บันทึกย่อ: ไวน์ Gossips Sweet Lips Moscato 2014

คำเตือน บทความความนี้ไม่ใช่การรีวิวแบบเป็นทางการพร้อมข้อมูลรายละเอียดแม่นยำ เป็นเพียงบันทึกเล็ก ๆ ของคนที่พึ่งลองเลือกซื้อไวน์เองครั้งแรก Intro ส่วนนี้มีแต่น้ำ ข้ามได้ครับ ถ้าไม่อยากอ่าน ผมรู้จักไวน์ตัวนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนก่อน หลังจากไปมวกเหล็กแล้วเพื่อนแม่ได้ซื้อไวน์มาให้ผมกินระหว่างนั่งกินข้าว แต่คราวนั้นเป็น Gossips Sweet Lips Syrah & Dolcetto 2013 ตอนได้ชิมครั้งแรกก็รู้สึกชอบ เพราะออกรสหวาน (ซึ่งผมชอบกินรสหวานอยู่แล้ว) และไม่แรงเท่าไหร่ เมื่อหลายวันก่อน ระหว่างเดินหาซื้อขนมปังใน Villa market ก็พบตัว Gossips Sweet Lips Moscato 2014 นี้เข้า ซึ่งสาเหตุหลักที่ซื้อคือ อยากลอง เพราะตัวผมเองก็ไม่เคยกินไวน์ขาวหวานมาก่อน ตัวนี้ซื้อจาก Villa market ราคา 490 บาท ซึ่งไม่ชัวร์ว่ามันถูกหรือแพงตามมาตรฐานทั่วไป แต่อย่างน้อยก็ถูกกว่าขวดก่อนที่เจียดเงินไปซื้อเองในราคา 700 หรือ 900 บาท หลังจากผ่านไปเกือบสัปดาห์ ก็หาเพื่อนมาร่วมกินได้ เลยถือโอกาสเปิด ซึ่งปัญหาของผมคือไม่มีถังแช่ไวน์ - เพราะอย่างที่เข้าใจคือ ไวน์ขาวต้องแช่ในอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส - และถังเดียวในห้องผมคือ ถังสำหรับซักผ้า เลยไม่ขอใช้ดีกว่า ในท้ายที่สุด ผมจึงใช้วิธีเอาผ้าชุบน้ำ หุ้มขวดและนำเข้าช่องฟรีสไว้ ก็ไม่มั่นใจว่าดีหรือแย่ แต่ตอนนำออกมาก็เย็นในระดับนึง แต่ไม่เย็นจัด รสชาติ ในเรื่องรสชาติ สำหรับผมก็ค่อนข้างใช้ได้ ตัวผมไม่ใช่คนกินเหล้า เลยไม่ชอบเครื่องดื่มที่แอลกอฮอล์เข้มเกิน ซึ่งสำหรับขวดนี้ก็เบาใช้ได้ กินกันไปครึ่งขวดก็ไม่รู้สึกอะไร ...

