2017 Review << คิดชื่อบทความไม่ออก แก้อยู่สิบรอบ

เกิดมาไม่เคยเขียนย้อนหลังเหตุการณ์ในปี ๆ นึงเลย สิ่งที่อยากทำในปีหน้าก็ไม่เคยเขียน แต่พอเริ่มโตขึ้นมาก็พบว่า การมองย้อนไปในอดีตนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างก็สนุกดีและก็ได้ทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะปีที่เจอประสบการณ์ใหม่ ๆ มากมายแบบปีนี้ เขียนบรรยายไม่สนุก เขียนเป็นข้อ ๆ ละกัน เป็นปีที่ได้ทำงานแล้วก็รับเงินเดือนจริง ๆ กับเขาซะที แถมเป็นปีที่งานเข้ามาเยอะมาก ได้ประสบการณ์ และสำคัญที่สุด ได้เงินครับ ปีนี้ได้แข่ง NSC อันนี้เรื่องตอนต้นปีเลย ชนะมาด้วยรางวัลอันดับที่ 3 หลังจากนั้นก็คิดแล้วว่าจะเลิกแข่งไป ไม่อยากแข่งแล้วเพราะการเจอคำถามและคุณภาพในงานหลาย ๆ อย่าง (ไม่ดี ๆ ไม่แซะตอนเขียนเรื่องแบบนี้สิ) เราเริ่มกินไวน์เมื่อไหร่นะ ? จำไม่ได้ แต่ปีนี้คือปีที่เลิกกินไวน์ ด้วยเหตุผลว่า ไม่ไหว เงินไม่มีแล้วจ้า และพบว่าตนเองไม่ได้ชอบไวน์ คือ กินแล้วดีสุดหลาย ๆ อย่างที่ลองมาแล้วนะ แต่กินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังไงมันก็ฝืน ๆ สุดท้ายกินน้ำอัดลมนี่ดีสุดครับ กินได้เรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีน้ำหนักขึ้นเดือนละกิโล ต่อจากข้อ 3 จนกระทั่งได้มาเจอสาเก้ร้อน เลยคิดว่าสาเกร้อนดีกว่าไวน์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปีนี้การเรียนเป็นไง เกรด 3.5 + ขึ้นเหมือนเดิมทุกเทอมครับ เป็นปีที่พบกับความสุขที่แท้จริงของตัวเองครับ การกิน มีความสุขมากเวลาได้กินอะไรอร่อย ๆ ดี ๆ ไม่ต้องแพงก็ได้ ของอร่อยที่หาได้ง่ายสุดตอนนี้คือ การได้กินผัดซีอิ้วร้านพี่ฝนที่คณะตัวเอง กินเงียบ ๆ คนเดียวกลางฤดูหนาวนี่สุด ๆ แล้วครับ อีกเรื่องที่สำคัญที่เจอในปีนี้ คือได้รู้ว่า กัญชา ไม่ได้มาในรูปใบไม้ครับ มันมาในรูปอะไรก็ได้ที่กินแล้วเลิกไม่ได้ ตั้งแต่ บราวนี่กรอบที่เซเว่น ยัน ของแห้ง ๆ เค็ม ๆ ที่เพื่อนซื้อมาครับ กินแล้วหยุดไม่อยู่ ถือว่าเป็นกัญชา คนนิยามคือเพื่อนในกลุ่มครับ ทุกวันนี้เข้าเซเว่น จะซื้อบราวนี่กรอบ ก็เรียกบราวนี่กัญชากัน เพื่อนเคยแหกปากหากัญชาในเซเว่นมาแล้ว ช่วงนึงของปีนี้ได้ทำงานในบริษัทด้านกาแฟและชาแห่งนึง เปิดประสบการณ์การทำงานและเรื่องเครื่องดิ่มที่สุด นับเป็นประสบการณ์ดี ๆ ที่หาไม่ได้เลย ขอบคุณพี่ ๆ ในบริษัทมากครับที่ได้ให้ผมได้เข้าไปร่วมงานด้วย แม้จะเป็นเวลาไม่นาน ต่อจากข้อ 9 กาแฟดริปนี่มันสุดยอดเลยนะคุณ เป็นปีที่ได้เรียนรู้ว่ากาแฟเนี่ยมันมีมากกว่าลาเต้ มอคค่า ที่ขายในสตาร์บัคส์ ไม่แปลกใจเลยที่หลายคนบอกว่ากาแฟสตาบัคส์กาก เพราะของที่ดีมันไปอยู่ตามร้านอื่น ๆ ที่ขายแบบไม่แมสมาก (ไม่แมสระดับสตาร์บัคส์) ตอนนี้อยากดริปกาแฟกินเองทุกเช้าแทนเลย ต่อจากข้อ 9 เหมือนเดิม ปีนี้เสพติดชาครับ ชา เทพ ๆ นี่มันมากมาย กินแล้วหอมนวล เป็นปีที่ทำให้เริ่มติดชาชงใบแล้วครับ นอกจากบริษัทในข้อ 9 ปีนี้ก็ยังได้ร่วมงานกับบริษัทต่างชาติ ทำงานแบบ remote ทีมกระจายอยู่ในสามประเทศ ตอนเข้าทำงานครั้งแรกก็ตื่นเต้น เพราะต้องคุยอังกฤษล้วน เรานี่กากอังกฤษมาก จนตอนนี้ก็เริ่มชินละ คุยได้พอประมาณนึง ก็ขอบคุณอาจารย์ในคณะที่เปิดโอกาสดี ๆ แบบหาที่ไหนไม่ได้อย่างนี้จริง ๆ ครับ เป็นปีที่กลับมาดูอนิเมะ อันนี้สำคัญจริง ๆ นะ เราเลิกดูเมะไปตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย ตอนนั้นเริ่มดูน้อยลงเรื่อย ๆ จนใกล้จบม.