/ story

ดินแดนนรกภูมิ นามว่าเขาชนไก่ (ภาค 5) จบแล้ว!!

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะอาจใส่สีตีไข่เพิ่มอีก 20-50% จากเรื่องจริง

ภาคสุดท้าย วันสุดท้าย เขียนมาเนิ่นนาน ทั้งๆที่ไม่น่าจะใช้เวลานาน น่าจะเพราะอู้ หลักจากผ่าน Dota2 yearbeast มาได้ ล่าสุดเราก็ติด Ask.Fm ต่อ มีคนมาถามให้เราตอบนี่มันสนุกจริงๆ

- วันที่ห้า 13 กุมภาพันธ์ 2558 -

ตื่นมาตีสี่ จะได้กลับบ้านแล้วโว้ย ตะโกนได้ตะโกนไปแล้วตอนนั้น

วันนี้จากที่ฟังๆมาไม่มีอะไรมาก ตื่นมาก็เหมือนเดิม ไม่แปรงฟัน ไม่ล้างหน้า ผมรีบๆเก็บของอะไรให้เสร็จ เขาให้ใส่แค่ซับในกับกางเกงก็ได้วันนี้ โดยตอนเช้าจะขึ้นเขากัน ว้าวววววว

รวมเสร็จนับคน ก็เหมือนเดิมตามปกติ แล้วก็เริ่มเดินขึ้นเขาละ ทางเดินก็ทางเดียวกับทุกครั้ง แต่รอบนี้เราไม่ต้องเดินไปฐานอะไรพวกนั้นละ เราเลี้ยวขวาขึ้นเขา (มั้งนะ)

ตอนเดินไปก็ไม่อะไร แต่ทุกอย่างเริ่มแย่ตอนเดินขึ้นเขา คือปกติเดินขึ้นเขามันก็ไม่ได้ชันอะไรมาก แต่เขาที่พวกเราเดินกันรอบนี้แบบ... ชันอะ ชันมากๆ มันตั้ง 90 องศาได้ตั้งไปแล้ว

ตอนเดินขึ้นแรกๆก็ไม่เหนื่อยหรอกนะ แต่เดินไปนานๆนี่แบบ ยืนเฉยๆยังไม่ได้ มันจะล้มเอา เหนื่อยมาก เหนื่อยจนไม่รู้จะเอาคำอะไรมาบรรยาย โชคดีที่อากาศเย็น

ระหว่างเดินเนี่ย ระเบียบแถวเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ เพราะทุกคนแรงไม่เท่ากัน ระหว่างทางเราอาจจะเห็นคนนั่งพักตามทาง ยิ่งสูงยิ่งเห็นเยอะ ผมก็นั่งพักสลับเดินไปเรื่อยๆ

เดินไปเรื่อยๆจนใกล้ถึง มันมีคนตะโกนว่าถึงแล้วโว้ย เท่านั้นแหละครับ วิ่งเลย ผมถือว่าถึงเป็นกลุ่มต้นๆเลยก็ว่าได้ เรื่องเดินขอให้บอก เราสายเดิน

ถึงแม้ตอนนั้นจะประมาณตีห้า หรือไม่ถึงตีห้านี่แหละ มืดสนิท แต่ก็เห็นวิวด้านล่างได้หมดเลย คือเห็นเมือง เห็นแสงบนท้องถนน รู้สึกเลยว่า มันสวยงามในเงามืดมาก และอีกความรู้สึกตอนเห็นเมืองและถนนด้านนอกมันแบบว่า เหมือนเห็นอิสระภาพอยู่ด้านหน้าอะ แบบ เห้ยวันนี้มันจะจบแล้ว นรกจะหมดแล้ว อิสระของเรา อะไรประมาณนี้เลยจริงๆ

ไม่นานหลังจากถึงยอดเขา เขาก็เรียกเรารวม ระหว่างรวมก็ไม่มีอะไร ขายของครับ... ขายริสแบนด์ปลุกเสกแล้ว และก็เล่าปลุกใจอะไรนิดหน่อย จังหวะนั้นมืดมาก ต้องเอาไฟฉายส่อง บางคนก็แอบหลับเนียนๆ

สักพักก็ปล่อยลงต่อ ตอนลงนี่เร็วมาก เร็วจนหยุดไม่อยู่ คือแบบถ้าพลาดนะ กลิ้งลงทันที ตรงค่อยๆสไลด์ขาลงไปเรื่อยๆ แต่สนุกดี มันสบายไง ลมเย็นด้วย

