/ review

ป้ายยา 2020: ของที่ซื้อมาใช้ในปีที่ผ่านมาแล้วอยากบอกต่อ

เขาบอกว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่ปี 2020 ให้ทำเราเข้าใจว่า ซื้อได้ เยอะด้วย 5555

คีย์บอร์ด Logitech MX Keys

ตั้งแต่เริ่มมีเงิน ก็เริ่มคิดเรื่องการซื้อคีย์บอร์ดใหม่ตลอดเวลา ซึ่งในปีนี้ก็ได้ลองไปหลายคีย์บอร์ด ทั้งแบบทั่วไป และแบบ Mechanical ซึ่งสุดท้ายก็ได้ตัวที่ชอบและเหมาะกับเราที่สุด คือ Logitech MX Keys

ข้อดีของมันคือ เงียบมาก ๆ เงียบกว่า Logitech k375s ที่เป็น rubber dome ธรรมดาอีก นอกจากนี้ความรู้สึกของการกดยังดีมาก นุ่มนวลมือ พิมพ์สบาย ใช้แล้วเขียนโปรแกรมเร็วขึ้นหลายเท่า แถมยังมี blacklight ที่สามารถติดขึ้นมาได้เองหากเอามือไปปาดเหนือคีย์บอร์ดอีกด้วย

ข้อเสียอย่างเดียวของมันคือไม่มี TKL version ครับ

สำหรับคีย์บอร์ดนี้ ราคาอยู่ที่ 36xx มีขายโดย Logitech official shop ใน shopee ครับ แต่เป็นเวอร์ชั่น English layout หากใครอยากได้คีย์ไทยด้วยก็แนะนำให้สั่งจากร้าน Bangkok gadget ซึ่งราคาก็อยู่ประมาณ 39xx ครับ แต่ผมได้มาตอนช่วงลด เหลือประมาณ 36xx เท่ากับที่ Logitech official ขายเลย

เครื่องชงกาแฟแคปซูล Nespresso

พอย้ายมาทำงานบริษัทปัจจุบัน ได้เห็นคนในออฟฟิศดริปกาแฟกันบ่อยมาก เลยไปขอเขาชิมบ้าง พอได้ชิมก็ติดใจรสชาติที่แตกต่างขึ้นมาทันที เพราะปกติกินแต่กาแฟสำเร็จรูปซองที่ขายตามห้างทั่วไป ก็เลยพยายามศึกษาเรื่องกาแฟเพิ่มเติม ก็ไปดูอุปกรณ์ดริปกาแฟ ไปเช็คราคา (ขอบคุณประสบการณ์จากสมัยทำงานบ.กาแฟ มีความรู้นิดหน่อยติดมา) ดูทางเลือกอื่น ๆ หลาย ๆ อย่าง จนเริ่มมาอ่านเรื่องของเครื่องทำกาแฟแคปซูลจริงจัง

สุดท้ายก็แบ่งสเกลการทำกาแฟเป็นสามอย่าง คือ

  1. กาแฟสำเร็จรูปซอง - รสชาติน่าเบื่อ / สะดวก
  2. กาแฟแคปซูล - รสชาติหลากหลาย / มีของต้องจัดการเพิ่ม ทั้งการดูแลเครื่องและหาซื้อกาแฟ รวมถึงราคาต่อแก้วแพงขึ้น
  3. ทำมือ เช่น ดริป, aeropress, ฯลฯ - รสชาติครบถ้วน ปรับแต่งได้เอง หลากหลาย มีให้ลองไม่จำกัด / อุปกรณ์เยอะ ยุ่งยาก แพง เสียเวลา

พอเปรียบเทียบได้แบบนี้แล้วก็พบว่าตัวเราเหมาะกับกาแฟแคปซูลที่สุด เพราะ เป็นคนขี้เกียจและสาย minimalist ที่ไม่ชอบมีของเยอะเกินความจำเป็น เลยตัดตัวเลือกสามทิ้งทันที

ตอนนี้ใช้มาจะสองเดือนแล้วก็มีความสุขดี มีกาแฟให้ลองได้เรื่อย ๆ ทางร้าน Nespresso ก็มีพนักงานแนะนำดี ให้ลองชิมกาแฟได้เรื่อย ๆ ระหว่างซื้อ เลยโอเคกับบริการหลังการขายด้วย นอกจากนี้ยังง่ายและสะดวก เรากินข้าวเช้าก่อนไปทำงาน ก็เสียเวลาเพิ่มจากเดิมไม่เท่าไหร่