ปลายก็ไม่ได้ดูอีกเลย ไม่รู้ทำไม จนก่อนจบปีสอง ก็คือต้นปีนี้ อยู่ ๆ นึกไงไม่รู้อยากเล่น Touhou ครับ จนกลับมาอ่านมังงะและก็หาอนิเมะดู จนกลับมาดูอนิเมะเป็นปกติ เป็นสิ่งดี ๆ ในปีนี้ เพราะเป็นพวกไม่ชอบเข้าสังคมมากเกิน เลยเอาตัวเองมาทิ้งกับตัวละคร 2D แทนครับ ขยายจากข้อ 13 ครับ Touhou นี่เปลี่ยนชีวิตไปพอควร เกิดมาไม่เคยเทสอบมาก่อน แต่ตอนนั้นเพราะติดโทโฮหนักมากหลังจากลองขอเพื่อนมาเล่น เลยตามอ่านโดจิน (ไม่เรทนะครับ) และตามอ่านข้อมูลตัวละคร จนติดมาถึงทุกวันนี้ กลับไปเป็นเหมือนสมัยม.ต้น คือ ตามเก็บภาพวาดที่ชอบเหมือนเดิม เหมือนได้ความสนุกสมัยม.ต้นกลับมา นับเป็นการฟื้นชีวิตที่ดีจริง ๆ ต่อจากข้อ 13 ครับ คือ เป็นปีที่เริ่มกลับมามีไฟคิดทำอะไรใหม่ ๆ อยากทำสิ่งที่ไม่เคยทำ เกี่ยวกับ computer vision + machine learning ถึงระดับไปหา paper มานั่งอ่านเองครั้งแรก ทั้งหมดในข้อนี้ได้แรงใจมาจากโทโฮครับ « ดูคุมาก ก็เพราะโทโฮอีกเช่นเคย เพราะมีสิ่งที่อยากทำเกี่ยวกับ computer vision เลยเริ่มศึกษาเอง จนพบว่าคณะมีสอนวิชา computer vision ด้วยความอยากทำสิ่งที่ต้องการอยู่ เลยไปลงเรียน ซึ่งกลายเป็นได้เปิดโลกใหม่ที่ชอบ ได้ความรู้สึกอยากเขียนโค้ดแบบสมัยทำระบบตอนม.ปลายกลับมา ความคิดไอเดียออกมาเรื่อย ๆ หลังจากไม่รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว เรื่องนี้เคยเขียนไว้ในอีกบล็อกนึง ไปอ่านได้นะครับ » http://blog.cloudian.in.th/2017/12/21/cv-ml-the-second-interdimensional/ ปีนี้ได้เตาอบมาประดับบารมีห้องครับ ตั้งแต่นั้นการกินอาหารก็ไม่เหมือนเคยอีกเลย แต่ทุกวันนี้ก็ใช้แค่ปิ้งขนมปังกินซะส่วนใหญ่ แต่แค่นั้นก็เทพแล้ว เพราะขนมปังปิ้งนั้นความสุดยอดของรสชาติมันยิ่งใหญ่กว่าการกินขนมปังธรรมดาหลายล้านเท่าจริง ๆ อ่อ อีกอย่าง ปีนี้กลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า หลังจากจบมาสองปีกว่า ปีนี้ได้เพื่อนมานั่งเล่นครับ ชื่อ อุมารุจัง ความจริงซื้อมาตั้งแต่ปีก่อนแล้วมั้งแต่พึ่งมาเปิดกล่องปีนี้แทน เกม ? เกมปีนี้ที่รู้สึกว่าพีคที่สุดในดวงใจคงต้องยกให้ Doki Doki Literature Club ครับ เกมจีบสาวน่ารักใสใส ทำเอาหัวใจเต้นตึกตักจนนอนไม่หลับเลยครับ J̵̛͍̱͔̪u̮̼͉̞͔̥͎͠s̸͖̻̖͟t̨͕̗̗̬̜͓̀ ̠̙̟͈͈̫ͅM̶̧͙̭͉̖ó͉̼͈̝ͅn̫̬̜͈̣̮̳͎̪͘i̛͟͏̼̲̩̪͕̞͉ķ͕͚͉̰̻a̝͕͔͍̟̠̜͙͘ อ่อ ใครยังไม่ได้เล่นก็ไปเล่นนะครับ เกมเขาดี เกมเขาฟรี ก็ไปเล่นซะ http://store.steampowered.com/app/698780/Doki_Doki_Literature_Club/ ให้อีกเกม เกมนี้ตอนเล่นจบแล้วตื่นตันมาก แบบอือหือ มันสุดยอดจริง ๆ ตอนนั้นเล่นจบแล้วรู้สึกแบบโลกนี้ดูสวยงามขึ้นมาทันที ยกให้นี่เลยครับ Highway Blossoms เกมดีแบบดีไม่ประชดครับ ไม่เหมือนข้อ 20 ก็ไปซื้อกันได้ครับ ดีทั้งภาพและเสียงเพลงประกอบ จนต้องตามหามาฟังใน spotify เลยครับ http://store.steampowered.com/app/451760/Highway_Blossoms/ เรื่องเสียงเพลงดีกว่า ถ้ามีคนเดินมาถามว่า ทุกวันนี้นายชอบฟังอะไร แต่ก่อนก็คงตอบไม่ได้เท่าไหร่ เพราะบอกได้แค่ฟังเพลงญี่ปุ่น แต่ถ้ามีคนมาถามตอนนี้ก็คงมีชื่อนึงขึ้นมาในหัวก่อนเลย คือ Snail’s house สุดยอด ชอบทุกเพลงที่พี่แกทำออกมาเลย เรื่องเงิน ๆ นี่ปีนี้ออกทางบวกพอควร เพราะงานเข้ามาด้วย เงินเลยไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ แล้วก็เลิกขอเงินแม่แล้วด้วยนะครับ เกือบลืม (เมื่อกี้เกือบจบบทความละ) ด้านอนิเมะ ปีนี้อนิเมะนี่ขอยกให้ Kemono friend เลยครับ สนุกมาก เป็นเมะต้นทุนทำที่ทำรถเคลื่อนที่ไปล้อมันยังไม่หมุนตามเลย แต่ต่อให้เรื่องนี้มันวนลูปภาพโง่ ๆ ซ้ำกันห้าวินาทีผมก็ไม่ด่ามันแน่นอน สุดยอดจริง ๆ สอนให้รู้ว่า อย่าดูถูกอนิเมะจากแค่ลายเส้นอย่างแท้จริง ก็คงจบเพียงเท่านี้สำหรับปีนี้ครับ เป็นปีที่เจออะไรมากมายเหมือนกัน แต่โดยรวมก็มีแต่เรื่องดี ๆ ซะส่วนใหญ่ ส่วนปีหน้าก็ตั้งเป้าหมายไม่มีอะไรมากมาย อยากตีพิมพ์เปเปอร์ให้ได้สักครั้ง และได้ไปญี่ปุ่นแบบไปด้านวิชาการอีกรอบครับ ก็ปีนี้ก็ใกล้จบลงแล้ว ก็ขอลากันไปก่อนครับ ...

