/ story

ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 3)

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง

ภาคสามครับ มีหลายคนถามว่าเมื่อไหร่ภาคสามจะออกๆ กราบขอโทษจริงๆครับ การบ้านมันไม่เข้าใจผม

เหมือนเดิมครับ คำแนะนำจากผม ใครยังไม่ได้อ่านภาคหนี่งและสอง แนะนำให้ไปอ่านมาก่อน เพราะไม่งั้นจะยิ่งงงขึ้นเรื่อย และอีกอย่างครับ ล่าสุดผมเพิ่มกล่อง Comment Facebook ให้ละด้านล่าง อ่านบล็อกผมเสร็จก็เม้นท์ด่าผมได้เต็มที่เลย (ไม่ใช่ละ)

- วันที่สาม 11 กุมภาพันธ์ 2558 -

วันนี้ก็เหมือนเดิม ตื่นมาประมาณตีสี่กว่าๆ แต่ต้องขอบคุณนวัตกรรมหมอนขั้นเทพที่เราทำเมื่อคืน (อ่านได้จากภาคที่แล้ว ผมเปลี่ยนแบบหมอนตัวเองนิดหน่อย) ทำให้เราหายปวดคอละ

ตื่นมาไม่นานก็เรียกรวมละ ยังไม่ตื่นเต็มที่เลย

วันนี้รวมเร็ว ตื่นเช้า รีบกินข้าว เพราะว่าต้องเดินทางค่อนข้างไกลกว่าเดิม รอบนี้จะเดินขึ้นเขาเพื่อไปเตรียมตัวที่สถานี ระหว่างเดินก็หลับๆตื่นๆ เดินในความมืด จะโดนทหารเอาไปต้มยำทำแกงที่ไหนก็ไม่รู้

ระหว่างเดินก็ไม่มีแสงอะไรเลยนอกจากแสงจันทร์ที่เป็นสปอร์ทไลท์จากฟากฟ้า เข้าใจเลยว่าทำไมทหารบอกว่าเดินกลางคืนมันยาก อืม มันก็ยากจริง ข้างทางก็มองอะไรไม่เห็นเลยนอกจากไร่อ้อย ดินป่นๆ ข้างซ้ายก็เป็นต้นไม้ ถ้าหลงอีกทีก็รอสว่างน่ะครับ แหกปากขอความช่วยเหลือไงก็ว่ากันไป

เดินไปดื่มด่ำกับความเมามันกับการเดินใต้แสงจันทร์ไปไม่นานมากก็ถึง สถานีฝึกแห่งที่สาม สถานี 32

ก็เหมือนเดิม เรียกรวม นับคน แจ้งนู่นนี่แหละเตรียมเคารพธงชาติ

อ่า ซึ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยบอกคือ หัวหน้ากองพันผม เขา... ว่าไงดี เหมือนปฏิบัติหน้าที่แบบขาดๆเกินๆ เช่น เรียกชื่อปืนผิด เคารพธงชาติผิด นับคนผิด ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ฮาอย่างหนึ่งเลยจริงๆ แต่ก็ต้องให้ความเคารพเขาน่ะ เพราะอุตส่าห์เสียสละไปทำหน้าที่ที่ไม่มีคนทำ ก็ต้องขอขอบคุณมากเลยครับ

จากนั้นก็เริ่มแบ่งสาย แบ่งเป็นสองสาย สลับกันเรียนแต่ละฐานกันไป

ฐานแรกของสายผมในช่วงเช้านี้ก็คือฐานการเข้าตี เดินมาไม่นานก็มาถึงฐานฝึก ก็แนะนำตัวกันนิดหน่อย แล้วอธิบายนู่นี่เหมือนเดิม

'เคลื่อนที่ด้วยการโผ' วลีนี้ทุกคนน่าจะคุ้นชินกันดี ในฐานนี้พวกผมนี่แหละที่จะได้เจอกันแบบใกล้ชิดสุดๆ

สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ การเคลื่อนที่ด้วยการโผก็คือการวิ่งๆเดินๆไปหาฝ่ายศัตรู ยิงปืน ปิ้วๆๆๆๆ นั้นแหละครับ หรือก็คือการผลักดันเข้าสู่อาณาเขตฝ่ายตรงข้าม อธิบายงี้ก็คงไม่ผิด

เริ่มแรกของพวกผมก็คือ เก็บของทุกอย่างที่มีค่าแยกไว้หรือเก็บลงกระเป๋าเสื้อ เอาไปแต่ตัว

อืมมมมมม ทหารพูดมางี้ เดาได้ไม่ยากเลย ตายแน่นอน!

สักพักทหารก็ส่งช็อคขาวมาให้เขียนเสื้อกันคนหลังเขียนคนข้างหน้าต่อไปเรื่อยๆ เรียงตามแถว มีเลข 1-11 ก็ตามจำนวนคนในหมู่ปืนเล็ก

ผมน่ะอยู่อันดับ 3 ดังนั้นผมเลยเป็นหัวหน้าชุดยิง ข ตำแหน่งนี้ไม่มีอะไร แค่คอยสั่งนิดหน่อย แต่ก็ยังเป็นลูกน้องหัวหน้าหมู่อยู่ดี

ต่อมาก็เข้าเตรียมสู่แนวรบ ผมอยู่ทางกราบซ้าย กับเพื่อนที่เป็นหัวหน้าชุดยิง ข ด้วยกันอีกสองคน รวมเป็นสามคน ที่เหลือก็แค่รอสัญญาณ...

บู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!

ทุ่งข้าวสาลี เกิดเป็นโกโก้ครั้นชชช์ ไม่ใช่ละ มันคือเสียงระเบิดครับ ตกใจมาก ใครมันจะคิดว่ามีระเบิดจริงๆ ก็นั้นแหละครับ ความตื่นเต้นเพิ่มมากอีกหลายเท่าตัวกันทีเดียว

แล้วก็ถึงตาผม ก็ทำตามที่คนอื่นเขาทำแหละครับ ชีวิตจะยั่งยืน คลานๆหมอบๆไป โดยเขาจะมีตำแหน่งให้หยุดประจำที่ก่อน เป็นป้ายปักเขียนเลขของเราอยู่ ก็แค่ต้องวิ่งไปตามป้ายนี้เรื่อยๆ

โดยปกติถ้าคุณมีคำว่า "หัวหน้า" นำหน้าเนี่ย มันจะมีอะไรพิเศษๆให้คุณเสมอ อย่างเช่นผมเเป็นหัวหน้าชุดยิง ข ผมก็มีบทพูดต้องพูด โดยบทพูดเนี่ยมันเขียนอยู่ที่ป้าย ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ใช้สมองอันน้อยนิดแหกปากอ่านตามดังๆก็พอ

แหกปากเสร็จก็คลานๆวิ่งๆต่อ จนมาเจอกับจอมวายร้าย...ลวดหนาม

แม้ว่าลวดหนามจะต่ำแค่ไหน จะสั้นแค่ไหน แม้ว่าคุณจะกระโดดข้ามลวดหนามโง่ๆนี่ไปได้อย่างง่ายดายแค่ไหน คุณก็ไม่มีสิทธิ์ข้าม เพราะคุณต้องมโนว่า 'กูอยู่ในสนามรบ' คุณต้องคลานเท่านั้น ซ้ายขวาซ้ายขวา ดึงเข่าซ้าย ยืดเข่าขวา อะจึอะจ๊ะสองสามที ปืนดันนิดหน่อย ก็ผ่านลวดหนามนั้นมาได้ละ

'เห้ยๆ ใครทำซิ่งตก' (ซิ่งคือแผ่นใหญ่ๆที่ใส่ตรงข้อเท้าให้ชายกางเกงดูดีนั้นแหละ) ผมก็หันไปดู อ้าวเห้ย เสื้อหลุด ซึ่งก่อนหน้านี้ผมยัดซิ่งไว้ที่เสื้อ ผมก็เลยตรงรีบหันไปเอาซิ่ง แล้วก็ขอบคุณตามแบบฉบับนายทหารที่ดี แต่แปปครับ หันไปปดูข้อเท้าอีกข้าง อ้าวววว ซิ้งอีกอันหาย ก็ไม่รู้จะทำไง เลยต้องจำใจคลานต่อไปจนจบ

สรุป ฐานนี้ไม่มีอะไรมากนอกจากเขมือบซิ้งผมไปอันนึง...