เร็วมาก เร็วกว่าเดินขึ้นหลายร้อยเท่า พวกผมก็เดินมาถึงพื้นราบ แต่จังหวะนั้นดันเห็นพวกที่มาก่อนกำลังเดินไปฐานยิงปืนมั้ง น่าจะใช่ พวกผมนี่เข้าใจอารมณ์ของพวกที่ชอบมาแซวตอนพวกผมพึ่งมาใหม่เลย

ทุกคนแบบ "โหๆๆ พึ่งมาหรอ พวกกูจะกลับละน่า" ลั้ลล้ามากจริงๆตอนนั้น ผมเห็นแล้วก็ฮาดี ครูฝึกต้องมาขวางไว้แล้วบอกอย่าแซวกันทีเดียวตรงนี้ (ฮา)

จากนั้นก็ไม่มีอะไรละ เดินกลับ แต่งตัว เก็บกระเป๋า เก็บของให้หมด (รู้สึกเลยว่าใกล้อิสรภาพมามากขึ้น) จากนั้นก็กลับไปนั่งรวมเพื่อปล่อยกินข้าว

วันนี้วันสุดท้ายแล้ว แน่นอน ผมก็ไม่กินข้าวหลวงเหมือนเดิม ไปกินไก่แดงที่ร้าน กินเสร็จก็กลับมารวมเพื่อเตรียมเดินทางไปสถานีสุดท้าย... โดดหอนั้นเอง

รวมครบทุกคนก็เดินทางไปสถานีโดดหอ รอบนี้ไม่ไกล เดินไปบริเวณกองอำนวยการด้วย ความศิวิไลศ์จริงมากขึ้น ไม่เจอฝุ่นแดงหนักๆ ไม่เจอทุ่งไร่นาของชาวบ้านละ

ตอนเข้าก็ไม่มีอะไร เข้าแถวร้องเพลงชาติอะไรพวกนี้ แล้วก็เริ่มเข้าร่มไปเตรียมตัว วันนี้ได้เจอครูเฟียร์ เป็นครูที่น่าเคารพมาก เพราะสกิลการเล่นคำผวนของแกสุดยอดมาก

คือครูเฟียร์เป็นคนดังอีกคนของเขาชนไก่ เจอทุกปี แล้วครูเขาก็มีสกิลพิเศษคือคำผวน เป็นคนที่เล่นคำผวนได้ไม่สะดุดเลย เล่นได้ตลอดเวลา โดยเฉลี่ย 5 ครั้ง/นาที แล้วผวนได้เรื่อยๆไม่ซ้ำเลย ยอดมาก ใต้สะดือทั้งนั้น

ระหว่างที่เขาเล่านู่นนี่ไปเรื่อยๆ ก็เหมือนกับวันแรกน่ะครับ ใช้จังหวะเด็กเพลินขายตรง... รอบนี้ขายริสแบนด์ปลุกเสก ใส่แล้วมีแฟนแน่นอน แหม่ คุณสมบัติดีอย่างนี้ผมนะหรอ... ไม่ซื้อครับ เปลืองเงิน มันอันละ 40บาท

แต่สุดท้ายถ้าไม่ซื้อริสแบนด์ก็โดนเก็บเงินอยู่ดี คือค่าเข็มโดดหอกับประกาศไปรษณียบัตร 60บาท อันนี้ต้องจ่ายทุกคน ก็ได้จะไปรษณียบัตรหรูๆ หรูกว่าโรงเรียนผมทำอะ แล้วก็เข็มโดดหอ

เคลียร์เรื่องหนี้สินเงินทองเสร็จก็จบกันไป เข้าเนื้อหาละ รอบนี้จะได้โดดหอจริงๆจัง แต่ปัญหาคือหอมีอันเดียว เด็กก็เยอะ เพราะฉะนั้นไม่ให้โดดทุกคน ให้เฉพาะคนทีอยากโดดจริงๆ ซึ่งผมก็ไม่โดดละกัน เพราะเขาบอกว่าพวกสายตาสั้นมากๆ น้ำหนักเกิน เป็นโรคหัวใจอะไรพวกนี้ห้ามโดด แล้วใครโดดแล้วก็ให้คนอื่นซะ แถมมีส่งท้ายนะ ยิ่งโดดเยอะก็ยิ่งได้กลับช้า... เออ งั้นผมไม่โดด

จากนั้นเขาก็ให้พวกโดดไปเตรียมตัวก่อน ก็ไม่เยอะมากเทียบกับเด็กทั้งหมด ส่วนพวกไม่โดดอย่างผมเขาก็ส่งไปใช้งานตามต่ำแหน่ง (ขอนั่งว่างๆบ้างได้ไหม...)