31 ธันวาคม 2017

computer vision + machine learning แดนสนธยาลำดับที่สองของข้าพเจ้า

วันนี้นั่งคุยกับพี่ในแล็ปว่าตั้งแต่เริ่มเรียน computer vision เราก็ตื่นเต้นกับทุกอย่างมากขึ้นเยอะ เหมือนเดินไปในแดนสนธยา เป็นฟีลที่เหมือนสมัยเริ่มเขียนเว็บครั้งแรกตอน ม.4 ตอนนั้นจบ ม.ต้นมา เป็นยุคของการเรียนภาษา C เพราะพึ่งจบมาจาก สอวน.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีแต่จอดำ ๆ กับโจทย์แนวแก้ปัญหา เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะเอาภาษา C ไปทำอะไร ตอนนั้นพวกบอร์ดคอนโทรลก็ราคาหลักพันซะส่วนใหญ่ พวกหุ่นยนต์ก็แพงเอาการ (เอาจริงตอนนี้ก็พันกว่า ถ้าซื้อครบ ๆ มาทำอะไรให้ได้งานสักอย่าง) เงินสมัยนั้นไม่มีปัญญาไปซื้ออะไรพวกนั้นมาเล่น ก็เลยกลายเป็นเริ่มเบื่อภาษา C ต่อมาก็ได้มาลองเขียนเว็บครั้งแรกตอน ม.4 รู้สึกเหมือนเดินไปในแดนสนธยา (หมายเลขหนึ่ง) ทุกอย่างมันดูน่าสนใจไปหมด การมีเว็บของตัวเองให้คนทั้งโลกเห็น การเขียนอะไรสักอย่างแล้วมันเด้งให้เราใช้ เขียนแล้วมันตอบโต้กับเราได้ ส่งไปให้เพื่อนใช้ได้ ทุกอย่างมัน wow มาก ในที่สุดก็ได้งอกเว็บ PHP เว็บแรกออกมา คือ เว็บจับกลุ่มทำงานแบบสุ่ม (https://cloudian.in.th/random) เพราะเซ็งเพื่อนในห้องตอนนั้นที่ทำงานชอบจับกลุ่มแบบจับสลากแล้วเสียเวลาจับมาก กว่าจะจับเสร็จ โดยตอนนั้นรู้สึกว้าวมาก งานซอร์ฟแวร์ตัวแรกที่ให้เพื่อน ๆ ได้ใช้ ไม่ใช่ทำเพื่อแก้โจทย์ไปวัน ๆ ตั้งแต่นั้นก็ยาวเลยครับ จากเว็บจับกลุ่มเพื่อนในห้อง กลายเป็น ระบบลงทะเบียนชุมนุมโรงเรียน เป็นงานตัวแรกที่ได้ใช้ในจำนวนคนระดับเกือบพันคน ตั้งแต่นั้นมาก็จับงานสายทำเว็บมาโดยตลอด จนวันนี้ ก็ยังทำเว็บอยู่เหมือนเดิม หากินพอได้ด้วย แต่ก็เริ่มเฉย ๆ ไม่ตื่นเต้นเวลาเห็น Library ใหม่ ๆ ออก เห็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออก รู้สึกเบื่อเวลาคนแชร์ Framework ใหม่ ๆ ออกมา แบบ จะออกหอกอะไรมากันนักหนา ตามไม่ทันโว้ย (แต่ก็ขอบคุณที่ออกมาให้ใช้กันนะครับ) ...

21 ธันวาคม 2017

กรณีศึกษา Starbucks Korea: การปลอมแปลงสัญญาณระบุตำแหน่งของ Indoor Positioning Systems