หลังจากจบฐานก็มีแจกของที่หายคืนพร้อมกับจ่ายค่าของหายเช่น วิดพื้น ลุกนั่งเป็นต้น เป็นอันจบฐานแรก

ย้ายสู่ฐานสอง...

ฐานที่สองคือฐานการจับรูปแบบขบวนการรบ สถานีนี้ไม่มีอะไรมาก เดินตามแบบขบวน ปรับระเบียบแถว ตากแดดนิดหน่อย ก็เดินกลับไปพัก อ่าาาาห์ สบาย

สุดท้ายก็หมดครึ่งวันเช้า เดินกลับจุดรวมพล แล้วปล่อยกินข้าวละ เย้!!

วันนั้นข้าวกับอะไรก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆคือ ร่มเงาหายากมากกกกก เงาอันน้อยนิดก็โดนแย่งไปหมดละ สุดท้ายก็ต้องกินข้าวเกือบจะกลางแดด ก็นะครับ ชีวิตทหาร ต้องอดทน รีบๆบุ้ยข้าวเข้าปากเก็บจาน แล้วก็ไปช็อปปิ้งกัน

ช้อปกลางป่า เหมือนเดิมครับ มีทุกอย่างตั้งแต่น้ำเปล่ายันโดนัท ใครหิวก็ซื้อน้ำดับกระหายกันไปซะ

ไม่นานก็เรียกรวมเหมือนเดิมเพื่อเตรียมเข้าสู่การเรียนรู้ในช่วงบ่าย

ช่วงบ่าย ฐานแรกที่ผมได้เรียนก็คือการกะคาดคะเน (มั้งนะ ผมไม่ได้ตั้งใจฟัง)

ไม่มีอะไรมาก เปิดมาด้วยการโดนซ่อมก่อนเลย หมอบบบบ!!

ผมนี่เซ็งมากเลย ที่โดนทำโทษเพราะว่า เดินมากองสุดท้ายไง แล้วให้นั่งใต้ต้นไม้ในเงา ซึ่งต้นไม้ก็ต้นเล็กมาก ไม่รู้จะเล็กไปไหน เรียกว่าพุ่มไม้ดีกว่า เลยต้องใข้เวลาหาที่นั่งนานหน่อย

นั้นแหละครับ เวลาของเรากับทหารมักไม่เท่ากัน เสี้ยววินาทีที่เราหาที่นั่ง มันคงนานมากสำหรับทหาร ก็เลยโดนซ่อมกัน

หมอบ แล้ววิ่งรอบนึงแล้วกลับมานั่งให้เร็วที่สุด...

รอบนี้กลับมานั่งทัน รอดไป เย้ ขอบคุณครูฝึกมา ณ ที่นี้

ฐานนี้ไม่มีอะไรมาก เพราะดูแล้วครูก็สอนชิลๆ (แต่ไม่รู้ทำไมชิลตั้งแต่แรก) ก็สอนให้รู้จักหลักการคาดคะเนศัตรูเป้าหมาย แต่ก็สอนโดยผ่านๆ ด้วยเหตุผลที่โดนใจผมดี

"เดี๋ยวเธอเรียนไปก็ลืม ไม่ได้เป็นทหารซะหน่อย เดี๋ยวถ้าต้องใช้จริง ก็ต้องเรียนตอนเป็นทหารอยู่ดี"