ตอนกลุ่มผมไป เขาก็ให้ผมเลือก "ใครอยากช่วยงานไหม ขอคนที่อยากช่วยจริงๆ" ตอนแรกผมก็แบบ ต้องใจสปอร์ต กทม.นะ อยู่ช่วย แต่หลังจากที่เขาย้ำๆเรื่องต้องอยากช่วยจริงๆ เพื่อนผมบางคนก็เริ่มทยอยออกละ ผมเห็นว่าเพื่อนออกกันเยอะ ก็เลยเออ เดินออกก็ได้

ซึ่งพวกที่เดินออกมาก็ไม่ว่างอยู่ดีครับ ต้องไปเก็บใบไม้ ตอนนั้นคิดในใจ โถ่ ทำไมเราไม่สปอร์ตกทม.เลย น่าจะไปช่วย สักพักเห็นพวกที่ขออยู่ช่วยต้องไปฝึกแล้วเตรียมตำแหน่งเพื่อรอรับคนที่โดดหอ ผมคิดในใจเลยว่า โชคดีสุดๆ

หลังจากเก็บใบไม้จนเสร็จเขาก็ให้พวกผมไปช่วยอีกจุด รอบนี้ไม่หนัก นั้นก็คือ เขียนเทิดพระเกียรติในหลวง

ระหว่างยืนรอเข้าไปช่วย ก็มีนศท.หญิงสองคนเดินมาหยิบของจากกระเป๋าแถวนั้นพอดี ซึ่งครูฝึกของพวกผมก็เป็นคนที่รู้หน้าที่ดีครับ... แกล้งให้ผญ.มาวิดพื้นเล่นแถวหน้าพวกผม (ฮา) แต่อันที่จริงก็พูดเล่น แค่ครูฝึกเดินไปคุยนิดหน่อย ก็ปล่อยไป แต่ตอนนั้นพวกผมแบบ หวิ้วๆ กันเต็ม อยู่เขาชนไก่ ไม่เจอผู้หญิงมาห้าวัน...

เข้าเรื่องต่อ ในอาคารมันมีคอมกับกระดาษ แต่ตอนพวกผมไปคอมเต็มแล้ว เลยให้เขียนกระดาษเอา ซึ่งตอนนั้นปากกาผมหาย...

อยู่ๆครูก็เดินมาแล้วก็ถามใครมีปากกา ใครไม่มีบ้าง ในกลุ่มมีเด็กเยอะสมควร แต่ดันมีเด็กมีปากกาแค่ไม่กี่คน หายหมดแล้วววว ก็ตามระเบียบ โดนให้ซื้อปากกากันทุกคน

กระดาษที่ได้เขียนเป็นกระดาษประมาณ 1/4 ของ A4 เขียนอะไรก็ได้บอกรักในหลวงแล้วเขียนชื่อ

แต่ที่ฮาคืออะไรรู้ไหมครับ ปกติเขียนพวกนี้เขาให้คิดเอง แต่อยู่ๆก็มีคนเดินมาแล้วยื่นปึกกระดาษคำเทิดพระเกียรติให้เราส่งต่อไปแล้วบอก "ตัวอย่างๆ" โห อะไรจะสบายขนาดนี้ แรงไม่ต้องใช้ สมองก็ไม่ต้อง แต่ผมคนดีไง ไม่เอา ส่งให้เพื่อนต่อเลย คิดเอง (หล่อครับ)

เขียนเสร็จก็ส่ง แต่ไม่ได้คะแนน แต่ได้พัก พวกผมก็ไปซื้อน้ำกินกัน ระหว่างเดินไปซื้อน้ำก็มองพวกที่โดดหอกับโดนให้ช่วยงาน เคารพคนกลุ่มนี้จริงๆ ช่างมีน้ำใจอะไรดีงามเช่นนี้ จริงๆในใจหัวเราะเยาะ

กินน้ำเสร็จก็หาที่นั่งเล่น ตรงที่ผมนั่งเล่นมันคืออะไรไม่รู้ เป็นคล้ายๆศาลา แต่บนหัวผมมันเป็นคล้ายๆที่แขวนเนื้ออะ ระหว่างที่นั่งพักก็คุยกันตลอดว่าตกลงมันคืออะไรกันแน่ แต่รู้ว่าถ้าเจอตอนกลางคืนสยองแน่นอน

สักพักก็เดินไปรวม เพราะเห็นเขารวมกันทั้งที่ไม่รู้ว่ากองเราหรือเปล่า...