ไม่ได้จงใจแปลมาลงบล็อกครับ แต่เป็นงานวิชา Information security system ซึ่งแปลเพื่อไปนำเสนอในห้องเรียน แต่ไหน ๆ แปลมาแล้วเลยหยิบมาลงบล็อก เผื่อผู้ใดสนใจครับ แปลผิดหรือเขียนอธิบายคลาดเคลื่อนอย่างไรขออภัยด้วยครับ หรือส่งหลังไมค์มาบอกก็ได้ครับว่าเขียนผิด Intro ในปัจจุบันมีการทำนำการระบุตำแหน่งภายในอาคารมาใช้หลากหลายแบบ เช่น การระบุตำแหน่งผู้ใช้งานภายในห้างร้านซึ่ง GPS ไม่สามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจน โดยการระบุตำแหน่งภายในอาคารสามารถทำได้หลายแบบ ซึ่งอย่างง่ายดายคือการใช้การทำงานของ Wireless LAN อย่างในกรณีนี้ ร้าน Starbuck ของประเทศเกาหลีใต้ได้นำการใช้งานเทคโนโลยีระบุตำแหน่งภายในอาคารเพื่อมาใช้ช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องยืนต่อคิวสั่งเมนู แต่สามารถเข้าไปนั่งรอในร้านแล้วใช้แอพพลิเคชั่นของ Starbuck สั่งกาแฟได้เลย โดยใช้การระบุตำแหน่งภายในร้านช่วยยืนยันว่าลูกค้าคนนั้นได้สั่งเมนูจากภายในร้านสาขาไหน การทำงาน Starbuck เกาหลีใต้ใช้วิธีการระบุตำแหน่งภายในอาคารของลูกค้าผ่านการใช้คลื่นเสียงสูง หรือ Ultrasound ซึ่งมีความถี่เสียงสูงกว่าที่มนุษย์จะได้ยินที่ถูกปล่อยออกมาจากอุปกรณ์กำเนิดคลื่นเสียงภายในร้าน โดยเสียงที่ถูกปล่อยออกมานั้นมีการแฝงข้อมูลระบุตัวตนประจำสาขาอยู่ ทำให้แอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการสั่งเมนูต่าง ๆ สามารถทราบได้ว่าผู้ใช้งานกำลังสั่งเมนูอยู่ที่สาขาใดของร้าน โดยขั้นตอนคร่าว ๆ จะมีดังนี้ โดยเมื่อลูกค้าเดินเข้าร้านและทำการสั่งเมนูผ่านแอพพลิเคชั่น แอพฯ จะได้รับข้อมูลระบุตัวตนประจำสาขาจากเสียงความถี่สูงที่ได้รับจากตัวปล่อยสัญญาณภายในร้าน แอพฯ ส่งข้อมูลระบุตัวตนประจำสาขานั้นให้กับเซิร์ฟเวอร์ของสตาร์บัคส์ เซิร์ฟเวอร์ตอบกลับข้อมูลของร้านโดยละเอียดให้แอพฯ แอพฯ ส่งข้อมูลรายละเอียดการสั่งซื้อกลับไปให้เซิร์ฟเวอร์รับออเดอร์ เซิร์ฟเวอร์สำหรับรับออเดอร์ส่งเมนูของลูกค้าไปให้ระบบบริการของร้านสาขาที่ลูกค้าอยู่ ณ ตอนนั้น ปัญหาทางด้านความปลอดภัย เนื่องจากสัญญาณที่ถูกปล่อยมาในคลื่นความถี่สูงนั้นมีลักษณะเป็น Plain Text หรือข้อมูลที่ไม่ได้เข้ารหัส ทำให้ผู้โจมตีสามารถดักฟังสัญญาณแล้วปล่อยซ้ำในที่อื่น ๆ นอกเหนือจากร้านสาขาที่ติดตั้งเครื่องปล่อยสัญญาณนั้นได้ สิ่งที่ผู้โจมตีทดลองทำคือ การนำสัญญาณคลื่นความถี่เสียงสูงจากสาขา A ไปปล่อยใส่เหยื่อที่สาขา B ทำให้แอพฯ ของเหยื่อคิดว่าเหยื่อกำลังสั่งเมนูที่สาขา A ดังนั้น เมื่อเหยื่อสั่งเมนู เมนูของเหยื่อจะถูกพนักงานจากสาขา A รับ และทำให้ผู้โจมตีอ้างตัวเป็นเหยื่อเพื่อรับออร์เดอร์นั้นแทนได้ ...

21 พฤศจิกายน 2017

รีวิว CLEAR COFFEE กาแฟใสที่หยิบมาดื่มปุ๊ปเพื่อนทักปั๊ป

สวัสดีครับ ไม่ได้มาเขียนบล็อกนาน งานเยอะมาก แล้วก็ติดทวิตเตอร์ด้วย พยายามเลิกอยู่… ตอนนี้นั่งทำวิจัยและโปรเจ็กต์อยู่ พอดีพึ่งหาวิธีได้เลยพักด้วยการมานั่งเขียนบล็อกครับ รอบนี้เราขอเสนอให้พวกคุณพบกับ… กาแฟใส ใช่แล้วครับ กาแฟใส ใสจริง ๆ เอาจริง ๆ เพราะช่วงนี้ชานมใสกำลังเป็นกระแสอยู่ด้วย เลยคิดว่ากาแฟใสนี่ก็น่าจะน่าสนใจพอตัว แต่อันที่จริงแล้วเราไม่ได้ลงทุนขนาดไปหาซื้อมาเพื่อมารีวิวแข่งกับชานมใสนะครับ จนครับ ไม่มีเงินขนาดนั้น อันนี้ได้มาจากที่ทำงานเก่า เพราะลาออกมาพอดี เป็นบริษัทกาแฟ ขายทั้งเมล็ดกาแฟ, ชา และอุปกรณ์ต่าง ๆ สั่งบดได้เลย สะดวกสำหรับคนชอบดริปกาแฟชิว ๆ ฮิปสเตอร์ ถ่ายภาพเก๋ ๆ คู่แมคบุ้คส่วนตัว เชิญเลยครับ www.metacup.com (พื้นที่โฆษณา) กลับเข้าเรื่องต่อ ตัวกาแฟใสนี้ยี่ห้อ CLEAR COFFEE ราคา 300 บาทครับ ซึ่งไซส์ก็ขวดเท่านี้แหละ ไม่ได้ใหญ่มาก ตัวสีก็ใส (ไม่รู้จะอธิบายยังไง คิดไม่ออกก็มองน้ำเปล่าละกัน) แต่กลิ่นนั้นแรงชัดเจนมาก แค่เปิดฝามา กลิ่นกาแฟก็ลอยอัดหน้ามาเลย ใช้แทนน้ำหอมน่าจะได้ ต่อมา เรื่องภาพสักษณ์กับกลิ่นจบแล้วเรามาลองชิมกันครับ อันนี้ไม่เกี่ยวแต่อยากเล่า นี่ผมกับเพื่อนผลัดกันชิม ตอนชิมก็แบบที่เห็นแหละครับ เทใส่ฝาสลับกันเทใส่ปาก เพราะมันแพง เลยไม่กล้าเทเยอะ แล้วจะให้เพื่อนลองหลายคนด้วย เลยต้องชิมกันทีละนิด 55555 ส่วนผลลัพธ์นั้น!! อิ้ววววว!!!! มันคือไงดี… รสชาติไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่ กลิ่นหอมกาแฟก็จริงแต่รสชาติเหมือนน้ำที่เธออัดผ่านกากกาแฟมาแล้ว 3 รอบ หรือก็คือ วิญญาณกาแฟนั้นเอง รสกาแฟไม่ชัดเจน และรสชาติไม่ลงตัว ออกขมมากไปเลยเพี้ยนแปลก ๆ แถมตอนกินครั้งแรกก็คิดว่ามันผสมเหล้าด้วยนะ รสชาติบางส่วนเหมือนเหล้า คือ เป็นรสขมประหลาด ๆ นั้นแหละ ...