อย่างตัวที่ผมใช้เป็น Nespresso essenza mini ตัวถูกสุดของแบรนด์ Nespresso ครับ เหมาะกับสายกาแฟ ที่ชอบดิ่มกาแฟหลาย ๆ แบบ เรื่องเมล็ด การคั่ว และชอบสัมผัสกับรสชาติที่มันซ้อนอยู่ในกาแฟ เช่น aftertaste ต่าง ๆ

หากใครไม่ใช่สายกาแฟมาก แต่ชอบแนวกาแฟร้านคาเฟ่ ลาเต้ มอคค่า กรีนทีมัทฉะ ก็อยากแนะนำให้ไป Dolce Gusto แทน อันนั้นจะมีตัวเลือกแคปซูลเหมาะกับคนสายนี้มากกว่าครับ

ถ้าใครอยากจะซื้อ Nespresso machine แนะนำให้ไปที่สาขาครับ อย่าซื้อออนไลน์ครับ ไปโดนการบริการระดับคุณภาพของ Nespresso shop ที่ถ้าหลงเข้าไปแล้ว การเดินออกมาโดยไม่ซื้อจะรู้สึกบาปมากครับ

Nespresso essenza mini

ซื้อพร้อมโปรได้เครดิตซื้อแคปซูลฟรีสามกล่อง + ได้เซ็ตแคปซูลสำหรับทดลองใช้มาพร้อมในเครื่อง

โต๊ะยืนทำงาน SKARSTA

โต๊ะยืนทำงานคือของที่อยากได้ตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยแล้ว เพราะสมัยก่อนเป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกายมาก เวลานั่งนาน ๆ ก็เมื่อยแล้วเพราะไม่มีกล้ามเนื้อหลังพยุงเท่าไหร่ จนพอมาทำงานจริงก็เลยเก็บเงินซื้อโต๊ะทำงานใหม่แทนที่โต๊ะคอนโดตัวเดิม

ตัวนี้คือ SKARSTA ของ Ikea ครับ เป็นโต๊ะปรับยืนนั่งทำงานด้วยมือหมุน ถ้าดูในภาพที่แนบมาด้านล่างจะเห็นว่ามีที่หมุนอยู่ทางขวามือของโต๊ะ ใช้ปรับขึ้นลงครับ ตัวนี้ราคาแค่ 6990 บาท ขนาด 120x70cm ไม่แพงถ้าเทียบกับโต๊ะปรับระดับไฟฟ้าตามตลาด แต่ถ้าอยากได้ใหญ่กว่านี้ Ikea ก็มีขายครับ ราคาก็บวกขึ้นตาม

บางคนอาจถามว่าทำไมไม่ซื้อโต๊ะไฟฟ้าไปเลย ก็ตอบได้คำเดียวเลยครับว่า มันแพง ซึ่งอันที่จริงผมก็ไม่ได้มีปัญหากับการหมุนขึ้นลงเท่าไหร่ ไม่ได้ใช้เวลาหรือแรงมาก และถือว่าได้ออกกำลังกายด้วย

แต่สำหรับคนที่สนใจ แต่ขึ้เกียจหมุน ๆ ก็แนะนำ Bekant ครับ ของ Ikea เหมือนกันแต่เป็นโต๊ะปรับระดับไฟฟ้า จะปรับได้ต่ำกว่าและสูงกว่าโต๊ะแบบหมุนมือครับ สวยกว่าด้วยนะ ก็สนนราคาที่ 19,500 บาทเท่านั้นครับ ลิงค์ตามนี้ครับ

โต๊ะจะมีที่หมุนปรับระดับทางขวามือ แต่ตอนประกอบเราเลือกฝั่งได้เองว่าอยากเอาไว้ทางซ้ายหรือขวาของโต๊ะ

ตัวหมุนจะเก็บเข้าไปใต้โต๊ะได้หากไม่ใช้งาน ซึ่งอันที่ผมซื้อมาถึงอาจจะไม่สวยเท่า Bekant แต่ก็เรียบดีครับ

ตั้งกล้องถ่ายตัวเองระหว่างใช้โต๊ะทำงาน

คีย์บอร์ด Microsoft sculpt ergonomic

สมัยเด็กก็คิดเสมอว่า คีย์บอร์ด เมาส์ อะไรพวกนี้มีแค่อันเดียวก็พอ เราจะมีสองสามอันไปทำไม แต่สงสัยความคิดนั้นใช้ไม่ได้อีกแล้วครับ...

