รีวิว: เก้าอี้หลักหมื่นอย่าง Herman Miller - Sayl นั่งแล้วก้นลอยไปสวรรค์ได้จริงหรอ?

TLDR: ก้นไม่ลอยไปสวรรค์หรอกครับ แต่ตอนนี้กลับไปนั่งเก้าอี้แบบเดิม ๆ ไม่ได้แล้ว

ช่วงนี้รัฐบาลก็เริ่มปลดล็อกมาตรการเกี่ยวกับ covid-19 บ้างแล้ว ส่วนบริษัทที่ทำงานอยู่ก็เริ่มให้กลับไปออฟฟิศได้แล้ว แต่เดือนก่อนที่โดนให้ทำงานอยู่บ้านก็ได้ของติดห้องมาเล่นหนึ่งอย่าง ซึ่งอยากจะเล่าเพราะภูมิใจนำเสนอมากครับ นั่นก็คือเก้าอี้ herman miller นั่นเอง

ต้องบอกก่อนว่าเรารู้จักเก้าอี้ยี่ห้อนี้มานานมากแล้ว แต่สมัยยังเด็กก็ไม่มีปัญญาจะไปซื้อได้หรอก เพราะมันแพงมาก ตัวที่ถูกสุดในรุ่น ergonomic chair ก็ปาไปเกือบสองหมื่นแล้ว สุดท้ายก็เลยนั่งเก้าอี้ธรรมดา ๆ ไป

แต่... ตอนนี้เรามีปัญญาแล้วที่จะเป็นเจ้าของเก้าอี้ตัวนี้ ในระยะเวลาสามเดือน...

ใช่ครับ... ไม่ได้ไปซื้อมา ไปเช่าเขามาครับ (เดี๋ยวบอกแหล่งท้ายบทความ) เพราะไม่อยากซื้อ เนื่องจากปกติไม่ได้ชอบทำงานในห้องมากอยู่แล้ว เลยไปได้แหล่งเช่าเก้าอี้มา สุดท้ายได้เช่ามาลองนั่งสามเดือน และต่อไปนี้จะเป็นรีวิวความรู้สึกของเรากับเก้าอี้ Herman Miller - Sayl ตลอดที่ได้นั่งมาสองเดือน

สาธยายเก้าอี้ & ความรู้สึกครั้งแรกที่ได้นั่ง

(ถ้าอยากรู้ว่าเก้าอี้นี้ทำอะไรได้บ้างจริง ๆ แนะนำให้ไปหาคลิปใน Youtube ดูแทนอ่านส่วนนี้ของบทความเรา เราเม้าท์ไปเรื่อยเฉย ๆ ตรงนี้)

ตอนนั้นลากขึ้นมาบนห้องเสร็จปุปก็ลองนั่งเลยทันที ความรู้สึกตอนนั้นคือ "มันต่างจากเก้าอี้แบบอื่นยังไงเนี่ย..." แต่ก็คงคืนเขาไม่ได้ สุดท้ายก็เอามานั่งแทนเก้าอี้ Ikea ตัวเก่าที่ปลดระวางไปแล้ว

แต่สิ่งแรกที่ต้องยอมรับกับเก้าอี้ตัวนี้เลยก็คือ มันปรับได้เยอะจริง ๆ นะ

มันปรับได้เกือบทุกจุดที่ต้องการเลย ทั้งความสูงของเก้าอี้, ปรับให้พนักพิงเอนตามหลังเราไปด้านหน้าได้, ปรับเอนหลัง, ปรับความฝืดของการเอนพนักพิง และอื่น ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เก้าอี้นี้ปรับไม่ได้ ซึ่งเราตกใจมากตอนได้มา ก็คือ "lumbar support" หรือ ส่วนหนุนหลังของเก้าอี้ แต่หลังจากนั่งไปสักพักก็พบว่ามันไม่จำเป็นเลย ถ้าดูจากภาพเก้าอี้ ก็จะพบว่าตัวพนักพิงมันดีไซน์มาแปลก ๆ ซึ่งความแปลกนี้เหมือนมันทำให้เข้ารูปกับหลังเราได้อัตโนมัติ และตัววัสดุที่เป็นแค่โครงพลาสติกก็ยืดหยุ่นพอปรับตามหลังเราได้พอดี

พูดถึงโครงพลาสติกของพนักพิงที่เป็นรู ๆ ประหลาด ๆ หลายคนอาจสงสัยเหมือนเราว่ามันนั่งสบายจริงหรอ ไม่เจ็บหรอ อันนี้ต้องขอตอบเลยว่าไม่เจ็บเลย สบาย และไม่ร้อนด้วยเพราะอากาศถ่ายเทสะดวก เทียบกับเก้าอี้ตัวเก่าที่นั่งไม่นานก็เหงื่อออกเต็มหลังแล้ว

ส่วนของเบาะนั่ง เราไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่ แต่บอกได้คือมันจะแข็งหน่อย ๆ ไม่ได้นั่งแล้วยวบลงไปเลยในทันที บางคนอาจชอบ บางคนอาจไม่ชอบ แต่ที่เรารู้สึกได้คือมันนั่งแล้วจะปวดต้นขาน้อยกว่าพวกที่นั่งแล้วยวบลงไปเลย