3 กันยายน 2016

ความเห็นต่อของข้าพเจ้าต่อกิจกรรมภายใต้ขอบเขตโซตัสและรับน้อง

เป็นความเห็นของผมจากเฟสบุ้คครับ คิดว่ามันยาวพอเอามาตั้งเป็นโพสต์ได้ เป็นความเห็นต่อกระทู้นี้ครับ http://pantip.com/topic/35499064 เอาจริงล่ารายชื่อนี่ก็ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้แสดงความเห็นไป จริง ๆ แล้วตามเนื้อหาภายในกระทู้นี้บอก ล่ารายชื่อมันไม่ได้สร้างความรู้จักขึ้นมามากพอเป็นประเด็นสำคัญ แต่คิดว่ามันมีเพื่อให้รุ่นพี่ได้เจอน้อง เพราะรุ่นพี่อยากเจอแต่ไม่กล้าเข้าหาหรือโอกาสการพบเจอก็น้อย เพราะงั้นการให้น้องเข้ามาหาคงเป็นวิธีที่ง่ายกว่า และตามที่จขกท.กล่าวไว้ ความสัมพันธ์บางอย่างและการเผยชื่อให้ มันเป็นเพียง “ความสัมพันธ์ฉาบฉวย แค่ความแปลกหน้า ไม่ได้เรียกสนิทกันเลยเราจะกล้าเรียกหากัน” อีกประเด็นที่พบเห็นบ้างในรั้วมหาลัยตอนนี้คือ ป้ายชื่อใหญ่ ๆ อันนี้สรุปโดยส่วนตัวว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับการที่พี่อยากรู้ว่าน้องเป็นใครหรอก มันเป็นการอยากกดทับผู้ด้อยกว่าทางอำนาจและดันตัวเองให้ดูมีอำนาจผ่านกรรมวิธีการกดทับบางอย่าง สาเหตุนึงที่ปฏิเสธไม่เอาสายรหัสเพราะไม่อยากเจอเควสแปลก ๆ เอาจริงแค่ให้เดินไปทำอะไรแปลก ๆ กลางที่สาธารณะหรือให้ใส่อะไรที่ระบุไว้แปลก ๆ ก็ดูแย่พอแล้ว มีเพื่อนที่เป็นมิตรสหายจากมหาลัยชื่อดังในกทม.แห่งหนึ่งเล่าว่าโดนพี่รหัสให้ไปเล่นมุกเสี่ยวให้ชายแปลกหน้า เป็นเราเราคงขอตัดสายจบ ทะด๊า ไม่เคารพความรู้สึกนึกคิดส่วนบุคคล สุดท้ายเรื่องการทักทายทำความรู้จักก็คงเป็นทางเลือกส่วนบุคคล บางคนอาจชอบการล่าลายเซ็นเพราะทำให้รู้จักคนเยอะ บางคนอาจไม่ชอบเพราะมันต้องไปรู้จักคนแบบโดนบังคับ แต่ก็ถ้าไม่ชอบก็ปฏิเสธเลิกทำโดยตรง อันนี้ก็แล้วแต่คนลงไปอีก แต่สำหรับเรา เรารู้จักเพื่อนในคณะท่านหนึ่งเพราะเห็นสติ๊กเกอร์ที่แล็ปท็อปเลยเดินเข้าไปทักเรื่อง Docker หรือ AngularJS นี่แหละ ทั้งหมดมันก็เท่านั้นแหละครับ ป.ล. กระทู้นี่จขกท.ส่งมาให้ผมโดยที่ผมไม่รู้จักเขา ตัวผมก็งงว่าเขาเป็นใครอยู่เลย… ป.ล.ล. อ่อ เอาจริงนี่เห็นการพกสมุดเชียร์แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นการกดทับทางอำนาจหรือชนชั้นแบบนั้นโดนมาจากจิตสำนึกซึ่งไม่ได้ยั้งคิดด้วยหรือไม่ เหมือนเป็นการแบ่งแยกว่าใครมาใหม่ใครอยู่ก่อนมากกว่า ไม่ได้มีความสำคัญเชิงขนบธรรมเนียมอันดีงามอะไรนั่นเลย

18 สิงหาคม 2016

ทำงานได้มากกว่าเดิม ในเวลาเท่ากันด้วย Pomodoro

เนิ่นนานมาแล้วมีตำนานกล่าวว่า ยิ่งทำงานนานแปลว่ายิ่งขยัน เพราะยิ่งทำงานนานก็แปลว่ายิ่งทำงานได้เยอะ แต่ตามความจริงมนุษย์เราไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดนาน ๆ มากได้ อย่างมากสุดก็ราว ๆ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นร่างกายจะเริ่มเบลอ และต้องการพักผ่อน ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามสมควร เพราะฉะนั้น การทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่าที่ควร (ยกเว้นแต่ต้องการหลอกหัวหน้างานว่าเรานั่งทำงานติดโต๊ะตลอด) …แล้ว ทำยังไงถึงจะเป็นวิธีที่ดีในการนั่งทำงานนาน ๆ และคงประสิทธิภาพในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ ครับ วันนี้ TV Direct ขอนำเสนอเทคนิคการจัดการเวลาแบบ Pomodoro เป็นสินค้าที่คุณต้องชอบแน่นอน มาเริ่มทำความรู้จัก Pomodoro กัน Pomodoro คืออะไร Pomodoro เป็นชื่อเรียกเทคนิคการบริหารเวลา ถูกคิดขึ้นมาโดย Francesco Cirillo สมัยเรียนหนังสือ โดยพี่แกบอกว่า สมัยเรียนหนังสือรู้สึกว่ากลับบ้านมาเหมือนไม่ได้อะไรเลยกับการเรียน เพราะถูกรบกวนและถูกดึงความสนใจจากสภาพแวดล้อมรอบตัวบ่อยครั้ง พี่แกจึงคิดว่า จะสามารถเรียนแบบไม่วอกแวกสัก 10 นาทีแบบ เรียนจริง ๆ ไม่สนอย่างอื่นรอบตัวเลยได้ไหม พี่แกเลยพยายามหาอุปกรณณ์ที่จะเช็คว่าพี่แกเรียนได้ 10 นาทีจริง ๆ จึงไปพบกับอุปกรณ์ในห้องครัว เป็นนาฬิกาจับเวลาทรงมะเขือเทศ เรียกกันว่า Pomodoro (มาจากภาษาอิตาเลี่ยนแปลว่ามะเขือเทศ) เลยกลายเป็นที่มาของการใช้คำนี้นั่นเอง เทคนิคของ Pomodoro คือ การทำงานต่อเนื่องยาว 25 นาที และพักช่วงสั้นก่อนกลับไปทำงานต่อ ซึ่งจะเรียกหนึ่งรอบนี้ว่า Pomodoro สาเหตุว่าทำไมต้องเป็น 25 นาที เป็นเพราะมีผลการศึกษารับรองว่าช่วง 25 นาทีเป็นช่วงเวลาที่เราจะมีสมาธิกับงานได้ดีที่สุด หลังจากนั้นสมองจะเริ่มเสียสมาธิและไม่สามารถจดจ่อกับงานได้ ...