ช่วง Work from home ต้นปี ทรมานกับอาการปวดข้อมือพอสมควรเพราะโต๊ะทำงานไม่ดี คีย์บอร์ดและเมาส์ก็ไม่ดี จนสุดท้ายตัดสินใจกัดฟันซื้อคีย์บอร์ด ergonomic อันแรกในชีวิตครับ ซึ่งได้ตัวนี้มา ราคา 37xx บาท ซื้อจาก JIB Online ครับ

คีย์บอร์ด Logitech MX Keys นั้นเป็นตัวประจำบ้าน ส่วนเจ้าตัวนี้คือตัวประจำสำนักงานครับ ไว้ใช้ที่ออฟฟิศแทนเพราะอยู่ออฟฟิศเน้นทำงานเป็นหลัก และโต๊ะออฟฟิศเล็กกว่าโต๊ะที่บ้านด้วย เจ้าตัวนี้สามารถแยกส่วน numpad ออกมาได้ เลยทำให้คีย์บอร์ดเป็น TKL และเล็กลงครับ เลยวางที่ออฟฟิศสะดวกกว่า

คีย์บอร์ดรูปร่างประหลาด ตอนเอาไปใช้ครั้งแรก คนในออฟฟิศชอบมาถามว่าใช้งานได้จริงหรอ พิมพ์ยากไหม ซึ่งก็ขอตอบเลยว่า ใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะเริ่มคุ้นเคยครับ แต่เอาจริง ๆ ผ่านมาครึ่งปีแล้วก็ยังรู้สึกแปลก ๆ อยู่ดีเวลาใช้ แต่ก็ยอมแลกเพราะตั้งแต่ใช้ตัวนี้ทำงานแทน ก็ไม่มีปัญหาปวดข้อมืออีกเลยครับ

ตัวคีย์บอร์ดดีไซน์มาให้เราสามารถวางมือลงไปพิมพ์ได้โดยที่ไม่ต้องหักข้อมือมากเกินไปครับ เราสามารถวางข้อมือเป็นแนวตรงได้เลยในการใช้งาน แถมมีที่รองรับข้อมือทำให้เวลาวางมือลงบนคีย์บอร์ดจะสบายมากกว่าเดิม นอกจากนี้ตัวคีย์บอร์ดยังดีไซน์มาให้มีเนินสูงขึ้นมานิดนึง แก้ปัญหาที่เวลาเราใช้คีย์บอร์ด แล้วเราวางข้อมือบนโต๊ะ เราจะต้องหักข้อมือขึ้นมาเพื่อพิมพ์แป้น (ปัญหานี้ใครใช้คีย์บอร์ด Mech สูง ๆ จะเข้าใจครับ)

ไงก็ดี ความจริงแล้วตัวที่อยากได้ที่สุดไม่ใช่ Microsoft sculpt ergonomic นะครับ แต่เป็นเจ้า Logitech Ergo k860 แทนครับ แต่ปัญหาคือมันไม่มีขายในไทย ถ้าจะซื้อจากนอกก็จะแพงมาก ๆ ครับ แถมมันยังใหญ่กว่าคีย์บอร์ดปกติอีกด้วย โดยเฉพาะถ้าเทียบกับ Microsoft sculpt ที่เป็น TKL ได้ด้วยครับ

เมาส์ Logitech MX Ergo

มีคีย์บอร์ดแล้วก็ต้องมีเมาส์ด้วย ตอนนี้ตัวที่เป็นดวงในในการใช้ทำงานและชอบเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังที่สุดก็คือ Logitech MX Ergo ซึ่งเป็น Trackball mouse ครับ