สิ่งที่น่าสนใจอีกจุดของเก้าอี้นี้คืองานละเอียดของมัน แต่ละส่วนประกอบที่ปรับได้มันทำมาดีมาก มันปรับได้ง่าย สบาย ไม่เหมือนเก้าอี้ทั่วไปที่การปรับบางส่วนของเก้าอี้ต้องออกแรงหมุนจนปวดแขน หรือหมุนได้บ้างไม่ได้บ้าง โดยเฉพาะที่ปรับแรงต้านเวลาเอนพนักพิง นอกจากนี้เวลาหมุนเก้าอี้หรือลากเก้าอี้ก็รู้สึกดี มั่นคง ไม่ก๊องแก๊ง สมกับราคาของมัน

อีกอย่างที่อยากพูดถึงคือ เบาะเก้าอี้ปรับเลื่อนหน้าหลังได้ ซึ่งน่าจะเป็นฟีเจอร์พื้นฐานของเก้าอี้สุขภาพทั่วไป แต่ฟีเจอร์แบบนี้ไม่ค่อยได้เจอในเก้าอี้สำนักงานทั่วไปเท่าไหร่ ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่ดีมาก ๆ เพราะแต่ละคนมีช่วงความยาจากขอบก้น จนไปถึงข้อพับเข่าไม่เท่ากัน ดังนั้นการปรับเลื่อนเบาะได้ทำให้เราไม่มีปัญหาเรื่องการนั่งไม่เต็มก้นเพราะเบาะยาวไปนั่นเอง

ความรู้สึกหลังผ่านมาสองเดือน

ตอนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้ก็ไม่คิดว่าจะชอบอะไรมันเท่าไหร่ แต่หลังจากนั่งไปสองเดือนแล้วกลับไปนั่งเก้าอี้สำนักงานธรรมดา ต้องขอบอกเลยว่าร่างกายโหยหาเก้าอี้ตัวนี้มาก

ความสบายของเก้าอี้นี้มันไม่ได้มาตอนที่เราพึ่งเดินเล่นเสร็จแล้วไปนั่ง แต่ความสบายของมันมาตอนที่เรานั่งทำงานหน้าคอมติดกันหลายชม. ทุกวัน ๆ เพราะเจ้าเก้าอี้ Sayl นี้ เรานั่งไปนาน ๆ แล้วไม่ค่อยมีปัญหาปวดเมื่อยเท่าไหร่เลย แต่พอกลับไปนั่งเก้าอี้ธรรมดา นั่งได้ไม่นานก็ปวดตัว ปวดหลัง ทั้ง ๆ ที่เราก็ลุกเดินไปมาระหว่างนั่งเก้าอี้ทั้งสองตัวอยู่เสมอ

จนตอนนี้อดไม่ได้ เพราะเริ่มไปทำงานออฟฟิศ แล้วสัญญาเช่าเก้าอี้ยังเหลืออีกเดือน สุดท้ายก็เลยตัดสินใจยกไปออฟฟิศเสียเลย ไปนั่งทำงานที่ออฟฟิศด้วยกันเลย

ภาพที่ออฟฟิศตอนย้ายเก้าอี้มาวันแรก

ตอนย้ายเก้าอี้มาออฟฟิศวันแรกต้องบอกเลยว่ามีคนสนใจเยอะมาก เราก็ขาย ๆ ชวนซื้อและให้คนในออฟฟิศมาลองนั่งเก้าอี้เรากัน ซึ่งส่วนใหญ่หลายคนก็ออกปากชมเก้าอี้ บางคนถึงขนาดบอกว่าถ้าที่บ้านมีที่เหลือจะซื้อเลยก็มีนะ

สรุป

สุดท้ายนี่อย่างที่บอกไปตอนแรก เก้าอี้นี้ไม่ได้ทำให้เราสบายจนไปสวรรค์ เอาจริงต้องบอกว่าสำหรับเรามันนั่งลำบากขึ้นด้วย เพราะมันบังคับให้เรานั่งถูกท่าอยู่เสมอ แต่ก็แลกมากับการไม่ปวดเมื่อยหลังเลยตลอดที่นั่งทำงานวันละหลายชั่วโมงหน้าคอม

แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้อีกอย่าง คือ เก้าอี้สุขภาพแบบนี้เราอาจไม่จำเป็นต้องซื้อ Herman miller ตัวละหลายหมื่นก็ได้ เพราะสิ่งที่เก้าอี้นี้ให้เราได้คือความสามารถในการปรับแต่งที่หลากหลายจนเข้ากับสรีระแต่ละคนได้ง่าย มันเลยนั่งได้สบาย

ถ้าเรามีเวลามากพอ ก็คิดว่าคงจะไปตระเวนหาเก้าอี้ตามห้างร้านต่าง ๆ ลองนั่งตัวที่เหมาะกับสรีระเรามากที่สุด และก็คงซื้อตัวนั้นแทนการเสียเงินหลายหมื่นมาซื้อ Herman miller

ร้านเช่าเก้าอี้ที่เราใช้บริการ - https://www.facebook.com/erCare2019

ตัวแทนจำหน่ายเก้าอี้ในไทย - https://pergochairs.com/product/sayl/

Cover Photo by Boris Debusscher on Unsplash