21 มิถุนายน 2016

เพิ่งอยู่ปีหนึ่งใครเค้าเริ่มฝึกงานกัน ก็เราไง *ยกมือ*

สวัสดีครับ ชื่อบล็อกเพื่อนตั้งให้ครับ… คิดไม่ออก ไม่รู้หาอะไรเกร๋ ๆ ตั้งเป็นชื่อบทความเด็กฝึกงานแบบผมดี เพื่อนเลยให้ชื่อนี้มา ก็สวัสดีครับ ตอนนี้อยู่ในสถานะเด็กฝึกงานที่ BEM หรือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตำแหน่งอะไรผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน… คือต้องบอกว่าไม่ได้รับแจ้งตำแหน่งเป็นทางการ เลยไม่กล้าสรุปเองว่าตัวเองอยู่ตำแหน่งอะไร แต่ถ้าพูดกันจริง ๆ ก็คือตอนนี้เป็น Web Developer (PHP) เริ่มฝึกมาประมาณหนึ่งสัปดาห์ครับ เลยถือว่าบล็อกนี้เป็นบล็อกเปิดงานเลยเกี่ยวกับการฝึกงานในชีวิตเด็กปึหนึ่งขึ้นปีสอง เรื่องการเข้ามาฝึกไงและได้เงินตอบแทนเท่าไหร่ขอข้ามไปละกันครับ ไปพูดว่าใช้ชีวิตยังไงกันดีกว่า ตอนนี้ก็กลายเป็นพนักงงานออฟฟิศเต็มตัว ต้องตอกบัตรเช็คเวลาเข้าออกเหมือนทั่วไปเป๊ะ เข้างาน 8.30 น. ออกงาน 17.30 น. การเดินทาง ตอนนี้เหมือนมีบ้านสองหลังครับ หอ กับ บ้านจริง ๆ เวลาเดินทางมาทำงาน ถ้ามาจากบ้านก็ต้องสี่ต่อกันเลย คือ วินมอเตอร์ไซค์ - เรือ - BTS - ARL ส่วนถ้ามาจากทางหอที่ลาดกระบังก็จะเหลือสองต่อครับ คือ สองแถว - ARL ถึงเลย แต่ส่วนใหญ่กลายเป็นแม่ไปรับไปส่งแทน เพราะใกล้ที่ทำงานแม่ด้วย ปกติเรียน 9.00 น. ตื่นเจ็ดโมง ชิล ๆ ไปเรียนไม่เคยสาย แต่ตอนนี้ต้องเปลี่ยนมาตื่นตีห้าครึ่ง หรือหกโมงถ้ามาจากลาดกระบัง พึ่งผ่านมาสัปดาห์เดียวก็รู้สึกแล้วว่าเหนื่อยมากกับการต้องตื่นเช้าแล้วเบียดผ่านผู้คนเพื่อไปเข้างาน เพราะสมัยมัธยมอยู่โรงเรียนประจำไม่เคยเจอแบบนี้เลย กลายเป็นเหมือนมาเข้าใจความรู้สึกมนุษย์เงินเดือนที่ต้องตื่นเช้าเข้างาน ไม่แปลกใจเลยว่าตอนเย็น ๆ เลิกงานทำไมคนเหล่านี้ดูเหนื่อยหน่ายกันนัก ...