รวมปุ๊ปเขาก็พาเดินไป ตอนแรกเข้าใจว่าให้เดินกลับ พวกผมนี่ช็อกเลย เห้ยเอาไงดี เพื่อนเรายังอยู่นู่นอยู่เลย แต่ไม่ใช่ เขาพาไปนิทรรศการเทิดพระเกียรติ อ๋อ

อันนี้เหมือนปีสอง ไม่มีอะไรมาก เรากล่าวคำปฏิญาณตนนิดหน่อยแล้วเข้าไปในอาคารเดินดูผลงานในหลวง พร้อมลงชื่อถวายพระพร

พอเดินออกมานี่พีคมากตอนนั้น พอเดินออกมาปุ๊ปคุณก็จะเห็นร้านไอติม อ่อ ไม่หิวหรอ ไม่เป็นไรคุณอาจจะเลือกเดินไปซ้ายหรือขวาก็ได้ แต่ถ้าเดินไปทางซ้ายก็ออกไม่ได้ แต่มีร้านขนมดักอยู่ อะไรนะ ไม่อยากเสียตังค์? ได้ๆ เดินออกประตูให้ไปทางขวา อ่า ทางนี้โล่ง เดินออกไปปุ๊ป เจอร้านขายของทอดดัก... นี่มันมาร์เก็ตติ้งขั้นสูงนี่หว่า ดักทางออกทั้งหมดด้วยของขาย สุดท้ายก็ยอมเสียเงินซื้อไอติมไป ส่วนน้ำขอเพื่อนกินเรื่อยๆก็อิ่ม

เมื่อเราเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่า "จุดอำนวยการ" ทุกอย่างก็จะดูดีขึ้นมาก เช่น ห้องน้ำ ห้องน้ำตรงนั้นมันดีมากเลย มีตกแต่งด้วย

ทำธุระส่วนตัวเสร็จ กินอะไรเรียบร้อยนั่งพักสักแปป ครูฝึกก็เดินมาเรียกละ เรียกได้เลยว่าวันนี้สบายมาก ซึ่งพอจบจากนิทรรศการในหลวงก็จบละ ไม่มีอะไรแล้ว ตอนนั้น CHIN IS HAPPY มาก

ก็เดินกลับที่กองพัน รวมพลนับพลใครแอบกลับก่อนไหม (ไม่มีหรอก) ก็กินข้าวเที่ยง มื้อนี้เห็นว่ามื้อสุดท้ายละ ท้องเสียคงไม่เป็นไร ก็เลยกินโยเกิร์ตด้วย อร่อยดี ไม่แพง ใส่หน้าเท่าไหร่ก็ได้ แต่จำราคาไม่ได้อันนี้

กินเสร็จกลับมารวม เวลาที่ทุกคนรอคอยมาแล้ว กลับบ้านไงละ ก็รวมแล้วนับพล กล่าวข้อความนิดหน่อย และขายตรงครับ... ขายเสื้อกับของที่ระลึก พอดีครูเขาบอกว่าไม่อยากแบกกลับกองอำนวยการแล้ว มันหนักฝากซื้อให้หมดๆหน่อย แหม่ น่าสงสารจริงๆ ก็เห็นคนไปซื้อกันเยอะอยู่

อีกอย่างก็คือรับบริจาค ตอนนั้นทหารกลายเป็นศูนย์รับบริจาคทุกอย่าง ทหารเขาบอกว่าให้เด็กยากไร้เผื่อมาแล้วไม่มีฝึกอะไรงี้ รับตั้งแต่ช้อนกลาง สายเก่ง ยันถุงนอน โหดจริงๆ