5 พฤศจิกายน 2017

เบื้องหลังแอปเพื่อการค้นหาผู้ประสบภัยโดยปราศจากระบบโทรคมนาคม IamHere

ส่วนนี้ข้ามได้นะครับ ทักทายกันเฉย ๆ สวัสดีครับ ไม่ได้กลับมาเขียนบล็อกนานมาก เคยมีคนขอไว้เมื่อนานมาแล้วว่าอยากให้อธิบายเรื่องกลไกภายในของแอป IamHere ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่ร่วมกับเพื่อนในมหาลัยพัฒนาขึ้นและนำไปส่งแข่งที่ประเทศญี่ปุ่น และการประกวดซอฟต์แวร์ระดับประเทศ (NSC) วันนี้เลยมานั่งเขียนอธิบายให้ฟังกัน พยายามเขียนแบบไม่มีเชิงเทคนิค แบบเดียวกับตอนอธิบายที่บูธการแข่งขันครับ จุดประสงค์และการใช้งาน IamHere เป็นแอปที่มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยกู้ภัยสามารถหาผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังได้รวดเร็วขึ้น โดยข้อกำหนดของแอปคือทั้งผู้ประสบภัยและหน่วยกู้ภัยต้องติดตั้งแอปนี้ไว้ตลอดเวลา ฝั่งของผู้ประสบภัยนั้นตัวแอปจะทำงานอัตโนมัติตั้งแต่การเปิดแอปเมื่อเปิดมือถือ และส่งสัญญาณระบุว่าตนอยู่บริเวณไหน กลไกของแอปไม่ได้พึ่งพาสัญญาณระบุตำแหน่งอย่าง GPS แต่ใช้สัญญาณเสียงที่เรียบง่าย โดยเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ หน่วยกู้ภัยจะเข้าพื้นที่เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต และเมื่อหน่วยกู้ภัยเปิดสัญญาณ WI-FI พิเศษผ่าน hotspot ของมือถือตนเอง (หน่วยกู้ภัย) และใช้ชื่อ WI-FI พิเศษที่แอปสร้างให้ เมื่อมือถือผู้ประสบภัยได้ตรวจพบสัญญาณ WI-FI พิเศษนี้จะทำการถอดคำสั่งที่แฝงมาในชื่อ WI-FI เพื่อทำงานตามคำสั่ง ซึ่งคือการส่งเสียงร้องออกมา โดยเสียงร้องจากมือถือของผู้ประสบภัยจะช่วยให้หน่วยกู้ภัยตามหาผู้รอดชีวิตได้ง่ายขึ้น จากปกติที่ต้องตะโกนหาแล้วรอฟังเสียงตอบ เบื้องหลังแอปพลิเคชัน ตัวมือถือที่ลงแอปพลิเคชันฝั่งผู้ประสบภัยนั้นจำเป็นต้องเป็น Android 4.0 อย่างต่ำ ตัวแอปนั้นมีความสามารถสำคัญอยู่ดังนี้ ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อด้านล่าง แอปพลิเคชันทำงานอัตโนมัติหลังเปิดเครื่อง ไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบโทรคมนาคม หรือจะถูกปิด cellular data / WI-FI ก็ทำงานได้ แอปฝั่งหน่วยกู้ภัยสามารถนับจำนวนมือถือที่ถูกตรวจพบได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบโทรคมนาคม (คำว่าโทรคมนาคมนี่พูดให้ดูเท่ เอาจริง ๆ คือแค่ไม่ใช่อินเตอร์เน็ตและสัญญาณมือถือครับ) ปกติแล้วมือถือ Android ไม่ได้ปิด WI-FI ของมือถือคุณจริง ๆ ทุกครั้งที่คุณกดปิด WI-FI ด้วยสัญลักษณ์หรือไอคอนบนหน้าจอมือถือ ตัวแอนดรอยด์แค่ทำการปิดไม่ให้คุณเห็นหรือต่อสัญญาณได้ แต่เบื้องหลังของระบบยังคงสามารถสแกนหาสัญญาณรอบ ๆ ตัวมือถือเองอยู่ตลอด นั้นหมายถึง ถึงแม้ผู้ใช้จะปิด WI-FI แต่มือถือยังรู้ว่ารอบตัวมันมีสัญญาณชื่ออะไรที่เปิดให้บริการอยู่บ้างนั้นเอง ...