โอ้วเย้ ความคิดดี เรารักคุณครับ

เพราะฉะนั้นฐานนี้ก็เลยไม่มีอะไรมาก แล้วผ่านไปแบบสบายๆจนจบ ก็เปลี่ยนฐาน

ฐานที่สองที่ผมไปก็คือการพราง (ชื่อฐานพรางหรือเปล่าไม่รู้ แต่รู้ว่าผมโดนพราง) โดยฐานนี้เรียนพร้อมกันทั้งกองพัน นั่งรวมกัน ซึ่งฐานการพรางเรียนที่เต้นท์หลัก โดยมีเซอร์ไพร์พิเศษ ว้าวววว

ซึ่งเซอร์ไพร์นี้ผมก็ไม่แปลกใจอะไรมากเลย เพราะผมก็เห็นผู้โชคร้ายก่อนหน้านี้ซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าอยู่แล้ว... ผู้โชคร้ายผู้โดนทาหน้าดำ ครับ... พวกเราจะโดนทาหน้าดำ ตามสไตล์การแต่งหน้าแบบทหาร

พอเรานั่งรวมกันครบ เขาก็เริ่มส่งหน่วยทาหน้าประจำแถวละ เริ่มโดยการให้เด็กที่อยู่ในแถวทุกคนนอนหงายหลังลงไป หลับตาถอดแว่น

สักพักพวกหน่วยทาหน้า หรือจะเรียกว่าช่างแต่งหน้าก็ไม่ผิดไป ก็เริ่มเดินตามแนวแถวพร้อมกับถังหรือขันในมือ เดินไปทีละคน ก็ป้ายไปทีละคน จนเริ่มมาถึงผมละ ผมก็รู้สึกจากขาที่มาเบียดอยู่ข้างๆ แล้วอยู่ๆก็มีมือกับของเหลวแปลกๆป้ายบนหน้า ยี้จริงๆ

แต่ผมก็ขอว่าให้เขาละๆบริเวณแว่นหน่อยนะ

หลังจากโดนเขาป้ายไปป้ายมา แพล่บๆๆๆ ไม่นานก็เดินจากไป ทิ้งน้ำแหยะๆบนหน้าไว้

พอครูฝึกเขาให้ลุกขึ้นมา อย่างแรกที่ผมต้องทำเลยคือเอามือแตะๆหน้า ครับ มือนี่ดำปรื้ดออกมาเลย สีฝุ่น... แล้วก็ลองไปจับบริเวณที่ต้องใส่แว่นต่อ มือนี่ดำปรื้ดออกมาเช่นเคย

%#@$%# บอกแล้วไงว่าให้ละบริเวณใส่แว่น ผมนี่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากจำทนใส่แว่นสวมรอยลงไป แว่นก็ต้องเลอะแน่นอน เซ็งเลยครับ

ครูฝึกก็ประกาศว่า ห้ามล้างออก พวกเราทั้งหมดก็เลยต้องใช้เวลาทั้งวันกับหน้าดำๆอย่างนั้นต่อไป อ่าาาาห์ คิดในแง่ดีซะว่ามันคือการพอกหน้าด้วยโคลนดำ โดยใช้เวลา 40 ชั่วโมงในการพอกละกัน

จบจากฐานการพราง เราก็ไปต่อที่ฐานที่บอกกันว่าสนุกและตื่นเต้นที่สุด คือ ฐานการเอาชีวิตรอด

ฐานนี้พอเดินเข้าไปแล้วคุณก็จะได้ความรู้สึกว่าเหมือนอยู่ซาฟารีมาก เป็นฐานที่ไฮโซที่สุดละ มีโปสเตอร์โฆษณาตัวเอง มีหลังคาดีๆ มีเวทีด้วย ไฮโซจัง แต่ที่เจ๋งกว่านั้นคืออะไรรู้ไหมครับ มันมีเบาะรองนั่งให้ด้วย เบาะรองนั่งอันทำจากถุงกระสอบยัดทราย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีน่ะ