4 มิถุนายน 2016

ความเห็นของข้าพเจ้า: อยากยกเลิกกิจกรรมรับน้องไหม

ถ้าถามว่าให้ยกเลิกกิจกรรมรับน้องไหม (เหมารวม ๆ ไปกับเชียร์) ก็ต้องขอบอกว่า “ไม่” เพราะกิจกรรมพวกนี้ทำให้คนเจอกันได้มากขึ้น และต้องคำนึงถึงว่ามีกลุ่มคนที่ไม่สามารถทำความรู้จักกับผู้อื่นได้โดยไม่มีกิจกรรมเป็นตัวเชื่อมโยง แต่ในทางกลับกันก็ต้องมองถึงความแตกต่างว่ามีคนอีกหลายคนที่ไม่ต้องการร่วมกิจกรรม และไม่อยากมีส่วนร่วมกับกิจกรรมแบบนี้ เช่น สันทนาการ (คนมักเข้าใจว่าแค่ได้ร้องเล่นเต้นรำก็หายเครียด ได้พักผ่อน แต่นี่คือตัวอย่างของคนที่ความคิดแคบ เพราะสำหรับบางคนการได้พักผ่อนคือการได้อยู่คนเดียว หรือนั่งเล่นเกมกับเพื่อนในกลุ่ม) ทุกวันนี้ตัวกิจกรรม (มองจากภายในคณะตัวเอง) ไม่สามารถประเมินได้ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะไม่สามารถคำนึงถึงเป้าหมายได้ โดยตัวกิจกรรมยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า คำว่า “สามัคคี” คืออะไร มันเลยไม่สามารถบอกได้ว่าบรรลุเป้าหมาย อีกทั้งกิจกรรมใช้การบีบบังคับเชิงสังคม (เช่น การใช้คำว่า ว่าที่รุ่น XX) จึงตัดสินไม่ได้ว่าจำนวนคนที่เข้ามา คือ จำนวนคนที่สนใจจริง ๆ อีกประการ คือ เรื่องสายรหัสนิดหน่อย (อันนี้สงสัยส่วนตัว) ตัวสายรหัสโดยพื้นฐานของกิจกรรมนี้ในภาพรวม (หลาย ๆ มหาลัยในประเทศนี้) คือการสร้างความคุ้นเคยและความช่วยให้เด็กใหม่ที่เข้ามา แต่สายรหัสของบางมหาลัย ต้องผ่านกิจกรรมเชียร์หรือรับน้องก่อน ทำให้เกิดการขัดแย้งว่า จะช่วยให้ปรับตัวได้ดีขึ้น แต่ต้องผ่านพิธีกรรม / กิจกรรม บางอย่างก่อน ดังนั้นมันเลยไม่ทำให้วัตุประสงค์ของสายรหัสสำเร็จได้ ? เป็นเพียงการรับเด็กใหม่ที่ผ่านการยอมรับทางพิธีกรรม ความจริงย้อนไปแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่มัธยม (มีสายรหัสเหมือนกันทั้งห้องและสายโรงเรียนและสายห้องวิทย์ เยอะมาก) ก็ไม่ได้เห็นด้วยเรื่องสายรหัสอยู่แล้ว เพราะมองว่าดูเป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ให้เกิดการสนับสนุนช่วยเหลือเพียงเฉพาะคนภายใต้สายตนเอง คิดว่าการสร้างสภาวะแบบนี้คล้ายการสร้างเส้นสาย หรือตามแต่จะคิดกัน ตนเองเคยได้อ่านบทความเรื่องการจัดการเด็กใหม่โดยปราศจากสายรหัสของมหาลัยแห่งหนึ่งในยุโรป ใช้วิธีการให้นศ.เก่าที่อยู่มาก่อน (ไม่อยากใช้คำว่ารุ่นพี่เพราะ นศ.ใหม่บางคนก็แก่กว่า) เข้าไปนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับนศ.ใหม่เพื่อการรู้จักอย่างทั่วถึงแทน ตอนแรกกะเขียนนิดเดียวแล้วยาวเลย ความจริงเคยพูดคุยประเด็นรับน้องหรือเชียร์กับมิตรสหายท่านหนึ่งว่า ถ้าเด็กไทยและคนไทย มีวิจารณญาณมากพอ และคิดวิเคราะห์เป็นกว่านี้จะเห็นว่ากิจกรรมเชียร์ที่ทำอยู่นี้มันไม่ได้ให้ผลดีชัดเจนและควรเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างในตัวกิจกรรม เช่น เลิกคิดได้แล้วว่าการให้ทุกคนมานั่งเต้นทำกิจกรรมฐานด้วยกัน จะสร้างความ Unity ได้ในระยะยาว เพราะความเป็นอันหนึ่งอันเดียว กับ ความสามัคคียามทำงาน เป็นคนละอย่างกัน ทุกคนคิดต่างกันจึงต้องมีการโต้เถียงกัน ไม่ถูกกัน มันจึงไม่มีทางเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ แต่ทุกคนสามารถเกิดความสามัคคีกันและมองข้ามเรื่องส่วนตัวเพื่อทำงงานของภาพรวมให้สำเร็จได้ ...

9 พฤษภาคม 2016

ตกลงเราเรียนวิชาโครงงานไปเพื่ออะไร ?