9 กรกฎาคม 2017

มาทำชีสเค้กกินเล่นที่หอโดยไม่ต้องใช้เตาอบกันเถอะ

เดิมทีชอบกินชีสเค้กเป็นว่าเล่นอยู่แล้ว เห็นร้านไหนขายก็รีบซื้อตลอด จนตอนนี้คิดว่าร้านที่หาง่ายทั่วไปและอร่อยที่สุดไม่แพงด้วย คือ ชีสเค้กของ Amor ซึ่งกลายมาเป็นว่านึกสนุกอยากลองทำกินเองบ้าง แต่ปัญหาของเด็กหอทั่วไปอย่างผมก็คือ หอไม่มีครัวหรือเตาอบ ฉะนั้นการทำอาหารอบ ๆ แบบเค้กนี่แทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่คำว่าเป็นไปไม่ได้น่าจะต้องเก็บไว้ใช้คราวหน้า นั้นเพราะผมไปหามาว่าชีสเค้กนั้นก็มีสูตรแบบไม่ต้องใช้เตาอบเหมือนกันนะ แต่ใช้เจลาตินเพื่อการอยู่ตัวของเค้กแทน หาไปหามาได้มาหลายสูตร แต่บางสูตรก็ใช้ปริมาณมากไป เลือกไปเลือกมาจนได้สูตรนี้มา เพราะปริมาณไม่เยอะมากเกิน ต่อไปนี้จะเป็นเนื้อเรื่องของการเรียนรู้กับความอลหม่านของการลองทำเค้กกินเองครั้งแรกที่หอนะครับ แต่ก่อนอื่น ขอเชิญพบกับสูตรส่วนผสมที่ต้องใช้ก่อน ส่วนผสม ส่วนผสมในนี้ผมคำนวนเป็นถ้วยตวงไม่ก็ช้อนโต๊ะทั้งหมด เพราะที่หอมีแต่ถ้วยตวง อาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ไม่เยอะ ไม่น่ามีปัญหาอะไรมากครับ โอริโอ้ 7 ชิ้น ครีมชีส 200-250 กรัม หรือ 20 ช้อนโต๊ะ ครีมสด 200 cc. หรือ 12 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 5 ช้อนโต๊ะ น้ำเลม่อน 1 1/2 ช้อนโต๊ะ (ผมใช้น้ำมะนาวแทน หาเลม่อนไม่เจอ รสชาติก็อร่อยดี ไม่ได้แย่มาก) เจลาตินผง 5 กรัม หรือ 2 ช้อนชา เนย 40 กรัม หรือ 3.2 ช้อนโต๊ะ บิสกิต หรือ แป้งโอริโอ้ 70 กรัม หรือ 12 ช้อนโต๊ะ ขั้นตอนกรรมวิธี นำบิสกิตใส่ลงไปในถุงพลาสติก แล้วใช้ไม้ทุบให้ละเอียด(หรือจะใช้เครื่องปั่นช่วยก็ได้) จากนั้นนำเนยไปอุ่นในไมโครเวฟซัก 30 วินาที นำมาคลุกกับแป้งบิสกิตให้เป็นเนื้อเดียวกัน กดแป้งบิสกิตลงบนพิมพ์หรือถาดให้เรียบเนียนกับ ใช้ช้อนช่วยกดก็ได้นะ จากนั้นให้นำไปแช่เย็นสักแป้งแข็งตัวประมาณ 2 ชั่วโมง หันมาตีครีมสดให้ขึ้นรูป จากนั้นนำไปผสมกับครีมชีส น้ำผึ้ง และน้ำเลมอน นำเจลาตินผสมกับน้ำ 2 ช้อนโต๊ะ แล้วใส่ในไมโครเวฟ 20-30 วินาที คนให้ละลาย จากนั้นนำไปผสมกับชามครีมชีสเมื่อกี้ คนให้เข้ากัน แล้วใส่โอริโอที่ทุบให้ละเอียดลงไปผสม คนให้เข้ากันอีกครั้ง เทลงไปบนส่วนฐานที่ทำไว้ จากนั้นแช่ไว้ในช่องฟรีสจนแข็งตัว ประมาณ 3 ชั่วโมง ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว! ครับ ทั้งหมดนี้คือสูตรกรรมวิธีนำมาจากต้นฉบับเลย (แหล่งที่มาท้ายบทความ) มีปรับเพิ่มเติมนิดหน่อย แต่ไม่เยอะมาก จบไปแล้วกับความจริงจัง กลับมาสู่ความวินาศเพราะตอนทำจริงมันพังครับ… ด้วยเหตุผลหลายอย่างดังที่จะเล่าต่อไปนี้ ...