ผมนี้รีบจองที่กระสอบทรายเลย แต่นั้นเป็นความคิดที่ผิดมาก เพราะเมื่อผมนั่งไปซักพัก ปวดตูดครับ แต่ช่างมันครับ เราต้องมาเรียนรู้ สนใจครูฝึกดีกว่า

ฐานนี้มีครูฝึกสามคน อีกคนโดนงูกัดมาไม่ได้ ซึ่งดันเป็นหัวหน้าซะด้วย เหลือแต่รองหัวหน้าประจำสถานี กับทหารอีกคน

เปิดมาเหมือนเดิมด้วยการแนะนำตัว แล้วก็เริ่มเข้าเนื้อหา การหาอาหาร! โอ้วว เรื่องอย่างนี้ถ้าอยู่กลางสยามนี่ง่ายมาก แต่เมื่อเราอยู่กลางป่าจะทำไงละ โอ้ว ไม่ต้องห่วง ครูขอเสนออออ เครื่องมือจับปลาาาา (เสียงโดราเอมอน) ส่วนใหญ่ก็เป็นเครื่องมือที่เราเห็นที่เราเจอกันมาตั้งแต่สมัยเรียนลูกเสือกันอยู่แล้ว ลักษณะประมาณ ให้ปลาว่ายเข้ามา แต่ออกไม่ได้ ตามฉบับวิถีชีวิตคนไทย

แต่ขึ้นชื่อว่าทหาร เขาต้องมีอุปกรณ์แปลกๆที่ใช้แทนพวกเครื่องมือโบราณอย่างนั้นอยู่แล้ว ทหารเขาหันไปหยิบกระบอกปืนRPG กับกระเป๋าบรรจุลูกระเบิดRPG ออกมา...

เอามายิงเด็กหรือไง? แต่ไม่ ทหารเขาเล่าว่า เขาเอาปืนRPG นี่แหล่ะ มาจับปลา

ครับ ปืนRPG มูลค่าหลายแสนเอามาจับปลาในน้ำครับ...

ก็ดีครับๆ เป็นการประยุกต์ที่ดี เราขอข้ามตรงนี้ไปเลยละกัน จากนั้นทหารก็เริ่มเปลี่ยนไปแนะนำการหาน้ำและผักกิน เช่นต้นไม้นี้กินได้ หาน้ำจากเถาวัลน์ไรงี้

เออ แต่คือ เวลาทหารเขาเด็ดใบออกมาโชว์ให้ดูว่ากินได้ หรือสอนวิธีทดสอบว่าผลไม้นี้มีพิษไหม เขาจะกินไม่หมดไง เขาก็จะให้เด็กด้านหน้ากินหมด ซึ่งมันมีคนนึงซึ่งได้ของกินตลอดเลย ผมนี้กลัวเขาท้องเสียมาก

เด็กคนนั้นได้กินทุกอย่างตั้งแต่กล้วย ใบอะไรไม่รู้ มันเผา บลาๆๆๆ แถมตอนเขาโชว์การตั้งข้าวด้วยกระป๋องข้าวของเขา เด็กคนนั้นก็ได้กินทั้งข้าวสวย(ข้าวสวยหายากมากในป่า) หมูปิ้ง ไก่ย่าง... ครับ เอาให้อิ่มเลยละกันครับ

ซึ่งระหว่างที่เขานำเสนอเนี่ย เขาก็มีวิธีการทำโทษเด็กที่คุยแบบไม่เหมือนใครคือ ให้เด็กแดกมะขามยักษ์

ผมนี้เด็กดีไง ไม่โดนทำโทษ แต่ให้กินฟรีก็คงไม่เอา เพราะมันใหญ่มาก กลัวท้องเสียด้วย เห็นมีคนบอกว่าเปรี้ยวจี้ดเลย ผมก็เลยหลบๆเข้าไว้

และแล้วก็เข้าสู่ช่วงท้ายของฐาน โชว์งู!