กำลังจะอ่านหนังสือแล้วขี้เกียจเลยเดินไปดูต้นไม้ตัวเองที่ระเบียงแล้วคิดอะไรบางอย่างออก วิชาโครงงาน หรือ IS หรือแล้วแต่พวกคุณจะเรียกกัน ผมก็ไม่รู้มันมีขึ้นมาเพื่ออะไร แต่ถ้าใช้ความโนส่วนตัวคิดว่ามีเพื่อการสอนให้เด็กเรียนรู้ และฝึกสังเกต สรุปผลตามแนวทางหลักวิทยาศาสตร์ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ปัญหาของวิชานี้ที่เจอสมัยอยู่โรงเรียนเก่า คือ ทำโครงงานง่ายไปไม่ผ่าน เลยตั้งข้อสงสัยว่า ในเมื่อจุดประสงค์คือการให้ได้ฝึกสังเกต วิเคราะห์ สรุปผล แล้วทำไมความยากง่ายของหัวข้อโครงงานถึงมาเกี่ยวข้องด้วย ทำไมโรงเรียนต้องพยายามผลักดันให้เด็กทำโครงงานที่ดูยาก ทั้ง ๆ ที่เริ่มจากโครงงานง่าย ๆ ก่อนแล้วค่อยดันเด็กไปสู่รายละเอียดที่น่าสนใจขึ้นก็ได้ ประสบการณ์ตรงจากการเห็นอาจารย์ปฏิเสธโครงงานวัดปริมาณวิตามินซีในน้ำผลไม้ ชื่อหัวข้ออาจดูง่ายสำหรับโครงงานม.หก เพราะทำกันมาตั้งแต่ม.สาม แต่ทำไมอาจารย์ที่ปรึกษาในตอนนั้นไม่ให้เด็กลองทำหัวข้อนี้ดูก่อน แล้วค่อยเสริมรายละเอียดที่น่าสนใจขึ้น เช่น ได้ปริมาณวิตามินซีในน้ำผลไม้มาแล้ว ทีนี้ลองมานั่งหาความสัมพันธ์กับส่วนประกอบของเครื่องดื่ม สรุป สุดท้ายวิชาโครงงานได้อะไร ได้โครงงานเจ๋ง ๆ ไว้แข่งกับโรงเรียนอื่น หรือ ได้โปรดักส์ดี ๆ มาไว้ใช้งาน หรืออยากให้เด็กฝึกวิเคราะห์ปัญหากันแน่ ป.ล. ความจริงความยากง่ายของโครงงานไม่ได้เกี่ยวกับผลกระทบต่อสังคม เช่น ย้อนไปหลายปีก่อนมีประเด็นเด็กประถมในต่างประเทศทำโปรเจ็กต์วิทยาสตร์ดังไปทั่วประเทศ เรื่อง วัดคุณภาพน้ำแข็งในร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังกับน้ำในชักโครก ซึ่งผลออกมาคือ สกปรกเท่ากัน… แต่โครงงานนี้สร้างผลกระทบเป็นข่าวไปได้ในวงกว้างพอสมควรเลย ข่าวเกี่ยวกับโครงงานตรวจเชื้อในน้ำแข็ง http://abcnews.go.com/GMA/OnCall/story?id=1641825&page=1

