว่า Cover อันก่อนภาพที่สามเรื่องหน้าอกคัพA ภาพนั้นมันเป็นรูปหน้าอกผู้หญิงซึ่งผมก็มองไม่ออกจริงๆ ผมก็มองตั้งนานจึงพึ่งรู้ ภาพเรทๆแบบนั้นไม่สมควรอยู่บนเฟสของกระผม แล้วประจวบเหมาะกับวันนี้พึ่งไปอ่านบอร์ดเว็บแห่งหนึ่งแล้วไปทวิตคุย มีรุ่นพี่คนหนึ่งตอบกลับมาตามข้อความใน Cover เลย จึงจัดมาเลยละกัน\nเรื่องราวก็คือผมไปอ่านบอร์ดของเว็บแห่งหนึ่งเรื่อง “ทำไมหลายคนถึงคิดว่าอยากให้ จิทันดะจับกดโฮทาโร่ทั้งๆที่ควรเป็น อิริสุเซมไป??มากกว่า” ก็ไล่อ่านไปเรื่อยๆ ทุกคนในนั้นเข้าข้าวความอินโนเซนต์ของจิทันดะ (ผมก็เข้าข้างด้วย \u0026gt;w\u0026lt;) จึงเกิดคำถามในหัวว่า เอ~ ในโลกความเป็นจริงมันมีผู้หญิงอายุเนี่ยพอๆกับจิทันดะ (ถ้าจำไม่ผิดก็เทียบเท่าม.สี่เราหรือเปล่า ผมไม่มั่นใจ) แล้วอินโนเซนต์แบบจิทันดะอีกหรือเปล่าเนี่ย ซึ่งผมก็ยังไม่เคยเจอมาก่อน แล้วพี่นั้นก็ตอบว่า “เคยเจอ” แต่ผมเนี่ยไม่เคยเลย ;A; และแล้วเขาก็ตอบว่า “หายาก แต่จงเชื่อมันว่ามี” ว้าวๆๆๆๆ สำหรับผมมันคมมากนะ จึงเป็นต้นเหตุจับมาทำ Cover ซะเลย อิ_อิ\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/cover-cchithanda-e-ru-aebbmiieruue-ngraaw-kuehaeha/","summary":"\u003cp\u003eมาใหม่ๆ Cover จิทันดะ เอรุ กุเฮะเฮะ =w= เกือบจะได้เซอร์วิสซะแล้วนี่ แหม่~\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเนื่องจากว่า Cover อันก่อนภาพที่สามเรื่องหน้าอกคัพA ภาพนั้นมันเป็นรูปหน้าอกผู้หญิงซึ่งผมก็มองไม่ออกจริงๆ ผมก็มองตั้งนานจึงพึ่งรู้ ภาพเรทๆแบบนั้นไม่สมควรอยู่บนเฟสของกระผม แล้วประจวบเหมาะกับวันนี้พึ่งไปอ่านบอร์ดเว็บแห่งหนึ่งแล้วไปทวิตคุย มีรุ่นพี่คนหนึ่งตอบกลับมาตามข้อความใน Cover เลย จึงจัดมาเลยละกัน\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเรื่องราวก็คือผมไปอ่านบอร์ดของเว็บแห่งหนึ่งเรื่อง “ทำไมหลายคนถึงคิดว่าอยากให้ จิทันดะจับกดโฮทาโร่ทั้งๆที่ควรเป็น อิริสุเซมไป??มากกว่า” ก็ไล่อ่านไปเรื่อยๆ ทุกคนในนั้นเข้าข้าวความอินโนเซนต์ของจิทันดะ (ผมก็เข้าข้างด้วย \u0026gt;w\u0026lt;) จึงเกิดคำถามในหัวว่า เอ~ ในโลกความเป็นจริงมันมีผู้หญิงอายุเนี่ยพอๆกับจิทันดะ (ถ้าจำไม่ผิดก็เทียบเท่าม.สี่เราหรือเปล่า ผมไม่มั่นใจ) แล้วอินโนเซนต์แบบจิทันดะอีกหรือเปล่าเนี่ย ซึ่งผมก็ยังไม่เคยเจอมาก่อน แล้วพี่นั้นก็ตอบว่า “เคยเจอ” แต่ผมเนี่ยไม่เคยเลย ;A; และแล้วเขาก็ตอบว่า “หายาก แต่จงเชื่อมันว่ามี” ว้าวๆๆๆๆ สำหรับผมมันคมมากนะ จึงเป็นต้นเหตุจับมาทำ Cover ซะเลย อิ_อิ\u003c/p\u003e","title":"Cover จิทันดะ เอรุ แบบมีเรื่องราว กุเฮะเฮะ"},{"content":"ช้าไปหน่อย งานมันจบไปแล้วซึ่งความจริงก็ไปงานหนังสือมานานแล้วแหละ ตั้งแต่วันที่ 31 เดือนที่แล้ว แต่อยู่ค่ายไม่ได้มีเวลาเขียนเท่าไหร่ ครั้งนี้ซื้อมาเจ็ดเล่ม ซึ่งมากกว่าทุกครั้งที่เคยไปมา อ่อ ไม่นับพวกสมัยเด็กที่ไปซื้อโดราเอมอนเล่นละ 45 มาหกเจ็ดเล่มนะ อันนั้นไม่นับ ช่วงหลังๆไปเอง เพราะไม่อยากลำบากที่บ้าน ซึ่งก็ได้มาดังนี้\nเล่มแรก “JUSTICE ความยุติธรรม” เล็งไว้ตั้งแต่งานหนังสือคราวก่อนละ พึ่งได้ซื้อ เกี่ยวกับความยุติธรรม //อืม ไม่บอกก็รู้ คือยังไม่ได้อ่านนะ ก็เลยบอกไม่ได้\n“กาลีสุตรา” ของลุงวินทร์ จากตามที่ @srakrn ก็บอกไว้ว่า เหมือนอัฐสุตรา เกี่ยวกับจักรวาลวิทยา แต่อ่านง่ายกว่า ก็ยังไม่ได้อ่านเหมือนกัน รอก่อนๆ\n![] (https://25.media.tumblr.com/4634104d4203c9c8d28119c7553e0b47/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o6_1280.jpg)\n“เส้นสมมุติ” ของลุงวินทร์เหมือนกัน เนื่องจากหนังสือค่อนข้างแอ็บแสตร็กจึงบอกได้ยากว่าเกี่ยวกับอะไร\n![] (https://24.media.tumblr.com/fa13b54ad6286ecd0cbcc2e6b0569ec1/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o5_1280.jpg)\nอันนี้ของแถม ตอนแรกคิดว่าเป็นหนังสือจริงๆ แบบ โอ้ว บูธลุงวินทร์เขาแจกหนังสือกันเป็นเล่มๆเลยหรอ สักพักเปิดมาก็ อ้าว!! เป็นสมุดเปล่า สมุดโน้ตนะ แหม่ๆ อุตส่าห์นึกว่าจะได้ของฟรีแล้วแท้ๆ =w=\n![] (https://25.media.tumblr.com/773fce3579bd1db54e5b7d69c29be181/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o7_1280.jpg)\nหนังสือเล่มนี้ราคา 20 บาท ซื้อมาจากขอทานที่นั่งอยู่ตรงทางขึ้นลงรถไฟฟ้าใต้ดิน คือ ตอนนั้นผมกำลังจะเดินออกไปขึ้น MRT แต่เห็นมีหนุ่มสาวคู่นึงกำลังนั่งมุงอะไรบางอย่างอยู๋ ผมก็นะ สงสัย ทำหน้าจี้จัง ก็เลยเดินไปดู เป็นคุณลุงขอทานที่เขียนกระดาษแปะไว้ว่า “เมื่อขอทานเขียนหนังสือ” อืมๆ ผมก็เลยลองไปนั่งคุยกับลุงดู แล้วก็ลองซื้อมาเล่มนึง คนเขียนเนี่ยเป็นครูมาก่อนเลยนะ แต่ด้วยเนื่องจากความใจดีก็เลยให้ยืมเพื่อนไปสามล้านมั้ง จำไม่ได้ แล้วกลายเป็นตัวเองติดหนี้แทนเพื่อน ทุกวันนี้ทางบ้านต้องจ่ายคืนให้ ลุงเขาก็เลยหนีออกมาจากบ้านมาเขียนหนังสือขายแบบนี้ละ\nหนังสือของลุงนั้นก็เขียนดี เขียนสไตล์คนไทยโบราณนะ แบบว่า เขียนภาษาอังกฤษแบบคำอ่านภาษาไทย บางคำยังเขียนผิดๆอยู่ อ่านแล้วงงบ้างๆสนุกบ้าง คนพูดก็แบบคนไทยโบราณ แต่อ่านแล้วได้ข้อคิดดี แนะนำลองซื้อ ตอนแรกผมจะซื้ออีกเล่มนึงแต่คุณลุงเขาบอกไว้ว่า การลงทุนมีความเสี่ยง การซื้อหนังสือของลุงก็มีความเสี่ยง ต้องรู้จักกระจายการลงทุน ซื้อวันนี้เล่มนึงวันหน้าอีกเล่มก็ได้ อืม เป็นคนขอทานที่พูดได้ดีมาก [ไม่อยากเรียกว่าขอทานเลยจริงๆ] ผมก็เลยบอกว่างั้นไว้ซื้อวันหน้าละกันครับ ลุงเขาจะอยู่แถวอนุสาวรีย์ชัย ไม่รู้ตรงไหน แต่แม่ผมจะเจอบ่อย รู้สึกจะทางด้านสะพานลอยฝั่งทางไปรพ.พระมงกุฏมั้ง จำไม่ได้ แนะนำเลยครับ ต้องลองซื้อมาอ่าน!!\nถูกสุด 20 บาท แพงสุด 60 บาท\n![] (https://24.media.tumblr.com/7c8377ab7ceadc2ba0cc994df926dd9d/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o8_1280.jpg)\nเล่มนี้เป็นนิยาน รู้สึกมีเป็นอนิเมะนะ “5 Centimeters Per Second” นี่หรือเปล่าไม่มั่นใจ ยังไม่ได้แกะเลย\n![] (https://25.media.tumblr.com/2eb6de32471aa5a0d5e54343b53488b2/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o3_1280.jpg)\nอีกเล่มที่ขาดไม่ได้ น้องเหมียวยิ้มยาก เล็งมานานแล้ว รออนิเมะด้วย อยากอ่านมาก นางเอกอกไม้กระดานเนี่ยชอบที่สุด \u0026gt;w\u0026lt;\nปล. ผมไม่ได้โรคจิตนะครับ\nอนิเมะมาฉายวันที่ 13 เมษานี้มั้งถ้าจำไม่ผิดนะ\n![] (https://25.media.tumblr.com/9cc7af316526ac3903cb845693dd864d/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o1_1280.jpg)\nถึงของเกือบแรร์กันแล้ว นั้นก็คือ “Hyouka” นั้นเอง อุตส่าห์ไปซื้อโดยเฉพาะเลยนะเนี่ย น่ารักเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน \u0026gt;w\u0026lt;\nปล(อีกครั้ง). ผมไม่ได้โรคจิตนะครับ\nปกนอกก็สวย ปกในก็สวยนะครับ แม้จะดูเป็นอนิเมะแล้วก็ตามแต่ก็ซื้ออีก (จะเอาๆๆๆๆ ประมาณนั้น)\n![] (https://25.media.tumblr.com/1a4b8747ff4a156fee60e422fcc464a6/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o4_1280.jpg)\nอ่า เข้าสู่ของมหาแรร์กันแล้ว นั้นคือ โปสเตอร์ Hyouka ขนาด A3 พร้อมลายเซ็นนักเขียนจากญี่ปุ่น การได้มานั้นยากมากเลยนะเนี่ย\nเล่าๆๆๆๆ คือว่าผมนะไปตั้งแต่เจ็มโมงครึ่งเลยทีเดียว คือ จำเวลาเปิดงานผิด ไปจำสลับกับตาบั้กที่มันเปิดเก้าโมงมั้งจำไม่ได้\nรอๆๆๆๆ รอหน้าทางเข้าประมาณครึ่งชั่วโมง เขาบอกยังไม่เปิด ?? แต่ผมก็เห็นคนเข้าไปตั้งหลายคนนะ ก็รอสักพักจนลองเดินเชิดเข้าไป อืม เขาก็ให้เข้า ตอนแรกจะเดินพักที่ศูนย์อาหาร คิดไปคิดมาเดินเล่นดีกว่า [โชคดีชั้นที่ 1]\nเดินไปเรื่อยเจอแถวเฮียวกะโดยบังเอิญ แต่ตอนแรกไม่มั่นใจว่าแถวอะไรหรอกนะ จะเดินดูยามเขาก็ห้ามเพราะยังไม่เปิด แล้วตรงแถวก็มีพี่สตาร์ฟอยู่เขาก็ถามมาซื้อเฮียวกะหรือเปล่า ผมก็ยิ้ม+หัวเราะแห้งๆ บอกไปว่า “โห่ แถวยาวขนาดนนี้ไม่ดีกว่าครับ”\nเดินกลับไปที่ศูนย์อาหาร ระหว่างเดินก็โทรไปหารุ่นพี่คนนึงที่โรงเรียนบอกแถวยาวมากพี่ พี่เขาก็กระแทกกลับมา “ก็มึงใจไม่รักเฮียวกะพอไงละ” ก่อนวางสายได้ยินเสียงหัวเราะผ่านมานิดหน่อย หืม? ต้องบอกไว้ก่อนว่าคำหยามแค่นั้นผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เป็นพวกศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้อยู่แล้ว\nเดินกลับๆๆๆ ไปนั่งเล่น iPad รอ ก็ลองเปิดไปที่เว็บของบริษัทที่มันแจกเฮียวกะ ก็อ่านโปรโมชั่นมัน ไปสดุดกับ “โปสเตอร์จี้จังพร้องลายเซ็น 91 คนแรกของสองวันแรก” [โชคดีชั้นที่ 2 ที่เปิดอ่าน] หืม จากนั้นก็ครับ เท้าไฟนิดหน่อยวิ่งไปที่แถวถามเขา “เอ่อ… พี่คิดเท่าไหร่หรอครับ” “ประมาณ 80 นะครับ” โห่ โล่งอกเลย ก็เลยนั่งต่อแถวเล่น iPad รอสองชั่วโมงเห็นจะได้มั้ง แล้วก็ได้มา อิ_อิ\n![] (https://24.media.tumblr.com/d7100493de413eaa3c1517bdf23b68d7/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o9_1280.jpg)\nถ้าถามผมว่าทำไมตอนแรกไม่เอาไม่ต่อแถว นั้นก็เพราะตอนแรกผมคิดว่ายังไงก็ได้ แค่ซื้อเฮียวกะก็ได้แล้ว ไม่ได้อ่านโปรโมชั่น\nความจริงมีอีกเล่มนะที่อยากจะซื้อแต่ไม่ได้ซื้อ เพราะตอนแรกไม่รู้ว่าด้านในเป็นไง ชื่อว่า “เลี้ยงหนูไม่ง่าย สู้ตายค่ะปาป๊า”\n![] (https://2.bp.blogspot.com/-3rnkArRsEeI/Tylo8uUc3eI/AAAAAAAAEcQ/OUfuq-sMb4I/s1600/000.jpg)\nคือตอนแรกคิดว่าไอ้ที่อยู่บนหน้าปกเนี่ย คือลูกมัน ก็แบบ ถ้าลูกมันโตขนาดนี้พระเอกจะอายุเท่าไหร่ เรามันพวกชอบแนว School นะ พอกลับไปที่ค่ายเพื่อนซื้อมาพอดีเลยลองอ่าน อ้าว!! อ้าว บนหน้าปกมันนางเอง หรือก็คือ แม่ นั้นเอง พลาดเลย ซึ่งก็เดี๋ยวจะต้องไปตามซื้อมาให้ได้\nจบแล้ว การซื้อหนังสือของผมก็ขอจบเพียงเท่านี้ละครับ จบแบบกากๆ\nปล.