14 ธันวาคม 2016

บอกเล่าส่งต่อ ไปงานบาร์แคมป์บางเขนกันเถอะ

ส่งการบ้านครับ เป็นธรรมเนียมกันว่าเมื่อไปงานบาร์แคมป์มาแล้วก็ต้องเขียนบล็อกเล่าต่อ ผมไปมาปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว พึ่งได้มาเขียนบล็อกปกติขี้เกียจเขียน… ส่งการบ้านสายไปประมาณสามปีกับอีกครึ่งเดือน… บาร์แคมป์ คืออะไร บาร์แคมป์ คือ งานแลกเปลี่ยนความรู้ แบบไม่มีคนพูดหรือคนฟังแน่ชัด ทุกคนเป็นเพียงผู้ร่วมจัดงาน ไม่มีตารางเรื่องหรือหัวข้อพูดล่วงหน้า ทุกอย่างถูกจัดขึ้นมาเมื่องานเริ่ม ฟังเหมือนพิลึกใช่ไหม? ใช่มันพิลึกมาก (ฮา) ทุกคนที่เข้ามาร่วมงานสามารถพูดได้หมด ไม่จำกัดสิทธิ์ ไม่จำกัดเรื่อง หากใครอยากพูดอะไรก็เสนอขึ้นมาแล้วนำไปแปะบนบอร์ดหรืออะไรที่ทางงานนั้น ๆ เสนอไว้ ส่วนใครอยากฟังอะไรก็ไปฟังได้ตามที่ต้องการ ตามที่กล่าวมา ดังนั้นตารางงาน หัวข้อนำเสนอ ทุกอย่างจะถูกกำหนดขึ้นของวันจัดงาน ไม่มีการบอกก่อนล่วงหน้าเลย ถ้าจากกรณีของบาร์แคมป์บางเขน จะมีกระดานหรือบอร์ดไว้ให้ผู้อยากแชร์แบ่งปันมาแปะหัวข้อที่ตนอยากพูดที่บอร์ด ส่วนใหญ่จะหนักไปทางเทคโนโลยีหรือ IT แต่ก็มีพวกเรื่องศาสนา เพลง เกม หนัง หรือแม้แต่มิติคู่ขนานเหมือนกัน พูดอีกนัยคือ อยากพูดอะไรก็พูดไปเหอะ เนื่องจากห้องของ IUP มหาลัยเกษตรศาสตร์มีจำกัด หัวข้อต่าง ๆ จึงจะถูกโหวต เพื่อจัดห้องให้ ห้องใหญ่ห้องเล็ก หัวข้อไหนได้โหวตน้อยก็อาจได้พูดช้าหน่อย หรืออาจไม่ได้พูดเลย โดยคนโหวตก็คือผู้ร่วมงานทุกคน ซึ่งปีหลัง ๆ (ปีแรก ๆ ไปไม่ทัน…) ก็จะแจกสติ๊กเกอร์ให้ ชอบเรื่องไหนก็แปะ ๆ ไป บาร์แคมป์บางเขน เรื่องการโหวตของบาร์แคมป์บางเขนก็อย่างที่เล่าไปหัวข้อก่อนหน้านี้ แต่สำหรับผมและอาจคนอื่นด้วย บาร์แคมป์บางเขนมีจุดสนุกคือมีปาร์ตี้หลังจบงาน เปิดโอกาสได้รู้จักกับคนใหม่ ๆ และสำคัญสุดคือ ของกินฟรี!! ...

6 ธันวาคม 2016

บันทึกย่อ: ไวน์ Bisol Desiderio Jeio 'Colmei' Extra Dry

คำเตือน บทความความนี้ไม่ใช่การรีวิวแบบเป็นทางการพร้อมข้อมูลรายละเอียดแม่นยำ เป็นเพียงบันทึกเล็ก ๆ ของคนที่พึ่งลองเลือกซื้อไวน์เองครั้งแรก Intro Bisol Desiderio Jeio ‘Colmei’ ตัวนี้รุ่นน้องซื้อมาครับ แข่งแล้วชนะได้เงินมาเอาไปซื้อไวน์เพราะอยากลองแล้วมาช่วยกันลอง เป็นการใช้เงินที่คุ้มค่าคุ้มราคาจริง ๆ รอบนี้รุ่นน้องเขาบอกว่าคนขายบอกมาอีกทีว่าเป็น Dry ก็เลยหาข้อมูลละสงสัยว่าเป็นอะไร เพราะในรายละเอียดก็เขียนว่าเป็น Extra Dry ด้วย พบข้อมูลดังนี้ Brut (บรูท) เป็นภาษาฝรั่งเศสที่มีความหมายเหมือนกับคำว่า ** Dry (ดราย)** ในภาษาอังกฤษ และเป็นที่นิยมพูดกันเมื่อพูดถึงสปาร์คลิ้งไวน์ (Sparkling wine) หมายถึงความหวานที่หลงเหลืออยู่ในตัวไวน์ในปริมาณน้อยมาก หรือ แทบจะไม่มีน้ำตาลเลย [1] Review แอลกอฮอล์ประมาณ 11% นิด ๆ พอกินแล้วก็ซ่า ๆ หน่อย (เป็นสปาร์คกิ้ง) รสชาติออกเปรี้ยวเบา ๆ หน่อย แต่ไม่ได้ชัดเจนมาก ความจริงรุ่นน้องผมเป็นคนบอกว่ามันเปรี้ยว ๆ ผมเลยต้องพยายามลิ้มรสหน่อยถึงรู้สึกว่า เออ มันมีรสเปรี้ยวอ่อน ๆ อยู่ ไม่มีรสหวานเลยสำหรับผม (แต่ทำไมไม่รู้อ่านรีวิวในเน็ตเขาบอกว่ามันก็หวานพอได้…) แต่ความซ่าและเย็นของมันก็กลบรสขมจากรสแอลกอฮอล์ไปได้พอสมควรสำหรับผม แต่พอเริ่มหายเย็นรสแอลกอฮอล์ก็เด่นขึ้นมา โดยส่วนตัวคือผมไม่ค่อยชอบ เพราะไม่ชอบกินอะไรที่รสแอลกอฮอล์แรง ๆ สรุป ไม่ค่อยเหมาะกับคนอยากผม เพราะผมชอบไวน์หวาน แต่ก็คุ้มที่ได้ลอง เพราะซื้อมาตอนลดราคาพอดี จาก Q Wine Shop ไวน์วันละคำ “BRUT” (บรูท) ↩︎