9 พฤษภาคม 2016

Noob Gardener #1 : บุษบาเกิดมากับความสดใส

ผ่านมาประมาณสองสัปดาห์นับจากเริ่มปลูกต้นไม้แบบจริง ๆ จัง ๆ ครั้งแรก ก็ลองพยายามฝึกสังเกตอะไรให้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อสัปดาห์ก่อนดอกมะลิดอกแล้วก็บานแล้ว (มันบานตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แต่พึ่งมาเขียนบล็อกสัปดาห์นี้…) สังเกตการรดน้ำ ก่อนหน้านี้ต้นมะลิมีดอกติดมาประมาณสี่ดอกได้ แต่ว่าเป็นเรื่องน่าสังเกต (ซึ่งตอนสุดท้ายเป็นความผิดตนเอง) ว่าดอกมะลิเมื่อกำลังจะบาน จะเป็นรอยแดง ๆ ประกอบกับใบไม้มีอาการหงิกงอนิดหน่อย ในตอนแรกผมไปหาข้อมูลว่าและคาดว่าอาจจะติดพวกแมลงบางอย่างมา แต่หลังจากลองไปเรื่อย ๆ สังเกตเห็นว่า ดอกไม้ที่กำลังจะบานแล้วร่วง เป็นดอกที่ผมรดน้ำในช่วงมันกำลังบานพอดี ส่วนดอกที่เหลือรอดมาดอกเดียว (ดอกในรูปล่าง) ผมไม่เคยรดน้ำที่ตัวดอกมันเลย เพราะกิ่งมันยื่นออกมานอกกระถาง ผมกลัวรดแล้วทำให้พื้นเปียก สรุป จากการสังเกตข้างต้นผมเลยได้ข้อสรุปแบบบ้าน ๆ มาว่า เวลาต้นมะลิติดดอก (กรณีนี้ต้นเล็กพึ่งโต) ถ้าดอกพึ่งติดแล้วเป็นดอกตูม ๆ แบบรูปด้านล่าง คือให้รดน้ำได้ตามปกติ (ปกติผมลดจากยอดต้นเลยเพราะยังไม่สูงมาก) แต่ถ้าดอกเริ่มกำลังจะบานแล้ว เริ่มแตกออกต้องพยายามเลี่ยงไม่รดน้ำโดนดอกเหล่านั้น เท่ากับว่าก็เหมือนจะได้ความรู้ใหม่ ๆ จากการสังเกตการปลูกต้นไม้มา ซึ่งผมไม่รู้ว่าพวกหลักการรดน้ำต้นไม้พวกนี้มันอาจจะมีเขียนในตำราที่ไหนอยู่แล้ว แต่ผมหาจากเน็ตไม่ค่อยเจอคนพูดถึงผมเลยมาลองสังเกตเอง ส่วนต้นโป๊ยเซียน (Poi~) ตอนนี้ก็กำลังโตไปได้ดี นอกเสียแต่ว่าต้นดอกเหลือตอนนี้ใบเหลืองไปหน่อย อาจจะเพราะผมรดน้ำเยอะไป ตอนนี้พยายามรดน้ำน้อยลง (กะไม่ค่อยถูก…) แล้วก็เหมือนจะดีขึ้น เรื่องของแสงแดด ตอนนี้นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะแดดที่ส่องมายังระเบียงตอนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนทำให้ต้นไม้โตดีขึ้น ต้นมะลิที่ผมลองแต่งกิ่งไปก็เหมือนจะแตกกิ่งอ่อนออกมาโตขึ้น (อ่านมาเหมือนเขาบอกต้นที่พึ่งปลูกไม่ควรตัดแต่งกิ่งมาก เหมือนผมจะไปตัดมันมาแล้ว…) ส่วนโป๊ยเซียนก็กำลังสูงขึ้นและออกใบใหม่เรื่อย ๆ ครับ ป.ล. ล่าสุดผมลองเอากากกาแฟที่ขอมาจากร้านกาแฟที่คณะผมมาลองผสมน้ำรดน้ำต้นไม้ดู แต่รดไปได้แค่ครั้งเดียว… ผมเผอิญเจอสูตรผสมปุ๋ยกาแฟแบบไม่ต้องหมัก คือ แค่ผสมกากกาแฟที่เปียกประมาณ 1 กระป๋องนมผสมน้ำ 5 ลิตร ไว้รดต้นไม้ที่ชอบความเป็นกรด ...

3 เมษายน 2016

Noob Gardener #0 : Stardew valley in real life

ช่วงนี้ Stardew Valley กำลังฮิตอย่างแรงมาก เกิดเป็นกระแสทั่วบ้านทั่วเมือง ทั่วราชอาณาจักร เปิด Steam ทีก็ออนเกมนี้พร้อมกันเป็นห้าหกคน นับว่าเป็นกระแสเกมปลูกผักที่มาแรงมากจริง ๆ ผมก็ซื้อมาเล่นประมาณสัปดาห์กว่าแล้ว แต่ก็หยุดเล่นไปก่อนเพราะงานกำลังยุ่ง (งานท่วม แต่ก็ขี้เกียจทำ…) ตอนที่พึ่งเลือกหอ กำลังจะเข้าปีหนึ่ง เคยคิดเล่น ๆ ไว้ว่าอยากปลูกต้นไม้ตรงระเบียงสวย ๆ ทำสวนเล็ก ๆ แบบพวกอยู่คอนโดเขาทำกัน ระเบียงหอมันมีพื้นที่ประมาณ 3.1 x 1 เมตร และอีกอย่างคือส่วนตัวแล้วชอบต้นไม้ ชอบอะไรเขียว ๆ ชอบป่าอะไรพวกนี้ ที่บ้านก็มีที่ปลูกต้นไม้อยู่บ้าง แต่ก็แทบไม่เคยไปช่วยรดน้ำเลยตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลายมา ช่วงย้ายหอมาอยู่แรก ๆ ก็เลยลองทำตามที่อยากจากการลองฝึกปลูกต้นไม้เองดูก่อน เป็นต้นไม้ที่เหมือนจะปลูกง่าย ๆ มี พลูด่าง 1 ต้น ตะบองเพชร 3 ต้น คุณนายตื่นสาย 1 กระถาง อัพเดตจากวันนี้ คือ ตะบองเพชรตายไปสอง… คุณนายตื่นสายโดนนกพิราบคาบไปกินเรียบ… ก็นับว่าเป็นการเรียนรู้ที่เหมือนจะดีครับ ส่วนพลูด่างนี่งอกเอางอกเอา ตัดไปหลายรอบละ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีวิธีตัดแบบดี ๆ ไหม แต่ไม่ได้อ่าน ก็เลยตัดเถาวัลย์ที่ยื่นออกมาทิ้ง แล้วกะว่าจะหาไม้มาปักให้มันเลื้อยแล้ว จะดูเป็นระเบียบ ล่าสุดหลังจากต้นไม้ตายไปสามต้น! ก็เริ่มอยากหาหนูทดลองมาเพิ่มอีก (ฮา) และแล้วก็เหมือนจังหวะดีที่มหาลัยจัดงานพืชสวน คล้าย ๆ งานตลาดขายของกิน แต่มีขายต้นไม้พวกนี้ด้วย เลยได้ไปเดินดูกับแม่ เผื่อกะหาต้นไม้มาปลูกเพิ่ม ...