ล.ล. ผมไม่ได้โรคจิตนะครับ = =\nอ่ออีกอย่าง ตั้งแต่ทุกคนรู้เรื่องผมไปต่อคิวรอนานสองชั่วโมงเพื่อเอาโปสเตอร์เฮียวกะ ตั้งแต่นั้นทุกคนก็มองว่าผมนั้นบ้าเฮียวกะขั้นสุดยอด ;w;\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/post-post/","summary":"\u003cp\u003eช้าไปหน่อย งานมันจบไปแล้วซึ่งความจริงก็ไปงานหนังสือมานานแล้วแหละ ตั้งแต่วันที่ 31 เดือนที่แล้ว แต่อยู่ค่ายไม่ได้มีเวลาเขียนเท่าไหร่ ครั้งนี้ซื้อมาเจ็ดเล่ม ซึ่งมากกว่าทุกครั้งที่เคยไปมา อ่อ ไม่นับพวกสมัยเด็กที่ไปซื้อโดราเอมอนเล่นละ 45 มาหกเจ็ดเล่มนะ อันนั้นไม่นับ ช่วงหลังๆไปเอง เพราะไม่อยากลำบากที่บ้าน ซึ่งก็ได้มาดังนี้\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eเล่มแรก “JUSTICE ความยุติธรรม” เล็งไว้ตั้งแต่งานหนังสือคราวก่อนละ พึ่งได้ซื้อ เกี่ยวกับความยุติธรรม //อืม ไม่บอกก็รู้ คือยังไม่ได้อ่านนะ ก็เลยบอกไม่ได้\u003c/p\u003e\n\u003cfigure\u003e\n    \u003cimg loading=\"lazy\" src=\"https://25.media.tumblr.com/d7e25b0d3a575cefe57d6b44d9b7d47e/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o10_1280.jpg\"/\u003e \n\u003c/figure\u003e\n\n\u003cp\u003e“กาลีสุตรา” ของลุงวินทร์ จากตามที่ @srakrn ก็บอกไว้ว่า เหมือนอัฐสุตรา เกี่ยวกับจักรวาลวิทยา แต่อ่านง่ายกว่า ก็ยังไม่ได้อ่านเหมือนกัน รอก่อนๆ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e![] (\u003ca href=\"https://25.media.tumblr.com/4634104d4203c9c8d28119c7553e0b47/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o6_1280.jpg\"\u003ehttps://25.media.tumblr.com/4634104d4203c9c8d28119c7553e0b47/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o6_1280.jpg\u003c/a\u003e)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e“เส้นสมมุติ” ของลุงวินทร์เหมือนกัน เนื่องจากหนังสือค่อนข้างแอ็บแสตร็กจึงบอกได้ยากว่าเกี่ยวกับอะไร\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e![] (\u003ca href=\"https://24.media.tumblr.com/fa13b54ad6286ecd0cbcc2e6b0569ec1/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o5_1280.jpg\"\u003ehttps://24.media.tumblr.com/fa13b54ad6286ecd0cbcc2e6b0569ec1/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o5_1280.jpg\u003c/a\u003e)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eอันนี้ของแถม ตอนแรกคิดว่าเป็นหนังสือจริงๆ แบบ โอ้ว บูธลุงวินทร์เขาแจกหนังสือกันเป็นเล่มๆเลยหรอ สักพักเปิดมาก็ อ้าว!! เป็นสมุดเปล่า สมุดโน้ตนะ แหม่ๆ อุตส่าห์นึกว่าจะได้ของฟรีแล้วแท้ๆ =w=\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003e![] (\u003ca