เริ่มแรกทหารเขาก็แนะนำว่างูมีแบบไหน งูพิษไม่พิษ โดนกัดจะต่างกันไง พวกนั้นไม่ค่อยมีคนสนใจกันหรอก เรารอดูงูกัน

และมันก็มาถึง การแสดงงู ก็เริ่มตั้งแต่งูไม่มีพิษธรรมดา เขาก็แสดงโชว์แหย่งูให้มันฉกเล่น แต่ไม่โดนตัวเขานะ ไม่มีพิษครับ เล่นได้สนุกสนาน เราก็นั่งดู ก็ตื่นเต้นดีครับ ฟ่อๆ เด็กก็ร้องเสียวๆกันตามๆ

เล่นไม่นานน่าจะประมาณ 2-3 ตัวก็เก็บ เดี๋ยวเด็กเบื่อ ไม่ตื่นเต้น เลยหันไปหยิบงูพิษต่อ

ผมเนี่ยจำไม่ได้ว่างูพิษมันมีอะไรบ้างนะ แต่ก็รู้แหละว่าแต่ละตัวเนี่ย ถ้าโดนกัดปุ๊ป พวกเราก็จะสบายทันทีครับ... ได้นอนโรงพยาบาล

ตอนเข้าหยิบขึ้นมา ผมนี่จำแม่นเลย ตัวใหญ่มาก แล้วความระมัดระวังของทหารก็เพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว เด็กก็กลัวตามครับ กลัวทหารมันโดนฉกแล้วโยนงูใส่เด็ก ถ้ามีอย่างนั้นนี่ ผมนี่เผ่นครับ

ตอนเล่นกับงูพิษนี้ไม่กล้าเล่นแหย่ๆเหมือนคราวก่อนละ แต่ทหารเขาก็พยายามจับๆละ แต่จับได้ไม่นานก็เปลี่ยนตัว ประมาณ 3 ตัวมั้งก็จบการแสดง

คือพอเป็นงูพิษที่น่าตื่นเต้น แต่อันตรายครูก็เลยไม่กล้าเล่น มันเลยจบเร็วด้วย (น่าจะกลัวๆเพราะหัวหน้าสถานีพึ่งโดนงูพิษกัดเข้าโรงพยาบาลด้วยแหละ)

ทุกอย่างจบ ปลอดภัย เก็บงู ก็เป็นอันจบฐานนี้ครับ

เราก็ย้ายกันไปสู่ฐานสุดท้าย หรืออาจจะไม่เรียกว่าฐานก็ได้ เรียกว่าห้องครัววินเทชกลางป่าก็ได้ ครับ มันคือการทำอาหารเย็นกินเอง

เราก็เดินไปรับอุปกรณ์กันก่อน มีหม้อสนามประมาณ 5-7 อัน นี่จำไม่ได้ แล้วก็ข้าว เครื่องต้มยำ กับไก่สด

รับอุปกรณ์เสร็จก็เดินไปหาที่จุดไฟ ตั้งฝืนอะไรกันเสร็จก็เริ่มทำ ใส่น้ำลงหม้อ หุงข้าว ต้มต้มยำ ต้มไก่

ระหว่างต้มก็กังวลกันแหละครับ "เห้ยๆ ข้าวสุกยัง" "เห้ยๆ ต้มยำเป็นไงบ้างอะ คนหน่อยไหม" "เปิดดูข้าวดิ เดี๋ยวสามกษัตริย์"

กังวลกันนานแหละครับ จนเปิดดูอีกรอบแล้ว โอ้ว ข้าวสุกละ ต้มยำก็เริ่มดีแล้ว ไก่ก็สุดแล้ว งั้นยกลงมาเลยละกัน (บอกเลย หมู่ผมนี่เสร็จเป็นอันดับต้นๆเลยนะ)

ถึงเวลาชิมกับข้าวฝีมือตัวเอง เริ่มจาก ข้าวก่อน

ข้าว ก็สุกแหละครับ แต่แข็งไปนิด แต่อย่างน้อย ก็แข็งน้อยกว่าข้าวโรงเรียนผมตอนเช้าๆที่เขายังหุงไม่เสร็จ กินได้ไม่อะไรมาก