16 มีนาคม 2016

บอกเล่าเก้าสิบ ประสบการณ์แข่ง Thailand CTF

ไม่นานมานี้พึ่งผ่านไปกับการแข่ง Thailand CTF ซึ่งเป็นการแข่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยแข่งมาเลย ทั้งเรื่องงบประมาณ และการทำงานของผู้จัดงาน นี่ก็เลยเอามาเขียนบล็อกเล่าให้ฟัง เก็บไว้เป็นประสบการณ์ CTF คืออะไร CTF นั้นย่อมา Capture The Flag โดยธงที่ว่านี้ไม่ใช่ธงผ้าใบสี ๆ นะครับ แต่เป็นข้อความที่ซ่อนอยู่ ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องหามาให้ได้ โดยในการแข่ง CTF ธงเหล่านี้จะซ่อนอยู่ในโจทย์ต่าง ๆ ในโปรแกรมหรือข้อมูลที่ให้มา ผู้เข้าแข่งขันมีหน้าที่ ทำอย่างไรก็ได้ ถอดรหัส, Reverse engineering หรือวิธีการต่างๆ เพื่อเอาธงที่ว่านี้ออกมาจากไฟล์ โปรแกรม ชุดข้อมูล หรืออะไรก็ตามแล้วส่งให้กรรมการ การแข่งขัน Thailand CTF การแข่งขัน Thailand CTF ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด น่าจะจัดปีนี้เป็นปีแรก จัดโดย สพธอ. (สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์) หรือ ETDA หลายคนอาาจจะไม่คุ้น (ตอนแรกผมก็ไมคุ้น) แต่ถ้าพูดชื่อ ThaiCERT น่าจะคุ้นๆหูกัน ซึ่ง ThaiCERT ก็เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับดูแล ETDA นั้นเอง โดยทั้งสองหน่วยงานนี้เป็นผู้จัดการแข่งขันนี้ขึ้นมา การแข่งขัน Thailand CTF แข่งเป็นทีมไม่เกินสามคน โดยแบ่งเป็นสองรอบ คือ รอบออนไลน์ เป็นรอบคัดเลือกทีมจากทั่วประเทศให้เหลือเพียง 8 ทีม เพื่อเข้าแข่งในรอบตัดสิน โดยให้แข่งผ่านทางเว็บไซต์ โดยให้เวลาทำ 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ 11.00 น. ของวันที่ 5 กันยายน 2558 ถึงเวลา 11.00 น. ของวันที่ 6 กันยายน 2558 ซึ่งโจทย์ก็มีประมาณ การเข้ารหัสข้อมูล, การวิเคราะห์ข้อมูล, การทำ Reverse Engineering และเกี่ยวกับ Website เมื่อคัดได้ทีมชนะเลิศคะแนนสูงสุดของประเทศแล้ว ก็จะนำมาแข่งต่อในรอบชิงชนะเลิศที่ ETDA เลย แข่งเป็นเวลาประมาณหกชั่วโมงติดกัน (ผมจำเวลาเป๊ะ ๆ ไม่ได้) โดยรอบนี้จะเป็นโจทย์จากทางทีมงานต่างประเทศที่จัดแข่ง CTF ระดับนานาชาติที่ญี่ปุ่นมาช่วยออกให้ ซึ่งผู้ชนะเลิศสองอันดับแรกจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันต่อที่อินโดนีเซีย ...

12 ตุลาคม 2015

How to ทำโรงเรียนเสื่อมเสียชื่อเสียง? ก็ปกป้องโรงเรียนไงล่ะ!