ครั้งแรกที่เคยใช้ Trackball mouse คือสมัยประถมที่ได้ไปออฟฟิศของเพื่อนอากงครับ ประสบการณ์ครั้งแรกนั้นไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ รู้สึกว่าใช้ยากและงง ๆ ด้วย จากนั้นก็คิดเสมอว่าไม่ชอบเมาส์จำพวกนี้ จนกระทั่งช่วง Lockdown ที่อยู่บ้านทำงานนาน ๆ โต๊ะเล็กเลยขยับเมาส์ลำบากแถมปวดข้อมือจากเมาส์อันเก่าด้วย สุดท้ายเลยลองซื้อตัวนี้มาใช้

ตอนที่แกะกล่องออกมาแล้วลองใช้ครั้งแรกคือประทับใจมาก ความรู้สึกแพงส่งผ่านมือมาได้เลย 555 นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทำงานได้ทันทีโดยไม่รู้สึกแปลกอะไรด้วย แค่ปรับความเร็วเพิ่มเติมนิดหน่อย กับปุ่มพิเศษต่าง ๆ ก็สามารถใช้ทำงานได้เลย มหัสจรรย์ดีครับ

ทุกวันนี้ใช้เมาส์อันนี้ที่ทำงานทั้งวันไม่ปวดเมื่อยเลยครับ แต่พอต้องกลับมาใช้เมาส์เล่นเกมที่บ้านก็ชอบปวดข้อมือบ่อย ๆ เลยการันตีได้เลยว่า เมาส์นี้ดีจริงครับ ใช้ทำงานได้ทั้งวันไม่ปวดเมื่อยข้อมือเลย

เมาส์นี้สนนราคาที่ 26xx ครับ ซื้อจาก Logitech official shop ใน Shopee

เมาส์ดูแพง แต่ค่าผ่าตัดอุโมงข้อมือน่าจะแพงกว่าครับ...

เอาจริง ๆ ผมเคยรีวิวตัวเต็มไปแล้วลองอ่านต่อได้ที่นี่ครับ รีวิว: Logitech MX Ergo เมาส์ trackball สุดคูลที่ดีไซน์มาเพื่อสุขภาพและความสบาย

Herman Miller - Sayl

เรื่องสุขภาพมาทั้งคีย์บอร์ด โต๊ะ เมาส์ สุดท้ายที่ขาดไม่ได้คงเป็นเก้าอี้ครับ

เหมือนกับเมาส์และคีย์บอร์ดครับ ช่วง Lockdown ที่ต้อง Work from home นาน ๆ ปัญหาสุขภาพเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งปวดเมื่อยหลัง ข้อมูล คอบ่าไหล่เต็มไปหมด แต่ที่หนักสุดตอนนั้นคงเป็นปวดหังครับ เพราะเก้าอี้ที่ห้องคอนโดไม่เหมาะกับการนั่งทำงานนาน ๆ สุดท้ายเลยลองหาเก้าอี้มาใช้ดู

ตอนนั้นเคยได้ยินชื่อเสียงของ Herman Miller มาพอสมควร แต่เพราะราคาที่เริ่มต้นประมาณสองหมื่นไปจนถึงหกหมื่นก็เลยไม่คิดจะเปิดไปดูเลย จนกระทั่งรู้ว่ามันมีบริการเช่าเก้าอี้พวกนี้ด้วยนะ

ร้านที่ผมเช่าคือ ER Care มีให้เลือกหลายรุ่น โดยตัว Sayl ที่ผมเช่ามานั้นสนนราคาที่ 849 บาทต่อเดือนครับ แต่ต้องเช่าขั้นต่ำสามเดือน เจ้าของร้านอัธยาศัยดีครับ แนะนำอะไรให้หมดเลย ใครสนใจก็ไปลองดูได้ครับ

ไม่เล่าเยอะว่าดีไหม เพราะเล่ามาแล้วในบล็อก รีวิว: เก้าอี้หลักหมื่นอย่าง Herman Miller - Sayl นั่งแล้วก้นลอยไปสวรรค์ได้จริงหรอ? ครับ ลองไปอ่านกันได้

อย่างไรก็ดี เจ้าเก้าอี้นี้ก็มีข้อเสียอยู่หน่อยคือ มันไม่เหมาะกับการนั่งพักผ่อนดูหนังที่บ้านเลยครับ เพราะมันพยายามฟิตให้ท่านั่งเราเป๊ะตลอด บางครั้งอยากจะเอนนอนมาบ้างก็ทำไม่ได้ครับ

หูฟังตัดเสียงรบกวนไร้สาย Sony WI-1000X

สมัยก่อนผมไม่เคยเข้าใจคนที่ใช้หูฟังราคาหลักหมื่นเลยจริง ๆ ครับ จนกระทั้งได้มาใช้เอง...