แต่จังหวะนั้นมันฮาอย่าง คือครูกองพันที่เมื่อคืนก่อนเขาบอกเวลารวมผิด วันนี้กลับแปลกไป เขาดูฮาๆไงไม่รู้ คือเขาเล่นมุกประมาณว่า "ใครมาช้าผมจดชื่อเลยนะครับ" แล้วเขาก็พูดคำว่าจดชื่อซ้ำๆๆๆหลายรอบมาก แล้วบอกว่า "ใครโดนผมจดชื่อนะครับ จะให้ไปจกขี้ในห้องน้ำเลย ขี้นอนอืดตันหมดแล้ว ไม่มีถุงมือนะครับ จกกันมือเปล่านี้แหละ" แหม่ สาธยายดีมาก แล้วก็พูดวนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเก็บของ เข้าที่นั่งรวม เดินไปหยิบของ

ผมกับเพื่อนตั้งสมมติฐานกันว่าสงสัยเขาไม่อยากจากลาเด็กด้วยความเกลียดชังจากการขานเวลาผิดเมื่อคืน วันนี้เลยปล่อยฮาหน่อย (บอกเลยว่าหลังจากกลับมาเพื่อนผมมันติดคำว่าจดชื่อมาก)

เคลียร์ของบริจาคเสร็จ มีเก็บเงินบริจาคนิดหน่อยก็จบละ แยกขึ้นตามคันรถ เพื่อเตรียมไปเข้าร่วมพิธีปิด

พิธีปิดจบก็แยกย้ายกลับบ้าน แต่สำหรับผมพอดีวันนั้นแม่ผมทำเรื่องมารับเพราะต้องลงพัทยาต่อก็เลยไม่ได้กลับบ้าน แต่ไปนอนโรงแรมที่พัทยาต่อ

ตอนจบพิธีเด็กเฮกันมาก วิ่งกลับกันเหมือนหนีฝูงซอมบี้กันเลย ถ้านึกภาพออกนะ ก็เข้าใจแหละ ผมก็ดีใจที่ได้กลับ เหมือนเป็นอิสรภาพจากคุกที่จองจำมาห้าปี ซึ่งจริงๆแค่ห้าวัน

วันนั้นผมกลับมาถึงโรงแรมก็อาบน้ำครึ่งชั่วโมงเลย แบบ ตัวและร่างกายต้องสะอาดปราศจากฝุ่นใดๆหรือคราบจากเขาชนไก่....

ถือเป็นห้าวันที่ทรหดทีเดียว แต่กลับมาเล่าเรื่องเขาชนไก่ให้เพื่อนฟังมันก็หัวเราะนะ ใช่มันตลกแหละพอเราจบ แต่ถ้าให้กลับไปเข้าใหม่ก็ say no เลย

- จบวันที่ห้า และลาจากดินแดนนรกภูมิ -

จบแล้วเรื่องราวแห่งเขาชนไก่หรือนรกภูมิ ห้าวันเลยนะครับ ห้าวันกันทีเดียว ตอนนี้ผมก็มีความสุขดี ชีวิตไม่ต้องเจอรด.แล้ว เย้

ก็ต้องขอบคุณทุกคนจริงๆที่ตามอ่านมาเรื่อยๆตลอดหลายวัน ทั้งๆที่ผมก็อู้ไปหลายตอน อ่านสนุกหรือไม่อย่างไรติชมมาได้ คอมเม้นท์บ็อกด้านล่างได้ หรือถ้ารู้จักผมก็ทักแชทมาได้นะครับ ยังไงๆก็ขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย ขอฝากบล็อกเล็กๆอันนี้ไว้ด้วยนะครับ :)

ขอขอบคุณ

  • Nokia asha 311 ที่ให้เรามือมือถือใช้ตลอดห้าวันโดยไม่ต้องชาร์ตแบต อึดจริงสมเป็น NOKIA
  • อุ้ม เพื่อนที่นอนด้วย มีผ้ารองนอน ผมไม่มี ถ้าขาดไปนี่ตายแน่
  • มะตูม ที่ให้ผมได้ใช้ภาพถ่าย
  • พี่ภาม ผู้ที่ให้ผมยืมเสื้อนอกรด. และเสื้อซับใน กระติกน้ำและสายเก่ง
  • เพื่อนแม่ที่เป็นทหาร ให้ผมยืมกระเป๋าเป้ และอุปกรณ์ภาคสนาม ผมยืมมา 2 รอบละ ปีสอง กับปีสาม
  • และที่สำคัญ ขอบคุณแม่ผมที่ไปรับผมที่เขาชนไก่ ทำให้ได้รับแอร์เย็นช่ำก่อนเพื่อนคนไหนๆ

จบบริบูรณ์

ป.ล. ขอบคุณภาพจาก [Shinawatra Ngamlamai]