อย่างที่สอง ไก่ต้มครับ ไก่ต้มพอลองชิมปุ๊ป แบบ... จืดมาก จืดสุดๆ ไม่เหลือรสไก่เลย เสียชื่อความเป็นไก่ในตัวมันมาก เดาว่าเพราะน้ำต้มไก่ดึงรสออกไปหมด แต่ก็นะ ชีวิตทหารครับ กินเพื่ออยู่ ก็ตักๆเข้าปากกัน อย่าสนรสมาก (อันที่จริงก็มีผมวิจารณ์เรื่องรสอยู่คนเดียว)

ต่อมาคือต้มยำครับ แน่นอนระดับนี้รสชาติต้องเยี่ยม ไม่ครับนั้นฝันไป อันที่จริงมันจืดมากครับ แทบไม่รู้รสเลยว่ามันคือต้มยำ เดาว่าจะใส่น้ำเยอะไป แต่ช่างมันเหอะครับ กินๆไป ใกล้หมดเวลาแล้ว

แต่ว่าระหว่างกินมันก็มีปัญหานิดหน่อยครับ คือเราไม่รู้ว่าเขาห้ามเอาอาหารสำเร็บรูปขึ้นมา เพื่อนคนนึงในหมู่เขาเอาปลากระป๋องมาด้วย (ฮีโร่ของหมู่เลย) แหม่ สาวสวยกลางหมู่ทหารฉันใด ปลากระป๋องกลางอาหารทำเองก็ฉันนั้น เราก็เลยแบ่งๆกันครับ แต่ครูฝึกดันมาเห็นเข้า เขาก็แบบ "เห้ย ใครให้มึงขึ้นเอามากิน" โห้วววว ผมนี่ตกใจเลยครับ ครูเลยเรียกเพื่อนเจ้าของปลากระป๋องไป ผมก็คิดในใจ แย่แล้วๆ มันจะโดนอะไรไหม แต่ก็ต้องขอบคุณบารมีแห่งครูฝึกครับ ทหารครูฝึกคนนั้นแค่มันตีตูดไปสองสามทีแล้วก็บอกให้รีบๆกินแล้วทิ้งไกลๆ

ความน่าตื่นเต้นก็จบแต่เพียงเท่านี้ ไม่โดนทำโทษอะไรมาก แต่หลังจากนั้นมันก็มีเพื่อนที่เอาผงโรยข้าวแบบญี่ปุ่นมาอีก มันเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ พวกผมเลยต้องแอบๆเทกิน แล้วรีบๆเก็บกันไป

พอดีมีประสบการณ์กันมาแล้ว และเรียนเรื่องการพรางมา ครูเลยจับผงโรยข้าวนี้ไม่ได้ รอด!

ก็อาหารมื้อนี้ต้องขอบคุณเพื่อนๆในหมู่ที่ทำอาหารได้ดีมาก เพราะผมก็แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย สกิลทำอาหารกลางป่าค่อนข้างกาก ก็ขอบคุณมา ณ ที่นี้ครับ

อาหารมื้อเย็นจบ ล้างอุปกรณ์ ส่งคืน ก็เดินกลับสถานีละ

ตกดึกแล้วเข้านอน ไม่มีทางครับ มีงานให้ทำต่อ นั้นคือการเดินลาดตระเวนกลางคืน (มันเรียกว่าลาดตระเวนมั้ง) ก็เป็นการเดินกลางป่า มองนู่นนี่เวลากลางคืน ซึ่งครูที่คุมกิจกรรมอันนี้เขาไม่ได้มาธรรมดาแบบอันอื่นละ เขาเปิดตัวอลังมาก ระเบิดควันม่วงเหลืองเอย ระเบิดเอย เสียงซาวน์พม่ารามัญเอย ก็ตามสเต็ปทหารแหละครับ แต่ก็ตื่นตาตื่นใจดี ถ้าไม่นับว่าควันม่วงเหลืองมันพัดมาหาผม