เจ้าตัวนี้เคยได้ลองใช้ครั้งแรกที่มหาลัย ขอยืมเพื่อนเอาครับ พอได้พบกับคำว่า Active noise cancelling ไปก็ติดใจทันที แถมคุณภาพเสียงของหูฟัง Sony นั้นก็ยิ่งทำให้ชอบครับ ตอนนั้นเอาไปเทียบกับหูฟังฟรีที่ได้แถมมาสมัยก่อน คือ แทบจะเลิกใช้หูฟังเก่าในทันทีครับ

สุดท้ายก็ได้ซื้อมาใช้เองตอนทำงานแล้ว เพราะมีเงินแล้ว แต่ตอนที่ซื้อมันลดเหลือแค่ 46xx แล้ว จากราคาสมัยเปิดตัว 12xxx บาทครับ ก็นับว่าคุ้มอยู่ ที่ราคาลงขนาดนั้นคิดว่าเพราะมีข่าวลือเรื่อง WI-1000XM2 จะออกผนวกกับ Sony WF-1000XM3 ที่เป็น true wireless นั้นกำลังฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง

เสียงของ WI-1000X ถือว่าครบถ้วนดีมาก เสียงร้องและเครื่องดนตรีนั้นใสกริ๊งเลยทีเดียว แต่เบสจะไม่หนักมาก ซึ่งเป็นสไตล์ผมอยู่แล้วที่ชอบฟังเพลงสบาย ๆ

เรื่องหูฟังตัดเสียงรบกวนนี่ผมอยากบอกเลยว่า ถ้าใครมีกำลังทรัพย์พอก็อยากชวนให้ซื้อมาใช้อย่างน้อยหนึ่งตัวครับ โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศ เวลาทำงานจะมีสมาธิมากขึ้นมาก ๆ อย่างยิ่งกับคนที่ทำงานในออฟฟิศแบบ Open space office ครับ

แต่เขียนมาตอนนี้ก็คงไม่อวยให้ซื้อตัวนี้แล้วครับ ถ้าใครสนใจก็ไปหาซื้อตัวใหม่ที่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเลยดีกว่า เช่น WI-1000X หรือ WF-1000XM3 ที่ตอนนี้ราคาก็ตกลงมาพอสมควรแล้วครับ

สำหรับคนที่สงสัยว่าทำไมผมไม่ซื้อ WF-1000XM3 เพราะช่วงนั้นฮิตจัด ๆ เหตุผลก็คือ ผมกลัวมันหายครับ ได้ข่าวว่ามีคนใส่เดินทางแล้วทำหล่นหายระหว่างอยู่บนรฟฟ.บ้าง หรือเพื่อนปั่นจักรยานมาทำงานก็เคยทำหล่นระหว่างทางแล้วก็มี เลยไม่กล้าใช้ครับ ใช้แบบแขวนคอสบายกว่าเวลาถอดออกครับ เราแขวนไว้ที่คอแล้วก็ปล่อยสายหูฟังห้อยลงมาได้เลย

สุดท้าย

บางคนอ่านอาจจะสงสัยทำไมใช้เงินเปลืองจัง ซื้อของทีสองสามพันตั้งหลายชิ้น เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้รวยอะไรขนาดนั้นครับ ทั้งหมดนี้ก็ทยอย ๆ ซื้อในช่วงปีแรก ๆ ของการทำงาน พอมีเงินก็เลยเริ่มมีโอกาสได้ซื้อของที่เคยอยากได้สมัยเด็กหลาย ๆ อย่าง

ตอนนี้ของที่อยากได้และจำเป็นต้องใช้ก็เก็บมาได้หมดแล้ว ก็หวังว่าปี 2021 คงจะเบา ๆ เรื่องการใช้เงินซื้อของลงได้พอสมควรครับ...