href=\"https://25.media.tumblr.com/773fce3579bd1db54e5b7d69c29be181/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o7_1280.jpg\"\u003ehttps://25.media.tumblr.com/773fce3579bd1db54e5b7d69c29be181/tumblr_mksfp7xmu51s7m1r4o7_1280.jpg\u003c/a\u003e)\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eหนังสือเล่มนี้ราคา 20 บาท ซื้อมาจากขอทานที่นั่งอยู่ตรงทางขึ้นลงรถไฟฟ้าใต้ดิน คือ ตอนนั้นผมกำลังจะเดินออกไปขึ้น MRT แต่เห็นมีหนุ่มสาวคู่นึงกำลังนั่งมุงอะไรบางอย่างอยู๋ ผมก็นะ สงสัย \u003cem\u003eทำหน้าจี้จัง\u003c/em\u003e ก็เลยเดินไปดู เป็นคุณลุงขอทานที่เขียนกระดาษแปะไว้ว่า “เมื่อขอทานเขียนหนังสือ” อืมๆ ผมก็เลยลองไปนั่งคุยกับลุงดู แล้วก็ลองซื้อมาเล่มนึง คนเขียนเนี่ยเป็นครูมาก่อนเลยนะ แต่ด้วยเนื่องจากความใจดีก็เลยให้ยืมเพื่อนไปสามล้านมั้ง จำไม่ได้ แล้วกลายเป็นตัวเองติดหนี้แทนเพื่อน ทุกวันนี้ทางบ้านต้องจ่ายคืนให้ ลุงเขาก็เลยหนีออกมาจากบ้านมาเขียนหนังสือขายแบบนี้ละ\u003c/p\u003e","title":"งานหนังสือกรุงเทพ 2556"},{"content":"ทักทายกันอีกครั้งหลังหายไปนาน เกิดเรื่องมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านไป และก็เจ้าของโดเมนที่ให้บริการโฮสติ้งเจ้าก่อนที่ผมใช้อยู่ๆก็ปิดตัวหายไปเลย ก็ไม่รู้ทำไง ก็เลยจดใหม่เลย รอบนี้เจ้าของที่ให้บริการเป็นรุ่นพี่ผมที่รู้จักกันตอนแข่งขัน Linux ก็เร็วพอได้นะครับ\nบล็อกรอบนี้ผมคงต้องเขียนประเด็นอื่นๆมั้งแหละ เลี่ยงประเด็นอันตราย เหมือนกับสถานการณ์การเมืองไทยในตอนนี้เลยแหะ ก็รอบนี้บล็อกคงไม่ยาวมากเพราะต้องรีบเตรียมตัวไป สอวน. งานล้นนะครับ ลาละคร้าบ =w=\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/test/","summary":"\u003cp\u003eทักทายกันอีกครั้งหลังหายไปนาน เกิดเรื่องมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านไป และก็เจ้าของโดเมนที่ให้บริการโฮสติ้งเจ้าก่อนที่ผมใช้อยู่ๆก็ปิดตัวหายไปเลย ก็ไม่รู้ทำไง ก็เลยจดใหม่เลย รอบนี้เจ้าของที่ให้บริการเป็นรุ่นพี่ผมที่รู้จักกันตอนแข่งขัน Linux ก็เร็วพอได้นะครับ\u003c/p\u003e\n\u003cp\u003eบล็อกรอบนี้ผมคงต้องเขียนประเด็นอื่นๆมั้งแหละ เลี่ยงประเด็นอันตราย เหมือนกับสถานการณ์การเมืองไทยในตอนนี้เลยแหะ ก็รอบนี้บล็อกคงไม่ยาวมากเพราะต้องรีบเตรียมตัวไป สอวน. งานล้นนะครับ ลาละคร้าบ =w=\u003c/p\u003e","title":"Hello, World"},{"content":"You\u0026rsquo;re live! Nice. We\u0026rsquo;ve put together a little post to introduce you to the Ghost editor and get you started. You can manage your content by signing in to the admin area at \u0026lt;your blog URL\u0026gt;/ghost/. When you arrive, you can select this post from a list on the left and see a preview of it on the right. Click the little pencil icon at the top of the preview to edit this post and read the next section!\nGetting Started Ghost uses something called Markdown for writing. Essentially, it\u0026rsquo;s a shorthand way to manage your post formatting as you write!