18 พฤศจิกายน 2016

บอกเล่าเก้าสิบ ประสบการณ์แข่งโปรเจ็กต์ที่แดนปลาดิบ

แข่งโปรเจ็กต์แดนปลาดิบครับ แต่แทบไม่ได้แตะปลาดิบเลย กลับมาไทยที่เสี้ยนมาก ต้องหาร้านไปนั่งกินโดนเอาเงินจากงบที่เหลือจากตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นมากิน… ย้อนไปหลายปีก่อน เอาจริง ๆ ก็แค่สองปีก่อนเคยมีเพื่อนชวนไปเที่ยวญี่ปุ่นนานประมาณสัปดาห์นึงด้วยงบประมาณห้าหมื่นหรือเจ็ดหมื่นนี่แหละ ผมจำไม่ได้ ที่บ้านผมก็พยายามดันให้ผมไป แต่ตอนนั้นงกครับ บอกว่าแพงอะ อยากไปฟรี แม่ผมนี่สวนเลย มันจะมีที่ไหนให้ไปญี่ปุ่นฟรีแบบไม่ต้องเสียอะไร (เออ ก็จริง…) สองปีต่อมา ทะด๊า! เที่ยวญี่ปุ่นฟรีจ้า แต่ต้องไปนำเสนอโปรเจ็กต์ด้วย (ฮา) การแข่งขันนี้เป็นการแข่งระดับนานาชาติ ชื่อเต็ม ๆ คือ NAPROCK 8th International Programming Contest ซึ่งภายในงานแบ่งการแข่งเป็นสามประเภท คือ Competition เป็นการแข่งแก้ Puzzle game ต่อมาคือ Theme คือทางกรรมการจะกำหนดธีมโปรเจ็กต์มาให้ แล้วให้ทำภายใต้หัวข้อนั้น ๆ โดยปีนี้เป็นธีมกีฬา ส่วนหัวข้อสุดท้ายและเป็นหัวข้อที่ผมลงแข่งคือ Original ไม่กำหนดหัวข้อ ทำอะไรก็ได้ เน้นความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร เรื่องรายละเอียดโปรเจ็กต์ผมขอข้ามไปละกัน หากอยากรู้ให้ตามไปอ่านที่ลิงค์ท้ายบทความครับ ในบทความนี้ขอพูดเรื่องการไปท่องญี่ปุ่นอย่างเดียว Intro //อ้าว ก่อนหน้านี้มันไม่ใช่ Intro หรอ… ต้องบอกก่อนเลยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เดินทางไปญี่ปุ่น และเป็นทริปที่สองที่ได้นั่งเครื่องบิน ครั้งแรกของการนั่งเครื่องเป็นการไปลงแข่งหุ่นยนต์ที่ภาคใต้ คือ มันก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นนะ เพราะไม่รู้ตื่นเต้นอะไร แต่จริง ๆ ในใจลึก ๆ ก็ตื่นเต้น ออกอาการมากตอนกำลังจะขึ้นบินจากไทย (ฮา) ...

17 ตุลาคม 2016

เป็นไปได้ไหมถ้าจะหาเนื้อคู่ด้วยวิธีแบบ Programmatically ?

เมื่อกี้อึอยู่ในห้องแห่งความคิด (ห้องน้ำ) ละคิดว่าถ้าเราทำระบบที่ดึงทวิตของเราเป็นฐานการค้นหาแล้วไปดึงทวิตคนอื่นมาเทียบเพื่อหาเนื้อคู่ หรือคนที่เข้ากับเราได้จะเป็นไปได้ไหม ส่วนที่บอกว่า “เอาทวิตมาเทียบ” ไม่ได้หมายถึงดึงคำแล้วมาเช็คว่าทวิตคำในหัวข้อไหนเหมือน ๆ กันบ่อยไหม แต่เทียบกันในระดับความหมายของประโยค ผมไม่มั่นใจว่ามันสามารถเรียกว่าเป็นการทำ Natural Language Processing (NLP) ได้ไหม คือไม่ได้เทียบคำต่อคำ แต่เทียบในสิ่งที่เจ้าของทวิตนั้นพยายามสื่อ แล้วทำไมต้องเป็นทวิตเตอร์ เพราะจากการที่เล่นทวิตเตอร์ (Twitter) มายาวนาน (ห้าปีนานพอไหม) โดยส่วนตัวคิดว่า ทวิตเตอร์เป็น Social Network ที่สามารถดึงเอกลักษณ์, ความคิด ของตัวบุคคลออกมาได้ดีกว่าสื่อออนไลน์อื่น ๆ เช่น Facebook ที่คนมักสรรสร้างภาพลักษณ์เพื่อพยายามอวดชาวบ้านชาวช่อง ซึ่งในกรณีนี้ก็นับเฉพาะคนที่เล่นทวิตเตอร์ และทวิตข้อความจริง ๆ ไม่ใช่พวกเข้ามาสไลด์อ่านไปวัน ๆ แล้ว Retweet หรือพวกปั่นเทรนด์ อย่างที่ผมเข้าใจ ผมคิดว่ามันน่าจะมีงานวิจัยหรือระบบทำนองนี้อยู่แล้ว ที่ดึงหัวข้อหรือความหมายของประโยคสักประโยคขึ้นมา แต่เท่าที่เห็นเหมือนจะมีแต่ภาษาอังกฤษเป็นหลัก และปัญหาของปัญหานี่ (ปัญหาเซปชั่น) ก็คือมันคงดึงแค่ความหมายของประโยคมาหาเนื้อคู่ด้วยไม่ได้ แต่ต้องดึงอารมณ์หรือความรู้สึกที่แฝงอยู่ในนั้นออกมาด้วย เพราะคนเราจะคบกันคงไม่ได้คบกันแค่เพราะคุยเรื่องเดียวกัน แต่ต้องคุยเพราะอารมณ์เข้ากันได้ด้วย แต่คำถามที่เด้งในหัวต่อมาคือ คนเราเลือกเนื้อคู่ด้วยเหตุผลไหนมากกว่ากันระหว่าง เลือกคนที่เหมือนกับเรา เพราะเข้ากันได้ดี หรือเลือกคนที่ต่างกับเราพอสมควรเพื่อเรียนรู้กันและะสนุกไปด้วยกัน เอาจริง ๆ ถ้าต้องการทำระบบแบบนี้จริง ๆ และมีความรู้เรื่อง NLP, Machine learning หรือศาสตร์ทำนองนี้ก็อาจจะยังไม่พอ ก็คงต้องมีประสบการณ์ความรัก หรือไปหางานวิจัย, สถิติ และประสบการณ์ตรงจากคนที่ประสบความสำเร็จทางความรักอีกอยู่ดี (นี่ไม่เคยมีแฟนจ้า สรุปและให้เหตุผลแง่ความรักไม่ได้เลย) ...

10 กันยายน 2016