ทวนประโยคเปิดเรื่องอีกรอบละกัน ถาม: How to ทำโรงเรียนเสื่อมเสียชื่อเสียง ตอบ: ออกมาปกป้องโรงเรียนแล้วยัดขยะกลับเข้าใต้พรมให้มิดไงล่ะ! ความจริงเวลาเกิดเรื่องแบบนี้ในโรงเรียน เช่น โรงเรียนเกิดเรื่องแย่ๆ มีคนเอามาแฉแล้วคนแฉกลับโดนด่าว่าทำลายชื่อเสียงโรงเรียน ไม่รักดี ลอบกัด หรืออย่างไรก็ตามทีเห็นกันทั่วไป ตัวผมมักไม่อยากที่จะโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเด็กเลย ถึงแม้อยากจะโทษใจจะขาดก็ตาม แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเด็กเหล่านี้โตมากับการสั่งสอนในสังคมที่นิยมการหมกความผิดไว้ใต้พรม และดูถูกคนที่เอาเรื่องแย่ๆขององค์กรตัวเองมาแฉ อันที่จริงบทความนี้เขียนเพราะได้เข้าไปอ่านในกระทู้หนึ่งในพันทิปมา (https://pantip.com/topic/34246709) ผมขอย่อความสั้นๆละกัน ประเด็นคือมีเด็กออกมาตั้งกระทู้ว่า “ครูให้ทำคะแนนเสริมโดยการไปดูหนังในโรงเรื่องหนึ่งเพื่อแลกกับคะแนน” ประเด็นแรกเริ่มอาจจะเป็นเพียงแค่ ทำไมครูต้องให้งานที่บังคับให้เสียเงินเพื่อเข้าไปดูหนังโรงด้วย แทนที่จะมอบหมายงานที่เป็นสื่อการเรียนรู้ที่เด็กทุกฐานะหากันได้ง่าย เช่น หนังสือ นิตยสาร หรือสื่อตามอินเตอร์เน็ต แต่เรื่องกลับบานปลายเมื่อเด็ก(ผู้มีความรักครูและโรงเรียน) ออกมาเม้นท์หาว่า “เจ้าของกระทู้ทำลายชื่อเสียงโรงเรียน และทำให้ครูเสื่อมเสีย แทนที่จะได้คะแนนพิเศษกันง่ายๆ” กลายเป็นปัญหาบานปลายเมื่อหลายคนเห็นว่าเด็กส่วนใหญ่อยากได้คะแนนง่ายๆโดยไม่ต้องทำอะไรให้ยาก จากปัญหาแค่เรื่องเงินและงาน ตอนนี้กลายเป็นการถกเถียงเรื่องปัญหาการศึกษาและสังคม เราเห็นอะไรจากตัวอย่างที่เล่ามาเมื่อกี้? คนที่ถูกตราหน้าว่าทำโรงเรียนเสื่อมเสีย หรือตั้งประเด็นเอง กลายเป็นไม่ได้ทำอะไร ส่วนคนที่ไม่อยากให้แฉ หรือเป็นคนที่รักโรงเรียน กลับมาแฉตัวเองโดยมิได้ตั้งใจไปเสียงั้น ก็เป็นอย่างที่เขาว่าเด็กส่วนใหญ่มักไม่ได้นึกคิดอะไรก่อนเอาความคิดตัวเองออกสู่โลกสาธารณะและสื่อออนไลน์ จึงไม่แปลกที่ทุกครั้งเวลาเกิดเรื่องหรือปัญหากับโรงเรียน เรามักเห็นเด็กออกมาโวยวายแบบจับประเด็นกันไม่ได้ และสุดท้ายกลายเป็นหน้าที่ครูที่ต้องรีบตามเก็บประเด็นให้หมด อย่างที่เกริ่มไปตอนแรก สังคมสมัยนี้ชอบให้เอาปัญหายัดใต้พรมทำให้ดูเหมือนทุกอย่างสะอาดใส แต่ทุกครั้งที่ปัญหาหลุดออกมา มันก็เหมือนจะทะลักออกมาเป็นกองๆ ทุกวันนี้สังคมเราขาดการกระตุ้นให้คนในสังคมเอาปัญหาต่างๆออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างทั่วถึงเพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาและจัดการกับปัญหาอย่างตรงเป้าหมาย ผลสุดท้ายของการที่เราไม่เอาปัญหาออกมาพูดแล้วไปรุมโทษคนที่เอาปัญหามาพูดก็จะเป็นเพียงการไม่เอาหนองออก ปล่อยให้มันเน่าไปเรื่อยๆเท่านั้น ปิดท้ายกับตัวอย่างที่คนแฉไม่ได้แฉ แต่คนไม่อยากแฉดันมาแฉเสียเอง (ประเด็นดราม่ารุ่นพี่ทำร้ายรุ่นน้องในจุฬาภรณ์ เชียงราย) #pcccr มีระบบดงตีนอยู่ในนั้นจริงๆแหละ หรือว่าไม่จริง pic.twitter.com/DC8dXIH759 — 「พัสวี」 (@pspspd) September 28, 2015

3 ตุลาคม 2015