ผมอยู่แถวท้ายๆเลย เลยกว่าจะถึงตาแถวผมออกเดินทางก็แบบ นานมากกกก

เมื่อเราเริ่มเดินเข้าป่า อย่างแรกที่รู้สึกเลย มืดมากครับ ต้องเดินช้าๆ เพราะถ้าเดินเร็วอาจจะสะดุดหินได้ และอีกอย่างคือทางที่เดินมันทั้งมีขึ้นเขาลงเนินด้วย กิ่งไม้อีก โอ้ยยย ต้องระวังกันจริงๆ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมืดตลอดทางนะครับ ทหารเขาก็มีจุดตะเกียงไว้ให้ โดยตะเกียงเป็นเหมือนขวด M150 ใส่น้ำมันก๊าซแล้วมีปลายเชือกออกมาให้จุดไฟ ไม่รู้ใช่ตามที่ผมคิดไหมนะ มันมืดมองยาก

ก็เดินไปเรื่อยๆไม่มีอะไรมาก ยกเว้นแต่มันจะมีสถานการณ์ที่เขาสร้างขึ้นเช่นเสียงระเบิด ก็ให้เราหมอบออกด้านขางแถว ประมาณนั้น

เดินกันนานแค่ไหนไม่รู้ นาฬิกาเสียไฟไม่ติด ก็กลับมาถึงสถานีเหมือนเดิมอย่างปลอดภัย เหนื่อยพอสมควร

(อันที่จริงเวลาผมเหนื่อย ผมจะปลอบตัวเองตลอดว่านี่ไม่ใช่ค่ายรด. มันค่ายลดความอ้วน)

กลับมาก็ไม่มีอะไรมาก ทหารก็พูดนู่นนี้ แล้วก็ลาไปนอน

คืนนี้ไม่ได้นอนที่กองพันปกครอง เรานอนกันบนเขา ซึ่งก็พอตกดึกอากาศก็เย็นดี รอบนี้เต้นท์ผมนอนสามคน มีเพิ่มมาคนนึง เบียดกันนิดหน่อยแต่พอนอนได้

ก่อนนอนโดยปกติผมจะฉี่ก่อน แต่ตอนที่จัดของเสร็จ เขาก็ไล่นอนละ แต่ห้องน้ำก็ไม่ได้ใกล้ๆ มืดด้วย เลยต้องเริ่มใช้ปัญญาไตร่ตรองละ เอาไงดีเนี่ย!?

หลังจากคิดกันนานมากกับเรื่องฉี่ ผมเลยตัดสินใจ เดินออกจากเต้นท์เข้าพุ่มไม้ครับ เดินไปฉี่... อ่าาาห์ สบาย แต่ก่อนจบเหมือนได้ยินเสียงเท้า นึกว่าครูฝึก เลยต้องหลบๆหน่อย แต่ไม่ใช่แหะ เพื่อน

ฉี่เสร็จก็เข้านอนละ อ่าาาาห์ วันนี้มันเนิ่นนานอะไรอย่างนี้ คืนนี้นอนตั้งแต่สามทุ่ม เพราะวันต่อไปต้องตื่นเช้าเดินไปหาจ่านรก (ไม่ค่อยอยากเจอเท่าไหร่) ก็เลยรีบๆนอนซะ

ก็ราตรีสวัสดิ์ จบวันครับ

- จบวันที่สาม -

ภาคสามนี่เขียนนานหน่อย แล้วคำพุดการใช้คำอาจจะไม่ดี เพราะเขียนที่โรงเรียนกับหอ ไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่ สลับกับเขียนๆแล้วหยุด มันเลยขาดๆช่วงด้วย ก็ยังไงภาคหน้าอาจจะเขียนที่บ้าน ก็วันเสาร์ครับ จะพยายามอัพภาคสี่ให้ทันวันเสาร์

ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่คอยมาถามผมนะครับว่า "เมื่อไหร่ภาคสามจะออก" ขอบคุณมา ณ ที่นี้ครับ