\nWriting in Markdown is really easy. In the left hand panel of Ghost, you simply write as you normally would. Where appropriate, you can use shortcuts to style your content. For example, a list:\nItem number one Item number two A nested item A final item or with numbers!\nRemember to buy some milk Drink the milk Tweet that I remembered to buy the milk, and drank it Links Want to link to a source? No problem. If you paste in url, like http://ghost.org - it\u0026rsquo;ll automatically be linked up. But if you want to customise your anchor text, you can do that too! Here\u0026rsquo;s a link to the Ghost website. Neat.\nWhat about Images? Images work too! Already know the URL of the image you want to include in your article? Simply paste it in like this to make it show up:\nNot sure which image you want to use yet? That\u0026rsquo;s ok too. Leave yourself a descriptive placeholder and keep writing. Come back later and drag and drop the image in to upload:\n![A bowl of bananas]\nQuoting Sometimes a link isn\u0026rsquo;t enough, you want to quote someone on what they\u0026rsquo;ve said. It was probably very wisdomous. Is wisdomous a word? Find out in a future release when we introduce spellcheck! For now - it\u0026rsquo;s definitely a word.\nWisdomous - it\u0026rsquo;s definitely a word.\nWorking with Code Got a streak of geek? We\u0026rsquo;ve got you covered there, too. You can write inline \u0026lt;code\u0026gt; blocks really easily with back ticks. Want to show off something more comprehensive? 4 spaces of indentation gets you there.\n.awesome-thing { display: block; width: 100%; } Ready for a Break? Throw 3 or more dashes down on any new line and you\u0026rsquo;ve got yourself a fancy new divider. Aw yeah.\nAdvanced Usage There\u0026rsquo;s one fantastic secret about Markdown. If you want, you can write plain old HTML and it\u0026rsquo;ll still work! Very flexible.\nThat should be enough to get you started. Have fun - and let us know what you think :)\n","permalink":"https://blog.cloudian.in.th/posts/welcome-to-ghost-2/","summary":"\u003cp\u003eYou\u0026rsquo;re live! Nice. We\u0026rsquo;ve put together a little post to introduce you to the Ghost editor and get you started. You can manage your content by signing in to the admin area at \u003ccode\u003e\u0026lt;your blog URL\u0026gt;/ghost/\u003c/code\u003e. When you arrive, you can select this post from a list on the left and see a preview of it on the right. Click the little pencil icon at the top of the preview to edit this post and read the next section!\u003c/p\u003e","title":"Welcome to Ghost"}]